วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

 

 



 ไม่ใช่" โดยกำลังของ "ข้าพเจ้าเอง" 

แต่โดยพึ่งในพละกำลัง "ของพระเจ้า"

เรื่องบางอย่างก็เกินกำลังที่มนุษย์จะทำได้ 

แต่ขอบพระคุณพระเจ้า …

ที่ไม่มีสักอย่างเกินกำลังของพระองค์

 

บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

https://youtu.be/1fJhkzWfek0

 

https://youtu.be/PuqZt6XEZKk

 

 จงอย่าได้กลัวเลย

https://youtu.be/HrYAnRdNAsg

 

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

อ่าน :

กจ 6:8-15

ยน 6:22-29

 

สำหรับมนุษย์ ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ 

เพื่อจะมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่สำหรับคริสตชน

ผู้มีความเชื่อ พระเยซูเจ้าทรงย้ำ ถึงความจำเป็น

ของอาหารฝ่ายจิต ที่กินแล้วจะมีชีวิตนิรันดร 

อาหารนี้ได้มาจากความเชื่อในพระเจ้า 

ปฎิบัติตามพระบัญญัติ คำสั่งสอน

 

เมื่อสเตเฟน เชื่อมั่นในการนำของพระเจ้า

ท่านสามารถพูดด้วยปรีชาญาณ ซึ่งมาจากพระจิตเจ้า

แม้นจะมีคนสร้างพยานเท็จ ทำลายท่าน คนเหล่านั้น

ก็ไม่สามารถทำลาย ความเชื่อ

ที่ส่องสว่างภายในจิตใจของท่านได้

 

หมายเหตุ..

คนแพ้ ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว... 

คนที่ล้มเหลวคือ คนที่แพ้แล้วล้มเลิก

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ท่านแสวงหาเรา เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม...” (ยน 6:22-29)

 

ท่านเป็นคริสตชนเพราะเหตุใด

ท่านแสวงหาพระเจ้าเพราะอะไร

ท่านรักพระองค์เพราะเหตุใด

 

เพราะพระพรที่ได้รับ

หรือเพราะอะไร

 

ตกลง

ท่านรักเรา หรือรักพระพรของเรา...

 

________________

 

เราจะว่าอย่างไร หากเราเดินทางไกล เพื่อแสวงหาพระเยซูเจ้า และเมื่อได้พบพระองค์ เรากลับพบคำถามเช่นนี้ “ท่านแสวงหาเรา ไม่ใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม... เป็นเช่นนั้นหรือ... เราจะว่าอย่างไร หากเราต้องเผชิญหน้ากับพระเยซูเจ้า และเราต้องตอบคำถามพระองค์

 

วันนี้ ประชาชนที่ได้ติดตามพระเยซูเจ้า และได้ทานอาหารที่พระองค์ทรงเลี้ยง เราทราบว่า พวกเขากำลังต้องการจะให้พระองค์เป็นกษัตริย์... แน่ละ คงดีไม่น้อยทีเดียว หากพระองค์เป็นกษัตริย์ เราคงไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว พระองค์ทำทุกอย่างได้... และวันนี้ พวกเขาแสวงหาพระองค์ แต่พระองค์กลับถามใจเขาตรงๆ ว่า ท่านแสวงหาเราเพราะอะไร เพราะอาหารที่ได้ทานจนอิ่ม หรือเพราะซาบซึ้งในพระวาจาที่ชวนให้กลับใจ และเปลี่ยนแปลงชีวิต ท่านแสวงหาเราเพราะอะไรกัน... พี่น้องที่รักครับ หากเราต้องตอบพระองค์ เราจะตอบอย่างไรครับ

 

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาวันนี้ ในช่วงเวลาของการฉลองปาสกานี้ เราแต่ละคนกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบที่สำคัญ ที่พระเจ้าไม่ได้ทดสอบเราหรอก แต่ชีวิตของเรา ต้องผ่านการทดสอบเพื่อแสดงว่า เรารักพระเจ้าอย่างไร ยามนี้ ยามที่ดูเหมือนพระพรแห้งหายไปบ้าง แต่แท้จริงแล้ว ยังมีพระพรมากมายสำหรับปัญหาทุกอย่าง...

 

พี่น้องที่รักครับ นักบวชอย่างผม วันนี้ ต้องทบทวนตนเองเลยครับ ผมได้รับมากมายเหลือเกินจากพระพรมากมายของพระเจ้า ทั้งที่วอนขอและไม่ได้วอนขอ และวันนี้ ผมเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ผมมีความชื่นชมยินดี ผมรักพระเจ้าจริงๆ ล่ะ แต่วันนี้ คำถามที่ผมต้องถามใจตนเอง คือ ผมรักพระองค์เพราะอะไร เป็นคริสตชนเพราะเหตุใด เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ เพราะอะไร เพราะพระพรที่พระเจ้ามอบให้หรือ ที่ทุกวันนี้ผมมีบ้านอยู่ มีอาหารทาน มีสัตบุรุษที่รักและเอาใจใส่อย่างดี ผมรักพระเจ้าเพราะอะไร อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรักพระองค์ ผมรักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า หรือผมรักพระพรของพระองค์แน่

 

พี่น้องที่รัก เราไตร่ตรองร่วมกันได้นะครับ ฟรันซิสกันอย่างผมก็เป็นคริสตชนคนหนึ่ง เป็นสัตบุรุษคนหนึ่งของคุณพ่อเจ้าวัด เป็นลูกของพระศาสนจักรด้วย... วันนี้ เรารักพระเจ้าเพราะอะไร เรารักพระองค์ เพราะพระองค์ประทานพระพรมากมายให้เรา หรือเรารักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราตอบในใจเราแต่ละคนนะครับ เรารักพระเจ้าเพราะอะไร เรารักพระองค์ หรือเรารักพระพรของพระองค์

 

พี่น้องครับ อ่านพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ฟังพระวาจาของพระองค์วันนี้ ผมเจ็บร้าวในหัวใจเหมือนกันนะครับ คำถามที่ว่า เรารักพระเจ้า หรือเรารักพระพรของพระองค์... จากนี้ไป ผมต้องพิสูจน์ด้วยชีวิตล่ะครับ ว่าผมรักพระองค์อย่างไร จากการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ผมต้องไม่รักพระเจ้ามากขึ้น เพราะขอทุกสิ่งแล้วพระองค์ประทานให้ และผมต้องไม่รักพระองค์น้อยลง เพราะขออะไรแล้วก็ไม่ได้ แต่ผมต้องรักพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของผมล่ะครับ

 

ข้าแต่พระเจ้า พระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นความรักของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารักพระองค์.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 20 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 6:8-15 / ยน 6:22-29

พระเยซูเจ้าได้ทรงประทานชีวิตนิรันดรแก่พวกประชาชน ที่ได้รับประทานปังและปลา ที่พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์ทวีจำนวนให้พวกเขารับประทาน ที่ตรงข้ามกับอาหาร ที่ทำให้หายหิวทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่อาหารที่พระองค์ประทานให้นั้น จะช่วยระงับความหิวที่อยู่ลึกในด้านจิตใจของมนุษย์ อาหารสำหรับท้องเป็นอาหารที่จะหมดไป และที่สุดเราก็จะจบชีวิตลง แต่อาหารที่พระเยซูเจ้าประทานให้แก่เรานั้น จะเป็นอาหารสำหรับชีวิตอื่น คือ ชีวิตที่อยู่กับพระเป็นเจ้า ที่จะคงอยู่เหนือความตาย ที่เราเรียกว่าชีวิตนิรันดร

ชีวิตนิรันดรเป็นความจริง ที่มีอยู่ในตัวเรา ในวันที่เรารับศีลล้างบาป ที่ได้มอบความเชื่อและความรักของพระเยซูเจ้าให้แก่เรา โดยการเจริญชีวิตตามพระบัญญัติแห่งความรักต่อพระเป็นเจ้า จริงอยู่ ชีวิตนิรันดรจะเป็นชีวิตหลังความตาย แต่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่เรารับศีลล้างบาป ทำให้เรารู้จักพระองค์ ยินดีเป็นประจักษ์ถึงพระองค์ ชีวิตนิรันดรจึงเป็นชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเป็นชีวิตหลังความตาย

เราเคยได้ยินบางคนพูดว่า “การมองเห็นไม่ใช่ความเชื่อ และความเชื่อไม่ใช่การมองเห็น” เพราะฉะนั้นบางคนบอกว่า เขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขามองไม่เห็นด้วยตาตนเอง จึงไม่เป็นความจริง เพราะมีหลายสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ก็มีอยู่ การรู้จักพระเป็นเจ้าในมิติส่วนตัว ทำให้เรามองเห็นว่า สิ่งต่างๆที่เราเห็นในชีวิต ช่วยทำให้เราเชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นอยู่  เช่น พระองค์ประทับอยู่ในสายลม น้ำ ท้องฟ้า  เป็นต้น พระองค์ทรงประทับอยู่ในสิ่งเหล่านั้น และเราสามารถสัมผัสพระองค์ได้ เช่นเมื่อเราสวดภาวนา และพระองค์ทรงตอบคำภาวนาของเรา และเราสัมผัสพลังของพระองค์ ที่ทำงานในชีวิตของเรา และเมื่อพระองค์ทรงบำบัดรักษาเรา หรือบุคคลที่เรารัก เรารู้ว่า พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ด้วยการบำบัดรักษาเราให้หายจากโรค  ชีวิตของสเทเฟน ที่ยอมตายเป็นมรณสักขี เป็นข้อพิสูจน์ว่า ท่านยินดีที่จะมอบชีวิตให้แก่พระเป็นเจ้า ที่แม้ท่านมองพระองค์ไม่เห็นด้วยตา แต่ท่านก็เชื่อว่าพระองค์มีอยู่.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)