วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2020 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

 

จงระลึกไว้เสมอว่า  …

เราอยู่กับลูกตลอดเวลา 

เราคือ ความหวังของลูก

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

https://youtu.be/mRiRfEMs1T8

 

https://youtu.be/B8_4f2t97gw

 

ให้เราร้องอัลเลลูยา

http://youtu.be/aRN4eyX0z2o

 

 

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

อ่าน :

กจ 2:14,22-28

1 ปต 1:17-21

ลก 24:13-35

 

ขณะที่สาละวน สนใจ อยู่กับความทุกข์เศร้าโศก เสียใจ

ศิษย์สองคนที่เดินทางไปเอมมาอูส ผิดหวัง 

เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่เป็นไปดั่งที่ตั้งใจ 

แต่เมื่อพวกเขา เปิดตามองไปที่สิ่งรอบตัว เปิดใจรับฟัง

เมื่อนั้นพวกเขา ได้พบว่า พระเยซู ทรงอยู่เคียงข้าง 

พระองค์กลับเป็น ความสุข ความชื่นชมยินดีสำหรับพวกเขา

 

ด้วยสำนึกว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้ง ในสถานการณ์

ที่ต้องพลัดพราก ผิดหวัง จิตใจของเปโตร

จึงไม่หวั่นไหว ท่านสามารถก้าวเดินต่อไป

ในการทำหน้าที่ประกาศข่าวดี บอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูเจ้า

 

จดหมายนักบุญเปโตร แนะนำ...

เพื่อรักษาความเชื่อ ความหวัง 

ไว้เป็นพลังสำหรับการดำเนินชีวิตนั้น

การเคารพ รัก ยำเกรงพระเจ้า เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

หมายเหตุ

ในชีวิต...

“อย่าจด ว่าเราทำดีกับใคร

แต่จงจำว่า ใครที่ทำดีกับเรา”

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟภายในหรือ เมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง…” (ลก 24:13-35)

 

พระวาจาของพระเจ้า

ทำให้ใจเราเร่าร้อน

ด้วยความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์

 

ฉันอ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้าอย่างไร

ฉันยอมให้พระวาจาจุดไฟในจิตวิญญาณของฉัน

ให้เร่าร้อนด้วยความรักต่อพระองค์และเพื่อนพี่น้องบ้างหรือไม่...

 

________________

 

ผมเขียนแบ่งปันบทไตร่ตรองจากพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้มาแล้วเมื่อครั้งอัฐมวารปัสกา แต่พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ยินดีในวันนี้ พระศาสนจักรจัดให้เราฟังอีก สำหรับผม ก็เป็นสิ่งที่มีความหมายมากจริงๆ เมื่อ ผมพบแรงบันดาลใจและที่มาแห่งพลังเพื่อจะเป็นสิ่งที่ผมแบ่งปันไปแล้วนั้น นั่นคือการเจริญชีวิตเป็นประดุจปังที่ถูกบิ

 

ชีวิตที่เป็นประดุจปังที่ถูกบิเท่านั้น ที่ทุกคนจะจดจำเราได้ว่าเราเป็นศิษย์พระเยซู ดังที่บรรดาศิษย์จดจำพระเยซูเจ้าได้เมื่อทรงบิขนมปัง แต่สิ่งเหล่านี้ครับ ในบรรยากาศแบบนี้ โลกเราวันนี้ พี่น้อง รวมทั้งผมเองด้วย เราอาจจะเคยรู้สึกไหมว่า มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม ฉันจะเอาพลังที่ไหนมาเพื่อทำสิ่งที่สูงเกินมาตรฐานของใครๆ เขา

 

ผมพบคำตอบในการไตร่ตรองพระวาจาวันนี้เองครับ เมื่อ ศิษย์ทั้งสองคนสารภาพว่า ใจของพวกเขาเร่าร้อนอยู่ภายใน เมื่อพระเยซูเจ้า องค์พระวาจาของพระเจ้าได้ตรัส และอธิบายพระวาจาให้เขาฟัง... สิ่งที่น่าทึ่งเหลือเกินคือ เขาทั้งสองคนจำพระเยซูเจ้าไม่ได้ คือไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร แต่ทำไมพวกเขาถึงรบเร้าให้พระองค์พักอยู่กับพวกเขาด้วย ยิ่งโลกเราวันนี้ คงเป็นไปได้ยากใช่ไหม ที่เราจะเชิญคนที่ไม่รู้จักเขามาในบ้าน หรือเรียกขึ้นรถให้ร่วมทางไปกับเรา...

 

พี่น้องครับ ผมพบคำตอบครับ “พลังแห่งพระวาจา” ครับ พี่น้อง นี่คือพลังแห่งพระวาจาของพระเจ้าจริงๆ ที่เมื่อพระเจ้าตรัส ความรุกร้อนก็เกิดขึ้นในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์...

 

พี่น้องครับ สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากแบ่งปันกับพี่น้องครับ... พระวาจาของพระเจ้ามีพลังจริงๆ ครับ พระวาจาของพระเจ้าทำให้จิตใจของเราเร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายใน เพื่อรักพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้องครับ ดังนั้น บทไตร่ตรองที่ผมแบ่งปันกับพี่น้อง คงตอบคำถามนี้ได้... “แล้วเราจะได้รับพลังมาจากไหน เพื่อทำสิ่งนั้น...” สิ่งนั้นคือ “จงทำการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด...” และนั่นก็หมายความว่า ชีวิตที่เป็นประดุจปังที่ถูกบิ... ซึ่งฉันกำลังถามว่า ฉันจะได้รับพลังมากมายมาจากไหน เพื่อทำสิ่งนั้น... คำตอบ คือ “พลังแห่งพระวาจา” ครับพี่น้อง

 

ขอเราอ่านพระวาจาของพระเจ้าเสมอ ขอเราฟังพระวาจาของพระองค์ทุกวัน พระเจ้ามาทันเวลาเสมอครับพี่น้อง ขอให้เราพยายามมองเห็นเสมอว่า พระเจ้าของเราคือพระเจ้าผู้ทรงประทับอยู่เคียงข้าง พระองค์ตรัสกับเราเสมอๆ ขอเพียงเราตั้งใจ เปิดจิตใจของเรา และฟังพระองค์บ้างเท่านั้น เราก็จะมีพลังเพียงพอ เพื่อทำสิ่งที่พระองค์สั่ง “จงทำการนี้ เพื่อระลึกถึงเราเถิด”

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ตรัสเพียงพระวาจาเดียว จิตใจข้าพเจ้าก็จุบริสุทธิ์ ขอเพียงพระองค์ตรัสเท่านั้น ทุกสิ่งก็เป็นไปได้ และขอให้ลูกฟังพระองค์เสมอเถิด พระเจ้าข้า

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 20 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา 

บทอ่าน กจ 2:14,22-28 / 1ปต 1:17-21 / ลก 24:14-35

“วันนั้น ศิษย์สองคนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตร ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น  ขณะที่กำลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย  แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้ เหมือนดวงตาถูกปิดบัง” (ลก 24,13-17)

          เราเคยเป็นเช่นนี้บ้างไหม? เคยรู้สึกโดดเดี่ยว ได้แต่คร่ำครวญกับความผิดหวัง จนแทบไม่รู้ว่าใครมาร่วมทางด้วย ไม่รู้ด้วยว่าในยามที่เราร่ำไห้มีใครมาอยู่ใกล้ชิดเราบ้างไหม? พระเยซูเจ้าทรงถามพวกเขา “ท่านสนทนากันเรื่องอะไรตามทางและทำไมจึงเศร้าเช่นนี้?” นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตำหนิมนุษย์ “ทำไมใจของพวกเจ้าจึงเชื่องช้าที่จะเชื่ออย่างนี้?”

          ศิษย์สองคนคิดว่าพวกเขาเชื่อ พวกเขาไว้วางใจ แต่พอเจอเข้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็ท้อแท้สิ้นหวัง เกลือกกลิ้งไปกับดิน ถูไถไปตามถนนอย่างโดดเดี่ยว  จะต่างกับเราก็ตรงที่ว่า ศิษย์สองคนเศร้าโศกเพราะเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ในขณะที่เราโศกเศร้าเพราะเชื่อว่าพระองค์ยังทรงชีวิตอยู่

          เราจึงเข้าใจว่า การเชื่อในการกลับคืนชีพ การเสด็จขึ้นสวรรค์และประทับอยู่เบื้องขวาพระบิดาก็คือการเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์นั่นเอง เราจึงต้องสร้างประสบการณ์เดียวกันของศิษย์สองคนนี้ ประสบการณ์แห่งการพบปะกับพระเยซูเจ้าที่สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนมชีพ เราต้องยอมรับเหมือนศิษย์สองคนนี้ว่าพระเจ้าทรงบันดาลให้ความหวังของเรากลายเป็นความจริง (“เราเคยหวังว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ...”) แต่ในวิธีการของพระองค์ซึ่งต่างจากที่เราคาดคิด

ข้าแต่พระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ แสงสว่างของพระองค์สุกใสกว่าแสงอาทิตย์ ความบริสุทธิ์ของพระองค์ขาวกว่าหิมะบนภูเขา พระองค์ประทับอยู่เสมอ ในทุกแห่งที่ลูกเดินไป บรรดาผู้มีปรีชาญาณสรรเสริญพระองค์ ลูกมีความเชื่อในพระวาจาของพระองค์ ยอมรับว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสเป็นความจริง ลูกไม่เบื่อที่จะฟังพระวาจาของพระองค์ เพราะว่าพระวาจาของพระองค์นำชีวิตมาให้เสมอ อาแมน.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)