วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2020 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

 

 
ในวันทุกข์ใจ ...

จงมองที่พระเจ้า .. ผู้ทรงห่วงใยคุณ

และในวันที่สุขสบาย ...

จงมองที่พระองค์ .. ด้วยใจขอบพระคุณ

 

บทอ่านประจำวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

https://youtu.be/sYAK2F95JIo

 

https://youtu.be/9RULgrxmPvI

 

 เราจะเดินในทางพระ  .. เราจะเดินในทางพระเยซู

http://youtu.be/_OjYUBdKO4s

 

 

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

อ่าน :

อสย 1:10,16-20

มธ 23:1-12

 

เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ 

ในการตักเตือน สั่งสอน

ที่เอาแต่พูด แต่ไม่ทำ

 พระเยซูเจ้าทรงเตือนสติ

พร้อมกับ แนะนำ บรรดาศิษย์ 

และผู้ติดตามว่า ผู้ใดเป็นใหญ่ 

จะต้องเป็นผู้รับใช้

 

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์

มายังผู้มีอำนาจปกครอง “จงชำระตนให้สะอาด

เรียนรู้ที่จะทำความดี แสวงหาความยุติธรรม

ช่วยเหลือผู้ถูกข่มเหง ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน”

 

หมายเหตุ..

ผู้ใดที่ยกตนขึ้น  จะถูกกดให้ต่ำลง

ผู้ใดถ่อมตนลง  จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ผู้ใดเป็นใหญ่ จะต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น...” (มธ 23:1-12)

 

จงเชื่อสิ่งที่ลูกอ่าน

สอนสิ่งที่ลูกเชื่อ

และดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ลูกสอน.... 

(พิธีบวชสังฆานุกร และบวชพระสงฆ์)

 

คือการดำเนินชีวิตเป็นข่าวดี

ก่อนที่จะประกาศข่าวดี.

 

________________

 

อ่านพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ทีไร รู้สึกโดนหนักกว่าเพื่อนทุกครั้ง เพราะความที่ตนเองเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ และยังมาเป็นผู้แบ่งปันการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้า ที่แม้จะเป็นการไตร่ตรองส่วนตัว แต่ก็เปิดโอกาสวางไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจของพี่น้องในการอ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้า และไตร่ตรองทุกๆ วัน

 

ที่ว่าโดน ก็เพราะพระวาจาวันนี้ เหมือนกระทบกระทั่งบรรดาสมณะอย่างไรชอบกล แม้ว่าพระเยซูเจ้าจะพูดถึงสมณะในพระวิหารสมัยของพระองค์ แต่สิ่งที่ผมมั่นใจว่า พระวาจาของพระเจ้าไม่เคยล้าสมัย และยังเป็นปัจจุบันเสมอ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมไตร่ตรองวันนี้ และคิดว่า เป็นบทไตร่ตรองที่ดีของผมเองด้วย ในฐานะศาสนบริกรของพระเจ้า

 

สิ่งที่พระเยซูเจ้าตำหนิอ้อมๆ ต่อบรรดาธรรมาจารย์ หรือบุคคลในพระวิหาร ในศาลาธรรมเสมอมาก็คือ การสอนแต่ไม่ปฏิบัติ ซึ่งในเวลาที่เราอยู่ในเทศกาลมหาพรตนี้ คือเวลาที่เราไตร่ตรองการเสด็จสู่เยรูซาแลมของพระคริสตเจ้า ที่เป็นการเสด็จไปที่นั่นเพื่อเป็นกษัตริย์ แม้ว่าสุดท้าย พระองค์จะเป็นกษัตริย์บนบัลลังก์แห่งไม้กางเขนก็ตาม แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ พระองค์ทรงเป็น “สัจจะ” คือทรงเป็นความจริง ที่แม้ปิลาตก็ถามว่า “ความจริงคืออะไร” ระหว่างทางจากกาลิลีสู่เยรูซาแลมนั้น สิ่งที่เป็นความขัดแย้งของพระองค์กับบรรดาสมณะ ธรรมจารย์ และฟาริสีมากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นเรื่องกฎมากมายของพวกเขา ที่เคร่งครัดจนลืมความรักและความเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “วันสะบาโต” ที่เป็นเหตุให้มีการโต้แย้ง และขัดแย้งกันตลอดเวลา

 

ไตร่ตรองดีๆ ซิครับ ทำไมพวกเขาขัดแย้งกับพระเยซูเจ้า หากเรามองดีๆ เหตุผลและที่มาที่ไปของความขัดแย้งที่นำไปสู่การนำพระองค์ไปตรึงกางเขนก็คือ “ผลประโยชน์” ครับ คือสิ่งที่พวกเขากอบโกยจากพระวิหาร จากงานของศาสนา และบัดนี้ ต่อพระพักตร์พระเจ้า พระคริสตเจ้ากำลังตำหนิพวกเขา แต่หากพวกเขาเปลี่ยนแปลงชีวิต ตามคำเทศน์สอนของพระองค์ ดูเหมือนพวกเขาจะเสียผลประโยชน์ไงครับ ดังนั้น กำจัดพระองค์ดีกว่า... “เอามันไปตรึงกางเขน... เอามันไปตรึงกางเขน....”  

 

เอาละครับ... เวลานี้ ผมไม่ไตร่ตรองแล้วล่ะครับ ว่าพวกเขาเชื่อในความเป็นพระแมสซิยาห์ของพระเยซูเจ้าหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผ่านไป พวกเขาได้รับผลประโยชน์มากมายจากพระองค์ จากการอัศจรรย์ของพระองค์ พวกเขาชื่นชม และประทับใจ แต่เมื่อมาถึงนาที่ที่พวกเขาต้องเสียผลประโยชน์  เหตุการณ์ทั้งหมดกลับจบลงที่ไม้กางเขน

 

พี่น้องที่รักครับ ในช่วงเวลาเหล่านี้ ในวันเหล่านี้ วันที่พูดถึงเรื่องไวรัสมรณะโคโรนา พี่น้องครับ ความร้ายแรงไม่ได้อยู่ที่ไวรัสหรอกครับ ความตายไม่อาจพรากเราไปจากความรักของพระเจ้าหรอกครับ แต่สิ่งที่กำลังทำร้ายเราอย่างร้ายแรง คือความเห็นแก่ตัวของเราครับ เรื่องหน้ากากอนามัยที่กำลังเป็นเรื่องสนทนากันมากในวันเหล่านี้ ความจริงคืออะไร... ผลิตไม่ทันจริงๆ หรือ ขาดแคลนจริงๆ หรือ... กฎหมายเรื่องการกักตุนหน้ากากอนามัยที่ออกมา มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมของเรา... คุณหมอคาทอลิกท่านหนึ่งที่เลียนแบบความเชื่อของหญิงม่าย ที่ทำอาหารมาถวายเอลียาห์ ท่านได้ทำให้ผมประทับใจมากในเช้าตรู่ที่ตื่นมาเช้านี้ ที่ทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจ ที่ได้พบความเชื่อเช่นนี้ ท่ามกลางคริสตชนในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนักในเวลานี้ นี่ไม่ใช่การเทศน์สอนข่าวดี แต่เป็นชีวิตที่เป็นข่าวดีอย่างแท้จริง เมื่อคุณหมอท่านนี้ ตัดสินใจเลียนแบบหญิงม่ายคนนั้น เสียสละหน้ากากอนามัยให้กับน้องๆ และตนเอง ทำเอาเท่าที่สามารถทำได้ และพร้อมที่จะกลับบ้านของพระด้วยความเชื่อเช่นหญิงม่ายใน 1พกษ17:7-1 เอาซิ เมื่อแป้งในหม้อจะไม่หมด น้ำมันในไหจะเหือดแห้งไป... ผมอบอุ่นจริงๆ เช้านี้ ที่ตื่นมาพบความเชื่อนี้ในกลุ่มคริสตชน ขอพระเจ้าอวยพระพรคุณหมอเหล่านี้ และคุ้มครองท่านครับ เพราะไม่มีอะไรที่จะพรากเราจากความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

 

และมันเกี่ยวอะไรกับการไตร่ตรองพระวาจาของผมเช้าวันนี้... เกี่ยวครับ เกี่ยวมากเลยครับ เมื่อการเลือกของบรรดาธรรมาจารย์ คือการเลือกเอาผลประโยชน์ และก็เทศน์สอนสิ่งที่เป็นภาระกับคนอื่น แต่ตนเองกลับเกี่ยวเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อตนเอง มันอาจจะไม่ต่างอะไรกับพวกเราที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์วันนี้ ดูเหมือนจะขาดแคลนหน้ากากอนามัย แต่ความจริงเป็นเช่นใด... ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงคุ้มครองผู้ชอบธรรมของพระองค์เถิด

 

คือ มันกระทบความรู้สึกผมมากครับ และผมก็แบ่งปันกับพี่น้องตามที่ผมรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจจากพระวาจาวันนี้ รวมทั้งพระวาจาที่คุณหมอฯ ได้แบ่งปันให้ผมครับ ใครกันแน่ที่เป็นใหญ่อย่างแท้จริง พระวาจาวันนี้คือคำตอบ และเราคริสตชน ควรเป็นเช่นใด พระวาจาวันนี้ท้าทายเราจริงๆ

 

ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงคุ้มครองประชากรของพระองค์ ถ้าพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือแล้ว มนุษย์ผู้รู้ตายอย่างลูก ก็ไม่อาจจะดำรงอยู่ในความดีได้เลย โปรดทรงช่วยพวกลูกให้พ้นอันตราย และนำไปสู่ความรอดพ้นนิรันดรเถิด... (เทียบบทภาวนาของประธานในมิสซาวันนี้)

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 20 

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

บทอ่าน อสย 1:10,16-20 / มธ 23:1-12

 

         พวกเราหลายคนเคยได้ยินคนพูดกันว่า ความเชื่อของพวกเขาเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องในใจ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องการพูดถึง บางครั้ง เราอาจได้ยินนักการเมืองพูดว่า พวกเขามีความเชื่อที่ลึกซึ้งในพระเป็นเจ้า แต่พวกเขาให้ความมั่นใจแก่เราว่า จะไม่ให้ศาสนาเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ ในการทำหน้าที่ของพวกเขา ผู้บริหารบริษัทได้รับการคาดหวังว่า จะทำกำไรให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม มีพ่อค้าคนหนึ่งได้เคยกล่าวว่า ถ้าท่านไปวัด และได้ยินพระสงฆ์พูดเรื่องความยุติธรรมในสังคม ก็ให้ท่านเดินออกจากวัด เพราะเขาคิดว่า พระสงฆ์ไม่ควรเทศน์เรื่องความยุติธรรมในสังคม

 

เมื่อคนอ่านอิสยาห์บทที่ 1 เขาอาจจะคิดว่า อิสยาห์มองดูศาสนาเป็นเรื่องภายในจิตใจ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกส่วนตัว หรือเขาอาจจะคิดว่า ศาสนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต และรวมถึงความยุติธรรมในสังคมด้วย การเป็นคริสตชนไม่สามารถจะพูดเรื่องความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้าในเรื่องจิตใจอย่างเดียว แต่รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ด้วย พระเป็นเจ้าได้ตรัสว่า “จงชำระตนให้สะอาด”      (อสย 1:17) 

 

นักบุญเปาโลได้พูดกับบรรดาคริสตชนในสมัยแรกให้พวกเขาทำกิจการที่ดี และเมื่อได้แจกแจงว่าท่านหมายความถึงอะไรบ้าง เราก็รู้ว่าเปาโลหมายถึงกิจการดีที่มีการแบ่งปันกับคนที่ขัดสน 

 

นอกจากนี้ อิสยาห์ยังได้บอกประชากรแห่งยูดาห์ “ให้แสวงหาความยุติธรรม” ความยุติธรรมที่เกิดจากสิทธิ์ที่มี ที่มีความหมายว่า “ฉันมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งนี้ และไม่มีใครมีสิทธิ์จะเอาไปจากฉัน” 

 

ฉันจึงต้องปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรมนี้ อิสยาห์ยังได้กล่าวถึงความยุติธรรม ที่ต้องรับผิดชอบต่อคนอื่น ท่านจึงได้กล่าวถึงความยุติธรรมที่จะต้องปกป้องคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราจะแสดงความยุติธรรมได้อย่างไร? 

 

เพียงแต่รู้สึกเสียใจเท่านั้น หรือวิเคราะห์ว่าเป็นความผิดของใคร หรือเป็นการถกเถียงกันว่า เป็นหน้าที่ของใครที่จะต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือ ความหมายของความยุติธรรม คือ ทุกคนต้องร่วมมือกันรับผิดชอบ เพื่อให้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบพ้นจากสภาพดังกล่าว.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)