วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2020 ระลึกถึงนักบุญอาทานาส พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

 

 

 

 

 

เพราะเรามีความเชื่อ .. เราจึงมีความหวัง 

เพราะเรามีความหวัง .. เราจึงเดินไปในทางที่เราเชื่อ

จงอย่าสิ้นหวัง .. แม้ว่าดูเหมือนจะหมดหวัง

 

บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญอาทานาส  พระสังฆราช

และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

https://youtu.be/bgtPE1DWkXM

 

https://youtu.be/FHNSFJWovUY

 

 

 พระวาจาบันดาลชีวิต

http://youtu.be/6dCL-sDCWlo

 

 

 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2020

ระลึกถึงนักบุญอาทานาส  พระสังฆราช

และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

อ่าน : 

กจ 9:31-42

ยน 6:60-69

 

พระเยซูเจ้าสอนให้บรรดาศิษย์ได้เข้าใจว่า

ในการประกาศข่าวดีนั้น ความสัมพันธ์ที่ดี 

ระหว่างพระเจ้า กับเพื่อนพี่น้อง เป็นพลังสำคัญ

ที่หนุนนำให้ประสบความสำเร็จ

น่าเสียดาย ที่ศิษย์หลายคน ไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะขาดความอดทน แม้แต่จะฟัง คำบางคำ ที่ขัดใจ 

 

กิจการอัครสาวก บันทึกเรื่องราวของพระศาสนจักร 

โดยการนำของกลุ่มอัครสาวก เกิดผล พัฒนา

เจริญเติบโต เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับพระจิตเจ้า

และเพื่อนพี่น้องที่บรรดาอัครสาวกไปพบเจอ

 

ด้วยความเชื่อมั่นในเครื่องหมาย

การประทับอยู่ของพระเจ้า 

ทำให้ท่านนักบุญอาทานาส 

ไม่เกรงกลัว ที่จะต่อสู้กับคำสอนที่ผิด ๆ

ด้วยการยึดมั่นในความจริง  

แม้ตัวเองจะต้องถูกเบียดเบียน

 

หมายเหตุ..

ความสัมพันธ์ที่ดี ต้องใช้เวลา 

เพื่อค้นหาความชัดเจน

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ระลึกถึงนักบุญอาทานาส พระสังฆราช และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ท่านทั้งหลายจะไปด้วยหรือ…” (ยน 6:60-69)

 

ท่านทั้งหลายจะไปด้วยหรือ

ท่านทั้งหลายหมดแล้วหรือ

ซึ่งกำลังใจในการเป็นศิษย์ของเรา

เมื่อเราเชื้อเชิญให้ท่านรับชีวิตของเราไว้ในท่าน

และเจริญชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับเรา

 

ฉันจะยังไหวไหมอ่ะ

กับการเป็นศิษย์พระเยซู

ที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เรากลับใจ

และมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์.

 

________________

 

หลายวันมานี้ ผมอาจจะแบ่งปันบทไตร่ตรองของผมเกี่ยวกับศีลมหาสนิทมากหน่อย ศีลมหาสนิท อันเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ที่เรียกร้องให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง ศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่วันนี้ พี่น้องหลายคนต้องรับเสด็จพระองค์ในชีวิตด้วยความปรารถนา แต่กระนั้นก็ตาม พระองค์ก็เสด็จลงมาประทับในชีวิตของเราจริงๆ

 

มาวันนี้ พระวาจาของพระเจ้านำให้ผมไตร่ตรองถึงผลที่ผมศีลมหาสนิทจริงๆ แต่ก่อน ผมอาจจะไม่มีโอกาสรับทุกวัน แต่เมื่อผมเป็นพระสงฆ์ ผมต้องถวายมิสซาทุกวัน ผมก็มีโอกาสได้รับพระองค์ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ทุกวัน... พี่น้องครับ วันนี้ ผมอยากแบ่งปันผลการไตร่ตรองวันนี้ ในเรื่องของผลที่เกิดจากศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ที่ควรจะต้องเกิดในชีวิต ของผู้ที่รับพระองค์เข้ามาในชีวิตแบบมหาสนิท... สิ่งนั้นคือชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ทั้งความคิด ความปรารถนา และการกระทำ นั่นคือการเดินตามแบบอย่างชีวิตที่พระเยซูเจ้าทรงมอบแบบอย่างไว้ และนี่เอง คือการรับชีวิตเลือดเนื้อของพระเจ้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเรา

 

สิ่งนี้เองครับ ที่วันนี้กลับเป็นสิ่งที่ปลุกกำลังใจของผมและผู้ป่วยขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อแม้บรรดาศิษย์ที่ติดตามพระองค์ ในพระวรสารเราได้ยินว่า หลายคนเลิกที่จะติดตามพระองค์ต่อไป และพระเยซูเจ้าถามบรรดาอัครสาวก ที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า พระองค์ถามเราด้วย “ท่านทั้งหลายจะไปด้วยหรือ...” เป็นดังคำถามในยามยากลำบากนี้ด้วย ไม่ใช่เพียงความยากลำบากฝ่ายกายเท่านั้น แต่เป็นความยากลำบากฝ่ายจิตด้วย ที่เราจะรับเอาชีวิตของพระเจ้าไว้ในชีวิตของเราอย่างแท้จริง คือชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบพระเยซู ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆ เลย

 

ผมมีโอกาสอภิบาลผู้ป่วยของผม ที่บางคนได้เกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าโดยศีลล้างบาป แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม แต่อาศัยการอภิบาลของผม ซึ่งก็ทำได้กับบางคนเท่านั้น มีบางคนที่เริ่มซึมซับชีวิตของการเป็นศิษย์พระเยซู มีบางคนที่เริ่มดำเนินชีวิตตามพระวรสารของพระองค์ ที่เราต้องยอมรับว่า ชีวิตการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้านั้น เป็นมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานทั้งปวง (เทียบ มัทธิว บทที่ 5 และ 6) เป็นมาตรฐานที่เรียกร้องความเสียสละอย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยบางทีก็อยากบอกผมว่า ขอลาออกจากการเป็นคริสตชนได้ไหม เพราะที่รับศีลลางบาป ก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องดำเนินชีวิตตามพระวรสารแบบนี้ ตามกฎของคริสตชนแบบนี้ ที่ทำไมต้องยากกว่าคนอื่นๆ เขาด้วย บางสิ่งที่ใครๆ เขาก็ทำกัน แต่พระวรสารก็สอนว่า เราต้องไม่ดำเนินชีวิตตามโลก ???

 

จากจุดนี้เอง ที่ผมมีประสบการณ์กับผู้ป่วยของผมที่ถูกเชื้อเชิญให้รับศีลล้างบาปโดยไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับการเป็นคริสตชน และเมื่อเข้าใจ ก็ขอลาออก ซึ่งพวกเขาคิดว่า มันคงทำได้ดังเปลี่ยนโปรโมชั่นโทรศัพท์อย่างนั้นแหละ...  ผมเข้าใจนะพี่น้อง เพราะก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็นนักบวช ผมทำงานมาสิบกว่าปี ผมเผชิญปัญหาต่างๆ มากมายเช่นกัน และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระวรสารของพระเยซูเจ้า บางครั้ง ผมก็รู้สึกว่า ทำไมมาตรฐานของเราคริสตชนมันช่างสูงกว่าคนอื่นเขาเหลือเกิน... แต่ คำตอบก็อยู่ที่พระวรสารนั่นเอง... หากเราเป็นเหมือนคนอื่นเขา เราทำอะไรพิเศษกว่าเขาล่ะ นั่นหมายความว่า เราไม่ต้องเป็นคริสตชนก็ได้กระมัง

 

นี่แหละครับ ชีวิตของมหาสนิทกับพระเยซูเจ้านั้นไม่ง่ายเลย คำสอนของพระองค์เป็นดังนี้แหละ จนพวกเขากล่าวว่า... “ถ้อยคำนี้ขัดหูจริง ใครจะฟังได้...” ... เอาเถอะครับ พี่น้องที่รัก แม้ว่าจะมีหลายคนทิ้งพระเยซูเจ้าไป เพราะมาตรฐานของพระองค์เป็นเช่นนี้... สำหรับพี่น้องที่ร่วมไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าร่วมกับผมทุกวันนี้ ขอให้เราฟังพระองค์นะครับ ฟังสิ่งที่พระองค์ถามเราวันนี้ซิ... “ท่านทั้งหลายจะไปด้วยหรือ...” เราจะกล้าตอบอย่างนักบุญเปโตรหรือเปล่าครับ

 

พระเจ้าข้า พวกเราจะไปหาใครเล่า พระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร์...

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 20 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 9:31-42 / ยน 6:60-69

พระวรสารของนักบุญยอห์นบทที่ 6 มีความสำคัญมากสำหรับเราทุกคน  ประการที่ 1 มีบุคคลสามกลุ่ม ที่ฟังพระวาจาของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ตรัสเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ฟังดังนี้: ฝูงชนทั่วไป พวกยิว และบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ พระวาจาของพระองค์จึงเป็นพระวาจา ที่เข้ากับเหตุการณ์จริงๆ สำหรับกลุ่มหนึ่ง ต่อเนื่องไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง ประการที่ 2 พระวาจาของพระองค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ปังทรงชีวิต” ที่พระองค์ได้ตรัส ภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปัง เพื่อเลี้ยงคนห้าพันคน และเป็นวิธีการที่นักบุญยอห์นใช้ เพื่ออธิบายอัศจรรย์และเครื่องหมาย ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำ เพื่ออธิบายความหมายที่แท้จริงของอัศจรรย์และเครื่องหมายดังกล่าว และยอห์นชอบใช้คำว่า “เครื่องหมาย” มากกว่าคำว่า “อัศจรรย์” เพราะ “เครื่องหมาย”บ่งชี้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่เรามองไม่เห็น เช่น เรามองเห็นควันแต่ไกล แต่เรายังมองไม่เห็นไฟ 

ประการที่ 3 บรรดาฝูงชนที่ได้รับอาหารอย่างอัศจรรย์ และได้ติดตามพระองค์ไปจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง ต้องการเห็นอัศจรรย์มากขึ้น เพื่อรับประทานอาหารฟรีเป็นประจำ แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงเตือนพวกเขา ให้รับประทานอาหารที่พระบิดาเจ้าประทานให้ ที่รับประทานแล้วไม่สูญหายไป โดยพระองค์ได้ตรัสว่า “เราคือปังทรงชีวิต คนที่เชื่อในเรา จะไม่มีวันหิวกระหาย และจะมีชีวิตนิรันดร” ประการที่ 4 พวกชาวยิวปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พระองค์เป็นปังที่มาจากสวรรค์ เพราะพวกเขาถือว่า พระองค์เป็นเพียงชาวนาซาเร็ธ และเป็นลูกของช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่ง พวกเขาจึงไม่สามารถยอมรับพระวาจาของพระองค์ ที่ตรัสว่า “เนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้ ใครที่รับประทานปังนี้ จะมีชีวิตนิรันดร” ประการที่ 5 บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์รู้สึกไม่พอใจต่อพระวาจาของพระองค์  “ถ้อยคำนี้ขัดหูจริง ใครจะฟังได้” พระองค์จึงได้ตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมาหาเราได้ เว้นแต่ผู้ที่พระบิดาประทานให้เขามา” หลังจากนั้น สานุศิษย์หลายคนเปลี่ยนใจ และเลิกติดตามพระองค์ พวกเขาจึงเป็นพวกที่พระบิดาเจ้ามิได้ทรงเรียก.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

 

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

 

https://youtu.be/bH5_wybJeCM