วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2020 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

 

 


ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า

โปรดช่วยข้าพเจ้าให้อ่อนน้อม

ยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า

โปรดสอนข้าพเจ้าให้รู้จัก

วางอดีต ในพระเมตตาของพระองค์

มอบปัจจุบัน ในความรักของพระองค์

และถวายอนาคต ในพระอารักขญาณของพระองค์ 

(~ น.ออกัสติน)

 

บทอ่านประจำวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2020

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

https://youtu.be/39EB9xb-rIw

 

https://youtu.be/-_GppQmb3FA

 

 Come to Jesus

http://youtu.be/PANiveIKVX0

 

 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2020

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

อ่าน :

กจ 12:24-13:5ก 

ยน 12:44-50

 

การประกาศพระวาจาของพระเยซูเจ้า 

ประสบความสำเร็จ พระองค์ยืนยันว่า

พระองค์มิได้พูดตามใจ แต่พูดด้วย 

ประสบการณ์ที่มีกับพระบิดา ผู้ทรงส่งมา

 

กิจการอัครสาวกตอกย้ำ ผู้มีความเชื่อ เพิ่มมากขึ้น 

เพราะพระวาจาของพระเจ้า ได้รับการประกาศ

ทำให้เห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมีผู้ที่ถูกแยกไว้ 

เพื่อถูกส่งไปทำหน้าที่ประกาศ

 

หมายเหตุ...

ความสำเร็จ เร่ิมที่การกระทำ

มิใช่คำ..ที่พูด

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2020

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เพราะเราไม่ได้มาเพื่อตัดสินลงโทษโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอดพ้น…” (ยน 12:44-50)

 

แสงสว่างของพระเจ้านั้น

ส่องสว่างอย่างรุ่งโรจน์ด้วยความจริง

คือความจริงแห่งความรอดพ้น

ความจริงที่จะทำเราเป็นอิสระ

 

การเลือกแสงสว่างคือการเลือกเอาชีวิต

การเลือกสิ่งอื่นที่ตรงกันข้าม ก็ไม่ได้รับชีวิต

พระเจ้าไม่ใช่การตัดสินลงโทษ แต่เพื่อประทานชีวิต

วันนี้ ฉันเลือกอะไร...

 

________________

 

เมื่อผมต้องรับหน้าที่ใหม่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ผมและผู้ใหญ่มีความเห็นว่า เราควรจะปรับระบบงานทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมเองเห็นด้วยกับความคิดนั้น แต่เมื่อผมมาถึงที่ทำงานจริงๆ พระวาจาตอนนี้เองครับ ที่ทำให้ผมคิดใหม่... “เพราะเราไม่ได้มาเพื่อตัดสินลงโทษโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอดพ้น…” เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้เพื่อตัดสินลงโทษ แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดพ้น... ผมจึงไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าจะทำ แต่ได้ให้เวลาพอสมควร เพื่อจะเป็นโอกาสให้แต่ละคนได้เปลี่ยนแปลงตนเอง เพราะผมมั่นใจว่า หากเราทำให้บางคนกลับใจ เปลี่ยนแปลงตนเองได้ สิ่งนั้นย่อมดีกว่าการต้องให้เขาออกไป

 

พี่น้องที่รักครับ วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสครับ “ผู้ที่ไม่ยอมรับเรา และไม่ยอมรับวาจาของเรา ก็มีผู้ตัดสินลงโทษอยู่แล้ว วาจาที่เราได้กล่าวนั้นจะตัดสินลงโทษเขาในวันสุดท้าย”... เพราะผู้ที่ยอมรับพระองค์ ไม่ได้หมายถึงใครอื่นเลย นอกจากผู้ที่ยอมรับความจริง เพราะพระเจ้าทรงเป็นความจริง พระเยซูเจ้าเคยตรัส “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต” ผู้ที่ยอมรับความจริง ก็ยอมรับพระองค์ สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่เป็นคริสตชนเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลที่ยอมรับความจริง และเชื่อฟังความจริง ซึ่งความจริงนั้นจะทำให้เขาได้รับอิสระ นั่นหมายความว่า ความจริงที่เขาได้รับและดำเนินชีวิตตามหนทางแห่งความจริงนั้น จะนำเขาไปพบความรอดพ้น

 

เอาเถอะครับ... ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา นี่คือคือความคิดที่ผมมั่นใจในพระเจ้าเสมอมา ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ความรัก พระองค์ทรงเป็นองค์ความดี จึงไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งเลวร้ายที่จะมาจากพระองค์ ไม่มีความไม่ดีใดๆ จะมาจากพระองค์ได้เลย ในวันนี้ ด้วยพระวาจาวันนี้ ผมไม่อยากให้พี่น้องมองว่าการลงโทษมาจากพระเจ้า แต่อยากให้เรามองว่า พระเจ้าทรงวางไว้ซึ่งสิ่งที่ดีเพื่อเรา แต่เราต่างหากที่เลือกอะไร หากเราเลือกพระองค์ เราก็เลือกเอาชีวิต แต่การเลือกที่ตรงกันข้าม นั่นย่อมหมายความว่า เราไม่ได้เลือกเอาชีวิต นั่นก็คือ เราเลือกเอาความตายแทนเท่านั้นเอง ดังนั้น บทสรุปจึงอยู่ที่ตรงนี้ ไม่จำเป็นว่าใครต้องเป็นคริสตชนหรือไม่ แต่ผู้ที่จะรอดพ้นได้นั้น คือผู้ที่ได้เลือกพระเจ้า เลือกรับพระวาจาของพระองค์ และดำเนินชีวิตตามพระวาจานั้น... พระวาจาของพระเจ้าคือความจริง ดังนั้น การเจริญชีวิตตามความจริง การยอมรับความจริง จึงหมายถึงการยอมรับพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ ซึ่งในวันสุดท้าย มาตรฐานของการตัดสิน ก็อยู่ที่พระวาจาของพระเจ้าที่ได้ตรัสกับเรานั่นเอง

 

สิ่งที่ผมต้องการสื่อ จากพระวาจาที่พระเจ้าในใจ เหมือนตอกย้ำให้ผมมั่นใจ และผมอยากแบ่งปันกับพี่น้องวันนี้คือ พระเจ้าทรงเป็นองค์ความรัก ทรงเป็นองค์ความดีครับ ไม่มีสิ่งเลวร้ายใดมาจากพระองค์แน่นอนครับ การเลือกพระองค์ คือการเลือกความจริงและความดี คือการเลือกเอาความรอดพ้น และการเลือกที่ตรงกันข้ามนี้ ก็หมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่หมายความว่า พระเจ้าจะหยิบยื่นการตัดสินลงโทษให้เรา แต่การเลือกของเรานั้นเอง คือเครื่องบ่งบอกถึงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่เราได้ตัดสินใจเลือกประพฤติปฏิบัติ

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอแสงสว่างแห่งความจริงของพระองค์ ส่องสว่างในจิตใจของลูก โปรดเปิดใจลูกให้ต้องรับความจริงของพระองค์ ด้วยพระวาจาที่พระองค์ทรงสอน โปรดประทานพละกำลังให้ลูกสามารถเจริญชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ เพื่ออาศัยพระวาจานั้น ลูกจะก้าวเดินบนหนทางแห่งชีวิต ไม่ใช่บนหนทางแห่งความตาย.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 20 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 12:24-13:5ก / ยน 12:44-50

พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายและอัศจรรย์มากมาย บางคนประหลาดใจและเคารพพระองค์ แต่ไม่คล้อยตามและเชื่อพระองค์ว่า เป็นพระเมสสิยาห์ เพราะกลัวว่าจะถูกต่อต้านและถูกขับไล่ ขณะที่ชาวยิวอื่นๆปฏิเสธพระองค์อย่างสิ้นเชิง สำหรับพวกที่เชื่อในพระองค์จะได้รับการท้าทาย ให้ได้รับความรอด สำหรับพวกที่ไม่เชื่อ จะถูกตัดสินลงโทษ

ขณะที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป พระองค์ได้ทรงเตือนเรื่อง “โลกียนิยม” ที่เปลี่ยนคุณค่าและกฎเกณท์ของคริสตชน ที่ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมของทวีปยุโรป “โลกียนิยม” หมายถึงขบวนการทางประวัติศาสตร์ ที่ศาสนาเสื่อมความหมายทางสังคมและวัฒนธรรม ผลที่ตามมา คือ บทบาทของศาสนาในสังคมยุคใหม่ ถูกจำกัดให้แคบลง ในสังคม “โลกียนิยม” ความเชื่อหมดอำนาจทางวัฒนธรรม และองค์กรทางศาสนามีบทบาททางสังคมน้อยลง  ถ้าจริยธรรมไม่มีพื้นฐานทางความเชื่อทางศาสนา หลักการทางธรรมชาติ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คุณค่าของคริสตชนก็จะอยู่ในการเสี่ยงภัย ตัวอย่างที่คุกคามในเรื่องนี้ คือ เรื่องสิทธิของเด็กที่จะเกิดมา ความแตกต่างในเรื่องเพศ สถาบันครอบครัวและการแต่งงาน ความเคารพในเรื่องมิติทางศาสนา เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องความยุติธรรมทางด้านสังคมและการพัฒนามนุษย์ ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาสังคมได้กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากสังคมบนพื้นฐานของศาสนาสู่สังคมที่อิงกับวิทยาศาสตร์และบรรทัดฐานอื่น ๆ ที่เราเรียกว่า “โลกียนิยม” พระสันตะปาปาฟรังซิสได้สรุปว่า “ในสังคมที่ถูกอิทธิพลของ “โลกียนิยม” ครอบงำ เราจะเจริญชีวิต ที่ดูเหมือนว่า พระเป็นเจ้าไม่มีอีกต่อไป มนุษย์พยายามจะคิดว่า มนุษย์คือพระเป็นเจ้า เอาตัวเองเป็นมาตราฐานของทุกสิ่ง พยายามควบคุม และใช้ประโยชน์ตามใจชอบ ลืมไปว่า ชีวิต คือของขวัญจากพระเป็นเจ้า

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)