วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2020 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

 

 

พระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา ...

ทรงเข้าใจเรา ... ดีที่สุด

ทรงรู้จักเรา ... ดีที่สุด

ทรงรักและห่วงใยเรา ...ที่สุด

 

บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

https://youtu.be/OkH1FWfrEbM

https://youtu.be/EQU5sDGYLms

You are My All in All

http://youtu.be/zC617kE1maU

 

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

อ่าน :

มคา 7:14-15,18-20

ลก 15:1-3,11-32

 

เมื่อฟาริสี และธรรมาจารย์ ยังคงจดจำ

บาปผิดของเพื่อนพี่น้อง และตั้งตนออกห่าง 

พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องสอนพวกเขาเป็นอุปมา

เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่า เมื่อคนบาป สำนึกผิด

กลับมาหาบิดานั้น ความรัก เมตตา

ทำให้บิดาสามารถวางทุกสิ่ง

แล้ววิ่งไปสวมกอดบุตรของตน พร้อมกับการอภัย

โดยไม่ใส่ใจความผิดอีกต่อไป

 

ประกาศกมีคาห์ ตอกย้ำ ความเมตตา 

ความรักมั่นคงของพระเจ้า แสดงออก

ในการอภัยความผิด ไม่เก็บความโกรธ ไว้ในใจ

 

หมายเหตุ..

จิตที่เมตตา นำมาซึ่ง ความสุข

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ลูกเอ๋ย...” (ลก 15:1-3, 11-32)

 

การกลับไปหาพ่อ

คือการกลับไปหากันและกัน

การกลับไปหาพระเจ้า

คือการคืนดีต่อกันและกันด้วย

 

การคืนดีที่แท้จริงคือ

คืนดีกับตนเอง

คืนดีกับพี่น้อง

คืนดีกับสิ่งสร้าง

และ คืนดีกับพระเจ้า.

 

________________

 

ผมอ่านพระวาจาของพระเจ้า จากพระวรสารนักบุญลูกา บทที่ 15 นี้ทีไร ผมรู้สึกประทับใจความอ่อนโยนของความเป็นบิดาจริง ๆ ครับ... ความเป็นบิดาที่เผชิญกับความเป็นบุตรที่แย่ไม่แพ้กันทั้งคู่นั่นแหละ แต่สุดท้าย บิดาก็ยังคงอ่อนโยนเสมอ ไม่ว่าลูกทั้งสองจะเป็นเช่นใด และ นี่แหละ “พ่อ”

 

ไม่ยากครับ ที่จะไตร่ตรองความอ่อนโยนของพระบิดา ที่พระวรสารวันนี้สื่อได้เห็นภาพชัดเจนมาก ผมมั่นใจว่าพี่น้องมองเห็นภาพนี้ไม่ยาก และคงไม่ยากเกินไปที่จะเข้าใจพระวรสารตามตัวอักษร แต่ขอแบ่งปันความรู้สึกเพียงบางประการครับ

 

การขอมรดกที่ควรจะได้รับเมื่อพ่อตายแล้ว การที่ลูกคนเล็กเข้ามาขอมรดก จึงไม่ต่างอะไรกับการที่จะบอกว่า พ่อตายไปเถอะ...

 

ทันที เขารวบรวมทุกอย่าง แบบไม่แบ่งอะไรไว้เพื่อใครเลย... ออกเดินทางไปไกล ดังกับว่าจะไปให้ไกลพ่อที่สุดนั่นเอง และที่นั่น เขาอาจจะทำทุกอย่างที่ทำไม่ได้เมื่ออยู่กับพ่อ ที่นั่น เขาตามใจตนเอง ไม่สนใจพ่อ ลืมขาติตระกูล ใช้จ่ายหมดตัว และสุดท้าย เขาก็อับจนถึงที่สุด ดังที่เห็นภาพในพระวรสาร ถึงกับต้องไปทำหน้าที่เลี้ยงหมู และอยากจะกินอาหารหมู แต่ก็ทำไม่ได้

 

แต่โชคดีครับ ที่เขายังระลึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เขาเคยอยู่กับพ่อได้ ที่เรียกว่า แม้คนใช้ของพ่อก็ยังดีกว่าสภาพของเขาเวลานี้...

 

เขาเริ่มกลับใจ ยอมรับสภาพของตนเอง ให้อภัยตนเอง ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เขาคิดที่จะกลับไปหาพ่อ ขอโทษพ่อ เขาเตรียมคำพูดไปด้วย และเขาขอเป็นเพียงคนใช้ของพ่อเท่านั้น... และเขาก็ได้ทำดังนั้น... พี่น้องครับ และแท้ที่จริง เขากลับบ้าน และเมื่อพบพ่อ เขากลับพูดอะไรไม่จบ เพราะพ่อไม่อยากฟังอะไรแล้ว ได้พบลูกก็พอแล้ว จัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับด้วยความยินดี

 

พ่อที่เห็นลูกแต่ไกล นั่นหมายความว่า พ่ออยู่ที่ใดครับพี่น้อง คงไม่ใช่ในครัว ในห้องรับแขก ในห้องนอน ในห้องพักผ่อนแน่ ๆ ใช่ไหมครับ ที่นั่นต้องเป็นที่พิเศษที่พ่อต้องสามารถมองเห็นลูกของพ่อแน่ ๆ ใช่ไหม และหมายความว่า พ่อคอยการกลับมาของเขาแบบเฝ้ารอทุกวันเลยคงได้ เพราะเป็นพ่อเองที่เห็นเขาก่อน เมื่อเขากลับมา

 

ทุกอย่างกำลังเป็นบรรยากาศที่ประทับใจ แต่เมื่อลูกชายคนโตกลับมา... โอ้ มันเป็นบรรยากาศที่เหยียบย่ำซ้ำเติมที่สุด คำพูดที่เสียดแทงใจพ่ออย่างที่สุด แต่ละคำ ๆ มันตรงกันข้ามกับความรู้สึกของพ่อจริง ๆ...

 

ลูกรับใช้พ่อมานาน... ตกลงมันเป็นลูกหรือเป็นคนใช้...

 

ลูกชายคนนี้ของพ่อ... ทำไมไม่พูดว่า น้องชายคนนี้ของผม... เขาพูดดังกับว่า เขาไม่ใช่ลูกของพ่อกระนั้น

 

ไปเที่ยวหญิงเสเพล และเขารู้ได้อย่างไรว่าน้องไปเที่ยวหญิงเสเพล เขาไปด้วยกับน้องหรือ และมากกว่านั้น พระวรสารก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ด้วย... คือเขารู้ได้อย่างไร... นี่คือการยกตนเองขึ้น และเหยียบย่ำคนอื่นไม่ใช่หรือ มันควรเป็นสภาพของลูกของพ่อหรือเปล่าล่ะ

 

แต่สุดท้าย สิ่งนี้ครับ วาจานี้เลยครับ อบอุ่นที่สุด

 

“ลูกเอ๋ย”

พ่อกล่าวกับลูกคนโต... “ลูกเอ๋ย...” นั่นหมายความว่า ลูกเป็นลูกของพ่อ

“น้องชายของลูก” และไอ้คนนี้คือน้องชายของลูก

อบอุ่นที่สุดครับ พ่อกำลังยืนยันว่า ทั้งสองคือลูกพ่อ และเป็นลูกของพ่อที่พ่อไม่ยอมสูญเสียใครไปเลย... พ่อกล่าวคำนี้กับลูกทั้งสองคนเหมือนกัน “ลูกเอ๋ย”

 

พี่น้องที่รักครับ การคืนดีที่แท้จริง เราต้องให้อภัยตนเอง ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง และไม่ต้องซ้ำเติมตนเอง แต่กลับไปครับ กลับไปหาพ่อ ขอโทษพ่อ และน้อมรับการอภัยด้วยความยินดี นอกนั้น การคืนดีต่อกันและกันก็เป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ

 

การคืนดีที่ครบครัน คือการคืนดีกับตนเอง กับพี่น้อง กับสิ่งสร้าง และกับพระเจ้าครับ การคืนดีที่ครบครัน เป็นดังนี้ครับ

 

ข้าแต่พระเจ้า พระบิดา ลูกทำผิดต่อสวรรค์และต่อพ่อด้วย ลูกไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่อ... 

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 20 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

บทอ่าน มคา 7:14-15,18-20 / ลก15:1-3,11-32

ประกาศกมีคาห์ได้มองเห็นแผนการอันน่าอัศจรรย์ของพระเป็นเจ้า จนทำให้ท่านได้อุทานออกมาว่า “มีเทพเจ้าใดเหมือนพระองค์” ท่านเป็นเหมือนกระบอกเสียงของพระเป็นเจ้า ที่บอกให้ประชากรรู้ถึงแผนการของพระองค์ ท่านมีชื่อเสียงในฐานะเป็นประกาศก ที่ประกาศเรื่องความพินาศและความเศร้าโศก เพราะท่านได้ประกาศถึงการลงโทษบาป ที่พระเป็นเจ้าจะทรงการะทำต่อประชากรของพระองค์ ในสมัยของท่านเป็นสมัยที่มีอันตรายมาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจ ที่พร้อมจะยึดครองอาณาจักรอิสราเอลและยูดาห์ แต่ประชากรอิสราเอล พร้อมกับบรรดากษัตริย์ เจ้าชาย ประกาศก พระสงฆ์ พ่อค้า และประชาชน ยังคนดำเนินชีวิตในความบาป ประพฤติตัวกดขี่ข่มเหงกัน วางใจในความมั่นคงจอมปลอมและหลอกลวง

แต่หนังสือของประกาศกมีคาห์ ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องความพินาศ และความเศร้าโศกอย่างเดียว แต่ได้พูดเรื่องคำทำนายของความหวัง ของการให้กำลังใจ และของความมั่นใจจากพระเป็นเจ้า ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระองค์ ที่มีต่อประชากรอิสราเอล และเราจะพบสิ่งดังกล่าวในคำทำนายของประกาศกมีคาห์ “เทพเจ้าใดเหมือนพระองค์ ผู้ทรงให้อภัยความผิด และทรงมองข้ามการล่วงละเมิด แก่ผู้ที่เหลืออยู่เป็นมรดกของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงเก็บพระพิโรธไว้ตลอดไป แต่พอพระทัยแสดงความรักมั่นคง ขอพระองค์ทรงพระเมตตาต่อข้าพเจ้าทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง โปรดทรงเหยียบย่ำความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

ในพระวรสารวันนี้ เราจะพบเรื่องราวของบิดาผู้ใจดี และลูกสุรุ่ยสุร่าย พระองค์ทรงเล่านิทานเปรียบเทียบนี้ เพื่อเป็นการโต้ตอบพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ ที่ได้ติเตียนพระองค์ เพราะได้ร่วมรับประทานอาหารกับพวกคนบาป และคนเก็บภาษี ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ทรงต้องการที่จะบอกเราว่า พระบิดาเจ้าสวรรค์ ที่ได้เผยแสดงพระองค์ในองค์พระเยซูเจ้า จะทรงกระทำต่อเราเช่นเดียวกัน ในฐานะเป็นคนบาป เหมือนลูกสุรุ่ยสุร่ายในนิทานเปรียบเทียบ เพราะเราเองเคยประพฤติตัวเหมือนลูกสุรุ่ยสุร่ายคนนั้น ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตใช่หรือไม่?.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

 

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

 

 

https://youtu.be/WkC8tzwb5PU