วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2020 ระลึกถึงนักบุญ บอนาแวนตูรา พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

 

 

 

 

ท่อธารแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า

ไม่ไหลผ่านภูเขาแห่งความหยิ่งทะนง 

แต่ไหลผ่านหุบเหวแห่งความสุภาพถ่อมตน

*น.ออกัสติน

 

บทอ่านประจำวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญ บอนาแวนตูรา 

พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

https://youtu.be/Til1O5RWf5U

 

https://youtu.be/pbMS8ntXx9A

 

พระเจ้าดีต่อฉัน

http://youtu.be/_7VTjITn6_U

 

 

 

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญ บอนาแวนตูรา

พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

อ่าน :

อสย 10:5-7,13-16 

มธ 11:25-27

 

พระเยซูเจ้าตอกย้ำ ทำให้เห็นชัดว่า....

พระเจ้าจะทรงใช้ ผู้ที่ยอมมอบตนให้พระองค์นำ

พระเยซูเจ้าจึง...สรรเสริญพระบิดาเจ้า

ที่ทรงเปิดเผย และประทานทุกสิ่งให้กับพระองค์

 

เมื่ออัสซีเรีย ไม่ได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

และคิดว่า อำนาจ พลังความสามารถ นั้น

มาจากพลัง ปรีชาญาณ ความสามารถของตน

กลับทำ ทุกสิ่งตามใจปรารถนา เมื่อนั้นพวกเขา

ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า หากพระเจ้า

ไม่ทรงอนุญาต พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ

 

ด้วยบุคลิกที่น่ารัก ซื่อสัตย์ จริงใจ 

ในชีวิตของนักบุญ บอนาแวนตูรา

การทำหน้าที่อย่างจริงจัง มั่นคงในวุฒิภาวะทางอารมณ์ 

เห็นใจ เข้าใจบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ทำให้ชีวิตของท่าน

ได้เป็นแบบอย่าง สำหรับผู้คนมากมาย 

และได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าให้ร่วมในหมู่นักบุญ

 

หมายเหตุ..

ที่สุดของอำนาจ....

เป็นหัวหน้า บ้าอำนาจ ขาดคนรัก

คนไม่ปัก ใจหลง อย่าสงสัย

เพราะ...

หัวหน้าดี ไม่ได้นั่ง บนหัวใคร

แต่เขานั่ง อยู่ใน หัวใจคน

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2020

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึง นักบุญบอนาแวนตูรา

พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย...” (มธ 11:25-27)

 

หลายคนเรียนมากมาย

เราทุกคนอยากมีความรู้

แต่หากความรู้นั้น

ไม่ใช่ศาสตร์ที่นำไปสู่ความรอดพ้นแล้ว

เราจะได้ประโยชน์อะไรเล่า

 

ความสุภาพถ่อมตน คือปรีชาญาณที่นำไปสู่ความรอดพ้น

นั่นคือการเข้าพึ่งพระเจ้าเท่านั้นเอง

 

________________

 

ความรู้ของมนุษย์นั้น นำไปสู่ความวิบัติ แต่ทว่า ความรู้และปรีชาญาณของพระเจ้านั้น นำไปสู่ความรอดพ้น... แม้ในความเป็นจริง ปรีชาญาณของพระเจ้านั้นมักเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในความคิดของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจของมนุษย์ทั้งสิ้น แต่โดยอาศัยความสุภาพถ่อมตน นั่นคือความวางใจในพระเจ้า เราจะสามารถพบปรีชาญาณของพระองค์ ที่เป็นปรีชาญาณที่นำไปสู่ความรอดพ้น... ด้วยการเป็นนักปราชญ์ของโลกนั้น ไม่อาจเทียบเท่า การเป็นนักปราชญ์ผู้สุภาพถ่อมตนต่อพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งเป็นหนทางที่นำให้เราพบความรอดพ้นในพระองค์

 

สองวันก่อน ได้มีโอกาสฟังบทเทศน์ของคุณพ่อสานิตย์ โอกาสระลึกถึงแม่พระฟาติมา แม้จะเป็นแนวคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่นั่นอาจจะเป็นแง่คิดที่สำคัญเหมือนกัน ที่คุณพ่อพยายามนำเราไปสู่รากเหง้าของความเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง ที่เราอาจจะรู้สึกว่า เราต้องการที่จะฉลาดรอบรู้กว่าพระเจ้า แล้วทุกสิ่งก็กลับตาลปัดไปหมด เพราะปรีชาญาณของความเป็นมนุษย์นั้น คือความโง่เขลาในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นปรีชาญาณที่นำไปสู่ความรอดพ้น

 

ครอบครัวฟรันซิสกัน ในวันนี้ เราฉลองนักบุญบอนาแวนตูรา สมาชิกของคณะฯ ซึ่งพระวาจาของพระเจ้าในปีนี้ ทั้งพระวาจาในวันฉลองของท่าน และพระวาจาประจำวัน ไม่ได้ต่างอะไรเลยในการสื่อสารให้เราเข้าใจว่า ปรีชาญาณของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ปรีชาญาณของพระเจ้า เพราะปรีชาญาณของมนุษย์นำไปสู่ความ (เทียบ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ อสย 10:5-7ม 13ข-16) แต่ทว่า ปรีชาญาณของพระเจ้านำไปสู่ความรอดพ้น (เทียบ พระวรสารวันนี้ มธ 11:25-27)

 

โลกบอกว่า “รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา...” นั่นก็เป็นจริง แต่สิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น คือ “รู้วิชาใด ก็ไม่สู้รู้วิชาแห่งความรอดพ้น” เพราะการเรียนรู้มากมายนั้น แต่ไม่อาจนำเราไปสู่ความรอดพ้น ก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์

 

วันนี้ เรามีโทรศัพท์มือถือที่ทำได้หลายๆ อย่าง นำทางเราก็ได้ แต่หากมันนำเราไปสู่ความรอดพ้นไม่ได้ มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า... หากมันนำเราไปได้ทุกที่ในโลก ในสามารถเป็น GPS นำทางเราไปทุกแห่ง แต่มันไม่นำเราไปวัด ก็เท่านั้นเองครับ... หากมันทำให้เราสามารถค้นหาทุกสิ่ง แต่ทว่า ค้นหาเวลามิสซาของวัดไม่ได้ ค้นหาบทอ่านพระคัมภีร์ไม่ได้ ค้นหาความรู้ด้านคำสอนไม่ได้... พี่น้องครับ มันจะยังมีประโยชน์อะไรต่อความรอดพ้นของเราหรือ... ผมจะโยนมันทิ้งครับ และพี่น้องอาจจะมาเก็บก็ได้นะ ฮิฮิ... แต่ทุกวันนี้ที่ผมยอมให้มันอยู่กับผม และผมยังไม่โยนทิ้ง เพราะมันนำให้ผมสวดทำวัตร มันนำให้ผมอ่านพระวาจาพระเจ้า มันนำให้ผมศึกษาคำสอน เอกสารของพระศาสนจักร มันจึงไม่ใช่โทรศัพท์มือถือธรรมดาในมือผม แต่มันศักดิ์สิทธิ์ เพราะผมใช้มันอย่างศักดิ์สิทธิ์ครับ ไม่ได้ใช้มันเพื่อดูภาพยนตร์ไม่ดี หรือทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้า...

 

พี่น้องครับ ให้เราทำให้โทรศัพท์มือถือของเราศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้อย่างศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้ากันนะครับ

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดประทานหัวใจที่สุภาพถ่อมตนแก่ลูก เพื่อลูกจะสามารถพบปรีชาญาณในพระองค์ คือปรีชาญาณเที่ยงแท้ที่นำไปสู่ความรอดพ้นในพระองค์.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันพุธที่ 15 กรกฏาคม 20 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน อสย 10:5-7,13-16 / มธ 11 :25-27

พระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้าสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนที่ฉลาดเท่านั้น  มุมมองในด้านจิตใจเกิดขึ้นโดยอาศัยการสวดภาวนา ไม่ใช่โดยอาศัยการไปโรงเรียนอย่างเดียว เราสามารถที่จะให้ความรู้ของเราสามารถทำให้เรารู้จักพระเยซูเจ้า และเจริญเติบโตในความสัมพันธ์กับพระองค์ และต่อกันและกัน? มีวิธีการ 4 อย่างด้วยกันดังต่อไปนี้:

1.พระคัมภีร์

พระคัมภีร์เป็นแหล่งความรู้แรก ที่เราจะรู้จักพระเยซูเจ้า ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน เป็นต้นในวันอาทิตย์ ด้วยความตั้งใจและด้วยการทำซ้ำไปซ้ำมา หรือ ในวันที่ไม่สามารถร่วมมิสซาประจำวัน การอ่านพระคัมภีร์ประจำวัน จะเป็นเสมือนพื้นฐานสำหรับการสวดภาวนาต่อไป และจะทำให้เรารู้จักพระเยซูเจ้ามากขึ้น ตลอดระยะของพิธีกรรม

2.ศีลศักดิ์สิทธิ์ (เป็นต้นศีลมหาสนิท และศีลอภัยบาป)

เราควรจะรับศีลศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับการสวดภาวนาอย่างลึกซึ้ง หลังจากรำพึงภาวนาถึงพระเยซูเจ้า ในพระวาจาของพระองค์

3.การสวดภาวนา

การสวดภาวนาเป็นการเปิดตัวเองแก่พระเป็นเจ้า  และเปิดพระเป็นเจ้าต่อตัวเรา การสวดภาวนาของเรา สามารถที่จะเชื่อมโยงกับพระคัมภีร์ทุกวัน เราสามารถที่จะสวดภาวนากับธรรมชาติ หรือ กับคนอื่น หรือกับการเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ที่บังเอิญขึ้นกับเรา หรือในบางโอกาส ที่เรารู้สึกว่า เราอยู่ใกล้กับพระเป็นเจ้า

4.การเลียนแบบพระเยซูเจ้า 

เราวางชีวิตและความประพฤติของเรากับพระเยซูเจ้า เราเติบโตขึ้น และค่อยๆทำตัวให้คล้ายคลึงกับพระเยซูเจ้า และเราต้องนำพระองค์ไปให้คนอื่นรู้จักพระองค์ เรารู้จักพระคริสตเจ้าในตัวคนอื่น.

วันพุธที่ 15 กรกฏาคม 20 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน อสย 10:5-7,13-16 / มธ 11 :25-27

พระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้าสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนที่ฉลาดเท่านั้น  มุมมองในด้านจิตใจเกิดขึ้นโดยอาศัยการสวดภาวนา ไม่ใช่โดยอาศัยการไปโรงเรียนอย่างเดียว เราสามารถที่จะให้ความรู้ของเราสามารถทำให้เรารู้จักพระเยซูเจ้า และเจริญเติบโตในความสัมพันธ์กับพระองค์ และต่อกันและกัน? มีวิธีการ 4 อย่างด้วยกันดังต่อไปนี้:

1.พระคัมภีร์

พระคัมภีร์เป็นแหล่งความรู้แรก ที่เราจะรู้จักพระเยซูเจ้า ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน เป็นต้นในวันอาทิตย์ ด้วยความตั้งใจและด้วยการทำซ้ำไปซ้ำมา หรือ ในวันที่ไม่สามารถร่วมมิสซาประจำวัน การอ่านพระคัมภีร์ประจำวัน จะเป็นเสมือนพื้นฐานสำหรับการสวดภาวนาต่อไป และจะทำให้เรารู้จักพระเยซูเจ้ามากขึ้น ตลอดระยะของพิธีกรรม

2.ศีลศักดิ์สิทธิ์ (เป็นต้นศีลมหาสนิท และศีลอภัยบาป)

เราควรจะรับศีลศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับการสวดภาวนาอย่างลึกซึ้ง หลังจากรำพึงภาวนาถึงพระเยซูเจ้า ในพระวาจาของพระองค์

3.การสวดภาวนา

การสวดภาวนาเป็นการเปิดตัวเองแก่พระเป็นเจ้า  และเปิดพระเป็นเจ้าต่อตัวเรา การสวดภาวนาของเรา สามารถที่จะเชื่อมโยงกับพระคัมภีร์ทุกวัน เราสามารถที่จะสวดภาวนากับธรรมชาติ หรือ กับคนอื่น หรือกับการเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ที่บังเอิญขึ้นกับเรา หรือในบางโอกาส ที่เรารู้สึกว่า เราอยู่ใกล้กับพระเป็นเจ้า

4.การเลียนแบบพระเยซูเจ้า 

เราวางชีวิตและความประพฤติของเรากับพระเยซูเจ้า เราเติบโตขึ้น และค่อยๆทำตัวให้คล้ายคลึงกับพระเยซูเจ้า และเราต้องนำพระองค์ไปให้คนอื่นรู้จักพระองค์ เรารู้จักพระคริสตเจ้าในตัวคนอื่น.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)