วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2020 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

 


 พระเจ้าข้า ลูกเชื่อในพระองค์ 

ลูกกราบนมัสการพระองค์ 

วางใจในพระองค์และรักพระองค์ 

ลูกกราบขออภัยโทษแทน ..

ผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์  ไม่นมัสการพระองค์ 

ไม่วางใจในพระองค์  และไม่รักพระองค์

 

บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

https://youtu.be/t0Ep1QoFdi0

 

https://youtu.be/IZGjIpVtCw8

 

ลูกเชื่อในพระองค์

https://youtu.be/d9nmGvhVohg

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

อ่าน :

กจ 5:27-33

ยน 3:31-36

 

เมื่อพระเยซูเจ้าสนทนากับนิโคเดมัส ทำให้เห็นชัด

คำพูด บุคลิก ลักษณะนิสัย การกระทำของคนเรา

สะท้อน ที่มาของความคิด จิตใจ

ที่ตาไม่สามารถมองเห็น

 

แม้นจะถูกบังคับไม่ให้พูด ไม่ให้สอนเรื่องพระเยซูเจ้า

แต่ความผูกพัน ความรัก ซื่อสัตย์ ที่อยู่ภายในจิตใจ

ทำให้ศิษย์ ไม่กลัว ที่จะประกาศยืนยัน

เรื่องราวของพระเยซู ผู้ที่พวกเขารัก

 

หมายเหตุ..

ความคิด จะบอกว่า 

อะไร คือ สิ่งที่ถูกต้อง

ในขณะที่หัวใจ จะบอกว่า 

อะไร คือ สิ่งที่ต้องการ

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เขาเป็นพยานถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน…” (ยน 3:31-36)

 

ประสบการณ์ที่มีกับพระเยซูเจ้า

คือสิ่งที่เก็บไว้คนเดียวไม่ได้

และเราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์

เพราะพระจิตของพระเจ้า คือจิตแห่งความจริง

ที่นำหัวใจของเราให้เจริญชีวิตตามความจริง

เพื่อนมัสการพระเจ้าผู้ทรงเป็นความจริง.

________________

 

เราเห็นประจักษ์พยานของบรรดาศิษย์ในบทอ่านที่หนึ่ง คือผู้ที่ได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า และพวกเขาไม่อาจเก็บเอาไว้คนเดียว และพวกเขายืนยันว่า “เราต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์” (กจ 5:27-33)

 

หากเราจะไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้าในวันนี้โดยให้บทอ่านที่หนึ่งนำทาง ด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานของบรรดาอัครสาวก เราจะพบว่า ประโยคที่เปโตรตอบนั้น เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจะปฏิเสธได้ หากจะถามพวกเขาว่า เราควรเชื่อฟังใคร พระเจ้าหรือมนุษย์... เราจะพบว่า ชีวิตของพวกเขาเอง ที่พยายามบอกว่าพวกเขาเชื่อโมเสสมาโดยตลอดนั้น บัดนี้ พวกเขาคงต้องตอบว่า “เราต้องเชื่อฟังพระเจ้า” ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่า พระเจ้านั้นคือองค์ความจริง และเราจำเป็นต้องเดินตามเสียงของความจริง

 

แต่เราคงทราบดีแล้วว่า ความจริงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากจะพูดตรงๆ ที่นี่ นั่นก็คือการกลับใจนั่นเอง... ระหว่างเทศกาลมหาพรต เมื่อได้อ่านพระวรสาร เราเห็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้กระทำ แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ดีๆ ทั้งนั้น แต่สิ่งที่พวกเขารับไม่ได้คือ “การกลับใจ” ครับ เพราะความจริงและความดีที่พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นประกาศกในกิจการและคำพูด ดังที่คนมากมายเชื่อในพระองค์นั้น นั่นคือสิ่งที่เรียกร้องการกลับใจ การเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งสิ้น

 

พี่น้องที่รักครับ มาถึงตรงนี้ พี่น้องคงมองเห็นสิ่งเดียวกันกับที่ผมไตร่ตรองแล้วนะครับ นั่นคือการได้มีประสบการณ์กับพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง และกลับใจครับ เราเห็นว่า บรรดาสมณะ ผู้ใหญ่ของชาวยิว ไม่มีใครคัดค้านสิ่งที่บรรดาอัครสาวกสอนได้เลย เพราะประชาชนมีประสบการณ์กับพระเยซู และสิ่งที่บรรดาอัครสาวกได้เทศน์สอนนั้น รองรับประสบการณ์ของบรรดาประชาชนที่ได้รู้จักพระเยซูทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือพวกเขากลัวการเสียผลประโยชน์ไงครับ พวกเขาไม่ต้องการยอมรับสิ่งที่บรรดาศิษย์ได้เทศน์สอน... ทำไมหรือ...

 

พี่น้องที่รัก การยอมรับความจริง การยอมรับสิ่งที่บรรดาศิษย์ได้เทศน์สอนนั้น คือสิ่งที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ต้องกลับใจ และคำตอบก็คือ... เพราะพวกเขาไม่ต้องการการกลับใจไงครับ...

 

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้าที่เราอ่าน ที่เราไตร่ตรองร่วมกันนี้ เชื้อเชิญเราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซูเจ้าจริงๆ ครับ พระวาจาที่เราได้ไตรตรองร่วมกันนี้ เรียกร้องให้เราเป็นพยานด้วยชีวิตครับ หากเราได้กลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้าแล้ว เราย่อมแสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งของอนิจจังบนแผ่นดินนี้มิใช่หรือ กำลังใจของเรามาจากการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของเราก็ได้รับการฟื้นฟู ให้เราเจริญชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา แม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางความยากลำบากในช่วงเวลาของโรคระบาดนี้ ที่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น แต่ลูกของพระ ลูกที่เชื่อในพระเจ้า จะว่าอย่างไร... คำตอบนั้น ต้องเป็นประจักษ์พยานถึงการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้านะครับพี่น้อง

 

อย่างไร ชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานถึงการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า... นั่นคือการยอมรับพระคริสตเจ้าไว้เป็นชีวิตและหัวใจของเรา... เราต้องไม่ปฏิเสธเสียงเรียกร้องด้วยพลังแห่งพระวาจาที่เชื้อเชิญให้เราเปลี่ยนแปลงชีวิต... พี่น้องครับ แท้จริงแล้ว บรรดาสมณะ ไม่ได้กลัวเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าหรอกว่า จริงหรือไม่จริง แต่พวกเขากลัวการยอมรับต่างหาก เพราะการเชื่อในการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงนั้น คือชีวิตเยี่ยงศิษย์ของพระองค์ ที่เจริญชีวิตเป็นประจักษ์พยานได้ต่างหาก แต่เพราะพวกเขาไม่พร้อมและยินยอมที่จะกลับใจต่างหาก...

 

ข้าแต่พระเยซูเจ้า การเชื่อในการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ คือการยอมรับสิ่งที่พระองค์ทรงสอนทั้งหมดด้วยการเจริญชีวิตเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์ พระเจ้าข้า โปรดเป็นพลังในหัวใจของลูก เพื่อลูกจะพร้อมที่จะกลับใจอย่างแท้จริงๆ ทุกๆ วัน

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันพฤหัสที่ 23 เมษายน 20 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

บทอ่าน กจ 5:27-33 / ยน 3:31-36

ในบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวกในวันนี้ เราจะเห็นว่า บรรดาอัครสาวกได้ถูกนำตัวมายังสภาซันเฮดริน และมหาสมณะได้กล่าวว่า “เรากำชับท่านทั้งหลายอย่างแข็งขันแล้ว มิให้สอนโดยออกนามนี้” แต่เปโตรและบรรดาเพื่อนอัครสาวกได้โต้ตอบว่า “เราต้องเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์” เราได้เห็นด้วยตาว่า พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับคืนชีพ โดยพระบิดาเจ้า เราไม่สามารถจะหยุดประกาศสิ่งที่เราได้เห็น และได้ยิน

ส่วนในพระวรสาร นักบุญยอห์นได้สรุปว่า “ผู้ที่มาจากสวรรค์ย่อมอยู่เหนือทุกคน เขาเป็นพยานถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน แต่ไม่มีใครยอมรับคำพยานของเขา ผู้รับคำพยานยืนยันของเขา ก็รับรองว่า พระเจ้าทรงสัตย์จริง ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมานั้น ย่อมกล่าวพระวาจาของพระเจ้า...ผู้ใดมีความเชื่อในพระบุตรย่อมมีชีวิตนิรันดร ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังพระบุตร จะไม่พบชีวิตนั้น การลงโทษของพระเจ้าอยู่เหนือเขาแล้ว” ทุกครั้ง ที่เราฟังสิ่งที่พระเป็นตรัสกับเรา เราต้องถามและให้คำตอบแก่ตัวเราเอง เช่น เราเชื่อในพระบุตรของพระเป็นเจ้าหรือไม่? เราต้องแปลความเชื่อเป็นความนบนอบต่อพระบุตรหรือไม่? เราประกาศว่า พระองค์ได้กลับคืนชีพในชีวิตจริงๆของเรา ด้วยคำพูดหรือกิจการของเราหรือไม่?และยังมีคำถามอื่นๆอีกมากมาย

เราต้องปฏิบัติตามตัวอย่างของบรรดอัครสาวก ที่ได้โต้ตอบสมาชิกสภาซันเฮดรินอย่างกล้าหาญว่า พวกท่านต้องนบนอบพระเป็นเจ้ามากกว่านบนอบมนุษย์ พวกท่านไม่เกรงกลัวพวกเขา โดยยืนยันว่า พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อความตายของพระเยซูเจ้า พวกท่านพูดเหมือนกับพระเยซูเจ้าที่เคยตรัสว่า มนุษย์ที่สนใจเรื่องฝ่ายโลก จะพูดเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับโลกเท่านั้น และไม่สนใจว่าเรื่องฝ่ายจิตใจ จะมีผลอะไรต่อพวกเขา ส่วนบรรดาผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระวาจาของพระเป็นเจ้า จะมีหลักประกันว่า พวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมบรรดาอัครสาวกจึงกล้าประกาศเรื่องพระเยซูเจ้ากลับคืนชีพ โดยไม่หวาดกลัวต่อคำขู่เข็ญใดๆ และพร้อมที่จะเผชิญกับความตาย.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)