วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2019 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

ขอให้ทุกนาทีแห่งชีวิต 

เป็นนาทีแรก เป็นนาทีสุดท้าย

และเป็นนาทีเดียวที่ข้าพเจ้า

มอบถวายแด่พระองค์

 

บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/SmxW3D3rTOc

 

https://youtu.be/6N2beHEF72Y

 

 พระสัญญา

https://youtu.be/tv0XbUqKtk

 

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

ฉธบ 4:32-40

มธ 16:24-28

 

เพื่อจะเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าอย่างมีความสุข 

พระเยซูเจ้าแนะนำถึงสิ่งที่จำเป็นต้องปฎิบัติคือ

“เลิกคิดถึงตัวเอง” และตระหนักว่า 

พระเจ้าจะทรงประทานรางวัลแก่ทุกคน

ตามความประพฤติของตน

 

เฉลยธรรมบัญญัติบอกเล่า ประสบการณ์ของอิสราเอล

ที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พร้อมกับ

ย้ำเตือน เพื่อจะอยู่อย่างมีความสุข 

จำเป็นต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดและบทบัญญัติ

 

หมายเหตุ..

คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่การหา “สิ่งดี” ใส่ตัว

แต่เป็นการให้ “สิ่งดี” ที่มีออกไป

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ชีวิต...” (มธ 16:24-28)

 

เพราะการเลือกพระองค์

คือการเลือกเอาชีวิต

และการสูญเสียพระองค์

ก็เป็นการสูญเสียชีวิตด้วย...

 

เงื่อนไขของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าคือ

เลิกนึกถึงตนเอง

แบกไม้กางเขนของตน

และติดตามพระองค์

 

วันนี้ฉันเลือกอะไร

ฉันเลือกชีวิตที่มาจากพระองค์

หรือชีวิตของโลก...

 

________________

 

การรู้ว่าพระคริสตเจ้าผู้ที่เราติดตามนั้นเป็นใคร ยังไม่พอ... แต่กระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงเรียกลูกของพระองค์ให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้น แท้จริงแล้วคือการเลือกเอาชีวิตในพระเจ้าที่พระองค์ทรงประทานให้ และสิ่งนี้ก็หมายถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสในวันนี้นั่นเอง คือผู้ที่เลือกเอาพระองค์ เขาก็เลือกชีวิต แต่ผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ เขาก็ปฏิเสธชีวิตนั่นเอง เพราะพระองค์เท่านั้นเป็นชีวิต และเป็นชีวิตนิรันดร ต่างกับชีวิตในโลก ที่เป็นเพียงช่วงเวลาที่จะผ่านไปเท่านั้นเอง

 

บนหนทางของการติดตามพระคริสตเจ้านั้น วันนี้ พระองค์มอบเงื่อนไขสามประการให้กับเราคือ การเลิกนึกถึงตนเอง นั่นคือการสละน้ำใจตนเอง และเลือกปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา... การแบกไม้กางเขนของตนเพื่อติดตามพระองค์ไป นั่นไม่ได้หมายถึงการช่วยพระองค์แบกไม้กางเขน หรือการแบกไม้กางเขนของพระองค์ แต่เป็นการแบกไม้กางเขนของตน และติดตามพระองค์ และการติดตามพระองค์นั้น ก็คือการซึมซับชีวิตของพระองค์ การแบกกางเขนที่เป็นกางเขนของเรา แต่เป็นการแบกด้วยหัวใจเยี่ยงพระองค์ คือการเลียนแบบพระองค์ผู้มีใจมุ่งมั่น มานะบากบั่น ในการเลือกที่จะปฏิเสธน้ำใจของตนเอง และเดินตามเสียงของพระเจ้า แม้ว่าจะลำบากมากมายเพียงใดก็ตาม

 

บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (ฉธบ 4:32-40) “จงดูอดีตก่อนที่ท่านทั้งหลายจะเกิด...” ประโยคนี้น่ารักจริงๆ มันทำให้ผมไตร่ตรองอะไรมากมายได้ในวันนี้ ที่จะเป็นเหตุผลให้ผมเลือกพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ก่อนเลย... โห ก่อนที่เราจะเกิด... นั่นหมายถึงพระเจ้าทรงเป็นอยู่ก่อนแล้ว และพระองค์ทรงทำงานของพระองค์นานแล้ว และพระองค์ทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเราทั้งสิ้น...

 

ไตร่ตรองตรงนี้เลยครับ... พระเจ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นความสมบูรณ์ที่ครบครันที่สุดแล้ว พระองค์ยังต้องการอะไรในการสร้างของพระองค์อีกหรือ... คงไม่มีเหตุผลใดๆ เลยใช่ไหม... แต่สิ่งที่เป็นเหตุผลที่สำคัญคือ เพราะพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะแบ่งปันความบรมสุขนั้นให้กับมนุษย์ แต่ทว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของมนุษย์นั่นเอง หากพระองค์ทรงเป็นชีวิตพระเจ้าที่จะแบ่งปันแก่เรามนุษย์ บัดนี้ เราจะเลือกพระองค์ไหม และหากการเลือกพระองค์ผู้ทรงเป็นชีวิตนั้น การพรากจากพระองค์ ก็เป็นการสูญเสียชีวิตตามที่พระวรสารวันนี้บอกกับเรานั่นเอง

 

อีกแล้วครับ... ที่ผมจะพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเราแต่ละคนกับพระเจ้า ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเหลือเกิน ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระองค์จริงๆ นั่นคือประสบการณ์ของการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ที่พระวรสารในวันนี้ให้เงื่อนไขว่า เราต้อง และจำเป็นต้องสละน้ำใจตนเอง นั่นคือการปฏิเสธตนเองจริงๆ เพื่อเลือกเอาพระประสงค์ของพระเจ้าให้มาก่อน

 

แต่ฉันต้องอยู่ในโลก ฉันต้องทำมาหากิน... เราบางคนอาจจะถามว่า แล้วพระเจ้าเข้ามาช่วยฉันหรือ... แต่หากเราไตร่ตรองต่อไป เราต้องการอะไรจากพระเจ้าอีกเล่า หากวันนี้พระองค์ทรงประทานสิ่งนี้ สิ่งที่ฉันมี สิ่งที่ฉันเป็น ซึ่งหาใช่เป็นสิ่งที่ฉันมีสิทธิ์มีหรือเป็นในสิ่งเหล่านี้ไม่ ฉันยังต้องการอะไรเป็นของฉันอีกหรือ... ก็ฉันอยู่เพื่อใครล่ะในชีวิตจริง... หากเพื่อตนเอง มันก็จะจบลงเร็วๆ นี้ แต่หากเพื่อพระเจ้าแล้วนั้น นั่นคือนิรันดรภาพ

 

โอ้ คิดเช่นนี้แล้ว ผมมีความสุขจริงๆ ครับ ความสุขที่ได้รับการเติมเต็มแบบทันเวลาทุกวัน แม้จะท้อบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับถอย... ทุกวันนี้ผมทำงานกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ด้วยความวางใจในพระเจ้า ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด แม้ว่าต้องดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยกว่ายี่สิบชีวิตนี้อย่างดีทุกวัน เหมือนพ่อบ้านที่ต้องทำงานอย่างหนักทุกวัน เพื่อชีวิตที่ดีของลูกๆ เหล่านี้ ดังว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ส่งผมมาที่นี่ แม้ว่าผมเองจะปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะมาทำงานที่นี่ ไม่ใช่เพราะกลัวโรคนี้ แต่เพราะไม่อยากจะหนักใจกับอะไรมากมายที่บ้านหลังนี้ มองเห็นดังเป็นภาระหนักที่แม้โมเสสก็อยากปฏิเสธ การที่จะเป็นผู้นำประชากรของพระเจ้าด้วยเช่นกัน... แต่ ณ นาทีที่อาจจะสูญเสียกำลังใจนั้นเอง ความคิดดังกล่าวที่ผมได้ไตร่ตรอง กลับเป็นสิ่งที่เสริมกำลังใจของผมเป็นอย่างดี... ทุกวันนี้ผมอยู่เพื่อใครจริงๆ ผมคงต้องถามตนเองเสมอๆ... เพราะหากผมอยู่เพื่อตนเองแล้ว จะตายวันนี้ หรือจะตายวันพรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ ผมคงเลือกตายวันนี้ดีกว่า แต่หากว่า ผมอยู่เพื่อพระเจ้าแล้ว ชีวิตในโลกนี้ก็กลับเป็นกำไรมิใช่หรือ ที่หากเราจะฟันฝ่าไปให้ถึงที่สุด และสุดท้าย เราก็มั่นใจว่า เราจะพบจุดหมายปลายทางในพระองค์ ดังนั้น ชีวิตในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่เป็นกำไรครับ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราจะจะผ่านชีวิตนี้ไป โดยไม่พรากจากนิรันดรภาพ ที่เป็นเป้าหมายของเราในการที่เราเลือกพระองค์ไว้เป็นชีวิตของเรานั่นเอง

 

เอาละครับ “จงมองดูอดีต...”  จงมองดูชีวิตที่ผ่านมา ฉันมีประสบการณ์กับพระองค์อย่างไร... และฉันได้เลือกให้พระองค์ทรงเป็นชีวิตของฉันหรือเปล่า...

 

ข้าแต่พระเจ้า เพราะการเลือกพระองค์เป็นชีวิต นั่นคือกำลังใจและลมหายใจของลูก คือพลังแห่งการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายของลูก คือพลังในการก้าวออกจากตนเอง เพื่อพบชีวิตในพระองค์... ขอพระองค์ทรงประทับอยู่ตรงนี้ ขอพระองค์ทรงอยู่ที่นี่เสมอเถิด เพื่อความอ่อนแอของลูกจะไม่ทำให้ลูกต้องพรากจากพระองค์ไปไหนเลย

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

 

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ฉธบ 4:32-40 / มธ 16:24-28

ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เมล็ดพืชลงดินแพร่พันธ์เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ดอกให้ผล นกสัตว์ คนมากิน  การทำประโยชน์แก่โลกนั้นใครๆก็ทำได้ ไม่ยาก ด้วยการทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องด้วยความขยันซื่อสัตย์และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ซึ่งเพียงเท่านี้นับว่าเป็นความดีขั้นพื้นฐานของคนเรา เพราะทำให้เราและผู้อื่นมีความสุข โลกจะมีแต่ความสุข ส่วนคนที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเองให้ถูกต้อง แล้วยังจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย ก็จัดว่าเป็นคนไร้ค่าของสังคม  รู้จักการให้ การให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ หรือของมีค่า แต่หมายถึงของที่ประมาณค่าไม่ได้เช่นน้ำใจ  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นเป็นวิธีการเสริมสร้างความสุขทางใจอย่างหนึ่ง และให้เราคิดเสมอว่า การให้นั้นมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ทั้งผู้ให้และผู้รับ     คนที่มีความสุขคือ คนที่ทำงานยุ่งตลอดทั้งวัน และตอนกลางคืนก็ง่วงจนไม่มีเวลาให้กังวล

วันนี้ พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญเทเรซา เบเนดิกตา แห่งไม้กางเขน (เอดิธ สไตน์) พรหมจารีและมรณสักขี ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีคุณค่า และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่มีความเชื่อทั้งหลาย ที่ยอมเสียชีวิต เพื่อยืนยันความเชื่อของตนเอง ท่านเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของครอบครัวชาวยิว ที่มีบุตรรวม 7 คน ท่านเป็นนักศึกษาในวิชาปรัชญาที่เฉลียวฉลาดมาก ท่านได้เห็นตัวอย่างของเพื่อนๆนักศึกษาคาทอลิก จนทำให้ตัดสินใจเรียนคำสอนด้วยตัวเอง ที่สุดท้ายได้กลับใจรับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิก ที่เมืองโคโลจญ์ประเทศเยอรมันนี ในปี 1922 และได้ตัดสินใจเป็นนักพรตคณะคาร์เมไลท์ในปี 193 ท่านได้เป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนของคณะดอมีนีกัน และในสถาบันการศึกษาแห่งมิวนิค พวกนาซีที่แอนตี้ชาวยิวได้ใช้อิทธิพลบีบให้ท่านสละทั้ง 2 ตำแหน่ง ท่านได้หนีออกจากประเทศเยอรมันนี และไปอาศัยอยู่ในประเทศฮอลแลนด์ในปี 1938 และเมื่อนาซีได้ยึกครองประเทศฮอลแลนด์ ท่านและน้องสาวที่ได้กลับใจเป็นคาทอลิก ได้ถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันเอาชวิตซ์ และได้เสียชีวิตด้วยการถูกรมควัน เหมือนกับเชลยศึกจำนวนนับไม่ถ้วน.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)