วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฏาคม 2020 ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช

 

 

 ขอพระเจ้าทรงสดับคำร้องทูลของท่าน

และขอทรงนำท่านในทางแห่งน้ำพระทัยของพระองค์

เพราะไม่มีทางไหนที่จะดีไปกว่า...

ทางที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม

 

บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฏาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช

https://youtu.be/4WwAu4t_yX4

 

https://youtu.be/6XPrtRSUmXs

 

พระสัญญา

https://youtu.be/tv0XbUqKtkk

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฏาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช

อ่าน :

ยรม 2:1-3, 7-8, 12-13

มธ 13:10-17

 

พระเยซูเจ้าทรงทำให้บรรดาศิษย์ได้เข้าใจว่า

สำหรับคนที่มีจิตใจแข็งกระด้าง 

มองเท่าไหร่ .. เขาก็ไม่เห็น 

ฟังยังไง .. เขาก็ไม่ได้ยิน

สิ่งที่ได้ยิน .. ก็ไม่เข้าใจ

 

ประกาศกเยเรมีย์ ย้ำเตือนประชากรอิสราเอล 

ให้พวกเขาได้ตระหนักว่าเมื่อพวกเขามีจิตใจ

ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ต่อพระเจ้า พวกเขาได้รับ

พระพรมากมาย แต่ในช่วงเวลา ที่พวกเขา

มีใจแข็งกระด้าง พวกเขาต้องตกอยู่ในความทุกข์ยาก

 

โดยการเป็นแบบอย่างที่ดี ให้กับสมาชิกในครอบครับ

ทำให้นักบุญบรียิต ได้กลับเป็นเครื่องหมาย

ความรักของพระเจ้า สำหรับลูก ๆ ของท่าน

และพระเจ้าได้ทรงเลือกสรรลูกของท่านคนหนึ่ง

ให้ได้รับเกียรติในฐานะนักบุญ คือ

นักบุญคัทธารีนา แห่งสวีเดน

 

หมายเหตุ..

ความอ่อนน้อม ถ่อมตน

เป็นเครื่องประดับตน

ให้คนงาม...

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2020

สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“จะได้ไม่ต้องกลับใจ...” (มธ 13:10-17)

 

การได้พบความรอดพ้นนั้น

แท้จริงแล้วมาจากการฟัง

นี่คือปรีชาญาณที่สำคัญ

 

แต่หลายครั้ง

มันน่าเศร้าเหลือเกิน

ที่เราไม่อยากฟัง

ไม่อยากเข้าใจ และไม่อยากรับรู้

เพื่อเราจะพูดประโยคนี้ว่า

“ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด”

 

แต่เพื่อเราจะได้ไม่ต้องกลับใจ

และเราจะไม่ได้รับการรักษาจากพระเจ้าด้วยหรือเปล่า...

 

________________

 

“ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” ประโยคนี้ เราได้ยินบ่อย จริงๆ มันก็พอรับได้นะครับ แต่หากว่า ความไม่รู้นั้น อยู่ในบริบทที่พระวรสารวันนี้พูดถึงละครับ... พี่น้องที่รัก แรงจริงๆ เมื่อพระเยซูเจ้าพูดแบบนี้ เมื่อบางคนไม่อยากฟัง ไม่อยากรู้ ไม่อยากเข้าใจ เพราะสิ่งที่ได้ยินกับหู ๆ ได้เห็นกับตานั้น มันคือความจริงที่เรียกร้องให้เข้าใจ ยอมรับ และส่งที่สำคัญคือ “กลับใจ” แต่เพื่อไม่ต้องกลับใจ จริงไหม ที่เราก็มักเลือกที่จะไม่ฟัง ไม่เรียนรู้ จะได้ไม่ต้องเข้าใจ จะได้ไม่ต้องกลับใจ และดังนี้ พระเยซูเจ้าก็ตรัสว่า “เราจะได้ไม่ต้องรักษาเขา” นั่นก็คือ ไม่ต้องเอาด้วยนะ “ความรอด” อ่ะ

 

พี่น้องที่รักครับ ความเชื่อของเรา แท้จริงแล้ว สิ่งที่บทอ่านที่หนึ่งวันนี้พูดน่าคิดจริงๆ เมื่อพระเจ้าเหมือนเดิม เหมือนในวันที่เราได้รู้จักและมีประสบการณ์กับพระองค์ในที่กันดารที่บทอ่านที่หนึ่งให้เราเห็นภาพการเดินทางของชาวอิสราแอล (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง ยรม 2:1-3, 7-8, 12-13) ที่พวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไร จากวันที่เขาได้รู้จักพระเจ้าผู้ทรงช่วยเขา แต่พอปีกกล้าขาแข็ง เขาก็ทรยศไปมีพระเจ้าอื่น... นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตัดพ้อกับเรา ยามเดือดร้อนก็เข้าพึ่งพระเจ้า แต่ยามสบายก็เปลี่ยนไป และทอดทิ้งพระองค์เสีย ในขณะที่พระเจ้ายังคงเหมือนเดิม แต่เราเท่านั้นที่เปลี่ยนไป... แล้วแท้จริงแล้ว เรารักพระเจ้าอย่างไรกันล่ะ เราจะรักพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร หากเราไม่เรียนรู้ที่จะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น

 

พระวรสารได้เตือนให้เราตระหนักถึงหัวใจที่พร้อมฟังพระวาจาของพระเจ้า รับไว้ในใจ และส่งผลให้เข้าใจ รับรู้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองที่เรียกว่า “กลับใจ” แต่หลายครั้ง พี่น้องที่รักครับ... คริสตชนวันนี้ แสวงหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าที่เรารักมากน้อยเพียงใด กี่ครั้งกี่คราที่เราไม่อยากเรียนคำสอน ไม่อยากรู้ความจริงด้านจริยธรรม เพราะไม่อยากที่จะต้องนำไปปฏิบัติ

 

สะท้านใจครูคำสอนอย่างผมจริงๆ เมื่อบางคนบอกว่า “ไม่อยากเรียนหรอก คำสอนอ่ะ ไม่อยากรู้อะไรมาก รู้มากก็ผิดมาก ไม่เรียนดีกว่า จะได้ไม่ต้องรู้ เมื่อไม่รู้จะได้ไม่ต้องบาป เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับใจ เพราะผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด...” โอ้ แบบนี้ก็มีนะ แต่พระวรสารวันนี้ แรงนะครับพี่น้อง... เมื่อพระเยซูเจ้าอาจจะถามว่า “แล้วจะเอาไหมล่ะ ความรอดพ้นอ่ะ” เพราะเมื่อเราไม่ต้องการการกลับใจ นั่นก็หมายความว่า เราไม่ต้องการการรักษาจากพระองค์ด้วย

 

ในวันเหล่านี้ ผมต้องตอบคำถามอภิบาลด้านคำสอนมากมาย บางครั้งผมสัมผัสว่า มีพี่น้องสัตบุรุษมากมาย ที่ไม่ใช่สักแต่ปฏิบัติตามกฎเท่านั้น แต่ต้องการทราบอย่างลึกซึ้งถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิต ว่าลูกของพระควรเจริญชีวิตเช่นใด... น่าประทับใจครับ เมื่อเห็นพี่น้องต้องการสิ่งที่มากไปกว่าการเจริญชีวิตตามกฎ แต่นั่นหมายถึงการเจริญชีวิตตามพระวรสารอันเป็นคู่มือชีวิตจิตคริสตชนของเรา และเป็นคู่มือที่สำคัญที่ทำให้เรารู้ความจริงด้านศีลธรรม อันเป็นความจริงที่นำไปสู่ความรอดพ้น... แต่ทว่า มีสักกี่คนที่พยายามแสวงหาความจริงนี้

 

และสิ่งที่สะท้านใจที่สุด ก็คือสิ่งที่ผมกำลังแบ่งปันนี้แหละครับ... บางครั้งเราอาจจะไม่อยากเรียนคำสอน ไม่อยากรู้มากมาย เพื่อจะได้อ้างว่า “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” พี่น้องครับ อ่านพระวรสารวันนี้ดีๆนะครับ ไม่รู้อ่ะ ไม่เป็นไร จะได้ไม่ต้องกลับใจ แต่ แต่ แต่ หากพระเยซูเจ้าถามล่ะ “จะเอาไหม ความรอดพ้นอ่ะ...” เอออ มันก็อยู่ที่การเลือกของเรานะครับ หากเรา... หลายครั้งรู้มากมาย แต่ไม่อยากรู้หนทางที่นำไปสู่ความรอดพ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินไป... แต่สุดท้าย ก็ไม่พบด้วยนะ... เอาไงล่ะ คราวนี้... ไตร่ตรองกันต่อนะครับ 

 

พี่น้องครับ คำสอนของพระเจ้า คือสิ่งที่เราต้องฟังพระองค์ตลอดชีวิต หมั่นทบทวนทำความเข้าใจ เพื่อเราจะเข้าใกล้ความจริงยิ่งๆ ขึ้น เพื่อความจริงจะได้ทำให้เราเป็นอิสระ... และดังนี้เอง เพื่อจะหล่อหลอมมโนธรรมของเราให้เที่ยงตรง 1) พระวาจาของพระเจ้า 2) คำสอนของพระศาสนจักร 3) พิธีกรรมและการภาวนา และ 4) เครื่องหมายแห่งกาลเวลา ครับพี่น้อง... เราต้องรู้นะครับ ต่อหน้าพระเจ้า หากจะบอกว่าผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด พี่น้องต้องทำให้พระองค์เห็นนะว่า เราได้พยายามเต็มที่แล้ว เพื่อแสวงหาความจริงของพระองค์ หากเราละเลย... พี่น้องครับ จะบอกว่า “ไม่รู้ไม่บาป ไม่รู้ก็ไม่ผิด...” คงไม่ได้ใช่ไหม หากเราไม่อยากออกแรงอะไรเลย เพราะจะได้ไม่ต้องกลับใจอ่ะ...

 

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์คือความจริง การเข้าใกล้พระองค์ คือการได้พบความจริงที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร... ขอพระองค์ทรงช่วยลูก ให้ลูกมุ่งมั่นแสวงหาความจริงของพระองค์อยู่เสมอ เพื่อจะได้กลับใจ และได้รับการรักษาจากพระองค์.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพฤหัสที่ 23 กรกฏาคม 20 สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน  ยรม 2:1-3,7-8, 12-13 / มธ 13 :10-17

พวกเราเคยมีประสบการณ์ของการอธิบายเรื่องราวและคำแนะนำแก่คนอื่น และเราก็ค้นพบว่า การเปรียบเทียบและการให้ตัวอย่าง ทำให้มีประสิทธิภาพที่จะทำให้จุดประสงค์นั้นสำเร็จไป  เป็นต้น เมื่อเรื่องราวที่จะอธิบายนั้นยากที่จะเข้าใจได้ การใช้นิทานเปรียบเทียบ จึงเป็นวิธีการที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ที่พระบิดาเจ้าใช้ประกาศ เพื่อการมาถึงพระราชัยของพระเป็นเจ้า ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงใช้นิทานเปรียบเทียบ เพื่อจุดประสงค์ ที่พระองค์ทรงต้องการอธิบาย

ถ้าการใช้นิทานเปรียบเทียบเป็นวิธีการของการสอนและการอธิบาย บรรดาประกาศกก็นิยมใช้ เพื่อสื่อสารข่าวสารของพระเป็นเจ้า แก่พวกประชาชน การใช้วิธีการเช่นนี้ ทำให้คำพูดของพวกท่านมีน้ำหนัก และเป็นที่ประทับใจ ในบทอ่านที่ 1 จากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ในวันนี้ ท่านเป็นคนที่มีอารมณ์หวั่นไหว และได้รับการเรียกจากพระเป็นเจ้าในสมัยยังเป็นหนุ่ม การมีอารมณ์หวั่นไหวของท่าน น่าที่จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับคนที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยา ท่านมีความรักที่มั่นคงต่อพระเป็นเจ้า ที่ได้ทรงเรียกท่าน และความรักที่มั่นคง ต่อประชากรที่ดื้อรั้น ท่านเป็นคนที่มีภาพพจน์ของความขัดแย้ง การทำพันธกิจของท่านแตกต่างจากพันธกิจของบรรดาประกาศกอื่น คือ ท่านทำพันธกิจนี้ในรัชสมัยของกษัตริย์ 4 พระองค์ ที่จริง พันธกิจในฐานะเป็นประกาศกของท่าน เป็นเวลาของความทุกข์อันยาวนาน ที่ท่านต้องจบชีวิตลง ด้วยการเป็นมรณสักขี จากน้ำมือของประชนที่ท่านรัก ที่ท่านพยายามจะนำพวกเขาให้กลับมาหาพระเป็นเจ้า มีการเปรียบเทียบว่า ชีวิตของประกาศกเยเรมีย์คล้ายกับชีวิตของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลแห่งความขัดแย้ง และได้สิ้นพระชนม์ ด้วยน้ำมือของคนที่ท่านพยายามรับใช้ และช่วยให้พวกเขาได้รับความรอด ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกได้รับใช้พระองค์ด้วยความซื่อสัตย์ เหมือนประกาศกเยเรมีย์ด้วยเทอญ.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)