วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2019 ระลึกถึงนักบุญซิกส์โต ที่ 2 พระสันตะปาปาและเพื่อนมรณสักขี นักบุญกาเยตาน พระสงฆ์

 

 

พระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา 

ทรงเข้าใจเรา ... ดีที่สุด

ทรงรู้จักเรา ... ดีที่สุด

ทรงรักและห่วงใยเรา ... ที่สุด

 

บทอ่านประจำวันพุธที่ 7 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญซิกส์โต ที่ 2

พระสันตะปาปาและเพื่อนมรณสักขี

นักบุญกาเยตาน พระสงฆ์

https://youtu.be/O_Ex3TDQyPk

 

https://youtu.be/MxQkfaIzyF8

 

ตราบจนวันนี้

http://youtu.be/zaxuzndWTvE

 

วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2019 

ระลึกถึงนักบุญซิกส์โต ที่ 2

พระสันตะปาปาและเพื่อนมรณสักขี

นักบุญกาเยตาน พระสงฆ์

อ่าน :

กดว 13:1-2ก, 25:14:1,26-30, 34-35

มธ 15:21-28

 

เพียงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า 

ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ทำให้หญิงชาวคานาอัน 

ร้องหาพระองค์ ด้วยความมั่นใจว่า 

“โอรส กษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า

โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด” 

 

แม้ว่า ผู้ที่ถูกส่งไป จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ 

เจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินที่พระเจ้าจะมอบให้ 

แต่เพราะขาดความเชื่อมั่น ไว้ใจในพระเจ้า

สายตา ที่มองเห็น ความเข้มแข็งของศัตรู 

ทำให้พวกเขากลัว ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า กับสิ่งท้าทาย 

 

การภาวนา ด้วยใจที่มั่นคงในความเชื่อ

ได้ช่วยให้ท่านนักบุญซิกส์โตที่ 2 และ

นักบุญกาเยตาน ประสบความสำเร็จ

ในการอดทน เอาชนะความยากลำบาก

จากภาระหน้าที่ที่พวกท่านได้รับมอบหมาย

 

หมายเหตุ..

เมื่อมีความเชื่อมั่น..

มันก็ไม่มีอะไรท่ีจะทำไม่ได้

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“แม้แต่ลูกสุนัข ก็ยังได้กินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย...” (ลก 15:21-28)

 

ลูกของพระเจ้ามีความสุข

ด้วยการประทับอยู่ของพระองค์

และนั่นคือความสุขแท้

 

แต่พระเจ้าคือพระพรสำหรับทุกคนด้วย

ลูกของพระเจ้าจึงควรไม่ใช่หรือ

ที่ต้องเป็นบุตรแห่งพระพรสำหรับทุกคนด้วย...

 

________________

 

ไม่กี่วันก่อน มีสัตบุรุษท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า บางคนกำลังรู้สึกน้อยใจในความเป็นคริสตชน ที่ไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า วอนขออะไรแล้วก็ไม่ค่อยได้เลย แต่คนต่างศาสนามาวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของเรา แล้วเขาก็ได้รับ และเขาก็ศรัทธาในพระเจ้าของเรา ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมพระเจ้าไม่ทรงประทานพรสำหรับฉันบ้าง

 

พี่น้องที่รักครับ การแบ่งพวกของชาวยิวและคนต่างศาสนาเกิดขึ้นเสมอๆ ในพันธสัญญาใหม่ ในช่วงเวลาของพระเยซูเจ้า และวันนี้ เราก็พบว่า หญิงคนหนึ่งที่มีความเชื่อในพระองค์ ได้เข้ามาวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และพระเยซูเจ้าทรงลองใจนางด้วยพระวาจาที่ค่อนข้างรุนแรง “ไม่สมควรที่จะเอาอาหารของลูกมาโยนให้ลูกสุนัขกิน” แต่นางก็ยังตอบด้วยความหวังว่า “แม้แต่ลูกสุนัข ก็ยังได้กินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย...” และสุดท้าย พระเยซูเจ้าก็ตอบรับความเชื่อของนางตามที่นางทูลวอนขอ

 

หากเราจะไตร่ตรองกันดีๆ จากพระวรสาร เราจะสามารถมองเห็นว่า แท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระพรสำหรับชาวยิวก่อนเสมอ แต่ชาวยิวสนใจสิ่งเหล่านี้มากน้อยเพียงใด พวกเขาไม่เคยกลับใจเมื่อได้มีประสบการณ์นี้กับพระองค์ แต่ทว่า คนต่างศาสนาที่ได้ยิน ได้เห็น พบความเชื่อและการกลับใจ และได้เข้ามาพึ่งพระเยซูเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นพระพรสำหรับทุกคน

 

พี่น้องที่รัก เราอย่าไปน้อยใจอะไรเลย ใช่นะ ที่พี่น้องต่างความเชื่อ เวลานี้ ไปฉลองนักบุญอันตนกันมากมาย พวกเขาไปสองคอน และก็ได้รับพระพรที่พวกเขาต้องการ แต่ ทำไมลูกของพระเจ้าจะต้องท้อใจ หรือน้อยใจพระเจ้าเล่า... ลูกของพระเจ้าถูกเรียกให้มาอยู่ในครอบครัวของพระองค์ นั่นคือพระพรยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วมิใช่หรือ ลูกของพระเจ้าอย่างเราๆ เช้านี้เราก็ได้รับพระพรให้เราได้มีชีวิตตื่นขึ้นมาอีก เพื่อรักและสรรเสริญพระองค์อีกไม่ใช่หรือ นี่ยังไม่ใช่พระพรที่เราได้รับหรือ

 

มากกว่านั้น พี่น้องที่รักครับ หากพระเจ้าทรงประทานพระพรเพื่อพี่น้องต่างความเชื่อ พวกเขาเหล่านั้นอยู่นอกบ้านของพ่อ และพ่อก็ช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่ต้องถามใจตนเองในเช้าวันนี้ ที่ผมได้รับแรงบันดาลใจจากพระวรสาร และอยากแบ่งปันให้พี่น้องก็คือ... หากลูกของพ่อยังต้องได้รับสิ่งต่างๆ ที่พ่อให้กับคนอื่นแล้ว ลูกของพ่อไม่ต้องเกิดเป็นลูกของพ่อก็ได้กระมัง ???

 

แต่ในความเป็นจริง ลูกของพ่อที่ควรเป็นดังที่พ่อเป็นมิใช่หรือ คือการมีชีวิตที่เมตตา รักและแบ่งปันเพื่อทุกๆ คน ลูกของพ่อควรเจริญชีวิตตามพระประสงค์ของพ่อมิใช่หรือ หากพ่อประทานพระพรเพื่อคนอื่น ลูกไม่จำเป็นต้องได้รับเช่นคนอื่นๆ ไม่ใช่หรือ เพราะสิ่งมีค่าที่ลูกของพ่อมี นั่นคือ การได้เกิดมาเป็นลูกพ่อมิใช่หรือ และการได้อยู่บ้านของพ่อนั้น นั่นคือพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นแล้วไม่ใช่หรือ...

 

ไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ คริสตชนอย่างเราๆ จึงควรคิดและใคร่ครวญดีๆ ไหม... อะไรเป็นพระพรของพระเจ้าที่ประทานให้ลูกของพระองค์ แล้วลูกของพระองค์เคยเข้าใจ ตระหนัก ในสิ่งที่ได้รับการประทานนี้มากน้อยเพียงใด และสมควรไหมที่เราจะรู้สึกน้อยใจ หากพระเจ้าทรงประทานพระพรเพื่อคนอื่นๆ ด้วย... เรากลับมาย้อนมองดูชีวิตของเราในแต่ละวันดีกว่าไหม อะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้กับลูกของพระองค์ในแต่ละวัน และลูกของพระได้กลับใจมากน้อยเพียงใด

 

อิสราแอลอยู่กับพระเจ้ามานานเพียงใด มีประสบการณ์กับพระเจ้ามากมายเพียงใด สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น เมื่อพวกเขาไม่ได้เชื่อและวางใจในพระเจ้าผู้ทรงนำเขาออกจากแผ่นดินทาสเลย แต่กลับกังวลถึงความเป็นอยู่ ความสุขสบายที่ตนต้องการ (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง กดว 13:1-2กม 25-14:1, 26-30, 34-35)

 

พี่น้องที่รัก ณ แผ่นดินที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้มาอยู่กับพระองค์ แน่นอน เราพบว่ามันเป็นแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยพระพร มองดีๆ ซิ มีศาสนาไหนบ้างที่มีพระพรมากมายเหมือนเรา ขับร้องเพลงพระสัญญา ไตร่ตรองกันซิครับ มีอะไรบ้างที่ขาดไป ณ แผ่นดินที่พระเจ้าทรงเรียกเรา แม้เราจะต้องเผชิญหน้ากับความน่ากลัว กับสิ่งที่อาจจะต้องกังวล หรือในความเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นคือขอบเขตของความเป็นมนุษย์ของเรามิใช่หรือ แต่หาใช่ปัญหาสำหรับพระเจ้าเลย ด้วยที่ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ เราก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก

 

เหล่านี้ไม่ใช่หรือ คือพระพรมากมาย พระพรยิ่งใหญ่แล้ว ที่พระเจ้าทรงเป็นและมอบพระองค์เอง ประทับอยู่ท่ามกลางลูกของพระองค์ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงเป็นสิ่งเดียวกันนี้สำหรับพี่น้องต่างความเชื่อของเราด้วย เราก็น่าจะภูมิใจไม่ใช่หรือ

 

บางที ความเชื่อของพี่น้องต่างความเชื่อก็สอนเราไม่น้อย เมื่อพวกเขาเข้าพึ่งพระเจ้า แม้ว่าเขารู้ตัวว่าเขาไม่สมควรกับพระองค์ แต่ความสุภาพของเขา ที่แม้ว่าจะได้รับสิ่งที่เป็นเศษอาหาร พวกเขาก็เชื่อในพระองค์... ฉันละ ฉันได้รับอะไรจากพระเจ้าบ้าง ไม่ใช่ว่าฉันได้รับมามากมายจริงๆ หรือ ชีวิตในแต่ละวัน พระพรแห่งชีวิตที่ฉันยังหายใจอยู่ เหล่านี้ ยังไม่ทำให้เราขอบคุณพระองค์อีกหรือ และเราต้องยิ่งขอบคุณไม่ใช่หรือ ที่พระเจ้าทรงมีพระพรมากมายสำหรับทุกคน แล้วใยพระองค์จะไม่ประทานเพื่อบุตรของพระองค์เล่า

 

ความเชื่อของเราคริสตชน พี่น้องครับ ความเชื่อของเราต้องเป็นความเชื่อที่มีวุฒิภาวะ ต้องเป็นความเชื่อที่เติบโต ไม่ใช่เพราะต้องได้รับโน่นรับนี่เสมอแล้วจึงรักพระเจ้า แต่ไม่เคยสัมผัสรักพระองค์ในการเป็นบุตรในบ้านของพระองค์เลย

 

ข้าแต่พระเจ้า เท่านี้ก็พอแล้ว... เท่านี้ก็พอแล้ว ที่ลูกได้เกิดมาเป็นลูกของพระองค์ ลูกไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากพระองค์ แต่เมื่อลูกได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว ลูกจึงสมควรที่จะต้องเป็นพระพรของทุกคน ดังที่พระองค์ทรงเป็นพระพรของลูกด้วย ข้าแต่พระองค์ ขอให้ลูกเติบโตขึ้นในความเชื่อที่มีวุฒิภาวะ เพื่อร่วมงานกับพระองค์ ในการนำข่าวดีไปสู่ทุกคนเทอญ

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพุธที่ 7 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน กดว 13:1-2ก,25-14:1,26-30,34-35 / มธ 15:21-28

เพื่อเข้าใจพระวรสารของนักบุญมัทธิวตอนนี้ เราควรจะพิจารณาการต่อต้าน ที่พวกฟาริสีแสดงออกมา ขณะที่พระองค์เสด็จไปที่กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์หลายอย่างในการรักษาคนเจ็บป่วย (มธ 14:36) แต่พวกฟาริสีกลับกล่าวหาพระองค์ (มธ 15:2) พระเยซูเจ้ารู้สึกผิดหวัง และเรียกพวกเขาว่า “เขาเป็นคนตาบอดที่นำคนตาบอดด้วยกัน” (มธ 15:14) พระองค์ได้ตัดสินพระทัยจะเสด็จขึ้นไปทางภาคเหนือ ในบริเวณเมืองไทระและไซดอน เป็นเมืองของชาวฟีนีเชีย เป็นเมืองของคนต่างศาสนามาก่อน ไม่ใช่เป็นเมืองของชาวยิว และดูเหมือนว่า พระองค์จะพยายามจะอยู่ให้ไกลที่สุด จากพวกฟาริสีที่หัวดื้อ ในขณะที่เสด็จไปถึงบริเวณนั้น มีหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งพยายามจะมาหาพระองค์ ตามประวัติศาสตร์อันยาวนาน ชาวคานาอันคือศัตรูตัวฉกรรจ์ของชาวยิว แต่หญิงคานาอันคนนั้น ไม่สนใจเรื่องความขัดแย้ง เธอคิดแต่ว่าจะพบพระองค์ได้อย่างไร และเมื่อพบแล้ว เธอได้เรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า” และ “พระบุตรของดาวิด” อาจเป็นไปได้ ที่เธอได้ยินนามของพระองค์ เมื่อมีโอกาสได้พบปะกับชาวยิว และอาจเป็นไปได้ว่า มีประชาชนในเมืองที่เธออาศัยอยู่ ได้เดินทางไปที่กาลิลี และได้เล่าเรื่องราวของพระองค์ เมื่อเธอได้ยืนอยู่ใกล้กับพระองค์ ก็ได้พยายามเฝ้าติดตาม และฟังสิ่งที่พระองค์ตรัส และเมื่อเธอต้องพบกับวิกฤตของชีวิต ที่บุตรหญิงของเธอถูกปิศาจสิง จึงได้พยายามไปหาพระองค์ ขณะที่พระองค์ได้เสด็จผ่าน

และเมื่อได้พบกับพระองค์จริงๆ เธอได้ตะโกนร้องขอความเมตตา แต่พระเยซูเจ้าทรงทราบถึงความต้องการของเธอ ก่อนที่เธอจะตะโกนร้องขอ เธอได้ก้าวข้ามกำแพงในเรื่องศาสนา และมีแต่ความต้องการเด็ดเดี่ยว ที่จะร้องตะโกนขอพระเมตตาด้วยเสียงอันดัง และคนอย่างนี้แหละ ที่พระเยซูเจ้าทรงกำลังแสวงหาอยู่ ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกทราบว่าพระองค์ทรงมีความชื่นชมยินดี ในคนที่ไม่เคยละทิ้งความเชื่อ ขอพระองค์โปรดให้ลูกแสวงหาความเชื่อ ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพร้อมกับพระองค์.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)