วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2019 ระลึกถึงนักบุญซิลเวสเตอร์ที่ 1 พระสันตะปาปา

 

 

 ถ้าเราให้พระเจ้าเป็นความครบบริบูรณ์ของเรา

เราก็ไม่รู้สึกขัดสน ไม่รู้สึกอับจนหนทาง...

แต่สามารถโมทนาขอบพระคุณได้ในทุกกรณี

 

บทอ่านประจำวันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญซิลเวสเตอร์ที่ 1 พระสันตะปาปา

https://youtu.be/YoZrzbdlldw

 

https://youtu.be/Amesxq5hWeQ

 

Shine JESUS Shine

http://youtu.be/tT5n53HNeLc

 

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญซิลเวสเตอร์ที่ 1 พระสันตะปาปา

อ่าน :

1 ยน 2:18-21 

ยน 1:1-18

 

คุณค่าแท้ของความสว่าง อยู่ที่ การฉายแสงส่อง

นักบุญยอห์น สอนความจริงที่ว่า เมื่อแสงสว่างสาดส่อง

ไม่มีความมืดใด ปกคลุมความสว่างได้

พระหรรษทาน แสงสว่างแห่งความจริง เรารับได้

ผ่านทางพระเยซูเจ้าเท่านั้น

 

จดหมายนักบุญยอห์น ตอกย้ำ 

ไม่มีความเท็จใด มาจากความจริงได้

ในยุคที่พระศาสนจักรกำลังถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด

จากชีวิตที่ขัดแย้งในเรื่องข้อความเชื่อ แสงสว่างแห่งความเชื่อ

 

ในชีวิตนักบุญซิลเวสเตอร์ที่ 1 ได้เปล่งประกายผ่านทาง

การทำหน้าที่ปกครอง จัดการให้มีการประชุมสังคายนา

แห่งเมืองนิเชอา เพื่อให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาแสงสว่างแห่งความจริง

 

หมายเหตุ...

หากคิดจะเปลี่ยนสังคมที่มืดมิด...

จงเร่ิมใช้ชีวิตเพื่อฉายส่อง

แสงแห่ง “ความดี”..

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2019

วันที่เจ็ดในอัฐมวารพระคริสตสมภพ

วันสิ้นปี

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว” (ยน 1:1-18)

 

พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว

พระวจนาถต์ประทับอยู่กับพระเจ้า

พระวจนาตถ์เป็นพระเจ้า...

 

แต่แล้วทำไมพระเจ้าจึงต้องทำถึงเพียงนี้

เพื่อแสดงว่าทรงรักเรา

พระองค์จึงทรงประทานพระบุตรของพระองค์

เพื่อร่วมชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับเรา

 

สิ้นปีนี้ ฉันเห็นการประทับอยู่ของพระเจ้า

ท่ามกลางชีวิตของฉันบ้างแล้วหรือยัง...

________________

 

ผมกลับมาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปจากหน้าคอมพิวเตอร์นานแล้ว ในการพิมพ์บทไตร่ตรองพระวาจาที่ผมไตร่ตรองในแต่ละวันมาแบ่งปันกับพี่น้อง มันคือประสบการณ์ที่สุดๆ ของผมเหมือนกันในระหว่างเวลาที่หายไปสักพักจากการแบ่งปันบทไตร่ตรอง คือช่วงเวลาที่ไม่เคยลืม ในทางตรงกันข้าม กลับรู้สึกอึดอัดบ้างนิดหน่อย ที่ไม่ได้ทำสิ่งนี้ เพราะพระวาจาของพระเจ้าแต่ละวันนั้น คือสิ่งที่อดไม่ได้ที่จะแบ่งปันกับใครบางคน แต่ทว่า เวลาแห่งการแบ่งปันด้วยการพิมพ์ลงเป็นไฟล์หนึ่งนั้นมันยากเหลือเกิน เมื่อปลายปีที่มาถึง มันเป็นช่วงเวลาที่หนักมากถึงมากที่สุด เมื่อตนเองต้องรับหน้าที่ที่สำคัญ และหนักขึ้นอีกกว่าเดิม แต่พระวาจาของพระเจ้านี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจของการรักและรับใช้อย่างที่สุด

 

พระวาจาวันนี้ ในวันสิ้นปีนี้ คือพระวาจาของพระเจ้าในมิสซากลางวันของการสมโภชพระคริสตสมภพ... อาจจะยังไม่ต้องเข้าใจอะไรทางเทววิทยาทั้งหมด แต่เอาง่ายๆ ในความเป็นเด็กของผม เมื่อผมได้ยินพระวาจาตอนนี้...

 

เมื่อแรกเริ่มนั้น พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว พระวจนาถต์ประทับอยู่กับพระเจ้า พระวจนาตถ์เป็นพระเจ้า...

 

โอ้ หากเป็นเช่นนั้นแล้วพระวจนาตถ์จะมาในโลกนี้ทำไม จะมารับสภาพมนุษย์ทำไม... นี่อาจจะเป็นคำถามแบบกวนประสาทนิดหน่อยของผมในวัยเด็ก แต่ใครจะทราบได้ เมื่อมาถึงวันนี้ ประโยคนี้เอง มีค่าเหลือเกินสำหรับผม... “ก็แล้วพระวจนาตถ์จะมารับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์ทำไม???”

 

พี่น้องที่รักครับ สิ้นปีแล้ววันนี้ เราไตร่ตรองถึงเวลาที่ผ่านไป ช่วงเวลาที่เราเดินไป ไม่ได้เดินตามลำพัง แต่ชีวิตของเรามนุษย์นั้นเดินไปพร้อมกับพระคริสตเจ้า เรามีพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเสมอ พระเจ้าผู้ทรงประทานแบบอย่างหนหนทางของพระองค์ เพื่อให้เราได้เลียนแบบพระองค์ แม้ต้องเผชิญความทุกข์ยากมากมายบนโลกนี้...

 

เราอาจจะถามว่า ถ้าพระเจ้ารักเรา พระองค์ให้เราได้รับความทุกข์ยากทำไม ทำไมมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับเราเสมอ... พี่น้องครับ สิ้นปีนี้ เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นไหม หากเราได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆ แล้วล่ะก็ การสมโภชพระคริสตสมภพนั้นเป็นคำตอบที่น่ารักและนำความบรรเทาใจมาให้เรามาให้เราเป็นที่สุด เพราะจากพระเจ้าคือความไพบูลย์ของพระหรรทานและสิ่งดีงามทั้งมวล แต่ทว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามนั้น มันไม่ได้มาจากพระเจ้าเลยจริงๆ พระองค์ทรงเตรียมและสร้างทุกอย่างไว้ดีที่สุด แต่ความไม่ดีนั้นมาจากไหนเล่า...

 

พี่น้องที่รัก ความยากจน ความแร้งแค้น อุปสรรคต่างๆ ก็เป็นเรื่องราวเดียวกันของพระคริสตเจ้าผู้ทรงรับสภาพมนุษย์เหมือนเราทุกอย่าง เพื่อสอนให้เราดำเนินชีวิตเยี่ยงลูกของพระเจ้าทุกเวลา... ทำไมพระเจ้าต้องทำถึงเพียงนี้ คือการรับสภาพบังเกิดแบบยากจน ตายบนกางเขนที่แร้นแค้นที่สุด เพื่อไถ่บาปหรือ... ผมคิดว่าคงไม่ใช่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นหนทางแห่งความรอดพ้น คือชีวิตของพระองค์ที่เป็นแบบอย่างที่สุดของการดำเนินชีวิตเยี่ยงบุตรของพระเจ้า แบบที่ผมคงไม่มีข้อกังขาใดๆ ได้อีก เมื่อพระเจ้าทรงทำถึงเพียงนี้

 

พระวาจาของพระเจ้าทำให้ผมเข้าใจจริงๆ ถึงชีวิตของผู้ที่ยอมให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาท เช่นครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า พระนางมารีย์ และนักบุญโยเซฟ แต่นี่คือชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานที่ดีที่สุดของชาวเรามิใช่หรือ

 

สิ้นปีนี้ ผมคิดว่า ผมต้องขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่รักเราถึงเพียงนี้ ขอบคุณพระวาจาที่พระเจ้าได้ตรัสกับผมและพี่น้องทุกวัน ที่เป็นคำตอบ เป็นกำลังใจสำหรับเราจริงๆ

 

และผมคงต้องขอโทษพระเจ้าด้วย ที่หากผมมองข้ามแบบอย่างของพระองค์ที่ได้ให้ไว้ หากแต่ละวันมัวแต่ตั้งคำถามว่า ทำไม ทำไม และก็ทำไม โดยที่ไม่ได้มองความเงียบที่แสนสุขในพระประสงค์ของพระเจ้าที่พบได้ที่ถ้ำนั้นเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์  ณ ที่นั่นมีแต่ความรัก ความอบอุ่น ไม่มีคำถามใดเลย แต่ที่นั่นเต็มไปด้วยความสุขที่มาจากความสุภาพ

 

โอ้ และนี่แหละ คือ ความสุภาพอันแสนสูงส่ง และความสูงส่งอันแสนสุภาพ โอ้ พระวจนาตถ์ผู้ทรงรับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์ และประทับอยู่ท่ามกลางเรา

 

ข้าแต่พระเจ้า ลูกจะ...

ผ่านอดีตด้วยความกตัญญรู้คุณ

อยู่ในปัจจุบันด้วยความกระตือรือร้น

และก้าวไปข้างหน้าด้วยความวางใจในพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอบคุณพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางลูก ขออย่าให้ลูกพรากจากพระองค์เลย...

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 19 ในอัฐมวารพระคริสตสมภพ

บทอ่าน 1ยน 2:18-21 / ยน 1:1-18

ทำไมนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสารได้เริ่มต้นพระวรสารของท่าน ด้วยการอธิบายพระวจนาตถ์ของพระเป็นเจ้า และการสร้างจักรวาลและมนุษยชาติอย่างไร? และเราจะสามารถเชื่อมโยงพระวรสาร กับเริ่มต้นกับหนังสือปฐมกาล ( ยน1:1-3 และปฐก 1:1-3) อย่างไร? “พระวจนาตถ์ของพระเป็นเจ้า”เป็นการแสดงออกที่รู้จักดีในท่ามกลางชาวยิว “พระวาจาของพระเป็นเจ้า” ในหนังสือพระธรรมเก่า มีบทบาทที่เด่นชัด สร้างสรรค์ และมีพลัง “โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมากับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์ ” (สดด 33:6)... “พระองค์ทรงใช้พระบัญญัติของพระองค์ออกไปยังแผ่นดินโลกพระวจนะของพระองค์ไปเร็ว” (สดด 147:15)... “ พระเจ้าตรัสว่า ถ้อยคำของเราไม่เหมือนไฟหรือ หรือเหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นชิ้นๆ” (ยรม 23:29)

ในหนังสือปรีชาญาณได้กล่าวว่า พระเป็นเจ้า คือ บุคคลที่ “สร้างทุกสิ่งด้วยพระวจนะของพระองค์                 ” (ปชญ9:1)... “ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์ พระเป็นเจ้าได้ทรงสร้างโลก” (สภษ 3:19) หนังสือปรีชาญาณได้บรรยาย “ ปรีชาญาณ”เหมือนพลังนิรันดร สร้างสรรค์ และรุ่งโรจน์ ทั้ง “พระวจนะ” และ”ปรีชาญาณ” เหมือนกับบุคคลเดียวกัน

นักบุญยอห์นได้บรรยายว่า พระเยซูเจ้า คือ พระวจนาตถ์ที่สร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา และมีความสว่าง ที่เสด็จมาในโลกนี้ ในร่างของมนุษย์ “พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร” (ยน 3:16) พระเยซูเจ้า คือ ปรีชาญาณและพลังของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้สร้างและค้ำจุนโลก และพระองค์ได้รับธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อให้เราได้รับความรอด พระเยซูเจ้า คือ มนุษย์ที่แท้จริง และพระเป็นเจ้าแท้...”ข้าแต่พระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ และเป็นแสงสว่าง พรวจนาตถ์ของพระองค์ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ ในค่ำคืนที่เงียบสงัด โปรดเปิดหัวใจของเราให้รับชีวิตของพระองค์ และโปรดเพิ่มภาพพจน์ของเรา ในตอนรุ่งอรุณ.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)