วันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 2020 ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี พระสงฆ์และนักปราชญ์

 

 

 

ทุกหนทางที่เราเดิน 

ทุกการกระทำที่เราทำ

ถ้าเราทำด้วยความเชื่อ 

ถ้าเราเดินด้วยความเชื่อฟัง

และถ้าเราให้ "พระเจ้า" ทรงนำย่างเท้าของเรา...

เราจะเดินในทางสว่าง...และอยู่บนทางแห่งพระพร

 

บทอ่านประจำวันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี 

พระสงฆ์และนักปราชญ์

https://youtu.be/4IyyCvCApBo

 

https://youtu.be/hTsltGj-NjY

 

เราขอบพระคุณ

http://youtu.be/-0Nzu7URMj0

 

 

 

วันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี 

พระสงฆ์และนักปราชญ์

อ่าน :

มคา 7:14-15,18-20 

มธ 12:46-50

 

ท่ามกลางพันธกิจการประกาศข่าวดี

พระเยซูเจ้ายินดี ที่จะชี้ให้เห็นว่า...

คนที่ปฎิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า

คนเหล่านั้น เป็นญาติพี่น้องกับพระองค์

 

ประกาศกมีคาห์ ป่าวประกาศ ท่าทีของพระเจ้า

ที่ทรงใกล้ชิด ติดตามประชากร 

ผู้ปฎิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า

ทรงพร้อมที่จะให้อภัยความผิด ไม่ทรงเก็บความโกรธ 

แต่พอพระทัยแสดงความรักมั่นคง

เหมือนที่เคยกระทำกับบรรพบุรุษด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา

 

แม้นักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี 

จะประสบความสำเร็จในการเทศน์สอน 

จากการใช้ความรู้ ความเข้าใจของท่านในเรื่องพระคัมภีร์

แต่ความเข้าใจชีวิตที่ติดดิน 

ทำให้ท่านยินดีที่จะเจริญชีวิต

ด้วยความสุภาพ ถ่อมตน อยู่เสมอ

 

หมายเหตุ..

นักปฎิบัติ มักปล่อยให้

การกระทำ ดังกว่า คำที่พูด

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)



“พลังแห่งพระวาจา” 

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2020

สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ใครเป็นพี่น้องของเรา…” (มธ 12:46-50)

 

ลูกพระเจ้าย่อมต้องมีอะไรเหมือนพระเจ้าบ้าง

ถ้าพระเจ้าของฉันทรงเป็นพระเจ้าที่อ่อนโยน

เปี่ยมด้วยความเมตตาสงสาร

ลูกของพระเจ้าอย่างฉันอ่อนโยนมากน้อยเพียงใด

กับสถานการณ์ของชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่...

 

________________

 

“เขาต้องการทดสอบดูว่า ลูกของพระเจ้าจะอ่อนโยนมากน้อยเพียงใด... จะอดทนได้เพียงไหน...” ข้อความจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ประกาศกผู้ทุกข์ทน... คงเป็นข้อความหนึ่งที่กระตุ้นเตือนใจผมอยู่ตลอดเวลา เพราะหลายๆ ครั้ง ผมเอง เป็นคนใจร้อนมากๆ แต่ทุกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ดีใดๆ เกิดขึ้น พระวาจานี้มักมาทันเวลาเสมอ ทำให้ อย่างน้อยที่สุด ผมก็ไม่โทษใคร โทษอะไร แต่ค่อยๆ มองดูทุกอย่างด้วยสายตาแห่งความเชื่อ

 

เมื่อคืนนี้เอง เมื่อผมต้องส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน ผมได้พบบรรยากาศที่โรงพยาบาลดูจะตรึงเครียดจังเลย ผู้ป่วยที่ไปกับผมบางคนบอกว่า “เวรเปลไม่เห็นได้ทำอะไรเลย... มีหน้าที่ยืนดูเฉย...” คำพูดที่ดูจะหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ก็เป็นผมเองและน้องๆ ที่ไปด้วย ที่นำผู้ป่วยลงจากรถ และดูแลด้วยพวกเราเอง... เราผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้... จนที่สุด เมื่ออธิการต้องถูกเรียกเข้าไปในห้องผู้ป่วยเพื่อซักประวัติผู้ป่วย เวลานั้น ผมสัมผัสถึงบรรยากาศที่สัตบุรุษเผชิญกันที่โรงพยาบาลได้ด้วยตนเอง แม้แต่หมอก็มีอาการตรึงเครียดอย่าเห็นได้ชัด คำพูดที่พูดจาแรงๆ กับผม  จวบจนคุณหมอทราบว่ากำลังคุยกับอธิการบ้าน วาจาของท่านก็อ่อนโยนขึ้น คุยกันอีกบรรยากาศหนึ่ง ซึ่งผมยังคงอ่อนโยน และยกมือไหว้ขอโทษในความพลาดพลั้งของเรา ผมยังไม่รู้สึกโกรธ นอกจากมีความรู้สึกพิเศษประการหนึ่งเกิดขึ้น... เจ้าหน้าที่ที่เป็นคริสตชนคนหนึ่งถามผมว่า ทำไมคุณพ่อไม่แสดงตน... ผมก็ตอบว่าไม่เป็นไร... เพราะในส่วนลึกจริงๆ แล้ว ผมดีใจที่ได้เผชิญกับสถานการณ์จริงๆ ที่ทุกคนเผชิญ และทำให้ผมมีประสบการณ์ เพื่ออภิบาลสัตบุรุษมากขึ้น เมื่อพวกเรานั้น ได้ชื่อว่า เป็นศิษย์พระเยซู เป็นลูกของพระเจ้า

 

เช้านี้เอง Kerry มาส่งของให้พวกเรา พวกเขาได้รับน้ำดื่มเย็นจากพวกเราด้วย และพวกเราทำเช่นนั้นกับทุกคน ไปรษณีย์ ทุกคนที่เข้ามาส่งของ หรือมาติดต่องานที่บ้านของเรา หรือแม้แต่หลงทางมา เราต้อนรับอย่างดีเสมอ มีน้ำ มีขนมแบ่งปัน ติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เรามีอะไรแบ่งได้ในเวลานั้น หรืออย่างน้อยน้ำเย็นๆ สักขวดให้พวกเขาคลายร้อนเมื่อทำงานเพื่อพวกเรา ผลที่ตามมา... “บ้านนี้เป็นใครหนอ ใจดีจัง”

 

เมื่อพวกเราไปทานอาหาร เราก็ทำตัวเป็นลูกค้า VIP เสมอ ผมมักสอนน้องๆ เสมอว่า ให้เราเป็นลูกค้า VIP ... ลูกค้า VIP อย่างเรา คือต้องทานให้เรียบร้อย ไม่หกเลอะเทอะ และเก็บจากให้เรียบร้อยด้วยเมื่อทานเสร็จ เก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย... ให้เราเป็น VIP แบบนี้ครับ คือให้เราทำสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ เขา เพื่อให้ทุกคนมีความสุข สบายใจ ไม่ต้องทำงานมากๆ คือเราเป็น VIP แบบลูกของพระเจ้าครับ... แล้วเขาก็มักแอบคุยกันว่า... “ลูกค้าอย่างนี้ยังมีอีกเนอะ...เก็บโต๊ะให้ซะเรียบร้อยเลยอ่ะ”

 

นี่คือความรู้สึกพิเศษที่ผมพูดถึง... ที่โรงพยาบาลเมื่อคืน ผมไม่รู้สึกโกรธ แต่กลับรู้สึกรักและสงสารพวกหมอและพยาบาลที่ทำงานหนักเพื่อพวกเรา ยิ่งเห็นข่าววัยรุ่นที่เข้าไปทำร้าย ทำความเสียหายที่ห้องฉุกเฉินแล้ว ยิ่งไม่รู้สึกดีเลยครับ... เมื่อคืนที่นั่น ผมเข้าใจครับ และอยากจะบรรเทาบรรดาหมอและพยาบาลจัง เห็นพวกเขาทำงานเหนื่อยเพื่อพวกเรา ต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยสารพัดแบบ หนักกว่านั้น คือญาติผู้ป่วยที่แต่ละคนคงไม่เบาเลย น่าเครียด น่าปวดหัว แต่พวกเขาก็ยังทำงานเพื่อพวกเรา... สรุป ผมรู้สึกรักพวกเขามากขึ้น กับสิ่งที่ผมเผชิญเมื่อคืนนี้ครับ

 

พี่น้องที่รักครับ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ทำให้เราเห็นว่าพระเจ้าของเราอ่อนโยนเพียงใด พระองค์ไม่เหมือนเทพอีกใด (เทียบ มคา 7:14-15ม 18-20) และบทอ่านวันนี้ก็ทำให้เราต้องสะท้อนจิตวิญญาณของเราเอง ว่าเรามีลักษณะของการเป็นลูกใคร เราอ่อนหวานและอ่อนโยนเพียงใด เรามีความเป็นเหมือนพระเจ้าของเรา ผู้ที่เราเรียกว่าพระบิดาเพียงใด...

 

พระเยซูเจ้าชี้มาที่เราหรือเปล่า เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า “นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา” นั่นคือผู้ที่มีความเป็นเหมือนพระองค์ ในการเจริญชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าเหมือนกับพระองค์ ผู้นั้นคือพี่น้องและมารดาของพระองค์... วันนี้ ภาพลักษณ์ของการเป็นลูกของพระเจ้าในตัวฉันเป็นอย่างไร...

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกมีบุญที่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์ชี้มาที่ลูกบ้างเถิด และพระองค์ตรัสว่า “นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา” เมื่อลูกสามารถเลียบแบบความรักความอ่อนโยนของพระองค์ ขอให้ลูกละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ยิ่งขึ้นทุกวันเถิด.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 20 สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน มคา 7:14-15,18-20 / มธ 12 :46-50

พระสงฆ์มิสชันนารีท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ในชีวิตของท่าน ในการทำงานมิสชันนารี ดังนี้ : ในคืนหนึ่งของฤดูร้อน ขณะที่ท่านกำลังอบรมสัตบุรุษเรื่องชีวิตจิต ท่านได้รับโทรศัพท์จากมารดาของท่าน และได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานมิสชันนารี ในขณะที่กำลังคุยทางโทรศัพท์นั่นเอง ปรากฏว่ามารดาของท่านได้รัองไห้ออกมา ท่านจึงได้ถามว่า ทำไมมารดาของท่านจึงร้องไห้ มารดาของท่านจึงได้บอกว่า ท่านคงไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ จนกว่าท่านเองจะกลายเป็นตัวแม่เอง ทำให้พระสงฆ์ท่านนั้นถึงกับเงียบด้วยความตื้นตันใจ

ในพระวรสารวันนี้ ดูเหมือนว่านักบุญมัทธิว ต้องการจะบรรยายภาพของพระเยซูเจ้า ที่ดูเหมือนจะปฏิเสธพระมารดา และญาติๆของพระองค์ เป็นการสวนทางกับคุณค่าทางวัฒนธรรม ที่เราเคยจำได้สมัยเป็นเด็กว่า “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” ที่ต้องการจะสื่อความหมายว่า “ครอบครัวหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้” หรือ “ครอบครัว คือ ความรัก” จากข้อความจากพระวรสารในวันนี้ ทำให้เราเห็นแก่นแท้ของการท้าทาย ที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการสื่อให้บรรดาสานุศิษย์และเราทุกคน

พระองค์ทรงต้องการบอกเราว่า ในความเป็นจริง เราทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของครอบครัวที่ใหญ่โตขึ้น นั่นคือ ครอบครัวของพระเป็นเจ้า โดยพระองค์ทรงหวังว่า ความรักที่เรามีต่อครอบครัวของเรานั้น จะนำให้เรารักครอบครัวที่ใหญ่โตขึ้น ที่ทุกคนเป็นพี่น้องชายหญิง ที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกรักสมาชิกทุกคนในพระศาสนจักร ที่มีพระแม่มารีย์เป็นองค์อุปถัมภ์ ในฐานะที่พระแม่เป็น “มารดาของพระศาสนจักร”.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)