วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2020 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

 

 

ถ้าเราดำเนินชีวิตในความจริง..

เราก็ดำเนินชีวิตในความยำเกรงพระเจ้า

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

https://youtu.be/dqdGnGw2yMI

 

https://youtu.be/SkioKyRCKWQ

 

 Jesus Paid it All

https://youtu.be/D5DyeCx8H4U

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

อ่าน :

1 ซมอ 16:1ข,6-7,10-13ก

อฟ 5:8-14

ยน 9:1,6-9,13-17,34-38

 

ฟาริสี บางคนที่ล้างหน้าให้ดูดี 

แต่ไม่ยอมล้างตาใจ จากภายใน

จึงไม่สามารถมองเห็น ความดี ที่พระเยซูเจ้าได้ทำ 

สำหรับชายตาบอด ที่มีจิตใจใสซื่อ

 

เมื่อซามูเอล มองด้วยตาแบบมนุษย์..

เขาหยุดชื่นชมอยู่กับ รูปร่างหน้าตา 

แต่พระเจ้าทรงย้ำกับซามูเอล

สำหรับพระเจ้า พระองค์มองที่จิตใจ

มิใช่รูปร่าง หน้าตา ภายนอก

 

จดหมายนักบุญเปาโล ตอกย้ำ..

ผลของความสว่าง ที่มาจากจิตใจที่งดงาม

คือความดี ความชอบธรรม และความจริง

 

หมายเหตุ..

จงใช้ เวลา ให้มาก

เพื่อทำตัวให้มีค่า

และอย่า เสียเวลามาก

เพียงเพราะอยาก ทำหน้าให้ดูดี

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 20 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

บทอ่าน 1ซมอ 16: 1ข,6-7,10-13ก / อฟ 5:8-14 / ยน 9:1,6-9,13-17,34-38

จุดที่น่าสนใจของบทอ่านที่หนึ่ง (1ซมอ 16: 1ข,6-7,10-13ก)    คือ การที่เจสซีได้นำลูกชายทั้งเจ็ด

คนมายืนต่อหน้าซามูเอล เพื่อให้ท่านเลือกคนที่ท่านจะเจิมให้เป็นกษัตริย์ และเมื่อซามูเอลได้เห็นรูปร่างภายนอกของบุตรชายของเจสซีทั้งเจ็ดคน ได้คิดว่า “แน่นอน คนที่พระเป็นเจ้าทรงเจิมนั้นอยู่ต่อหน้าพระองค์แล้ว”แต่พระเป็นเจ้าได้ตรัสว่า “อย่าสนใจมองแต่รูปร่างหน้าตา หรือความสูงของเขา เพราะเราไม่เลือกเขา องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงมองอย่างมนุษย์มอง มนุษย์มองแต่รูปร่างภายนอก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมองจิตใจ” (1ซมอ 16:7) ที่สุดเจสซีได้นำบุตรชายคนสุดท้อง ที่ชื่อดาวิด ที่เป็นคนเลี้ยงแกะมาให้       ซามูเอลเลือก พระเป็นเจ้าจึงได้ตรัสว่า “จงลุกขึ้น เจิมเขาเถิด เป็นคนนี้แหละ” เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการและพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าแล้ว สายตาของมนุษย์อย่างเดียวไม่เป็นเครื่องมือที่ดี แต่การฟังพระเป็นเจ้านั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราต้องทำตาม

ในพระวรสารวันนี้ เราจะเห็นพระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์รักษาคนตาบอด แม้มนุษย์จะพยายามใช้สายตาของตัวเอง เพื่อมองและเลือกในสิ่งที่พอใจ แต่เรื่องคนตาบอดในวันนี้สอนเราว่า “เราอาจจะเป็นคนตาบอด และต้องการให้พระเยซูเจ้ารักษาก็ได้” บุคคลที่เกี่ยวข้องที่ได้เห็นพระเยซูเจ้าทำอัศจรรย์รักษาคนตาบอด ล้วนแต่มีสายตาที่แตกต่างกันไป 1.บรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า เป็นบุคคลที่ไม่มีสายตากว้างไกล เพราะได้ถามพระเยซูเจ้าว่า เป็นความผิดของใคร ที่ทำให้ชายคนนี้ตาบอด แทนที่จะหาวิธีช่วยเขา 2.บิดามารดาและเพื่อนบ้านของชายตาบอดเป็นคนที่ตาบอด เพราะความกลัวพวกฟาริสี จึงไม่กล้ายืนเคียงข้างและสนับสนุนยืนยันว่า พระเยซูเจ้าเป็นผู้รักษาชายตาบอด พวกเขากลัวว่าจะถูกขับออกจากศาลาธรรม 3. พวกฟาริสีเป็นคนตาบอด เพราะมองไม่เห็นความเย่อหยิ่งจองหองของตัวเอง จึงปฏิเสธความจริงว่า พระเยซูเจ้า คือ ผู้รักษาคนตาบอด 4. คนตาบอดเอง เมื่อได้หายตาบอดแล้ว ไม่กลัวที่จะประกาศว่า เขามีความเชื่อในพระเยซูเจ้า เรายอมรับว่าเราเองคือคนตาบอดเช่นเดียวกัน และเราเป็นคนตาบอดคนไหนในสี่คนนี้?

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)