วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 2020 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 

 


 พระวาจาของพระเจ้า

เริ่มมีชีวิตและเจริญเติบโต

ก็ต่อเมื่อเราฟังแล้ว

นำเอาไปปฏิบัติ

นำเอาไปเป็นชีวิตของเรา

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 2020

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/bVwYUsZQa9k

 

https://youtu.be/MIfALsmSsOo

 

พระวาจาบันดาลชีวิต

https://youtu.be/mKikcwu0lyE

 

 

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 2020

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

อสย 55:9-10

รม 8:18-23

มธ 13:1-23

 

พระเยซูเจ้าสอนบรรดาศิษย์ และผู้ติดตาม

เป็นอุปมา เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจถึง 

คุณค่าของการฟัง เป็นต้น เมื่อได้ฟัง

พระวาจาของพระเจ้า และเข้าใจในพระวาจานั้น

 

ประกาศกอิสยาห์ ป่าวประกาศ

ความคาดหวังของพระเจ้าต่อประชากร 

พระองค์ทรงรอคอย ผลของการเปลี่ยนแปลง

จากการได้ยินพระวาจาของพระเจ้า

 

นักบุญเปาโล ตอกย้ำ คุณค่าของพระวาจา

ที่ให้กำลังใจ ใครก็ตาม ที่คิดว่าตนเอง

กำลังทนทุกข์ พระวาจาของพระเจ้า

เป็นพลังแห่งความหวัง ให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

 

หมายเหตุ..

ถ้าไม่ตั้งใจฟัง..

ฟังยังงัยก็ไม่ได้ยิน

ที่ได้ยินก็จะไม่เข้าใจ

ที่เข้าใจก็จะเข้าใจแบบผิด ๆ

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย...” (มธ 13:1-23)

 

เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย

เพื่อไม่ต้องมองด้วยตา

ไม่ต้องฟังด้วยหู

จะได้ไม่เข้าใจ

จะได้ไม่ต้องกลับใจ

เราจะได้ไม่ต้องรักษาเขา

 

________________

 

แม้ผมจะหายหน้าหายตาไปนาน ตั้งแต่หลังสมโภชพระตรีเอกภาพ แต่การแบ่งปันพระวาจา ก็ควรจะเป็นอย่างที่นักบุญเปาโลกำชับเรา ให้เราได้กระทำทุกโอกาสที่มีความสามารถทำ... วันนี้ ดูเหมือนเป็นโอกาสที่พอมีบ้าง ผมเพิ่งกลับจากการถวายมิสซาที่วัดพระวิสุทธิวงส์ลำไทร และกำลังเตรียมถวายอีกหนึ่งมิสซา สำหรับผู้ป่วยในศูนย์อภิบาล “บ้านคลารา” แต่เวลานี้ ยังพอมีเวลาสักครึ่งชั่วโมง มันก็เป็นโอกาสครับ ที่ทำให้ผมเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันพระวาจาในวันนี้ และสิ่งที่ผมได้รับเป็นแรงบันดาลใจ เป็นคำตอบ เป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิต

 

“เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย...” (มธ 13:1-23) อ่านแล้วะสะเทือนใจจริงๆ ครับ เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย... เขาทำเช่นนั้นทำไม... พระเยซูเจ้าตรัสต่อครับ... “เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย

เพื่อไม่ต้องมองด้วยตา ไม่ต้องฟังด้วยหู จะได้ไม่เข้าใจ จะได้ไม่ต้องกลับใจ เราจะได้ไม่ต้องรักษาเขา” ... โห้ พี่น้องครับ พระวาจาของพระเจ้าที่ได้ฟังแล้วเข้าใจ คือเข้าไปในใจ เป็นเหตุให้เกิดการกลับใจ และได้รับความรอดพ้นครับ นี่คือสิ่งที่ลึกซึ้งจริงๆ

 

แต่วันนี้ หัวใจของฉันเป็นดินชนิดไหนล่ะครับ เมื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงหว่านลงในหัวใจของเรา แน่นอน สำหรับผม ผมคงต้องยอมรับว่า หัวใจของผมคงเป็นดินที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาครับ บางทีก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง หรือบางครั้งก็มีหินมีหนามบ้าง แต่ หัวใจที่ว่างเปล่าต่างหาก ที่พร้อมให้พระเจ้าเข้ามาประทับ ยอมให้พระองค์เตรียมหัวใจของเราให้เป็นดินที่ดี เพื่อเมื่อรับพระวาจาของพระเจ้าแล้ว จะได้บังเกิดผลมากมาย เพราะพระวาจาของพระองค์นั้น เป็นดงฝนที่ตกจากฟ้า และจะไม่กลับไปโดยไม่ได้รดแผ่นดินให้ชุ่มฉ่ำ และบังเกิดผล (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง อสย 55:9-10) 

 

และหัวใจของฉันจะเป็นเช่นดินดีได้อย่างไร บทสดุดีที่ 65 ที่เราอ่านในมิสซาวันนี้ให้คำตอบชัดเจนทีเดียวครับ นั่นคือการยอมให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริงในชีวิตของเรา และพระองค์เองจะเป็นผู้เตรียมหัวใจของเราให้เป็นดังดินดีเองครับ และเมื่อพระวาจาของพระองค์หว่านลงในจิตใจเรา ก็จะเป็นโอกาสให้บังเกิดผลมากมาย

 

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้า จะเกิดผลได้ เมื่อหัวใจของเราว่างเปล่า และยอมให้พระองค์เท่านั้นเสด็จเข้ามาประทับ และตรัสกับเรา คือชีวิตที่กล้าที่จะฝากไว้กับพระเจ้า คือชีวิตที่วางใจในพระองค์เมื่อได้ฟังพระวาจาของพระองค์ และนั่นคือชีวิตที่ไม่มีอุปสรรคใดในการดำเนินไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า สมกับการเป็นคริสตชน และการเป็นลูกของพระองค์ (เทียบ บทภาวนาของประธานในมิสซาวันนี้) เพราะการยอมให้พระองค์เข้ามามีบทบาทนั้น เราจะเห็นว่า ความยากลำบากต่างๆ ของการเป็นลูกของพระเจ้านั้น เทียบอะไรไม่ได้เลยกับความรุ่งโรจน์ในชีวิตหน้าที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ (เทียบบทอ่านที่ 2 รม 8:18-23 และนี่แหละคือกำลังใจของเรา ที่จะเข้มแข็งขึ้นด้วยพระพรของพระเจ้า ด้วยว่า พระองค์ทรงเป็นผู้บันดาลการเจริญเติบโต

 

ขอพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ นำให้หัวใจของลูกของพระองค์ ที่ฟังพระวาจาของพระองค์ในวันของพระเจ้านี้ ได้รับความชุ่มฉ่ำจากพระพรของพระองค์ เป็นพลังในการดำเนินชีวิตระหว่างสัปดาห์นี้ ในความเป็นลูกที่ดีของพระเจ้า ที่เป็นความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจสำหรับทุกคน 

 

สุขสันต์วันพระเจ้าครับ... พี่น้องครับ วันพระเจ้า เป็นวันที่ไม่ใช่เพียงการไปวัดวันอาทิตย์ร่วมมิสซาเท่านั้นนะครับ แต่พระเจ้าทรงบอกเราว่า “วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์” ไม่ได้บอกว่า “วันพระเจ้าอย่าลืมไปวัด” นะครับ เพราะความหมายอยู่ที่นี่ครับ คือการทำวันนี้ให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ และจากพระแท่นบูชามิสซา พระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ คือท่อธารแห่งพระพร ที่ต้องทำให้เรากลับบ้าน และทำวันนี้ให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระองค์อย่างแท้จริง.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฏาคม 20 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน อสย 55:9-10 / รม 8:18-23 / มธ 13 :1-23

เพื่อจะเข้าใจเรื่องนิทานเปรียบเทียบดีขึ้น  เราสามารถที่จะหาข้อสรุปจากการสนทนาเรื่องนิทานเปรียบเทียบ พระเยซูเจ้าในฐานะเป็นนาย เป็นครู ได้ใช้การเปรียบเทียบ เพื่อสื่อสารเรื่องพระราชัยของพระเป็นเจ้า จนทำให้คนที่ฟังพระองค์เห็นภาพพจน์จริง และเข้าใจง่ายขึ้น ในพระวรสาร ประมาณหนึ่งในสามของคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า เป็นการใช้นิทานเปรียบเทียบ ประมาณห้าสิบเรื่องด้วยกัน

นิทานเปรียบเทียบได้รับการอธิบายด้วยวิธีการมากมาย มันเป็นเรื่องของโลก ที่มีความหมายของเมืองสวรรค์ นิทานเปรียบเทียบเป็นการเล่า ที่ใช้ธรรมชาติของมนุษย์ หรือสิ่งแวดล้อม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนเกี่ยวกับเรื่องจิตใจ   นอกจากนี้        นิทานเปรียบเทียบสามารถนำประสบการณ์ทั่วไป           และถูกนำไปใช้ เหมือนวิธีการเพื่ออธิบายเรื่องความจริงเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า ในฐานะที่เป็นเรื่องเล่าและเรื่องราว นิทานเปรียบเทียบทำให้เรามองเห็นความจริง และสามารถจำได้ง่าย พระเยซูเจ้าทรงใช้สิ่งธรรมดา ที่บรรดาผู้ฟังคุ้นเคยดี เช่น ลูกแกะ เกลือ แสงสว่าง ขนมปัง ข้าวละมาน นก ดอกไม้ และข้าวสาลี เป็นต้น เพราะฉะนั้น นิทานเปรียบเทียบจะให้บทเรียนทางด้านจิตใจ หรือความจริง ที่เป็นรูปธรรม และสัมพันธ์กับเรื่องชีวิตประจำวัน บรรดาผู้ฟังจะถูกนำเข้ามา เพื่อฟังพระเยซูเจ้า ให้คำอธิบาย และได้รับการท้าทาย ให้ค้นหาความจริงของนิทานเปรียบเทียบนั้น และนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน

ในนิทานเปรียบเทียบเรื่องผู้หว่าน เมล็ดพืชที่ตกอยู่ริมทางเดิน เปรียบเหมือนพระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ตกลงไปในหัวใจที่เย็นเฉย แต่ก็ถูกปิศาจมาขโมยไป เมล็ดพืชที่ตกลงบนหินที่มีดินน้อย  ก็คือพระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ผู้ฟังยินดีรับไว้ แต่ก็ลืมไปในระยะเวลาไม่นาน ส่วนเมล็ดพืชที่ตกลงไปในพงหนาม ก็คือ พระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ผู้ฟังรับไว้ ที่สุดก็ถูกความต้องการฝ่ายโลกฉกชิงไป ส่วนเมล็ดพืชที่ตกไปในเนื้อดินดี ก็คือพระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ผู้ฟังยินดีรับไว้ พระวาจาได้งอกงามขึ้น เจริญเติบโต และบังเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง และสามสิบเท่าบ้าง และพระเยซูเจ้าได้ท้าทายว่า “ใครมีหู ก็จงฟังเถิด”

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)