วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2019 ระลึกถึงนักบุญฌาน ฟรังซัวส์ เดอ ซังตาล นักบวช

 

 

แม่ คือ ผู้ให้ทุกสิ่ง

แม่ คือ ผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าเป็นอันดับแรก

แม่ คือ ผู้สั่งสอนด้วยน้ำตา

แม่ คือ ผู้มีหัวใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง

แม่ คือ ผู้ที่มีตาแห่งความรัก

แม่ คือ ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

 

บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญฌาน ฟรังซัวส์ เดอ ซังตาล นักบวช

https://www.youtube.com/watch?v=TzvNaGJk1Rg

 

https://youtu.be/K9dYu9atZXU

 

 อิ่มอุ่น

https://youtu.be/XuK7XMdSo6s

 

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญฌาน ฟรังซัวส์ เดอ ซังตาล นักบวช

อ่าน :

ฉธบ 10:12-22

มธ 17:22-27

 

เมื่อบรรดาศิษย์ได้ยินถึง ความล้มเหลว 

การทนทุกข์ ถูกประหารชีวิต

ที่พระเยซูเจ้าจะต้องประสบ  แม้นจะมีความหวัง

เรื่องการกลับคืนชีพ แต่พวกเขาก็ยัง

รู้สึกเป็นทุกข์ เมื่อคิดในแบบของมนุษย์

 

เพื่อประชากรของพระเจ้าจะพบกับ

ความสุข ความชื่นชมยินดี นั้น 

สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา คือ 

การรัก รับใช้พระเจ้า สุดจิตใจ 

ด้วยความซื่อสัตย์

 

นักบุญฌาน ฟรังซัวส์ เดอ ซังตาล ได้เจริญชีวิต

เป็นนักบวชโดยการแนะนำของนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ 

และทำงานด้านเมตตาจิตเพื่อคนยากจน

และคนเจ็บป่วย ท่านได้ตั้งคณะภคินีแม่พระเสด็จเยี่ยม 

และได้ปกครองคณะอย่างชาญฉลาด

 

หมายเหตุ..

ถ้าใจใส ใจสบาย 

อยู่ในกายไหน มันก็พบแต่ความสุข

แต่ถ้าใจทุกข์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

มันก็มีแต่ทุกข์..

 

ภาวนาเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ทุก ๆ ท่าน

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“อาจารย์ของท่านไม่เสียเงินบำรุงพระวิหาร...” (มธ 17:22-27)

 

พระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใดจากท่านเล่า...

ข้อกำหนดนี้ “เพื่อความดีของท่าน”

จงรักคนต่างด้าว...

เพราะครั้งหนึ่งท่านก็เคยเป็นคนต่างด้าว (เทียบ ฉธบ 10:12-22)

 

สิ่งที่ฉันจะถวายแด่พระเจ้า

คงไม่ใช่ข้าวของ เงินทอง หรือสิ่งมีค่าใดๆ

แต่ทว่า คือชีวิตที่เปี่ยมด้วยรักและเมตตาต่อผู้อื่นต่างหาก

นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องถวายคืนแด่พระเจ้าบ้าง มิใช่หรือ...

 

________________

 

โอ้... ผมอ่านพระวาจาเช้านี้แล้วต้องร้องอย่างนี้เลยครับ เพราะนี่คือสิ่งที่ผมยืนยันกับพี่น้องเสมอว่า พระวาจาของพระเจ้ามาทันเวลาเสมอในชีวิตของเรา... และก็อย่างที่ผมแบ่งปันกับพี่น้องเสมอๆ และวันนี้ก็พูดอีกครั้ง เผื่อใครที่เพิ่งมาเห็นบทไตร่ตรองนี้ จะคิดไปต่างๆ นานา... บทไตร่ตรองที่ผมเขียนและแบ่งปันมากว่าสิบปีนี้ มันไม่ใช่บทเทศน์ แต่มันคือประสบการณ์กับการได้ฟังพระวาจาของพระเจ้าของผม และผมรู้สึกว่าพระเจ้าตรัสกับผมทุกวัน เป็นปัจจุบันเสมอ และพระวาจาของพระเจ้ามาทันเวลาเสมอจริงๆ ในชีวิตของผม นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมเขียนและแบ่งปันกับพี่น้องเพียงบางท่านที่อาจจะเป็นประโยชน์ เพื่อเชื้อเชิญให้พี่น้องลองไตร่ตรองพระวาจาแบบที่ผมทำบ้าง แล้วพี่น้องจะพบความอุ่นใจ สุขสงบในจิตวิญญาณ และไม่รู้สึกเดินไปอย่างโดดเดี่ยวเลย บางวันอาจจะท้อสุดๆ เหนื่อยสุดๆ แต่เมื่อได้ฟังพระวาจาของพระเจ้าแล้ว พี่น้องจะรู้สึกว่า “ไหว ฉันยังไหว” เสมอครับ

 

โห... ผมต้องร้องอย่างนี้จริงๆ บทอ่านที่หนึ่งทำให้เกิดการไตร่ตรองในหัวใจผมจริงๆ ... พระเจ้าทรงประสงค์สิ่งจากผมหรือ... และบทบัญญัติที่พระเจ้าทรงขอร้องให้ผมทำนั้น แท้จริงแล้ว... “เพื่อความดีของท่าน” คือเพื่อความดีของผมจริงๆ ครับ... เพราะพระเจ้าทรงเป็นความดีบริบูรณ์ พระองค์ไม่ต้องขาดอะไร หรือต้องการสิ่งใดๆ จากมนุษย์เลย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ก็เป็นของพระองค์ เราจึงไม่จำเป็นต้องเอาอะไรไปมอบให้พระองค์จริงๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ไม่ได้กระหายสัตวบูชา หรือของถวายบูชาอะไรจากมนุษย์เลย

 

วันนี้พระเยซูเจ้าเข้าไปที่คาเปอรนาอุม และทรงอยู่ใต้ธรรมเนียมและกฎที่ต้องเสียค่าบำรุพระวิหาร และเพื่อไม่เป็นที่สะดุด พระองค์ก็ทำสิ่งที่ทุกคนทำกัน คือพระองค์ก็ได้เสียค่าบำรุงพระวิหารด้วย... แต่คำถามของพระองค์น่าคิดครับ... ลูกของพระเจ้าควรถวายอะไรแด่พระเจ้า เงินทองค่าบำรุงเช่นนั้นหรือ หรืออะไรจริงๆ...

 

เวลาที่ผมไปฉลองวัด หรือร่วมงานของกลุ่มคริสตชน พวกเราภราดาน้อย บางทีแม้ว่า เราจะเป็นพระสงฆ์ แต่เราก็อยู่ท่ามกลางสัตบุรุษครับ สิ่งที่ผมสังเกตคือ พี่น้องคนที่เก็บถุงทาน เขาไม่ยอมเก็บพวกเราอ่ะครับ ผมเคยอยากจะใส่บ้าง และเคยยื่นมือไปใส่บ้าง คนเก็บถุงทานเขาบอกว่า “ไม่ได้ คุณพ่อไม่ต้องเสีย” ... อ้าว ผมร้องอ้าว... แล้วผมไม่ใช่คริสตชนหรือ ที่ต้องบำรุงพระศาสนจักรตามความสามารถ และดูเหมือนยิ่งเป็นนักบวช ยิ่งเป็นพระสงฆ์ ยิ่งต้องบำรุงเต็มความสามารถเลยไม่ใช่หรือ มีกฎหมายของพระศาสนจักรส่วนไหนหรือ ที่ห้ามนักบวช ห้ามพระสงฆ์ใส่ถุงทาน เอ ผมกำลังรู้สึกว่า ผมมันจะทำตัวพิเศษไปกว่าชาวบ้านเขามากเกินไปหรือเปล่าล่ะ

 

เอออออ... แต่อีกอย่างหนึ่ง สิ่งนี้ พระวาจาของพระเจ้าทั้งหมดในวันนี้ ทำให้ผมไตร่ตรองจริงๆ ครับ... อะไรคือสิ่งที่ผมได้รับจากพระเจ้าบ้างเล่า นั่นแหละ คือสิ่งที่ผมต้องแบ่งปันกับคนอื่นๆ ด้วย และเราต้องแบ่งปันกันครับ นั่นต่างหาก ที่เป็นค่าบำรุงพระวิหารของพระเจ้า นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการอย่างแท้จริงจากเราครับ คงไม่ใช่ซองมิสซาหนาๆ เงินมากมาย หรือการทำบุญมากมาย และต้องบันทึกภาพไว้ ผมละรำคาญจริงๆ เวลาต้องรับของขวัญ แล้วเหมือนเราต้องทำแบบช้าๆ จับของไว้ทั้งคนมอบและคนรับ เหมือนยื้อแย่งอะไรกันกระนั้นแล เอออ ผมล่ะเบื่อมากครับ... ทามปายเพื่อรัยอ่ะ (เขียนภาษาวันรุ่นหน่อย อาจารย์ภาษาไทยอย่าว่าอะไรนะ ฮิฮิ)

 

พี่น้องที่รักครับ เราทุกคนเลยครับ เราทุกคนจริงๆ ครับ เราที่เป็นลูกในบ้านของพระเจ้านี่แหละ ไม่ใช่เงินทองครับ ที่เราจะถวายพระเจ้า ไม่ใช่กระเช้าของขวัญใหญ่ๆ หนักๆ ครับ แต่สิ่งที่เราต้องชำระจ่ายคืนพระเจ้าบ้าง และเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องจ่ายค่าบำรุงนี้ครับ ค่าบำรุงที่พระเมตตาให้เรามีชีวิตแต่ละวันๆ  เป็นหน้าที่ของเราทุกคนครับ ที่ต้องจ่ายครับ เราจ่ายคืนพระเจ้าบ้างแล้วหรือยัง หรือยังเฝ้าแต่รับ เฝ้าแต่ขอแบบลูกแหง่อยู่ทุกวันแบบนี้ ทุกวันเฝ้าแต่ขอ ขอ ขอ  เคยคิดที่จะคืนอะไรให้กับพระองค์บ้างหรือเปล่า เงินจากปากปลาตัวแรกที่เปโตรนำไปเสียค่าบำรุงพระวิหารสำหรับพระเยซูเจ้าและสำหรับพวกเขา... พี่น้องครับ... สิ่งแรกที่เราได้รับในแต่ละวัน หรือสิ่งมากมายที่เราได้รับในแต่ละวัน เรามอบให้ใครครับ เราเคยคิดถึงพระเจ้าบ้างไหม หรือเราเคยคิดที่จะขอบคุณพระองค์บ้างไหม เคยคิดที่จะแบ่งปันให้กันและกันบ้างไหม... แต่เพื่อไม่ให้ใครตำหนิพระองค์ได้ พระองค์ได้ทำสิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่มากกว่านั้น พระองค์ทรงเรียกร้องหน้าที่ของเราจริงๆ เราได้ถวายคืนแด่พระเจ้าบ้างแล้วหรือยัง... เราอย่าติดไว้เยอะนะครับ เดี๋ยวไม่มีเวลาคืนพระองค์นะครับ

 

ข้าแต่พระเจ้า ลูกจะตระหนักเสมอ... ลูกจะไม่เป็นที่สะดุดในการเป็นคริสตชนในการไม่ยอมถวายคืนอะไรให้พระองค์บ้างเลย ลูกสัญญา ลูกจะพยายามถวายคืนทั้งชีวิตนี้แด่พระองค์ และนี่แหละ คือค่าบำรุงพระวิหารของพระองค์ พระวิหารที่ลูกจะพบความรอดในพระองค์ ด้วยชีวิตที่รู้จักถวายคืนแด่พระองค์บ้าง.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ฉธบ 10:12-22 / มธ 17:22-27

“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด…” (มธ 22:15-21)

แม้เราจะไม่รู้จักพระองค์ก็ตาม แต่พระเจ้าทรงเลือกเราให้เราเป็นของพระองค์ เพื่อความดีของพระองค์และเพื่อชนชาติมากมาย (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง อสย 45:1,4-6) วันนี้ฉันเป็นของพระองค์ ฉันจะถวายอะไรคืนแด่พระองค์ ซึ่งชีวิตของฉันที่เป็นของพระองค์... เมื่อวันที่ฉันต้องจากโลกนี้ สิ่งของของโลกฉันก็ต้องคืนให้กับโลก สิ่งของของพระเจ้า เกิดผลมากมายเพียงใดในชีวิตฉัน ที่ฉันจะถวายคืนแด่พระองค์ ในวันที่ฉันจะกลับไปพบพระองค์...

"จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่านแต่จงถามตัวท่านเองว่า ท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ" ผู้เป็นเจ้าของวาทะซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิตสำนึกหน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมืองนี้ คือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy หรือ JFK) ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นประธานาธิบดีผู้มีอายุน้อยที่สุดของสหรัฐอเมริกา.และนี้คือคำตอบว่าเราควรตอบแทนประเทศชาติหรือไม่?

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ทั้งสองที่กล่าวมา สามารถให้คำตอบว่า “ของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด…” (มธ 22:15-21) หลังการประจักษ์พระวรกายบนเขาสูงแล้ว พระเยซูเจ้า พร้อมกับบรรดาสานุศิษย์ ได้เสด็จมายัง  เมืองคาร์เปอร์นาอุม ที่พระองค์จะพบกับการต่อต้าน โอกาสของคนเก็บภาษีก็มาถึง จึงได้ถามเปโตรว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงไม่เสียภาษีบำรุงพระวิหาร (อพย 30:11-16) พระองค์ทรงใช้โอกาสนั้น อธิบายเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ โดยเปรียบเทียบว่า “ซีโมน ท่านมีความเห็นอย่างไร กษัตริย์ในโลกนี้ทรงเก็บภาษีจากใคร จากโอรสธิดา หรือ จากคนอื่น” เปโตรทูลตอบว่า “จากคนอื่น” พระองค์จึงอธิบายต่อว่า “ถ้าเช่นนั้น โอรสและธิดาย่อมได้รับการยกเว้น แต่เพื่อมิให้ใครตำหนิเรา ท่านจงไปที่ทะเล หย่อนเบ็ดลงไป จับปลาตัวแรกที่จับได้ เปิดปากปลา ท่านจะพบเงินหนึ่งเหรียญ จงนำเงินนั้นไปเสียภาษี เพื่อเราและท่านเถิด”.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)