วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2020 ระลึกถึง น.อันตน เจ้าอธิการ

 


โปรดเติมพลังในวันที่ลูกอ่อนแรง

โปรดทอแสงในวันลูกมืดมน

 


บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2020

ระลึกถึง น.อันตน เจ้าอธิการ 

https://youtu.be/8OLLuCZ1dPk

 

https://youtu.be/KTO6IV6JRZ4

 


พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้

http://youtu.be/TuTDCAWCFd8

 

 

 

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2020

ระลึกถึง น.อันตน เจ้าอธิการ 

อ่าน :

1 ซมอ 8:4-7,10-22ก 

มก 2:1-12

 

ชาย 4 คน ที่มองเห็นความต้องการ

ของเพื่อนซึ่งเป็นอัมพาต

ที่ต้องการการรักษาจากพระเยซูเจ้า 

พวกเขาลงทุน ลงแรงทำทุกวิถีทาง

เพื่อช่วยเหลือ ที่สุด ความเชื่อ 

พร้อมกับ ความพยายาม

ของชายทั้งสี่คน ช่วยเพื่อน 

ให้พบความสุข หายจากการเจ็บป่วย

 

เมื่อบรรดาผู้อาวุโสของอิสราเอล 

ทำในส่วนที่เป็นหน้าที่ของพวกเขา

ด้วยการรวมตัวกัน ไปพบ ผู้มีอำนาจ เพื่อจัดการปัญหา

พระเจ้าทรงจัดการ และทำ ในส่วนที่เป็นของพระองค์ 

ด้วยการเปิดใจ ซามูเอล ช่วยเขาหาทางยุติปัญหา

 

เมื่อนักบุญอันตน ไม่ยึดติดกับ อำนาจทรัพย์สิน เงินทองฝ่ายโลก

พร้อมที่จะสละทุกสิ่ง แจกจ่ายให้คนยากจน 

ตามคำเชื้อเชิญของพระเยซูเจ้า ท่านสามารถเจริญชีวิต

เป็นอิสระจากทุกส่ิง และเมื่อได้รับการแต่งตั้ง

ให้เป็นอธิการหมู่คณะ ท่านสามารถใช้อำนาจที่มี

เพื่อรับใช้หมู่คณะด้วยใจยินดีอย่างแท้จริง 

 

หมายเหตุ...

ทุกปัญหา มีทางแก้ไข..

เพียงเปิดใจให้กว้าง

เปิดตาหู เพื่อรู้ฟัง..

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2020

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ชายสี่คนนำคนอัมพาตมาเฝ้าพระองค์...” (มก 2:1-12)

 

ด้วยความเป็นอัมพาตนั้น

คงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนหนึ่งจะได้รับการรักษาจากพระเยซู

แต่เพราะความเชื่อที่ในพระคริสตเจ้าที่แท้จริงต่างหาก

ที่นำหัวใจของคนเราให้คิดถึงคนอื่นๆ

 

ปราศจากความเชื่ออันมีชีวิตของชายสี่คนนั้น

คนอัมพาตคนนั้นจะสามารถพบกับพระคริสตเจ้าได้อย่างไร

 

ชีวิตคริสตชนเรา “ช่างหัวมัน” ไม่ได้

แต่เราต้องนำความรอดพ้นไปสู่ทุกคนใช่ไหม...

และนี่แหละ คือความเชื่อที่แท้จริง ที่เป็นความเชื่อที่เกิดผล

คือความเชื่อที่นำทุกคนมาหาพระเยซู

เพื่อพบความรอดพ้นในพระองค์...

________________

 

ในบ้านผู้ป่วยที่ผมกำลังดูแลผู้ป่วย ในปีแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้ปรัชญาการทำงานเพื่อการค้นหาความหมายของชีวิต... ชีวิตคือการรู้จักความจริงและรักความดี เพื่อบรรลุถึงสันติสุข และความเจริญถาวร สัมพันธภาพระหว่างชีวิตกับความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมกับพระวรสาร นำคุณค่าชีวิต ที่นำความรอดพ้นสู่ทุกคน.

 

เรากำลังเรียนรู้ถึงการมีหัวใจที่คิดถึงและห่วงใยต่อพี่น้อง หัวใจสาธารณะที่เป็นของทุกคน เยี่ยงลูกของพระเจ้าที่พร้อมแบ่งปันพระพรเพื่อกันและกัน... ภาพที่เตือนในผมในฐานะนักบวชเป็นอย่างดี คือ ภาพของผู้ป่วยของผม ที่ได้ฝึกกระบวนการของ BEC วิถีชุมชน นั่นคือการพัฒนาชีวิตตามคุณค่าแห่งพระวรสารของคริสตชนนั่นเอง ผมแปลกใจมาก ที่การไตร่ตรองพระวาจาของพวกเราทุกวัน เสมอๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในบ้านผู้ป่วยของผม ที่เรียกว่า ทำเอาเรานักบวชต้องอายไปเลย หากความเชื่อของเราน้อยหน้าผู้ป่วยที่นี่อ่ะครับ... ผมมีผู้ป่วยบางคนที่ได้รับเงินของขวัญจากพี่น้องที่มาเยี่ยม พวกเขาบางคนเอาเงินเหล่านั้นมามอบให้เป็นสมบัติของบ้าน เพื่อจ่ายร่วมกัน น้องคนหนึ่งที่เป็นเลขานุการของผม เขามีบัตรสวัสดิการของรัฐ เช่นกับคนอื่น แต่ทว่าเขากลับเอาบัตรนั้นมาเพื่อซื้อของสำหรับหมู่คณะเขาวางบัตรนั้นไว้กับผม เพื่อให้ผมใช้สิทธิ์ของเขาเพื่อสมาชิกในบ้านฯ ให้เราได้ใช้จ่ายร่วมกัน แม้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวก็ตาม ผู้ป่วยคนหนึ่งแอบคุยกันว่า “อยู่กับบราเดอร์ ไม่อดตายหรอก เราเอาเงินให้บราเดอร์เถอะ” ผมเลยแอบสอนพวกเขาเพิ่มเติมว่า “อยู่กับพระ บ้านของพระ อยู่ที่นี่ พระเจ้าเลี้ยงดู เรายิ่งจะไม่อดตายหรอกลูก...”

 

พี่น้องที่รักครับ ผมไม่คิดเลยว่า นี่คือผลของการแบ่งปันพระวาจาของพระเจ้าที่เราอ่านกันทุกวัน และเราไตร่ตรองกันเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันเสาร์ ที่เรามีกิจกรรมการแบ่งปันพระวาจาร่วมกัน จะเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน้บ้านผู้ป่วยของผมมากมายถึงเพียงนี้ จนถึงกับเป็นแบบอย่างที่น่ารักจริงๆ ที่ทำให้เรานักบวชที่ถือความยากจน และไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์แบบฟรันซิสกันเช่นผมนี้ เราเป็นต้องอายเลยครับ

 

บ้านของเรา เราไม่ร่วมมือกับหน่วยงาน หรือบุคคลที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากบ้านเราเด็ดขาด หากมีพฤติกรรมที่อยู่เบื้องหลังที่ไม่ใสสะอาด เราจะไม่ร่วมมือด้วยเด็ดขาด แม้ว่าเราอาจจะได้รับผลประโยชน์มากมายสักเพียงใด ผมบอกกับผู้ป่วยของผมเสมอว่า “ลูกๆ ของผมทั้งหมดนี้ ผมเลี้ยงได้ เราจะเจริญชีวิตซื่อสัตย์สุจริต เราจะไม่โกงหรือเปรียบใครเด็ดขาด อะไรไม่ใช่ของเรา เราก็จะไม่เอา เรามั่นใจในพระพรของพระเจ้าที่เลี้ยงดูเรา...”

 

บางคนอาจจะถามผมว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เราได้รับผลประโยชน์ ส่วนเขาจะได้มาอย่างไรนั้น ไม่เป็นไร นั่นมันเรื่องของเขา...

 

พี่น้องที่รักครับ ครั้งหนึ่งพระสันตะปาปาฟรันซิส ตรัสกับคนที่ทำบุญมากมายว่า... สำหรับพวกท่านบางคน หากเงินทำบุญมากมายของท่านมาจากการเอารัดเอาเปรียบคนงาน โกงคนอื่นเขามา ขูดรีดเขา ค้ากำไรเกินควร ไม่ต้องก็ได้ ไม่ต้องนำเงินนั้นมาทำบุญ พระศาสนจักรไม่ต้องการเงินเหล่านี้หรอก เอาเงินนี้ไปคืนคนยากจน คนที่ท่านเอารัดเอาเปรียบเขา แล้วเงินทานของท่านจึงจะเป็นบุญกุศล... นั่นหมายความว่า พระศาสนจักรไม่มองผลประโยชน์ที่ได้รับ แต่มองที่ความถูกต้อง และการความรอดพ้นของคนอื่นๆ มากกว่า สิ่งที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง พี่น้องครับ พระศาสนจักรต้องไม่ซื้อของโจร หรือไม่รับของแจกจากโจรโดยเด็ดขาด แต่พระศาสนจักร ต้องนำโจรเหล่านั้นให้กลับใจ และพบความรอดพ้นต่างหาก

 

ทำไมเราต้องห่วงใยความรอดของผู้อื่น... ทำไมเราต้องห่วงใยความดีของคนอื่นด้วย... นี่คือคำถามของการไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราที่บ้านผู้ป่วยแห่งนี้... พระวาจาวันนี้ตอบเราชัดเจนจริงๆ หากเราจะมองที่ชายสี่คนที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องที่เป็นอัมพาต และนี่แหละ คือความเชื่อที่มีชีวิต นี่แหละคือพระพรที่ได้รับมา และเราต้องแบ่งปันเพื่อทุกคน ที่ทำให้คนมือเท้าดี มีเหตุผลที่จะต้องดูแลและเอาใจใส่คนที่ลำบากมากกว่า

 

พี่น้องที่รักครับ เราคริสตชน ศิษย์พระเยซู เราคิดอย่างไรครับ เรามือเท้าดี เราฐานะดี เราอาจจะคิดว่าเราเป็นคริสตชนที่ดีแล้ว เราไปวัดสม่ำเสมอ เราไม่ผิดศีลธรรม แต่พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ถามเราว่า เราเคยสนใจบ้างไหมว่า “พี่น้องของเราเป็นอย่างไร...” ความเชื่อที่แท้จริง คือการนำทุกคนไปพบความรอดพ้นครับ ไม่ใช่ฉันดีคนเดียว ฉันรอดคนเดียว

 

นี่แหละ แม้คนอื่นจะเจริญชีวิตผิดศีลธรรม สำหรับเราคริสตชน “ช่วงหัวมัน” ไม่ได้นะครับ แม้เราอาจจะคิดว่าเราเป็นคนดี เราไม่ผิดศีลธรรมอย่างเขาก็เถอะ... พี่น้องที่รักครับ พระสันตะปาปาฟรันซิสเตือนเราให้เราตระหนักว่า ที่เราเป็นคนดี และไม่ตกในบาปนั้น นั่นก็ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงค้ำจุนเราไว้หรอกหรือ แล้วใยเราจะไม่ห่วงใยคิดถึงคนอื่นบ้างเล่า ตรงกันข้าม เราจะยังรังเกียจและไม่อยากสนใจใครๆ ที่อาจจะตกในบาปหรือ... พี่น้องครับ ความเชื่อคริสตชน คือความเชื่อที่นำความรอดพ้นไปสู่ทุกคนนะครับ คริสตชนไม่ไปสวรรค์คนเดียวนะครับพี่น้อง แต่เราจะนำคนมากมายกลับไปหาพระเจ้าด้วย ดังนั้น “ช่างหัวมัน” ไม่ได้นะครับ เราต้องห่วงใยความรอดพ้นของเพื่อนพี่น้องด้วยครับ

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 20 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน 1ซมอ 8:4-7,10-22ก / มก 2:1-12

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 19 พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ตรัสในบทเทศน์ในมิสซาที่วัดน้อยนักบุญมาร์ธาว่า เราทุกคนต้องการรับการบำบัดรักษา เพื่อเราจะได้รับตามนั้น เราต้องกลับใจ ต้องได้รับการบำบัดรักษา และได้รับชีวิตใหม่ ในพระวรสารของมิสซาวันนั้น พระองค์ได้เตือนใจให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงส่งบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ ไปประกาศข่าวดีในโลก เพื่อนำการบำบัดรักษาไปมอบให้แก่คนเจ็บป่วย เหมือนอย่างที่พระองค์เสด็จมาในโลกนี้ เพื่อช่วยบำบัดรักษารากเง้าของบาปในตัวเรา นั่นคืแ “บาปกำเนิด”

ท่านเรียนรู้เรื่องพลังแห่งการบำบัดรักษาของการยกโทษ และความเมตตากรุณาหรือไม่? การปฏิบัติตัวของพระเยซูเจ้าต่อบรรดาคนบาป ทำให้ผู้นำศาสนาในสมัยนั้นไม่พอใจพระเยซูเจ้าอย่างยิ่ง เมื่อเพื่อนสี่คนที่มีความเชื่อ ได้นำคนที่ป่วยเป็นอัมพาตมาหาพระเยซูเจ้า พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด ก่อนอื่น พระองค์ได้ทรงยกบาปให้คนป่วย บรรดาธรรมาจารย์ถือว่าการกระทำของพระองค์ เป็นการดูหมิ่นพระเป็นเจ้า เพราะพวกเขาถือว่า มีแต่พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียวที่มีอำนาจ ในการยกบาป และปลดปล่อยให้ชายและหญิงพ้นจากความผิด

พระเยซูเจ้าได้อ้างถึงอำนาจ ที่พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียวสามารถประทานให้ได้ พระเยซูเจ้ามิได้แต่เพียงพิสูจน์ว่า อำนาจของพระองค์มาจากพระเป็นเจ้า พระองค์ยังได้แสดงให้เห็นความรักและความเมตตากรุณาแห่งการไถ่กู้ โดยช่วยบำบัดรักษาฝ่ายกายแก่คนป่วยเป็นอัมพาตเท่านั้น แต่ยังทรงรักษาฝ่ายจิตใจด้วย พระองค์ได้ปลดปล่อยเขาให้พ้นจากภาระหนักของความผิด และช่วยทำให้ร่างกายของเขากลับมาเป็นปกติเช่นเดียวกัน พระเป็นเจ้าทรงพร้อมที่จะบำบัดรักษาให้เราหายป่วยทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ และทางวิญญาณ มีส่วนไหนในชีวิตของท่าน ที่ทำให้ท่านพิการจากการเดินอย่างอิสรเสรี โดยอาศัยความรักและการยกโทษของพระคริสตเจ้าบ้าง?.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)