วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020 ระลึกถึงน. ฟีเดลิส แห่งซิกมาริงเก็น พระสงฆ์ และมรณสักขี

 

 

วางภาระของ "พรุ่งนี้" ลงเสียเถิด

และจงวางใจพระเจ้าสำหรับ "วันนี้"

 

บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020

ระลึกถึงน. ฟีเดลิส แห่งซิกมาริงเก็น 

พระสงฆ์และมรณสักขี

https://youtu.be/rwNrFSn9gKI

 

https://youtu.be/CH5RxnKZwj8

 

 ทรงเลี้ยงดูข้า

https://youtu.be/SNimUXEBetY

 

 

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020

ระลึกถึงน. ฟีเดลิส แห่งซิกมาริงเก็น 

พระสงฆ์ และมรณสักขี

อ่าน :

กจ 5:34-42 

ยน 6:1-15

 

เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราพยายามออกแรง 

ด้วยการใช้สิ่งที่มีอย่างเต็มที่ 

พระเจ้าจะทรงทวีให้เรามีเพิ่มขึ้น 

เหมือนกับขนมปังห้าก้อน 

กับปลาสองตัวของเด็กคนนั้น 

 

เมื่อเขานำออกมาแบ่งปัน 

พระเจ้ากลับทำให้มันมีเหลือเฟือ 

เพียงพอสำหรับคนจำนวนมาก

 

เรามั่นใจได้เลยว่า งานไหนที่ว่า “ยาก” 

หากเป็นงานของพระ 

ก็ไม่มีใครทำลายเปลี่ยนแปลงได้ 

แต่ถ้างานไหน ที่เป็นความคิด กิจการของมนุษย์ 

ก็มีวันของการสิ้นสุด และหยุดไปเอง

 

เมื่อนักบุญฟิเดลิส แห่งซิกมาริงเก็น 

ผู้มีความสามารถในการพูด เป็นทนายที่มีชื่อเสียง

แต่ยอมสละละทิ้ง  เปลี่ยนวิถีชีวิต ที่ยึดติดทางโลก

เพื่อเข้ามาเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ในการเทศน์สอน 

พร้อมกับ การดำเนินชีวิตที่เคร่งครัด ท่านสามารถ

ผู้คนจำนวนมาก ให้เข้ามารู้จัก พระรักพระคริสตเจ้า

 

หมายเหตุ..

อย่ากลัวคำว่า “ยาก” 

หากยังไม่ได้เร่ิมออกแรงทำ

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“จงบอกประชาชนให้นั่งลงเถิด…” (ยน 6:1-15)

 

นั่งลงเถิด

เหมือนพระวาจาที่ทำให้ใจฉันสงบ

ไม่ต้องกังวล นั่งลงเถิด

เราเองจะเป็นผู้เลี้ยงดู

ผู้ที่เราได้เรียกมาเป็นของเรา.

________________

 

วันนี้เป็นวันที่ผมเขียนบทไตร่ตรองมาแบ่งปันให้พี่น้องช้าที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ทว่า เวลาที่ผ่านไป เมื่อกำลังอยู่กับผู้ป่วยในเวลาวิกฤตนี้ กลับทำให้ผมมีประเด็นที่สองที่จะแบ่งปันกับพี่น้อง จึงนับว่า ช้าไป แต่ก็คืนกำไรแห่งการไตร่ตรองพระวาจาให้พี่น้องอีกเท่าตัวครับ

 

ความคิดประเด็นแรก อาจจะมาจากพระคัมภีร์ พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ฟังกันในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระวรสาร เรื่องการทวีขนมปังของพระเยซูเจ้าเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ ข่าวสารที่พระวาจานี้ต้องการสื่อ ผมแบ่งปันกับพี่น้องตรงๆ เรื่องเดียวเลย แม้ว่า เราอาจจะตีความไปได้มากมายในพระวาจาตอนนี้ แต่ผมขอแบ่งปันเพียงนิดเดียวคือ “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกมาให้ติดตามพระองค์” 

 

พี่น้องที่รัก ความสงสารของประชาชนที่มาเฝ้าพระองค์ เมื่อทรงเห็นคนมากมายเช่นนั้น เราทราบจากพระวาจา พระวรสารฉบับอื่น คือพระองค์ทรงสงสารประชาชน และมีการสนทนากับศิษย์ของพระองค์ที่พระวรสารแต่ละฉบับบันทึกไว้แตกต่างกัน แต่ยอห์นบอกเราว่า พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะทรงทำสิ่งใด แต่ที่ตรัสดังนั้น เพื่อลองใจบรรดาศิษย์ของพระองค์... พระวรสารหลายฉบับบันทึกว่า พระเยซูเจ้าถามบรรดาศิษย์ว่า “ท่านมีอะไรบ้าง” และ “จงหาอาหารเลี้ยงพวกเขาเถิด”... แต่คำตอบที่ยอห์นบันทึก คือ “ที่นี่ เด็กคนหนึ่งมีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว...” พี่น้องครับ พระองค์ถามว่า “ท่านมีอะไรบ้าง” ไม่ได้ถามว่า “มีใครมีอะไรบ้าง...” แต่หัวใจของพระเจ้าครับ... พระวาจานี้ “จงบอกประชาชนให้นั่งลงเถิด”... อ่อนโยน และบรรเทาใจจริงๆ ครับ เหมือนกำลังบอกว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล นิ่ง สงบไว้เถิด เราจะเลี้ยงดูพวกท่านเอง และนี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เมื่ออิสราแอลอยู่ในถิ่นกนดาร พวกเขาบ่นเรื่องอาหารการกิน แล้วพระเจ้าทรงประทานมานนาให้พวกเขากินและที่นี่ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ พระองค์ทรงเห็นและทรงสงสารครับ ประชาชนที่แม้ยังไม่ได้พูด แต่พระเนตรของพระเจ้าเห็น และพระทัยของพระองค์รู้ว่า จะทำอย่างไรกับลูกๆ ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ และที่สุด พระองค์ก็ทวีขนมปังเลี้ยงพวกเขาจนอิ่ม และยังเหลืออีกมากมาย...

 

ยังเหลืออีกมากมาย คือ ยังมีพอแม้สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย และนี่คือ ความพอเพียงแห่งพระหรรษทานของพระเจ้าที่มีมากจนเกินพอ สำหรับผู้ที่วางใจในพระองค์... พี่น้องครับ ไม่ต้องกลัวครับ ที่ที่มีพระองค์ประทับอยู่ เราก็ไม่พลาดอะไรเลย เราก็ไม่ขาดอะไรเลย คือเราถึงเป้าหมายที่เรามุ่งจะไปแน่นอนครับ

 

ความคิดประเด็นที่สองที่เข้ามาในหัวคิดของผมในช่วงเวลาที่ยังไม่มีเวลาเขียนบทไตร่ตรองส่งมาให้พี่น้อง แต่การไตร่ตรองยังคงต่อเนื่องแม้ในการภาวนาและการทำงานตอนบ่ายวันนี้ครับ... พี่น้องที่รัก พระวาจาที่ทำให้เกิดผลแห่งการไตร่ตรองตอนต้นนั้น สะท้านใจผู้อภิบาลอย่างผมจริงๆ ครับ ที่ต้องเลียนแบบอย่างความเป็นผู้อภิบาลของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ ที่ต้องคอยดูแล เข้าใจ และเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับลูกของพระเจ้าและลูกของเราครับ... พี่น้องครับ สะท้านใจผมจริงๆ ครับ ในความเป็นพระสงฆ์ ในสถานการณ์เช่นนี้ ในเวลาที่โรคระบาดร้ายแรงกำลังทำลายกำลังใจของลูกๆ ของพระ เราไม่มีโอกาสร่วมพิธีกรรม ไม่มีโอกาสไปวัด เราเหลืออะไรบ้างไว้เป็นผลแห่งความเชื่อของเรา พระสงฆ์ ผู้อภิบาล วันนี้ ไตร่ตรองพระวาจาวันนี้แล้ว ผมเองเลยครับ มีการบ้านมากมายเลย...

 

แต่ขอเพียงสิ่งเดียวครับ ที่อยากจะบอกกับพี่น้องบ่ายจนเกือบเย็นแล้วนี้...พี่น้องครับ ผมชอบประโยคนี้มากครับ “จงบอกประชาชนให้นั่งลงเถิด...” เหมือนพระวาจาที่บอกว่า “จงทำใจสงบๆ เถิด...” และวางใจในเรา วางใจในพระเจ้า โอ้ ผู้อภิบาลอย่างผม รู้สึกสะท้านในหัวใจจริงๆ ครับ.. ผมจะบอกสัตบุรุษ พี่น้องคริสตชนของผมอย่างไรครับ...

 

แต่พี่น้องที่รัก ในบรรยากาศแบบวันเหล่านี้ พี่น้องครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าพี่น้องอาจจะพลาดและไม่เคยมองเห็นเลยในความเป็นคริสตชนคือ “พ่อเจ้าวัด” ครับ วันนี้ ผมอยากพูดถึงพ่อเจ้าวัดเป็นพิเศษ ผมเอง ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์การเป็นพ่อเจ้าวัดมา 5 ปี ครับ พี่น้องที่รัก ผมต้องเป็นพ่อที่รักลูกจริงๆ เท่านั้น ผมจึงจะเป็นพ่อเจ้าวัดที่ดีได้ครับ... พี่น้องที่รักครับ ปัญหาเดียวกันเลยครับ เด็กสมัยนี้ ไม่ค่อยเข้าหาพ่อแม่ในยามมีปัญหา... แล้วพี่น้องครับ คริสตชนเรียนรู้ที่จะเข้าหาพ่อเจ้าวัดมากน้อยเพียงใด พ่อเจ้าวัด ที่เป็นผู้แทนพระสังฆราชในการอภิบาลพี่น้องในเขตวัดครับ ท่านมีอำนาจผ่อนผันกฎต่างๆ สำหรับพี่น้อง และแนะนำแนวทางสำหรับพี่น้องได้ทุกเรื่องแห่งจิตวิญญาณ (พระสงฆ์อื่นไม่มีอำนาจเต็มดังนี้นะครับ) พี่น้องสามารถขาดวัดวันอาทิตย์โดยไม่ต้องไปแก้บาปก็ได้นะครับ ถ้าได้รับการผ่อนผันจากพ่อเจ้าวัด หรือพระสังฆราช ไม่บาปครับ... นี่แหละครับ พี่น้องครับ พระเจ้าของเราไม่ใช่กฎครับ แต่พระเจ้าของเราคือความรักและความเมตตาครับ พ่อเจ้าวัดนี่แหละครับ ที่ผ่อนผันทุกเรื่องของจิตวิญญาณให้พี่น้องได้ ช่วยพี่น้องได้ และมีหน้าที่ต้องช่วยครับ แต่ สิ่งที่ผมอยากถามใจพี่น้องในยุคนี้คือ “พี่น้องเข้าหาพ่อเจ้าวัดมากน้อยเพียงใด เมื่อพ่อเจ้าวัดคือพ่อวิญญาณคนแรกของสัตบุรุษในเขตวัดของตน” 

 

เช่นการชมพิธีกรรมออนไลน์ในวันเหล่านี้ พี่น้องครับ แม้เราจะรับศีลมหาสนิทด้วยความปรารถนาได้ แต่สิ่งที่เราทำไปนั้นในการชมถ่ายทอดสดนั้น เป็นเพียงสื่อเสริมสร้างความศรัทธาเท่านั้น ไม่ใช่การร่วมมิสซาออนไลน์นะครับ ร่วมมิสซาออนไลน์ไม่มีครับ และทำไม่ได้ครับ ศีลศักดิ์สิทธิ์ออนไลน์ก็ไม่มีครับ เหมือนพี่น้องไม่สามารถทานอาหารออนไลน์ได้ครับ ต้องทานจริงๆ ต้องมีส่วนร่วมจริงๆ เท่านั้นครับ... อ้าว แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ล่ะ พี่น้องที่รักครับ ไม่ใช่การร่วมมิสซาครับ แต่นี่คือการเสริมสร้างความศรัทธาที่พระศาสนจักรในยุคของโรคระบาดผ่อนผันให้พี่น้องครับ ดังนั้น การขาดวัดวันอาทิตย์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ จึงไม่เข้าข่ายบาปที่ต้องสารภาพเมื่อไปแก้บาป แต่นี่คือการผ่อนผันครับ

 

เอาเถอะ เขียนมายาวแล้ว ขออีกหน่อยเกี่ยวกับกิจศรัทธาในวันอาทิตย์ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ พี่น้องครับ บัญญัติพระเจ้าสำคัญมากนะครับ ”วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์” พี่น้องอ่านดีๆ ไตร่ตรองดีๆ นะครับ พระเจ้าไม่ได้บอกว่า วันพระเจ้าอย่าลืมไปวัดร่วมมิสซา แต่... ”วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์” ตรงนี้สำคัญมากครับ เราฉลองวันพระเจ้าให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หรือเปล่าในชีวิตของเรา เราอาจจะไปวัดร่วมมิสซามากมาย แต่กลับบ้านเอารัดเอาเปรียบกดขี่กันเหมือนเดิม แล้ววันพระเจ้าจะศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตเราไหมครับ เอาล่ะ เดี๋ยวจะยาวไป พี่น้องไตร่ตรองกันต่อเองนะครับ ให้เราทำวันของพระองค์ให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ นะครับ

 

สุดท้ายครับ พี่น้องที่รักครับ มีปัญหาเรื่องจิตวิญญาณ อย่าลืมปรึกษาคุณพ่อเจ้าวัดนะครับ ท่านคือพ่อที่รักและพร้อมที่จะช่วยลูกๆ เสมอครับ

 

ข้าแต่พระเจ้าขอพระองค์ช่วยลูกให้มองดูประชากรของพระองค์ และประชากรของลูกด้วยสายพระเนตรของพระองค์ และทำให้พวกเขานั่งลงอย่างสงบ ด้วยความอบอุ่นในรักพระองค์เทอญ

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันศุกร์ 24 เมษายน 20 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 5:34-42 / ยน 6:1-15

ในพระวรสารวันนี้ ยอห์นได้เล่าเรื่องการทวีขนมปังห้าก้อน และปลาสองตัว ที่เกิดขึ้นบนภูเขา ท่านต้องการจะชี้ให้เห็นว่า พระเป็นเจ้าจะประทานอาหารให้แก่ประชาชน อย่างอุดมสมบูรณ์ “ บนภูเขานี้ พระเจ้าจอมโยธาจะทรงจัดการเลี้ยง สำหรับบรรดาชนชาติทั้งหลาย เป็นการเลี้ยงด้วยของอ้วนพี เป็นการเลี้ยงด้วยเหล้าองุ่นที่ตกตะกอนแล้ว ด้วยของอ้วนพีมีไขมันในกระดูกเต็มด้วยเหล้าองุ่นตกตะกอนที่กรองแล้ว” (อสย 25:6) การทวีขนมปังครั้งนี้ เกี่ยวโยงกับศีลมหาสนิท ที่เป็นอาหารพิเศษของประชากรของพระเป็นเจ้า ที่จริงการทวีขนมปัง เป็นเครื่องหมายสำคัญ ที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า พระเยซูเจ้า คือ ปังทรงชีวิต พวกประชาชนคิดว่า พระเยซูเจ้าเป็นประกาศก เช่นเดียวกับโมเสส (เทียบ ฉธบ 18:15) พระเป็นเจ้าทรงเลี้ยงประชากรอิสราเอล ด้วยมานนา ผ่านทางโมเสส ส่วนพระเยซูเจ้าทรงเลี้ยงประชาชนผู้หิวโหย โดยได้จัดเตรียมสิ่งที่ดีกว่าขนมปัง นั่นคือ ตัวของพระองค์เอง

ในบทอ่านที่หนึ่งจากหนังสือกิจการอัครสาวก อาจารย์กฎหมายคนหนึ่ง ชื่อกามาลิเอล ที่เป็นคนที่รอบคอบ ได้เตือนบรรดาสมาชิกสภาซันเฮดรินว่า ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรต่อบรรดาอัครสาวก พวกเขาจะต้องคิดให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าแผนการของพวกอัครสาวกมาจากมนุษย์ มันก็จะสลายไปเอง แต่ถ้ามาจากพระเจ้า พวกเขาจะทำลายพวกเขาไม่ได้ ดูเหมือนว่ากามาลิเอลกำลังเตือนสมาชิกสภาซันเฮดริน มิให้ทำการเบียนเบียนพวกอัครสาวก เพราะถ้าพระศาสนจักรมาจากพระเป็นเจ้า ไม่ว่าจะมีการเบียดเบียนมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถทำลายพระศาสนจักรได้ แต่ถ้าเป็นเพียงองค์กรของมนุษย์ มันก็จะทำลายตัวเองไปในที่สุด การที่พระศาสนจักรสามารถดำรงอยู่ได้นานกว่าสองพันกว่าปี ผ่านการถูกเบียดเบียนจำนวนมากมาย มีความเสื่อมเสียเกิดขึ้นภายใน นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่า พระศาสนจักรมิใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา แต่เป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงสร้าง ตามที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเปโตรว่า “ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้” (มธ 16:18)

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)