วันพุธที่ 29 เมษายน 2020 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

 

 


ทุกวัน...

ฉันให้ความรักของพระเจ้าเสริมกำลัง

ทุกวัน...
ฉันให้ความรักของพระองค์นำสติปัญญา

 

บทอ่านประจำวันพุธที่ 29 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา

พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

https://youtu.be/5q57y4jGZpY

 

https://youtu.be/VZaW1OcTO1Q

 

Hallelujah

http://youtu.be/pra__-i_n6s

 

 

 

วันพุธที่ 29 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา

พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

อ่าน :

กจ 8:1ข-8

ยน 6:35-40

 

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงประกาศว่า 

เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว

ผู้ที่เชื่อในเรา จะไม่กระหายอีกเลย 

พระองค์ทรงทำให้เห็นว่า ทรงต้อนรับทุกคน

เพราะทรงตระหนักว่า การมาของพระองค์

มิใช่ มาเพื่อทำตามใจตนเอง แต่มาเพื่อ

ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จไป

 

แม้จะถูกเบียดเบียน พรัดพราก กระจัดกระจาย

แต่เมื่ออัครสาวก มิได้สูญเสียเอกลักษณ์ของตน

ในการประกาศพระวาจา พร้อมกับรักษากิจการดี

ที่ได้ทำ เมื่อนั้น ประชาชนพร้อมใจกัน

ฟังคำสั่งสอนของพวกเขา

 

นักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา

ผู้ทำหน้าที่ด้วยจิตตารมณ์แห่งความรัก

เพื่อนำสันติภาพสู่ประเทศอิตาลี 

เธอประสบความสำเร็จ ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

อาศัยชีวิตภาวนา ที่เป็นแบบอย่าง

ซึ่งแสดงออกในงานเขียนของเธอ

 

หมายเหตุ..

คำพูด อาจบ่งบอก สิ่งที่คุณคิด

ในขณะที่การกระทำ จะบอกทุกอย่างที่คุณเป็น

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพุธที่ 29 เมษายน 2020

วันพุธ สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เราจะไม่สูญเสียผู้ใดที่พระองค์ทรงมอบให้แก่เรา แต่จะทำให้ผู้นั้นกลับคืนชีพในวันสุดท้าย... (ยน 6:35-40)

 

ผู้ที่เป็นของพระองค์

พระองค์จะไม่สูญเสียไปเลย

 

ฉันจึงต้องถามตนเองวันนี้

วันนี้ ฉันเป็นของใคร

หากฉันเป็นของพระเยซูเจ้า 

ฉันก็จะไม่พรากจากพระองค์เลย

 

แต่การเป็นของพระองค์หมายถึง

ผู้ที่มีประสบการณ์กับเราแล้ว ได้เชื่อในเรา...

 

________________

 

ผมยอมรับจริงๆ ว่า ในวันเหล่านี้ จิตใจของผมหวั่นไหวเหลือเกิน พี่น้องครับ เอาเถอะ ผมยอมรับในความอ่อนแอนี้ แม้ว่าตนเองจะเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ก็ตามเถอะ แต่ผมต้องยอมรับว่า การเข้าออกโรงพยาบาลในวันเหล่านี้ ทำให้จิตใจผมหวั่นไหวเหลือเกินความกังวลในการดูแลลูกที่บ้านผู้ป่วย ในบรรยากาศช่วงนี้ มันช่างอับเฉาเหลือเกิน ผมหาเงินได้น้อยลง ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นในวันเหล่านี้ แต่ผู้ป่วยกลับใช้เท่าเดิม และมากกว่าเดิม เมื่อมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น มีต้องเผชิญปัญหาหลายอย่างที่ต้องซ่อมแซมบ้าน มันคือรายจ่ายที่น้อยกว่ารายรับ เหมือนต้องทำใจไว้ว่า ลูกๆ อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างน้อยลงบ้าง แต่เราก็จะสู้ไปด้วยกัน กับภาวะของการระบาดของโรคร้าย และเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ผมยอมรับนะครับพี่น้อง จิตใจของผมหวั่นไหวเหลือเกิน และวันนี้ วันที่ 29 แล้ว พรุ่งนี้ต้องจ่ายเงินเดินพนักงาน มองเงินที่เหลือ โอ้ พระเจ้าข้า ลูกยอมรับนะ พระองค์ว่า ลูกหวั่นไหว หากว่าความรู้สึกนี้จะทำให้ลูกต้องยอมรับอีกว่า เวลานี้ ความเชื่อของลูกเริ่มสั่นคลอน ก็คงเป็นได้กระมัง มันคือความรู้สึกของผมเมื่อเช้านี้ เมื่อกำลังเตรียมเงินเดือนพนักงานเช้านี้ 

 

แต่ในพระวรสาร วันนี้ เหมือนพระองค์กำลังตัดพ้อกับผมด้วยว่า “ท่านเห็นเราแล้วแต่ไม่เชื่อ”... พระวาจาตอนนี้มาในบรรยากาศที่หัวใจของผมเศร้าจริงๆ เหมือนกำลังตอกย้ำให้ผมไตร่ตรองถึงประสบการณ์กับพระเจ้าที่ผ่านมา ที่กี่ครั้งกี่หน ที่พระองค์ทรงอุ้มผมให้ผ่านวิกฤตมากมาย แม้บางครั้งพระองค์คงอยากให้ผมเติบโตด้วยตนเอง แต่สุดท้าย ก็พระหัตถ์ของพระองค์อีกนั่นแหละ ที่โอบอุ้มค้ำจุนผม...

 

ท่านเห็นเราแล้ว ท่านมีประสบการณ์กับเรามามากมาย กี่ครั้งกี่หน แต่ท่านก็ยังไม่เชื่อ... โอ้ พี่น้องครับ ผมจะตอบพระองค์อย่างไร... พระเยซูเจ้าตรัสวันนี้ว่า ทุกคนที่พระบิดามอบให้เรา จะมาหาเรา และเราจะไม่ผลักไสไปเลย... โอ้ วันนี้ ผมคือผู้ที่พระบิดาทรงมอบไว้กับพระเยซู แต่สิ่งที่ผมต้องถามใจตนเองคือ วันนี้ผมไปหาใครกันแน่ ผมกำลังเดินไปหาใครจริงๆ เพราะพระเยซูเจ้าตรัสอีกว่า “เราจะไม่สูญเสียผู้ใด” นั่นคือหากผมเดินไปหาพระเยซูเจ้า ผมก็จะไม่พรากจากพระองค์ พระองค์ก็จะไม่สูญเสียผมไปใช่ไหม

 

กลับจากโรงพยาบาลมาเขียนบทไตร่ตรองให้พี่น้องวันนี้ มันคนละอารมณ์กับเมื่อตอนเช้าจริงๆ ขอบคุณน้องชายที่แสนดี เพื่อนร่วมชั้นที่บ้านเณร ขอบคุณที่ดูแลผมทั้งกายและจิตวิญญาณ ทั้งขับรถพาไปโรงพยาบาล ทั้งแบ่งปันข้อคิดดีๆ ให้ระหว่างการเดินทาง... ใครจะทราบได้ว่า พระสงฆ์ท่านนี้ คือพระเยซูเจ้าในยามนี้ ที่เสด็จมาอยู่ข้างๆ และให้กำลังใจผม ดังอัครสาวกที่กำลังเดินทางกลับไปเอมมาอุส

 

นี่ไม่ใช่หรือ คือประสบการณ์กับพระเจ้า ที่ทำให้บ่ายวันนี้ ผมกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง และคงไม่น่าใช่ไหม หากผมเชื่อในพระเยซู หากผมเป็นของพระองค์ คงไม่มีอะไรน่ากลัวใช่ไหม... เพราะประสบการณ์ที่ผมได้มีกับพระองค์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ผมได้เห็นพระองค์แล้วล่ะ แล้วทำไม ใจผมจะไม่เชื่อเล่า แล้วใยใจผมจะหวั่นไหวเล่า

 

พี่น้องที่รักครับ เอาพระวาจาของพระองค์ตอนนี้ไปถามตนเองเหมือนผมบ้างซิครับ ลองดูประสบการณ์ดีๆ ที่พี่น้องมีกับพระเยซูเจ้า อันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ หันกลับไปมองเรื่องราวเก่าของเรากับพระองค์ซิครับ แล้วเราจะมีกำลังใจขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าโรคร้ายที่ระบาดในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อเรามากมายเพียงใด ไม่ว่า โลกเราวันนี้จะเปลี่ยนไปมากมายเพียงใด แต่รักของพระเจ้ายังคงเหมือนเดิม ฉันล่ะ ฉันยังคงเหมือนเดิมกับพระองค์ เฉกเช่นวันที่ฉันตกหลุมรักพระองค์หรือเปล่า...

 

ข้าแต่พระเจ้า ลูกเป็นของพระองค์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขออย่าให้ลูกพรากจากพระองค์เลย.

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันพุธที่ 29 เมษายน 20 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 8:1ข-8 / ยน 6:35-40

การเบียดเบียนทำให้ความเชื่อแพร่ขยายไป เนื่องจากพวกผู้มีความเชื่อได้หนีไปยังแคว้น ยูเดีย และสะมาเรีย และได้ทำการประกาศข่าวดี ดังที่พระเยซูเจ้าได้เคยตรัสว่า พระองค์จะไม่หันไปจากบรรดาผู้ที่มาหาพระองค์ และนี่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า ที่จะไม่ให้ใครพินาศไป สิ่งนี้ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะมาหาพระองค์มีกำลังใจ สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือ การเข้ามาหาพระเยซูเจ้า และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พวกเขาจะไม่จากพระองค์ไปอีก ผู้มีความเชื่อทุกคน ได้รับพันธกิจของการนำข่าวสาร ไปยังพวกที่ไม่มีความเชื่อ พระเป็นเจ้าทรงมีแผนการเดียวสำหรับมนุษยชาติ คือ เพื่อความรอดของทุกคน และไม่มีชายหญิงคนใด ที่จะจงใจทำให้แผนการของพระเป็นเจ้าไร้ประโยชน์ ถ้าทุกคนเข้าใจความหมายที่แท้จริง เพราะฉะนั้น จงเข้าหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ และความสุภาพ

ตั้งแต่สมัยคริสตชนแรก บรรดาคริสตชนได้ถูกเบียดเบียน ไปทั่วโลก มีมิชชันนารีจำนวนมากถูกฆ่าตายในทวีปอัฟริกา เอเชีย และในตะวันออกกลาง คริสตชนจำนวนมากได้ถูกพวกนาซีจับ และคอมมิวนิสต์ขังคุก และฆ่าตาย ในปัจจุบันนี้ กลุ่มเอนจีโอได้รายงานว่า มีการเบียดเบียนในประเทศจีน ในประเทศมุสลิม และในประเทศต่างๆทั่วโลก มีการคาดเดาว่า มีคริสตชนต้องเสียชีวิตประมาณปีละ หนึ่งแสนห้าหมื่อนคน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเบียดเบียน แต่พระศาสนจักรก็เจริญเติบโตขึ้น และแพร่ขยายไปในที่ต่างๆ พระเยซูเจ้าเคยตรัสทำนายว่า “จงจำวาจาที่เราบอกแล้วเถิดว่า ผู้รับใช้ย่อมไม่ใหญ่กว่านายของตน แต่เพราะท่านมิได้เป็นฝ่ายโลก และเราเลือกท่านออกมาจากโลก โลกจึงเกลียดชังท่าน ” (ยน 15:20) นักบุญเปาโลก็ให้ความมั่นใจแก่เราว่า พระเยซูเจ้าจะอยู่เคียงข้างเรา เมื่อเวลาที่เราถูกเบียดเบียน“ใครจะพรากเราจากความรักของพระคริสตเจ้าได้ ความทุกข์ลำเค็ญหรือ ความคับแค้นใจหรือ การเบียดเบียนข่มเหงหรือ การขาดอาหารและเครื่องนุ่งห่มหรือ ภยันตรายและคมดาบหรือ...ไม่มีสรรพสิ่งใดๆ จะพรากเราได้จากความรักของพระเจ้า” (รม 8:35-37)

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)