วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2020 ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ



ขอโปรดให้ทุกย่างก้าวของลูก

มั่นคงอยู่ในพระดำรัสของพระองค์
ขออย่าทรงให้ความบาปผิดใดๆ
มีอำนาจเหนือลูกเลย

 

บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

https://youtu.be/0zkuhzWyoJ0

https://youtu.be/mqKjTXfC66g

 ข้าจะรักและบูชา

https://youtu.be/B080gjZd38A

 

 

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

อ่าน :

ยรม 1:17-19

มก 6:17-29

 

เมื่อยอห์นแบปติสต์ ไม่กลัวที่จะตักเตือน

ยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง ต่อผู้มีอำนาจที่ประพฤติผิด

ด้วยความจริงใจ คำพูดของท่านจึงเปี่ยมด้วยพลัง

 

เมื่อพระเจ้าทรงส่งประกาศกเยเรมีย์

ไปทำหน้าที่ประกาศกตักเตือนนั้น

พระองค์ทรงย้ำว่า “อย่ากลัว”  เพราะ

แม้จะมีคนขัดแย้ง ต่อสู้ คิดร้าย 

พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ชนะ เพราะ

“เราอยู่กับท่าน”..

 

การยืนหยัด ยึดมั่น ในความถูกต้อง 

ไม่ปล่อยให้ความถูกใจ เข้าไปมีอำนาจครอบงำ

ทำให้นักบุญยอห์น แบบติสต์ 

ได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ ต่อหน้าพระเจ้า

พระศาสนจักรระลึกถึงทั้งวันเกิด

และวันตายของท่าน

 

หมายเหตุ..

ถ้าวันนี้ทำถูกต้อง...

ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

สำหรับวันพรุ่งนี้

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2020

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญยอห์น บัปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ทรงเห็นแก่ผู้รับเชิญ…” (ลก 6:17-29)

 

เห็นแก่ผู้ได้รับเชิญ

เห็นแก่ท่านผู้มีพระคุณ

 

โอ้ วิญญาณข้าฯ เอ๋ย

แล้วใยเจ้าไม่เห็นแก่พระเจ้า

องค์ความดีบริบูรณ์บ้างหรือ...

 

เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

เจ้าเลือกอะไรผิดไปหรือเปล่า

อะไรมันบังตาเจ้าหรือ...

ทำให้เจ้าเห็นผิดเป็นชอบไปได้...

 

________________

 

นักบุญยอห์น บัปติสต์ ที่พระศาสนจักรระลึกถึงการเป็นพยานถึงความจริง การเป็นมโนธรรมของสังคม ที่ท่านยืนยันว่า สิ่งที่เป็นความผิด ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำ มันก็เป็นสิ่งที่จะกลับเป็นถูกไปไม่ได้ และท่านได้กล้าที่จะเตือนกษัตริย์ เช่นกษัตริย์เฮโรด จนที่สุด ความตายก็ทำให้ท่านได้เป็นพยานถึงความจริง

 

ผมไม่ได้มีโอกาสเขียนบทไตร่ตรองมาแบ่งปันให้พี่น้องหลายวันแล้ว วันนี้ วันที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ความอ่อนแอฝ่ายร่างกาย ทำให้ผมต้องล้มลง อาการไข้ที่รุมเร้าผมวันนี้ แม้เช้านี้ ผมยังดีอยู่เลย แต่อยู่ๆ ก็ปวดหัว มึนศีรษะ จนผมทรุดตัวลง และต้องเข้าโรงพยาบาลนั้น มันกลับเป็นสิ่งที่มีค่าจริงนะ... เพราะระหว่างทาง ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่ขับรถพาผมไปโรงพยาบาล ได้มีโอกาสไตร่ตรองอะไรมากมายที่ผ่านมา และมันก็กลับเป็นเวลาที่ทำให้ผมมีโอกาสกลับมาทำสิ่งที่ไม่ได้ทำมาหลายๆ วันแล้วด้วย  เมื่อบ่ายนี้ ผมพอดีขึ้นบ้าง จึงกลับมาเขียนบทไตร่ตรองพระวาจาส่งมาแบ่งปันกับพี่น้อง... พระวาจาของพระเจ้าวันนี้เอง เป็นตอนที่ผมรู้สึกโมโหตั้งแต่เป็นเด็กๆ จนวันนี้ แม้ไม่โมโหแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจ อะไรที่มันบังตาของเฮโรด ทำให้มองไม่เห็นความผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย...

 

“ทรงเห็นแก่ผู้รับเชิญ…” ประโยคนี้มันทิ่มแทงใจผมจริงๆ ครับ มันเป็นเหตุผลที่ท่านไม่อาจจะปกป้องคนดีๆ ไว้ได้กระนั้นหรือ... หลายครั้งที่ผมคิดเอาว่า หากผมเป็นกษัตริย์ ผมจะถามลูกสาวของนางเฮโรเดียสว่า “ทำไมลูกทำเช่นนี้ ทำไมขอชีวิตของพี่น้องล่ะลูก” และ “ใครแนะนำเธอเช่นนี้ ไปเรียกเขามาคุยกันหน่อยซิ” หรือ “การขอเช่นนี้ เธอดูถูกความดีของกษัตริย์มากเกินไปหรือเปล่า” อีกยาวครับ ผมคิดว่า วันนั้น หากผมเป็นเฮโรด สิ่งที่น่าจะเป็นคือ ยอห์นไม่น่าต้องตาย แต่คนที่น่าถูกลงโทษ น่าจะเป็นนางเฮโรเดียสมากกว่ามิใช่หรือ...

 

พี่น้องครับ ประสบการณ์ของการเป็นนักบวช และการเป็นพระสงฆ์ รวมถึงการเป็นพ่อเจ้าอาวาสด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมและหลายคนต้องเผชิญ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ผมไม่ยอมแพ้ ผมยอมเสียผู้มีพระคุณบางท่านไป แต่ผมไม่ยอมเสียอุดมการณ์ของการเป็นลูกของพระ อุดมการณ์ของการเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ เป็นพ่อเจ้าวัด...

 

สิ่งนั้นคือ “ผู้มีพระคุณ” ครับ คือคนนี้มีพระคุณกับบ้านของเรา คนนี้ทำบุญให้วัดของเรามากมาย คนนี้ช่วยกิจการของคณะของเราอยู่เสมอ และเราก็จำต้องเห็นด้วย เดินตามคำแนะนำ ที่หลายครั้งมันก็ผิดต่อวินัยของการเป็นนักบวช หนักที่สุด มันก็ขัดแย้งต่อการเป็นลูกของพระเจ้า ดังที่เฮโรดได้ให้เหตุผลในพระวรสารวันนี้ “ทรงเห็นแก่ผู้รับเชิญ…” โห อับอายขายหน้าไหมที่เกิดมาเป็นกษัตริย์???

 

นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมด้วย พี่น้องครับ มีหลายๆ คนที่มีพระคุณกับผม พ่อแม่ ครูอาจารย์ และอีกมากมาย ผมขอบคุณครับ ที่ช่วยเหลือผม ผมขอบคุณที่ให้การสนับสนุนผม แต่ผมขออยู่อย่างเดียวครับ “ขอท่านอย่าบังคับให้ผมต้องหักเหไปจากความดีแห่งการเป็นลูกของพระเจ้าเลย ขออย่าเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของการเป็นนักบวชฟรันซิสกันผู้ยากจนของผมเลย” ท่านจะทำบุญ ผมขอบคุณ แต่ขออย่าควบคุมชีวิตของผม จนทำให้ผมเดินนอกทางที่ผมตัดสินใจเดินตามพระคริสตเจ้าเลย คืออย่าเปลี่ยนวิถีชีวิตของผมเลย... และดังนี้ ก็มีผู้มีพระคุณของผมบางคน ถอยห่างไปจากผม และไม่ช่วยผมอีกเลย ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรครับ แต่ เพราะความเป็นลูกของพระเจ้า ความเป็นนักบวชอันมีค่า ผมคงไม่ยอมให้ใคร หรืออะไร นำให้ผมเดินนอกทางแห่งความจริงแน่นอนครับ

 

พี่น้องที่รัก “ความเกรงใจ” ความเกรงใจแบบที่ว่า เพราะเห็นแก่ใครบางคน เพราะเห็นแก่หน้าตานั้น... พี่น้องครับ มันเหมาะสมไหมกับการเป็นลูกของพระเจ้า ขอเราไตร่ตรองกันดีๆ นะครับ... พระสงฆ์เจ้าวัดหลายองค์ไม่กล้าเตือนสัตบุรุษบางคน เพราะคนนั้นทำบุญให้วัดมาก คนนั้น คือผู้มีพระคุณ คนนั้นคือพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเราเอง...

 

โอ้ วิญญาณข้าฯเอ๋ย เพราะเห็นแก่คนเหล่านั้น ... แล้วเจ้าไม่เห็นแก่องค์ความดีบ้างหรือ???

 

ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าให้มีสิ่งใด ทำให้ลูกเบี่ยงเบนไปจากอุดมการณ์แห่งการเป็นลูกของพระองค์เลยพระเจ้าข้า... เห็นแก่พระองค์บ้าง คงเป็นคำเตือนใจที่ดีจริงๆ ของลูกวันนี้... ลูกจะเห็นแก่พระองค์บ้าง...

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 20 ระลึกถึงนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้างถูกตัดศีรษะ

บทอ่าน ยรม 1:17-19 / มก 6 :17-29

พระวรสารได้บรรยายให้เราเห็นภาพของยอห์น ที่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้า ขณะที่ท่านเห็นพระองค์เสด็จมาหาท่าน ท่านได้กล่าวว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า ผู้ทรงลบล้างบาปของโลก ผู้นี้คือผู้ที่ข้าพเจ้าเคยพูดถึงว่า ‘บุรุษผู้หนึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า และนำหน้าข้าพเจ้า       เพราะมาอยู่ก่อนข้าพเจ้า” (ยน 1:29-30) ท่านจึงเป็นประจักษ์พยานว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ และบรราดาสานุศิษย์ เป็นต้น บรรดาสานุศิษย์ของยอห์น เมื่อได้ยินคำพูดของยอห์น ก็ได้ติดตามพระเยซูเจ้าไป พวกเขารู้สึกมีความสุข ที่ได้ติดตามพระองค์ “เราได้พบพระเมสสิยาห์” (ยน 1:14) พวกเขารู้ทันทีว่า พระองค์ประทับอยู่ ทำไมพวกเขาจึงได้พบพระองค์? เพราะว่ามีคนที่เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงพระเยซูเจ้า และผู้นั้น คือ ยอห์น

และเรื่องทำนองเดียวกันได้เกิดขึ้นกับบรรดาคริสตชน ที่ได้ประกาศว่าพระเยซูเจ้า คือ พระเป็นเจ้า มีบรรดาพระสังฆราช และพระสงฆ์จำนวนมาก ที่ได้ประกาศว่าพระเยซูเจ้า คือ พระเป็นเจ้า แต่ว่าทุกคนได้เป็นประจักษ์ถึงพระเยซูเจ้าหรือไม่? หรือคริสตชน ที่เจริญชีวิตไม่แตกต่างจากคนอื่น ๆ แต่ประกาศว่าตัวเองเป็นคริสตชน เพราะตัวเองได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเยซูเจ้า เพราะฉะนั้น ฉันจึงเป็นคริสตชน แต่การเป็นคริสตชนนั้น ก่อนอื่นจะต้องเป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้า และบรรดาอัครสาวกได้เคยกระทำ เพราะการเป็นอัครสาวกหมายถึง การเป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้า จึงทำให้พรศาสนจักรแพร่ขยายไปทั่วโลก การเป็นประจักษ์พยานและการเป็นมรณสักขีเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ละคนเป็นประจักษ์พยานด้วยวิธีการแตกต่างกัน ยอห์น คือ บุคคลที่เจริญชีวิตในถิ่นทุรกันดาร ด้วยความสมถะ และเป็นประจักษ์พยานด้วยการยอมพลีชีวิตเพื่อพระเยซูเจ้า เพราะไปตำหนิความประพฤติของกษัตริย์เฮโรด ที่เอามเหสีของน้องชายมาเป็นมเหสีของตน ขอให้เราวิงวอนขอนักบุญยอห์น ให้เราได้เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้า ด้วยการเสียสละทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์ แม้จะต้องเสียชีวิตเพื่อพระองค์ก็ตาม.

 

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

 

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

 

 

https://youtu.be/n6k4HOeoI_Y