วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

 

ขอบพระคุณ....

สำหรับความรักที่อัศจรรย์ของพระองค์

เพื่อข้าพระองค์ และเพื่อคนทั้งหลาย

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

https://youtu.be/GSk48aFWPCA

 

https://youtu.be/57Wuv_Tq6sI

 

ภาวนา

http://youtu.be/6D90Wp1RL9I

 

 

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

อ่าน :

อสย 42:1-4,6-7

กจ 10:34-38

มธ 3:14-17

 

พระเยซูเจ้าเป็นที่โปรดปรานของพระบิดาเจ้า

นั่นก็เพราะว่า พระองค์ทรงทำทุกสิ่ง

ตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า 

แม้นจะถูกชักชวน รบเร้า ก็ไม่ทำสิ่งใด “ตามใจ”

 

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์

ผู้รับใช้ที่พระเจ้าพอพระทัยนั้น 

เขาประกาศความยุติธรรมด้วยความสัตย์จริง 

ไม่หมดหวัง หรือท้อใจ

 

ผู้รับใช้ที่มีพระเจ้าอยู่ในชีวิตนั้น 

ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เขาทำแต่ความดี 

เปโตร ได้เห็น และยืนยันว่า 

ทุกคนที่ยำเกรงพระเจ้า ปฎิบัติความชอบธรรม

ย่อมเป็นที่พอพระทัย

 

หมายเหตุ..

ความดีที่ยั่งยืน..

มาจากการทำดี เพราะเชื่อในความดี

ไม่ใช่แค่ทำ เพื่อให้ดูดี..

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เสด็จจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน” (มธ 3:13-17)

 

จากกาลิลีสู่แม่น้ำจอร์แดน

จากดินแดนสวรรค์สู่แม่น้ำสายเดียวกันกับมนุษย์

 

เมื่อพระเจ้าผู้ร่ำรวยกลับกลายเป็นผู้ยากจน

เมื่อพระองค์ผู้เข้มแข็งกลับกลายเป็นผู้อ่อนแอ

 

วิญญาณข้าฯ เอ๋ย ไตร่ตรองอะไรบ้างไหม

เพราะทรงรักเราถึงเพียงนี้...

 

เมื่อพระเจ้าก้าวออกจากพระองค์เอง เพื่อเป็นสิ่งที่ขาดหายไปของฉัน

และฉัน... ฉันกล้าที่จะก้าวออกจากตนเอง เพื่อผู้อื่นบ้างไหม...

________________

 

แม้ผมจะหายหน้าหายตาไปจากสื่อไอทีนี้บ้าง แต่การอ่านพระวาจา และการไตร่ตรองพระวาจาของผมยังเป็นสิ่งที่ผมทำทุกวัน และยังอยากบอกพี่น้องว่า พระเจ้าตรัสกับเราทันต่อเหตุการณ์จริงๆ พระวาจาของพระเจ้ามาทันเวลาเสมอ แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสทำงานนี้ได้อย่างสม่ำเสมอนัก เพราะภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น... วานนี้ ผู้ร่วมไตร่ตรองพระวาจาท่านหนึ่งมาหาผมถึงบ้านคลารา และได้ขอร้องให้ผมพยายามทำสิ่งนี้ต่อ ซึ่งผมก็ไม่อาจจะรับปากได้ แต่วันนี้ได้พยายามกลับมาพิมพ์เพื่อแบ่งปันให้พี่น้องอีกครับ แต่สิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปเลย นั่นคือการได้อ่านและไตร่ตรองทุกวัน ที่ผมเชื้อเชิญพี่น้องเสมอ ให้ลองทำบ้าง แล้วพี่น้องจะพบสิ่งที่เป็นขุนทรัพย์จากพระวาจาของพระองค์ที่ตรัสกับเราทุกวัน

 

“เสด็จจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน” (มธ 3:13-17) พี่น้องที่รักครับ อ่านพระวรสารวันนี้ ในโอกาสฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างนี้ นี่คือพระวาจาที่สะกิดใจผมเหลือเกิน คือพระวาจาที่ทำให้ผมต้องออกแรงมากขึ้นในการทำงานของพระเจ้า ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นั่นก็ไม่ใช่พลังของผมเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นพระพร และเป็นพลังของพระเจ้าที่ประทานไว้ในชีวิตของเรา ตามที่ผมได้แบ่งปันในวันเหล่านี้เสมอว่า ต่อหน้าพระเจ้าแล้ว เราไม่มีอะไรเลยจริงๆ พลังและความเข้มแข็งของเรามาจากสวรรค์ทั้งสิ้น (เทียบพระวาจาของพระเจ้าเมื่อวานนี้) เราหาได้มีสิ่งใดเลยที่จะภูมิใจได้ว่าเป็นของเรา แต่ความภาคภูมิใจนั้นอยู่ที่พระเจ้าผู้ทรงรักเราต่างหาก… พี่น้องที่รักครับ นี่ไม่ใช่หรือ คือความสุภาพอันยิ่งใหญ่ และความยิ่งใหญ่แสนสุภาพของพระเจ้าที่สละพระองค์เอง เสด็จลงมาเพื่อนำความศักดิ์สิทธิ์มาสู่เรา

 

“เสด็จจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน” (มธ 3:13-17) นี่คือการเสด็จมาของพระเจ้า ที่ละสวรรค์มาเพื่อเรามิใช่หรือ เมื่อพระเจ้าผู้เป็นความศักด์สิทธิ์ได้เสด็จลงมาร่วมในวิถีชีวิตของความเป็นมนุษย์ของเรา เมื่อพระองค์ทรงจุ่มตัวลงในแม่น้ำสายเดียวกันกับเรา แต่เมื่อพระองค์จุ่มพระองค์ลงในแม่น้ำสายบาปของมนุษย์ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าก็ทรงลงไปที่สายน้ำนั้น และหลังจากนั้น คนที่จุ่มตัวลงในแม่น้ำสายเดียวกันกับพระองค์นี้เอง ก็กลับขึ้นมาในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า มิใช่หรือ...

 

พี่น้องที่รัก สิ่งเดียวเท่านั้น ที่ผมอยากแบ่งปันเช้านี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่พอมีโอกาสมานั่งพิมพ์... พี่น้องครับ “เสด็จจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน” (มธ 3:13-17) คือภาพนี้ครับพี่น้อง พระเจ้าได้เสด็จจากสวรรค์ เพื่อร่วมชะตากรรมเดียวกันกับเรามนุษย์ และพระองค์ได้ทรงบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้กับเราด้วยชีวิตของพระองค์ที่จุ่มตัวลงในแม่น้ำสายเดียวกันกับเรา... พี่น้องครับ นี่กลับเป็นสิ่งที่ท้าทายเรา เมื่อศีลล้างบาปที่เราได้รับนั้น คือน้ำจากน้ำที่พระเจ้าทรงจุ่มพระองค์ลงไป โดยเครื่องหมายของการจุ่มเทียนปาสกาลงไปในน้ำแห่งศีลล้างบาปในค่ำวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์นั้น... พี่น้องครับ แล้วเราล่ะครับ เรากล้าบ้างไหม ที่จะก้าวออกจาก Safety Zone ของตัวเราเอง และก้าวเข้าไปร่วมชีวิตกับผู้อื่น สมกับที่เราได้เกิดใหม่ในน้ำแห่งศีลล้างบาปที่พระเจ้าทรงบันดาลให้เราเกิดใหม่ในพระองค์ และพระองค์ได้ตรัสกับเรา “ท่านเป็นบุตรสุดที่รักของเรา”

 

ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอพระหรรษทานและแบบอย่างของพระเยซูเจ้า นำหัวใจลูกให้กล้าที่จะก้าวเข้าไปร่วมชีวิตกับพี่น้องของลูกด้วยเถิด ขอให้ลูกตระหนักถึงความเป็นลูกของพระเจ้าที่พระองค์ทรงให้ลูกได้เกิดใหม่ในศีลล้างบาปของพระเยซู

 

สุขสันต์วันพระเจ้า แด่พี่น้องทุกคนครับ

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 20 

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

บทอ่าน อสย 42:1-4,6-7 / กจ 10:34-38 / มธ 3:13-17

 

 การรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้า เป็นการแสดงว่า การทำพันธกิจเรื่องการประกาศพระอาณาจักรของพระองค์ได้เริ่มต้นแล้ว แต่ว่าการเตรียมตัวและการฝึกฝนเพื่องานนี้ ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ตอนที่พระองค์ได้เจริญชีวิตเงียบๆที่เมืองนาซาเร็ธ ภายใต้บรรยากาศของวัฒนธรรมของชาวยิว ที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย 

 

พระองค์ทรงมองเห็นสภาพความยากลำบาก ความขัดสน และการต่อสู้ดิ้นรนของประชาชน นิทานเปรียบเทียบที่พระองค์ใช้สอนประชาชน ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตประจำวันของประชาชน ที่เข้ามาหาพระองค์ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์มีพลังของการบำบัดรักษาเท่านั้น แต่เพราะว่าพระวาจาของพระองค์ ที่หล่อเลี้ยงพวกเขา 

โดยที่พระองค์ฟังความต้องการของพวกเขา และเป็นต้นความต้องการของพระบิดาเจ้าสวรรค์ ซึ่งพอพระทัยในตัวของพระองค์ บรรดาผู้ที่ฟังพระองค์ได้ประกาศว่า “เราไม่เคยได้ยินใครที่พูดด้วยอำนาจเช่นนี้มาก่อน”

 

 ในจดหมายถึงชาวฮีบรู นักบุญเปาโลได้กล่าวว่า พระเป็นเจ้าได้ตรัสกับเราผ่านทางพระบุตรของพระองค์ ซึ่งเป็นพระฉายาลักษณ์ และพระวาจาของพระองค์ ที่ช่วยชำระล้างบาป โดยที่พระองค์ทรงรับสิ่งสร้างทั้งมวลไว้ในตัวของพระองค์

 

  พระเยซูเจ้าทรงรับทนทรมาน ตามพระประสงค์ของผู้ที่ส่งพระองค์มา ประกาศกอิสยาห์ได้บรรยายถึงพันธกิจของพระเมสสิยาห์ว่า พระองค์จะนำความยุติธรรมให้แก่นานาชาติ จะประกาศข่าวดีต่อคนยากจน จะปล่อยเชลยเป็นอิสระ จะเปิดตาของคนตาบอด จะประกาศปีแห่งความเมตตาของพระเป็นเจ้า (อสย 61:1-3)

 

 การรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้า แสดงให้เห็นว่า พระบิดาเจ้าได้ทรงรับรองพันธกิจของพระบุตร ในการประกาศเรื่องพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ผ่านทางพระวาจาและกิจการของพระองค์ อาศัยความรัก โดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว ความเชื่อ เผ่าพันธุ์ และวัฒนธรรม และโดยอาศัยศีลล้างบาป เราก็มีส่วนในพันธกิจของพระเยซูเจ้า ที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลก โดยการรับใช้ทุกคนด้วยความเมตตาสงสาร.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)