วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต



~ สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ~

ขอบพระคุณพระเจ้า

สรรเสริญพระเจ้า

ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

มีความรัก

ให้อภัย

มีรอยยิ้ม

ขอบคุณอยู่เสมอ … 

 

บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต 

https://youtu.be/A86xzi9J8YA

https://youtu.be/OUeXrCi8nyA

 บทภาวนาเวลาเช้า สดุดี 5

http://youtu.be/GxboI5GonTE

 

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต 

อ่าน :

อสค 18:21-28

มธ 5:20-26

 

พระเยซูเจ้าเรียกร้องมาตรฐาน ความชอบธรรม

สำหรับคนที่เป็นศิษย์ ติดตามพระองค์

พวกเขาไม่ควรแค่มีความรู้ ในการเทศนาสั่งสอน

แต่จำเป็นต้อง “ปฎิบัติ” มากกว่าคนอื่น ๆ

 

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกเอเสเคียล

คนบาป คนที่เคยผิดพลาด เขาสามารถ

กลับกลายเป็นผู้ชอบธรรมได้ ถ้าเขา “กลับใจ”

ไม่กลับไปทำสิ่งที่เคยผิดพลาด

 

หมายเหตุ..

เมื่อผู้ถือ อำนาจไม่ได้เป็นเจ้าของ

การครอบครอง จึงต้องมีความชอบธรรม

หาไม่แล้ว สิ่งที่ถืออยู่อาจนำไปสู่คำว่า “กรรม”

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ไม่ดีไปกว่า...” (มธ 5:20-26)

 

ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ดีไปกว่าบรรดาธรรมจารย์และชาวฟาริสีแล้ว

ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย

 

คือว่า เป็นคริสตชน รับศีลล้างบาป

ไปวัดวันอาทิตย์ จำศีลอดอาหาร

มันแสนธรรมดาเหลือเกิน

เพราะพระเยซูเจ้าตรัสแบบนี้

คือ ยังไม่พออ่ะ

เพราะต้องดีกว่านั้น

แล้วฉันจะว่าอย่างไร...

 

________________

 

 

มีคนดีหลายคนในโลกเรา ที่อีกบางคนบอกว่า เขาเป็นนักบุญนะ แต่ว่า ทำไมพระศาสนจักรไม่ประกาศเมื่อเขายังมีชีวิต... ครับ หลายคนถามผมเช่นนั้น... วันนี้พระวาจาของพระเจ้าตอบเราชัดเจนมาก บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (อสค 18:21-28) เพราะพระเจ้าทรงทอดพระเนตรปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ณ ปัจจุบัน คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทอดพระเนตร หากคนชั่วร้ายกลับใจมาทำความดี เขาก็ได้รับความรอดพ้น แต่หากคนดีเปลี่ยนชีวิตไปทำความชั่วร้าย เขาก็จะพินาศไปเช่นกัน...

 

ละครไทยน้ำเน่าที่เราพูดกัน หลายครั้งมันเป็นสื่อน้อยๆ สะท้อนความคิดของมนุษย์ โดยผู้สร้างละครนั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว ในความเป็นจริง ชีวิตมนุษย์อาจจะเป็นมากกว่าละครมากมายนัก และหลายครั้ง ก็อาจจะเน่ามากกว่าน้ำเน่าอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้... เมื่อคนดีๆ บางคน เกิดความท้อแท้ และไม่อยากทำความดีแล้ว กลับบอกว่า “ทำดีไม่เห็นได้ดี ฉันก็จะทำความชั่วให้ดูบ้าง...” พี่น้องที่รักครับ นี่คือความเป็นจริงที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เตือนเราไว้ คนไม่ดีอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่คนดีที่กำลังท้อแท้ต่างหาก นั่นกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่

 

พี่น้องที่รักครับ คริสตชนถูกเรียกร้องให้เป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ครับ เราท้อแท้ไม่ได้ แม้เราจะต้องถูกทดลองด้วยสถานการณ์ต่างๆ พี่น้องครับ ไม่ใช่พระเจ้าที่ทดลองเรา เพราะพระองค์ไม่จำเป็นต้องทดลองเรา และพระองค์ไม่ได้อะไรจากเราหรอก แต่ปีศาจครับ มันกำลังทดลองความรักของเราต่อพระเจ้า ว่าเรามั่นคงเพียงใด เราน่ารักเพียงใด เราอ่อนโยนเท่าใด เราจำเป็นต้องผ่านให้ได้ครับ เพราะหากเป็นคนดีมาทั้งชีวิต แต่เพียงหนึ่งนาทีก่อนตาย หลงไปด่าทอทอดทิ้งพระเจ้า ทุกอย่างที่ผ่านมาก็ไร้ค่า... ตรงกันข้าม คนที่อาจจะเดินหลงทางมาทั้งชีวิต แต่แม้นาทีสุดท้ายเยี่ยงมหาโจรเคียงข้างพระองค์บนไม้กางเขน เข้าได้ยินพระวาจาอ่อนหวานว่า “วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในสวรรค์” คือว่า เขาเป็นนักบุญเพราะนาทีสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นเอง... เราล่ะครับ จะว่าอย่างไร เมื่อพระยุติธรรมของพระเจ้าเป็นเช่นนี้ และพระองค์ถามเราครับ วิธีการของพระองค์ไม่ยุติธรรมหรือ...พระองค์ถามเรา... วิธีการของพระองค์ไม่ยุติธรรม หรือวิธีการของเราไม่ยุติธรรม... ??? ลองตอบกันเถอะ

 

นี่แหละ คือสิ่งที่พระวรสารในวันนี้ พระวรสารที่เป็นคู่มือชีวิตจิตคริสตชนของเรา นำให้หัวใจเราได้ไตร่ตรองเป็นพิเศษในเทศกาลมหาพรตนี้...

 

จิตตารมณ์มหาพรตที่ทำกันมายาวนาน การจำศีลอดอาหาร และวันนี้วันศุกร์ เราอดเนื้อกัน ไม่ใช่ศาสนาของเราเท่านั้น แต่ทุกศาสนาก็มีกิจศรัทธาเช่นนี้ด้วย การจำศีลอดอาหาร การทำบุญให้ทาน และการภาวนาครับ พี่น้องที่รัก ใครๆ เขาก็ทำกัน แต่พระวรสารวันนี้บอกเราว่า ถ้าความดีของเราไม่ดีไปกว่าคนอื่นๆ โห... เราคงไม่ต้องเป็นคริสตชนก็ได้ครับ ถ้าเราไม่ทำอะไรพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคริสตชนก็ได้มิใช่หรือ

 

พี่น้องที่รักครับ พระเจ้าไม่ได้อะไรจากเราหรอก ให้เราจะอดอาหารมากมายกี่วัน ภาวนามากมายเท่าใด หรือแสวงบุญ ทำบุญไปทั่วโลก หากไม่ใช่ด้วยจิตตารมณ์แห่งพระวรสารแล้ว สิ่งเหล่านั้นไร้ค่าครับ... “จงกลับใจและเชื่อพระวรสาร” คือพระวาจาที่เตือนจิตใจเราตลอดเทศกาลมหาพรต... อย่าอดอาหาร แล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่กัน กินเลือดกินเนื้อกันและกัน อย่าเลยครับ อย่าภาวนามากมาย แต่ผลักไสพระเยซูเจ้าในบรรดาพี่น้องและไม่อาจบอกรักพระองค์... ไม่จำเป็นต้องทำบุญมากมายหลายวัด แต่ไม่เคยแบ่งปันกับสมาชิกในครอบครัว ในบ้าน ในหมู่คณะนักบวชของเรา โอ้ พี่น้องครับ ไร้ค่าจริงๆ หากชีวิตคริสตชนเดินไปปราศจากจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร

 

ประโยคที่แสนโดนใจผม... “ขณะที่นำเครื่องบูชาไปถวายยังพระแท่น ถ้าระลึกได้ว่า พี่น้องของท่านมีข้อบาดหมางกับท่าน จงกลับไปคืนดีกับเขาก่อน...” พี่น้องครับ คือว่า เขามีข้อบาดหมางกับเรานะครับ ไม่ใช่เรามีข้อบาดหมางกับเขา แต่ว่า พระวาจาของพระเจ้า เตือนเราคริสตชนว่า นี่คือหน้าที่ของเราอ่ะครับ ที่ต้องกลับไปคืนดีกับเขา แม้ว่าเราไม่ได้บาดหมางกับเขา แต่เขาบาดหมางกับเรา แล้วเราจะไหวไหม...

 

พี่น้องที่รักครับ ทั้งผมและพี่น้อง เราไม่มีทางเลือกครับ เพราะเราเกิดมาเป็นลูกพระอ่ะครับ เราจำเป็นต้องเป็นคนดีจริงๆ คือดีจริงๆ ครับ ไม่ใช่ดีแบบเอาหน้า ดีผิวเผิน แต่ต้องดีจริงๆ อ่ะครับ มิฉะนั้น หากเราเท่ากับคนอื่น คือ พูดตรงๆ ก็คือ เราคงไม่ต้องเป็นคริสตชนก็ได้กระมัง โอ้ จะจ่ายแพงกว่าทำไม หากไม่มีอะไรดีไปกว่ากัน...

 

นะ นะ นะ พี่น้องที่รัก ลูกของพระต้องพากเพียร สม่ำเสมอครับ รักมากกว่าคนอื่น อ่อนโยนกว่าคนอื่นๆ อภัยง่ายกว่าคนอื่นๆ จริงใจที่สุด... โอ้ ท้าทายจริงๆ แล้วจะไหวไหมเนี่ย แต่เอาเถอะ นี่คือมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานใดครับ และนี่คือมาตรฐานของลูกของพระเจ้า ศิษย์ของพระเยซู ต้องผ่านให้ได้ครับ มิฉะนั้นราก็เข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้นะครับ 

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานพระหรรษทานค้ำจุนจิตวิญญาณลูก ให้มั่นคงในความรักต่อพระองค์และต่อเพื่อนพี่น้องเสมอ เพื่อลูกจะเพียรอดทนจนถึงที่สุด และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต่อการทดลองจากทุกสถานการณ์ของโลกวันนี้ พระเจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นพละกำลังของลูก.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 20 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

บทอ่าน อสค 18:21-28 / มธ 5:20-26

ในหนังสือประกาศกเอเสเคียลบทที่ 18 วันนี้ พระเป็นเจ้าทรงกล่าวถึงจำนวนบาปมากมาย ที่ประชาชนได้กระทำ เช่น การเคารพพระเท็จเทียม การเรียกดอกเบี้ยจากคนอื่นเกินอัตรา การกดขี่ข่มเหง และการขโมยของคนอื่น เป็นต้น มีคำตำหนิติเตียนมากมาย ที่ชาวอิสราเอลสมควรจะได้รับ แต่ในสังคมปัจจุบันนี้ ก็มีคำตำหนิติเตียนมากมายต่อคนยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกัน ท่านอาจจะได้ยินข้ออ้างเพื่อให้พ้นผิด จากเพื่อนร่วมงานของท่าน เพื่อนสัตบุรุษ สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนๆ

แต่ในเวลาเดียวกัน ประกาศกเอเคียลได้ชี้ให้เราเห็นความจริง 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นที่ 1 ถ้ามีใครทำความผิด และเป็นทุกข์กลับใจด้วยจริงใจในสิ่งที่เขาได้กระทำไป เขาจะได้รับการอภัยความผิดจนหมดสิ้น “ถ้าคนชั่วร้ายเลิกทำความชั่วร้ายที่เขาได้ทำ มาปฏิบัติความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาก็จะรักษาชีวิตของตนไว้” เพราะพระเป็นเจ้าทรงต้องการให้เรามีชีวิต ไม่ใช่มีความตาย ประการที่ 2 ถ้าคนที่เคยทำความดีได้หันไปเจริญชีวิตในบาป เขาก็จะตายในบาปของตนเอง บางคนอาจจะบอกว่า ไม่ยุติธรรม ทำไมเขาจะต้องรับโทษ เมื่อเขาได้ทำสิ่งดีดีมากมายในอดีต? มีความโน้มเอียงในประชากรของหนังสือพระธรรมเก่า ที่เชื่อว่า คนไม่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบต่อบาปของตนในอดีตเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบต่อบาปของบิดามารดาด้วย เราต้องจำไว้ว่า ในพระวรสารของนักบุญยอห์น มีคนถามพระเยซูเจ้าว่า คนตาบอดต้องรับผิดชอบต่อบาปของตนเอง หรือของบิดามารดา ความพิการ การตาบอด การเป็นใบ้ การเป็นอัมพาต ล้วนแต่เป็นผลของการทำบาปทั้งสิ้น เมื่อคนป่วยเป็นอัมพาตได้ถูกเพื่อนๆหย่อนลงมาจากหลังคาบ้าน มายังแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า สิ่งแรกที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเขาว่า “บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” และต่อมาพระองค์ได้ทรงรักษาเขาให้หาย เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า เขาได้รับการอภัยบาปทุกประการจนหมดสิ้น เพราะสาเหตุของบาปได้รับการยกไปแล้ว ประกาศกเอเสเคียลยืนยันว่า บาปเป็นเรื่องของส่วนบุคคล และพระเป็นเจ้าจะทรงตัดสินเฉพาะบาปปัจจุบันเท่านั้น.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)