วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ฉลองนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา

 

 

 

 

 ข้าแต่พระเจ้า ... รับโบนี... 

ขอความรักของพระองค์

เป็นพลังผลักดันลูก …

เพื่อลูกจะแสวงหาพระองค์

จนถึงที่สุด … …

 

 บทอ่านประจำวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020

ฉลองนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา

https://youtu.be/M0BVxzfZ1v4

 

https://youtu.be/fAoS17neCnQ

 

เพียงวาจาเดียว

https://youtu.be/YzqUDz9dxyg

 

 

 

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020

ฉลองนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา

อ่าน :

พซม 3:1-4ก  หรือ 2คร 5:14-17                

ยน 20:1,11-18

 

พระเยซูเจ้าทำให้ มารีย์ ชาวมักดาลาเข้าใจ

อย่างถ่องแท้ว่า “ความรัก”  มิใช่การเป็น เจ้าของ 

เพื่อครอบครอง แต่เป็น การเห็น รับรู้ ยอมรับ 

ปรับตน จนสามารถทำแม้ในสิ่งที่ตนไม่ชอบ 

เพื่อความดีของบุคคลที่ตนรัก

 

เปาโล บอกว่า “ความรัก” ต่อพระคริสตเจ้า 

เป็นพลังผลักดันท่าน ให้สามารถอุทิศชีวิต 

เพื่อบุคคลที่ตนรัก

 

ความรักของ มารีย์ ชาวมักดาลา

ที่พยายามแสวงหาพระเยซูเจ้า

ทำให้เธอ เป็นผู้โชคดีคนแรก

ที่ได้เห็น รับรู้ เพื่อเป็นพยาน

เรื่อง การกลับคืนชีพของพระเยซู 

คริสตเจ้า

 

หมายเหตุ...

“ความรัก”...ปราศจากเงื่อนไข

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020

สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

ฉลองนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา อัครสาวกของบรรดาอัครสาวก

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“องค์พระผู้เป็นเจ้าของดิฉัน...” (ยน 20:1, 11-18)

 

เพื่อจะสามารถรักพระเจ้าได้อย่างสุดจิตสุดใจ

คือการรักพระองค์ดั่งคนรัก

ที่เราแสวงหาพระองค์

ต้องการที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์

และมีพระองค์เป็นชีวิตของเรา

 

นอกนั้น...

คือความรักที่เกินคำอธิบาย...

 

________________

 

 

22 กรกฎาคม เวียนมาถึง วันที่พระศาสนจักรเชื้อเชิญให้เราฉลองนักบุญผู้น่ารักองค์หนึ่ง คือนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา เดิมวันนี้ เป็นวัน “ระลึกถึง” ซึ่งเป็นวันฉลองขั้นที่สาม แต่พระสันตะปาปาฟรันซิสของเรา ได้ประกาศให้เลื่อนขั้นของการฉลองวันนี้ คือ “ฉลอง” ซึ่งเป็นวันฉลองขั้นที่สอง (วันฉลองขั้นที่หนึ่ง คือขั้น “สมโภช”)... และยังขนานนามของท่านว่า “อัครสาวกของบรรดาอัครสาวก เนื่องจากข่าวดียิ่งใหญ่เรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระบุตร ได้ถูกเปิดเผยแก่ท่านเป็นคนแรก และจากนั้น พระองค์ก็ทรงส่งท่านให้กลับเป็นผู้ประกาศข่าวดีนี้แก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ เพราะท่านเป็นคนที่รักรพระองค์มาก

 

พี่น้องที่รักครับ เช้านี้เมื่อทำวัตรแรก ในการภาวนาแรกเมื่อตื่นขึ้น เมื่ออ่านพระวาจาของวันนี้ บทอ่านที่หนึ่งที่หวานเหลือเกิน (เพลงซาโลมอน 3:1-4ก) ผมคิดถึงบรรดาสตรีกลุ่มหนึ่ง ผู้ที่ผมมั่นใจว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูเจ้าเหมือนกับนักบุญองค์นี้ และพวกเธอก็รักพระเยซูเจ้ามากจริงๆ และในเวลาของพวกเธอ แม้ว่าจะมีหลายอย่างให้ต้องทำ พวกเธอมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ มีหน้าที่การงานที่ต้องทำ แต่ทว่า ดึกดื่นเพียงใด พวกเธอก็ยังเจริญชีวิตเพื่อประกาศพระวาจาของพระเจ้า ผมได้รับพระวาจาของพระเจ้า บางวันกลางดึก หลังเที่ยงคืนไปแล้ว บททำวัตรแต่ละยามทำวัตร ที่พวกเธอส่งต่อให้กลุ่มไลน์เพื่อการภาวนา และร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการภาวนาแต่ละยามทำวัตรนั้น โอ้ ค่ำคืนแล้ว พวกเธอยังไม่นอน เหมือนดังว่า พวกเธอคอยเวลาเช้าตรู่ เพื่อออกไปที่พระคูหาอีกครั้ง เพื่อทำสิ่งที่พวกเธอยังรู้สึกว่า ยังไม่พอในการทำสิ่งดีๆ เพื่อคนที่เธอรัก นั่นหมายความว่า พวกเธอได้ก้าวผ่านอุปสรรคทุกอย่างด้วยการรอคอยอย่างเพียรทน และเมื่อมีโอกาส พวกเธอก็ทำทุกอย่างเพื่อคนที่เธอรัก... ผมสัมผัสความน่ารักของมารีย์ชาวมักดาลา ได้ผ่านทางบรรดาสตรีผู้ทำงานกับพวกเราจริงๆ นี่คือความรักของหญิงในพระวาจาขอบพระเจ้าวันนี้ ที่ไม่ได้ห่างไกลที่เราจะมีประสบการณ์ความรักของพระคริสตเจ้าผ่านทางพวกเธอจริงๆ ครับ... คือว่า บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ คือภาพนั้นจริงๆ ครับ น่ารัก อ่อนโยน อ่อนหวานเหลือเกิน

 

พี่น้องที่รักครับ ผมเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ เหมือนอัครสาวกที่หนีพระองค์หมดเมื่อทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์ แต่สตรีผู้รักพระเยซูเจ้ามากคนนี้ กลับอยู่กับพระองค์ที่เชิงกางเขน และกลับไปที่พระคูหาแต่เช้าตรู่ เพื่อทำสิ่งที่เธอยังขาดอยู่ เพื่อแสดงความรักต่อผู้ที่เธอรัก ผมมองพวกเธอแล้วมีกำลังใจจริงๆ จนผมมักขนานนามพวกเธอว่า สตรีหน้าพระคูหาของพระเยซูเจ้า

 

พี่น้องครับ มารีย์ ชาวมักดาลา มีประสบการณ์กับพระเยซูเจ้า อาจจะเป็นประสบการณ์สั้นๆ เพียงไม่เกินสามปีที่เธอได้รู้จักพระองค์ มันสั้นกว่าของพวกเราที่เป็นคริสตชนมาด้วยใช่ไหม... นานเท่าไรแล้วที่ฉันเป็นคริสตชน ฉันมีประสบการณ์อะไรกับพระเยซูเจ้าบ้าง แม้วันนี้ วันที่ฉันยังหายใจอยู่ และมีโอกาสได้สัมผัสรักของพระองค์ พระเมตตาที่ให้ฉันยังมีชีวิตวันนี้

 

ประโยคนี้ ที่ผมประทับใจ ผมได้เลือกไตร่ตรองจากพระวรสารวันนี้ “องค์พระผู้เป็นเจ้าของดิฉัน” ... องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก ของผม ของพวกเรา... เรายังเห็นพระองค์เป็นสุดยอดดวงใจของเราหรือเปล่า... 

 

ไม่กี่วันก่อน ได้มีโอกาสชมบันทึกพิธีปฏิญาณตลอดชีพของมาร์เซอร์คาร์แมลท่านหนึ่ง ทำให้หวนคิดถึงวันปฏิญาณตลอดชีพของตนเอง เมื่อได้นอนราบกับพื้นครั้งนั้น คือการศิโรราบ การยอมจำนนแต่พระเจ้าที่เรารัก และเมื่อลุกขึ้นอีกครั้ง ชิวตทั้งหมดของผมก็เป็นของพระองค์ ช่วงเวลาของการอบรม ได้เป็นดังช่วงเวลาเช่นบทอ่านที่หนึ่งไม่ใช่หรือ เป็นช่วงเวลาของการรอคอย ที่จะได้เป็นหนึ่งเดียวจริงๆ กับผู้ที่ผมรัก

 

พี่น้องที่รักครับ พระเยซูเจ้าตรัสกับผู้ที่มีประสบการณ์กับพระองค์ครับ... “อย่างหน่วงเหนี่ยวเราไว้เลย...” นั่นคือพันธกิจครับ พี่น้องครับ พระองค์ต้องการส่งเราไปเป็นผู้ประกาศข่าวดีครับ คือไปบอกกับบรรดาศิษย์ของพระองค์ของพระองค์ (นี่แหละ การขนานนามเธอว่า อัครสาวกของบรรดาอัครสาวก” และบอกข่าวดีนี้แก่ทุกคน

 

พี่น้องที่รักครับ เราคริสตชนได้รับการเชื้อเชิญให้มีประสบการณ์กับพระเยซูเจ้า ไม่ต่างกับบรรดาศิษย์ของพระองค์หรอก วันนี้ เราได้เจริญชีวิตเป็นข่าวดีสำหรับเพื่อนพี่น้องของเรามากน้อยเพียงใด ชีวิตของเราที่ได้สัมผัสกับพระเยซูเจ้าแล้วนั้น ได้เปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด... ปิศาจ 7 ตนที่เราบอกกันว่า ได้ออกจากมารีย์ชาวมักดาลา โดยการขับไล่ของพระเยซูเจ้านั้น ไม่ได้หมายถึงอะไรหรอก แต่หมายถึงชีวิตที่ได้พบพระเยซูเจ้าแล้ว ความชั่วร้ายทั้งมวลก็ไม่อาจอยู่ในชีวิตของเธอได้อีกต่อไป (ความชั่วร้ายทั้งมวลนั้น คือสิ่งที่มากมายที่พระคัมภีร์ใช้เลข 7 เพื่อบอกว่า มันคือความเลวร้ายมากมายจริงๆ) แต่ความชั่วร้ายใดๆ มากมายเหล่านี้ ก็ไม่อาจอยู่ในชีวิตของผู้ที่มีประสบการณ์กับพระเยซู และได้หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ไปแล้ว

 

หวานจริงๆ เขียนอะไรเรื่องหวานใจของดิฉันนี่ หวานจริงๆ ครับ... พี่น้องไตร่ตรองกันต่อนะครับ ให้วันนี้เรามีพระเยซูเจ้าเป็นหวานใจของเรา และเราจะสามารถทำทุกสิ่งเพื่อคนที่เรารักที่สุดคนนี้ และไม่เพียงพอสักครา เราจะทำอีก ทำต่อไป เพื่อให้ชีวิตทั้งหมดนี้ ได้บอกรักพระองค์

 

ข้าแต่พระเจ้า พระบุตรของพระองค์ทรงแจ้งให้นักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา ทราบข่าวน่ายินดีเป็นคนแรกว่าได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว... ขอพระองค์โปรดให้ลูกผู้มีประสบการณ์กลับพระองค์แล้ว ได้เลียนแบบของท่าน เพื่อสักวันหนึ่งจะได้มีบุญได้เห็นพระองค์ในสวรรค์ด้วยเถิด (เทียบ บทภาวนาของประธานวันนี้)

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพุธที่ 22 กรกฏาคม 20 ฉลองนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา

บทอ่าน  2คร 5:14-17 / ยน 20 :11-18

ความเชื่อเรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยาน ที่รวมทั้งบรรดาอัครสาวก บรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า และความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้น ที่เป็นหลักการของความเชื่อของพระศาสนจักร มารีย์ ชาวมักดาลาได้พบหลุมฝังพระศพ ที่ว่างเปล่าของพระเยซูเจ้า  และจำพระองค์ได้ เมื่อพระองค์ได้เรียกชื่อของเธอ ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก ได้วิ่งไปที่พระคูหาพร้อมกับเปโตร  แต่สามารถวิ่งไปถึงก่อน และศิษย์ที่อายุน้อยกว่า ได้เชื่อว่าพระองค์ได้กลับคืนชีพอย่างแท้จริง พวกเขาจึงเป็นประจักษ์พยานกลุ่มแรก ที่เชื่อเรื่องการกลับชีพของพระเยซูเจ้า และพระองค์ผู้ทรงกลับคืนชีพ ก็เป็นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันที่พวกเขารู้จัก ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ แต่พวกเขาก็ไม่มีเอกสิทธิ์มากกว่าผู้มีความเชื่ออื่น ซึ่งมีประสบการณ์เดียวกับพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนชีพ

เราทราบเรื่องราวของมารีย์ ชาวมักดาลา จากหนังสือพระคัมภีร์ ที่ได้กล่าวว่า เธอเป็นสตรี ที่มาจากเมืองมักดาลา ที่เป็นเมืองเล็กๆของแคว้นกาลิลี ที่มีชื่อเสียงมนเรื่องการประมง เธอเป็นบุคคลที่ทราบเรื่องราวทั้งหมด เกี่ยวกับการถูกตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้า เธอได้เห็นเหตุการณ์ที่พระองค์ได้ถูกตัดสิน ได้เห็นตอนที่พระองค์ถูกเยาะเย้ยจากฝูงชน เธอได้ยืนอยู่ ณ แทบเชิงไม้กางเขน และพยายามที่จะบรรเทาใจพระองค์ เธอเป็นสักขีพยานคนแรก ในการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ และได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง (ยน 20:11-18) และเป็นพระวรสารของนักบุญยอห์น ที่ได้บรรยายเรื่องราวของเธอ ในฐานะเป็นอัครสาวกองค์แรก ที่ไปเล่าเหตุการณ์ให้อัครสาวกองค์อื่น เธอจึงเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเราทุกคน ที่จะเป็นทั้งเพื่อนและสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า  ขอให้เราโมทนาคุณพระองค์ สำหรับพระพรแห่งความเชื่อ ที่เราได้รับมา.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)