วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2020 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

 

 


เมื่ออธิษฐาน …

จงรอคอยพระเจ้า 

นิ่งสงบและไว้วางใจ

 

บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

https://youtu.be/ir1oXyXYY1s

 

https://youtu.be/TN__LfydZnk

 

พระสัญญา

https://youtu.be/E-0oLwykpgY

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

อ่าน :

อสธ 4:17K-17M,17R-17U 

มธ 7:7-12

 

เมื่อพระเยซูเจ้าสอนศิษย์ของพระองค์ ให้รู้จัก

แสวงหานั้น ทรงแนะนำหลักการ พื้นฐาน คือ

ถ้าอยากให้คนอื่นทำกับเราอย่างไร..

ก็ให้เร่ิมทำสิ่งเหล่านั้นกับเขาก่อน...

 

ในฐานะผู้นำ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

เมื่อพระราชินีเอสเธอร์ ทำหน้าที่ด้วยการ

แสวงหาความช่วยเหลือ โดยอธิษฐานภาวนา 

วอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า

พระนางได้รับตามที่ปรารถนา

 

หมายเหตุ..

ความุสข ของการแสวงหา มาจากการค้นพบ..

ความทุกข์ ของการแสวงหา จะไม่จบ

ถ้ายังไม่พบว่า... “หาไปเพื่ออะไร”...

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“บิดา...” (มธ 7:7-12)

 

บิดา...

พ่อ คำนี้คำเดียวก็เพียงพอ

เพื่อเข้าใจความรักและความอ่อนโยน

พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา”

นั่นคือประสบการณ์ดีๆ ที่ลูกทุกคนเข้าใจ

 

การขอด้วยความวางใจ

ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ขาดแคลน

เพราะมีพ่อที่นี่ มีพ่อตรงนี้

ฉันก็ไม่ขาดสิ่งใด

 

สิ่งเดียวที่ลูกต้องการคือ

ขออยู่กับพ่อที่นี่ ขอพ่ออยู่ตรงนี้

ก็พอแล้ว พระเจ้าข้า.

 

________________

 

 

ผมไตร่ตรองด้วยความประทับใจเสมอ เมื่อพูดถึงพระนามของพระเจ้า จากพระนามที่เราเรียนรู้จากพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงพระนามว่า “พระยาเวห์”... เราร้องเรียกขานพระนามพระเจ้าดังนี้... แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์กลับทรงสอนให้เราเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” ทำไมหนอ ทำไมต้องพระบิดาด้วย ทำไมต้องพระนามนี้... และนี่แหละ คือญาณของพระเจ้า เมื่อความเป็นบิดาของพระเจ้านั้น กลับกลายเป็นต้นแบบของความรักที่ซื่อสัตย์จริงใจ จากความรักของพระตรีเอกภาพสู่ครอบครัวคริสตชน และสู่ครอบครัวนักบวชและพระสงฆ์ นี่คือแบบอย่างที่ครบครันเหลือเกิน 

 

ความยากลำบากของพระนางเอสเธอร์ ที่สุดท้ายได้เลือกที่จะเข้าพึ่งพระเจ้า พระนางทรงภาวนาต่อพระเจ้าด้วยความวางใจ และวันนี้ บทอ่านที่หนึ่งจบลงที่คำว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง” (อสธ 4:16-17)

 

การวอนขอของเราแต่ละครั้ง หลายครั้ง เราอาจจะไม่พบว่า พระเจ้าทรงประทานให้ตามที่เราวอนขอทุกครั้งไป... พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงขอแล้วจะได้...” ดูเหมือนจะเป็นที่ขัดใจของหลายๆ คน เพราะขอแล้วไม่เห็นได้ดังที่ใจหวัง แต่พระเยซูเจ้าได้นำเราให้รู้ถึงความอ่อนโยนของความเป็นบิดาของพระเจ้า ที่บทอ่านที่หนึ่งเป็นคำตอบให้กับเราว่า “พระเจ้าทรงรอบรู้ทุกอย่าง” นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงรอบรู้ถึงความจำเป็นของเรา และมองเห็นถึงความเหมาะสมของสิ่งที่เราควรจะได้รับ ที่พระเยซูเจ้าได้เปรียบเทียบให้เราเห็นถึงความเป็นบิดา ที่ไม่อาจทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อลูกของตน นั่นหมายความว่า พ่อย่อมมองเห็นอันตรายของสิ่งที่อาจจะไม่เหมาะสม จึงไม่ได้ให้ในทุกสิ่งที่ลูกได้ขอ แต่ย่อมให้สิ่งที่เหมาะสม และหลายครั้งก็ดีกว่าที่ลูกวอนขอด้วย... แม้สิ่งนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ลูกไม่ได้วอนขอ แต่พระเจ้าก็ทรงประทานให้

 

อ่านพระวาจาของพระเจ้าวันนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในหัวใจคือ ผมควรสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแน่นแฟ้นใช่ไหม รักและวางใจในพระองค์จริงๆ คุยกับพระองค์ตรงๆ วางใจในพระองค์ ซื่อสัตย์จริงใจกับพระองค์ และหลังจากนั้น สิ่งที่จำเป็น และอยากวอนขอ คงมีแต่สิ่งเดียวคือ... พระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงอยู่กับลูกตรงนี้เสมอไป เท่านั้นก็พอ เพราะเพียงมีพระองค์ ลูกก็ไม่ขาดสิ่งใด...  

 

เอาเถอะ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอุ่นใจเสมอ ในยามที่มันไม่สมใจกับอะไรบางอย่าง นั่นก็คือความวางใจในพระเจ้าเท่านั้นเอง เมื่อผมต้องมั่นใจว่า พระเจ้าทรงทราบดีว่า สิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับผมนั้น มันต้องเป็นประโยชน์ต่อวิญญาณของผมแน่ๆ เพราะสิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์ และพระองค์จะทรงบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นประโยชน์สำหรับลูกของพระองค์

 

ในช่วงเวลาของความยากลำบาก ที่เรากำลังเผชิญกับโรคระบาดนี้ เราได้เลือกที่จะเข้าพึ่งพระเจ้าอย่างพระนางเอสเธอร์ และเราก็ต้องเลือกอีก ที่จะไว้วางใจในพระองค์ เมื่อเราได้พยายามทำทุกสิ่งอย่างดีที่สุดแล้ว เราฝากไว้กับพระเจ้า ฝากไว้ในความช่วยเหลือของพระองค์ด้วยความวางใจ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับลูกของพระเจ้า มิใช่หรือ... หรือเราจะทำอะไรได้มากไปกว่านี้เล่า... เท่านี้ก็พอแล้ว ที่จะทำให้เราสุขใจ มิใช่หรือ...

 

โปรดเถิดพระเจ้าข้า โปรดให้ลูกมีจิตใจคิดแต่สิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามเสมอ เพราะถ้าหากพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือแล้ว ลูกก็ไม่อาจเจริญชีวิตอยู่ตามพระประสงค์ได้เลย... (เทียบ บทภาวนาของประธานในมิสซาวันนี้)

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันพฤหัสที่ 5 มีนาคม 20 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

บทอ่าน อสธ 14:1-5,12-14 (C:12,14-16,23-25) / มธ 7:7-12

มีกฎทองสองประการ คือ 1. “อย่าทำต่อคนอื่น สิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้เขาทำต่อท่าน (ขงจื๊อ) 2. “จงทำต่อคนอื่น สิ่งที่ท่านต้องการให้คนอื่นทำต่อท่าน” (พระเยซูเจ้า ในพระวรสารวันนี้ ) กฎของขงจื๊อมีมิติในด้านลบ ขณะที่กฎของพระเยซูเจ้ามีมิติในด้านบวก ที่ต้องการแสดงให้เห็นทัศนคติของเราต่อบุคคลอื่น และเป็นทัศนคติของพระเป็นเจ้าต่อเราด้วย เพราะเป็นพระเป็นเจ้า ที่ทรงเอาใจใส่เรา และที่ทรงสดับฟังเรา ในตอนแรกในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงเชิญชวนเราให้ไว้วางใจในพระองค์ ให้วิงวอนขอพระองค์ในยามที่เราขัดสน พระองค์ทรงจัดเตรียม และเข้าใจความต้องการของเรา เป็นการเชิญชวนให้มีความเชื่อในพระองค์ ถ้าพระองค์ทรงมีทัศนคติด้านบวกกับเรา เราก็ต้องมีต่อคนอื่นด้วย ถ้าทรงต้องการสิ่งที่ดีที่สุดต่อเรา พระองค์ก็ทรงต้องการสิ่งดีที่สุดต่อคนอื่นเช่นเดียวกัน และทรงปฏิบัติต่อคนอื่นด้วย แต่บางครั้ง ความไว้วางใจในพระเป็นเจ้าลดน้อยลงไป เมื่อเราไม่ได้รับการตอบสนอง ตามที่เราต้องการ ข้อความที่ส่งมาน่าจะเป็นเครื่องยืนยันเรื่องนี้ว่า: “บางครั้งดูเหมือนว่า พระเป็นเจ้าทรงเข้ามามีบทบาทแทนเราช้าเกินไป แต่ขณะที่เรารู้สึกว่า ช้าเกินไปสำหรับเรา กลับเป็นเวลาที่ดีสำหรับพระเป็นเจ้า ในมุมมองของพระองค์ เป็นสิ่งง่ายเกินไป ที่เราจะไม่รู้สึกอดทน ขณะที่เรารอคอยพระองค์ ให้ลงมือกระทำ แต่เราต้องไม่ยอมล้มเลิกความไว้วางใจที่มีต่อพระองค์ เมื่อพระเป็นเจ้าทรงเงียบ และท่านจมอยู่ในความเศร้าโศก ให้ทบทวนกิจการที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในประวัติศาสตร์ในหนังสือพระคัมภีร์ ให้ทบทวนสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อท่าน พระเป็นเจ้าทรงทำงาน ไม่ใช่เฉพาะในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ในชีวิตของเราในปัจจุบันนี้ด้วย พระองค์ทรงกำลังทำงานในตัวคุณ!

เราต้องวอนขอพระเป็นเจ้า แม้ดูเหมือนว่าเรามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว และต้องรับรู้ว่า พระองค์ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่เราขาดแคลน การสวดภาวนาจึงไม่ใช่เพียงการวิงวอนขออย่างเดียว แต่ต้องเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่เรามีต่อพระองค์ ที่เป็นความสัมพันธ์ของมิตรภาพและการขึ้นต่อพระองค์.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)