วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2019 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์ พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

 

เพียงดวงตาฉายแววแห่งรัก

ดวงใจก็ทายทักรับรักให้

เพียงมีพระองค์อยู่ในใจ

สิ่งอื่นใดใหญ่ยิ่งนั้นไม่มี

 

บทอ่านประจำวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2019

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์

พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

https://youtu.be/OzAc7G4EZmQ

 

https://youtu.be/f0p9o1w5eCc

 

Shine Jesus Shine

https://youtu.be/tT5n53HNeLc

 

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2019

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์

พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

อ่าน :

ดนล 7:9-10,13-14       

ลก 9:28ข-36

 

การฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์

พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

เป็นประสบการณ์ของการได้เห็นล่วงหน้า 

ถึงพระสิริ ความรุ่งโรจน์ และยืนยันกับคริสตชน 

ผู้มีความเชื่อว่า วันหนึ่งเราจะได้เห็นเช่นเดียวกัน

 

ช่วงเวลาของการได้เห็นความย่ิงใหญ่ของพระเยซูเจ้า 

ทำให้ศิษย์ พูดเสนอความคิด ที่จะอยู่กับพระเยซูเจ้า 

แต่เสียงของพระเจ้า เตือนให้รู้จักที่จะฟัง และทำตาม

ที่พระอาจารย์บอกและสอน

 

ประกาศกดาเนียล ได้เห็นความยิ่งใหญ่

ในนิมิต ถึงบุตรแห่งมนุษย์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจปกครอง

เป็นอำนาจที่ ประชาชนทุกหมู่เหล่า ปรารถนาจะเข้ามารับใช้

อำนาจปกครองนี้อยู่ เหนืออำนาจใด ๆ ทั้งปวง

เป็นอำนาจที่ไม่สิ้นสุด และไม่มีวันถูกทำลาย

 

หมายเหตุ...

อำนาจยิ่งใหญ่ ที่จะครองใจใครต่อใคร

เป็น อำนาจที่เห็นได้ ผ่านทางการรับใช้

ไม่ใช่อำนาจที่ใฝ่ในเกียรติยศ ทรัพย์สิน

หรือ คำสรรเสริญ เยินยอใด ๆ

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ที่นี่สบายน่าอยู่จริงๆ...” (ลก 9:28ข-36)

 

แท้จริงแล้ว

ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ

คือที่ที่มีพระเยซูเจ้าประทับอยู่ด้วย

และเรากำลังฟังพระองค์เท่านั้นเอง

เราจึงรู้สึกมีความสุขในการเดินตามพระองค์

และอยู่กับพระองค์

ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เราก็จะไม่หวั่นไหว

 

แต่ว่า...

วันนี้ ฉันอยู่กับพระองค์ หรืออยู่กับใคร ???

 

________________

 

ประชากรอิสราแอล จากเรื่องราวในพระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ไตร่ตรองเมื่อวานนี้... เรื่องราวของโมเสส เพื่อนที่รักและใกล้ชิดกับพระเจ้า กับสิ่งที่ท่านประสบ จนอยากจะตายแล้ว เพราะไม่อยากรับภาระที่หนักมากมายขนาดนั้น กลับเป็นสิ่งที่เป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตคริสตชนของพวกเราจริงๆ สะท้อนภาพชีวิตนักบวชของผมด้วย ที่หลายครั้งพวกเราก็มีใจรวนเรเหลือเกิน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อีกหลายๆ ครั้ง เมื่อประสบความยากลำบาก เราก็เราก็คิดถึงความเป็นทาสที่เคยเป็นในอดีต คิดถึงความสะดวกสบาย อาหารการกินที่ดี จนบางทีการเป็นคริสตชนที่ไม่ง่ายนัก อาจจะทำให้เราไม่อยากเป็นลูกพระเสียแล้ว หากมันยากเพียงนี้ เราคงเหนื่อยเกินไป และอยากลาออกจากการเป็นคริสตชน หรือการเป็นศิษย์ของพระเยซูบ้างหลายครั้งกระมัง

 

มันใช่เลยครับพี่น้อง แม้ผมเอง มีนะครับ ผมผ่านประสบการณ์และความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกับโมเสสและประชากรอิสราแอลในพระวาจาของพระเจ้าเมื่อวานนี้ บางครั้งก็ถามตนเองว่า ใครจับผมมาเป็นคริสตชนนี่ ผมได้เดินเข้ามาเองเสียเมื่อไรเล่า... และผมมาเป็นนักบวชทำไมนี่ มาเป็นพระสงฆ์ทำไมนี่ และทำไมต้องรับภาระมากมายขนาดนี้ด้วย เพราะหลายครั้ง การเป็นคริสตชนก็เป็นความรู้สึกว่า มันไม่ง่ายเลย บางทีก็ทำให้รู้สึกถามตนเองว่า “ลาออกได้ไหมอ่ะ...” แต่ก็นั่นแหละ ก้าวมาพร้อมกับพระเยซูเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว จะถอยหรือ... ประสบการณ์ดีๆ ที่ได้มีกับพระองค์นั้น จะไม่ใช่กำลังใจของผมบ้างหรือ แน่นอน พระเจ้าทรงเสริมกำลังใจเราทุกวัน ด้วยความหวังในพระองค์ ด้วยการประทับอยู่ของพระองค์ ที่เราสามารถมองลวงหน้าถึงความรุ่งโรจน์ที่เราจะได้รับ หากเรายังอยู่กับพระองค์

 

โถ... พี่น้องครับ... บรรดาศิษย์ของพระองค์ก็ไม่เข้าใจอะไรมากมายนักหรอกครับ พระเยซูเจ้าตรัสหลายครั้งหลายครา ถึงชีวิตแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์ ที่ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เสียก่อน เพื่อจะเข้าสู่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และเวลานั้น พวกเขา และพวกเราด้วย ก็จะเป็นเหมือนพระองค์ในความรุ่งเรืองสุกใส

 

แน่นอน บรรดาศิษย์ไม่อยากฟัง และไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสเลย พวกเขาหวังเพียงความรุ่งเรือง ความรุ่งโรจน์ หวังและอยากเป็นใหญ่กับพระองค์เท่านั้น แต่ทว่า ชีวิตที่จะรวมอยู่ในพระองค์นั้น ต้องเป็นชีวิตที่พร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง คือการ นั่นคือการเดินไปพร้อมกับพระองค์นั่นเอง

 

ความรุ่งโรจน์สุกใสที่พวกเขาได้เห็นพระองค์นั้น คงเป็นกำลังใจให้พวกเขาอย่างมากมาย มันคือความสุขที่แม้เปโตรเองก็ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร แต่แท้จริงแล้ว ความสุขที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ใช่เพียงการได้เห็นพระองค์เช่นนั้น และเท่านั้น จากนั้นก็มุ่งปักหลักอยู่ ณ ที่ที่มีความสุขที่สุด เพื่ออยู่กับพระองค์ที่นั่น และไม่อยากจะไปไหนแล้ว แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาได้บทเรียนบทภูเขาแห่งการประจักษ์พระวรกายนั้น... ความสุขที่แท้จริงของคริสตชน ไม่ได้อยู่ที่ความสบายมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่การได้อยู่กับพระองค์ต่างหาก และผู้ที่มีความสุขโดยมีพระองค์ประทับอยู่นั้น เขาคือผู้ที่ไม่ปักหลัก ณ ที่ที่พบความสุขนั้นแบบไม่อยากจะไปไหนเลย แต่เขาย่อมพร้อมเสมอที่จะกลับลงไป และเป็นกำลังใจ และความหวังของกันและกัน

 

พี่น้องที่รัก หากพี่น้องพอมีเวลา ลองอ่านเรื่องราวจากพระวรสารเรื่องการประจักษ์พระวรกาย จากพระวรสารโดยนักบุญมาระโก บทที่ 9 อ่านเรื่องราวนี้ และอ่านต่อไปอีกสักหน่อย พี่น้องจะพบเรื่องราวของศิษย์อีก 9 คนข้างล่าง ที่กำลังประสบความยากลำบาก แต่สามคนที่อยู่กับพระเยซูเจ้ากลับรู้สึกมีความสุข และไม่อยากไปไหนแล้ว...

 

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่พบความสุขในการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า คือชีวิตที่เดินไปพร้อมกับพระองค์ ความสามารถทั้งหมดทั้งสิ้นของเราอยู่ในพระองค์เท่านั้น และที่นั่นจึงเป็นที่ที่มีความสุขจริงๆ แต่ที่นั่น ต้องเป็นที่ที่เราได้รับการเสริมพลังใจจากพระเจ้า เพื่อกลับลงไป และเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนพี่น้องที่อยู่ข้างล่าง ผู้ที่กำลังประสบความยากลำบากในชิตแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์... เมื่อวานนี้ พี่น้องท่านหนึ่งได้แบ่งปันกับผมจากจดหมายของนักบุญยากอบ ว่า... “ความเชื่อที่ไม่มีกิจการ คือความเชื่อที่ตายแล้ว” จริงครับ ความเชื่อในพระเยซูเจ้า ต้องเป็นพลังให้เรากล้าก้าวออกจากจุดที่เรายืนอยู่ เดินไปสู่พี่น้องที่กำลังประสบความยากลำบาก และนำพวกเขาให้มาพบพระเยซูเจ้าเช่นที่เราได้พบ และนั่นแหละ ความสามารถทั้งหลายของเรา จึงขึ้นอยู่กับการได้อยู่กับพระองค์เท่านั้นเอง

 

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชน คงไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ยากลำบากจนเกินไป การที่พระองค์ได้ตรัสถึงพระทรมานหลายครั้ง นั่นคือการตรัสถึงชะตากรรมของพระองค์ และของพวกเราด้วย ที่เราคงไม่ได้สบายนักบนโลกใบนี้ แต่ก็ใช่ว่า เราจะไม่มีอะไรเป็นกำลังใจเอาเสียเลย การได้มีประสบการณ์กับพระองค์ของบรรรดาศิษย์ที่บนภูเขาแห่งการประจักษ์พระวรกายนั้น ควรทำให้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้นไม่ใช่หรือ แม้ว่าพวกเขาจะต้องประสบความทุกข์ยาก แต่เวลานั้น พวกเขาจะลงจากภูเขาแห่งการประจักษ์พระวรกาย และไปขึ้นภูเขาอีกลูกหนึ่ง คือกัลวารีโอ แม้ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ความสุขที่แท้จริงที่พวกเขาเพิ่งมีประสบการณ์กับพระองค์นั้น คือกำลังใจให้พวกเขาเรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น คือการอยู่กับพระองค์ และมีพระองค์ประทับอยู่เท่านั้นเอง ดังนั้นแต่ละวันในชีวิตคริสตชนของเรา ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะพบกับอุปสรรคมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เราต้องไตร่ตรองทุกวันคือวันนี้ฉันอยู่กับใคร ฉันยังอยู่กับพระเยซูหรือเปล่า หากฉันยังอยู่กับพระองค์ หากฉันยังเดินไปพร้อมกับพระองค์แล้วละก็...  นั่นแหละ คือความสุขที่สุด คือความสุขที่แท้จริง และฉันก็จะไม่หวั่นไหวอะไรเลย ในการเผชิญหน้ากับทุกเหตุการณ์ เพียงเพราะฉันมีพระเยซูเจ้าประทับอยู่กับฉัน เท่านี้ก็พอแล้ว

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้การที่ลูกได้อยู่กับพระองค์ ทำให้ลูกได้มีพลังและความกล้าหาญมากพอ เพื่อชีวิตคริสตชนของลูก จะได้สามารถฟันผ่าอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ ไปพร้อมกับพระองค์ ด้วยความวางใจในพระองค์ เพราะความชื่นชมยินดีและความสุขที่แท้จริงที่ลูกกำลังมีประสบการณ์กับพระองค์ ด้วยการได้อยู่กับพระองค์บนโลกนี้ จะได้เป็นภาพลางๆ ที่เป็นกำลังใจ ในการก้าวหน้าต่อไป มุ่งสู่บ้านแท้นิรันดรด้วยเถิด

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 19 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

บทอ่าน ดนล 7:9-10,13-14 / ลก 9:28ข—36

การสำแดงพระวรกายของพระเยซูเจ้าต่อหน้าอัครสาวก เกิดขึ้นขณะที่ตรัสกับพวกสานุศิษย์ว่า พระองค์จะต้องรับทนทุกข์ทรมานหลายสิ่ง จะรับการประหารชีวิต และจะเสด็จกลับคืนชีพในวันที่สาม ทรงทราบว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงนี้ นั่นคือ ความจริงของไม้กางเขน ความจริงเรื่องการรับความตายของพระองค์ จึงต้องเตรียมจิตใจพวกเขาให้พร้อมจะรับการทรมาน ความตายบนไม้กางเขน ที่เป็นทางเดียวที่พระบิดาเตรียมไว้ เพื่อให้พระบุตรรับเกียรติมงคล และเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พวกสานุศิษย์ของพระองค์จะต้องได้รับ เพราะไม่มีใครจะได้รับความรอด ถ้าไม่ติดตามตามพระเยซูเจ้า ถ้าไม่แบกกางเขนของตนในชีวิตนี้ เราแต่ละคนทั้งชายและหญิง ต่างมีกางเขนที่ต้องแบก แต่พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า หลังการแบกกางเขนแล้ว ทุกคนจะได้รับการกลับคืนชีพ และชิวิตนิรันดรเป็นบำเหน็จรางวัล

ความจริงนักบุญลูกาผู้แต่งพระวรสารได้เล่าว่า พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระวรกาย “ขณะที่ทรงสวดภาวนา” เป็นเวลาสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทกับพระบิดาของพระองค์ เช่นเดียวกับโมเสสและประกาศกเอลียาห์ได้เคยประสบมาก่อน ในการสวดภาวนาพระองค์ได้สนองตอบพระประสงค์ของพระบิดา ที่พร้อมจะมอบทั้งไม้กางเขนและเกียรติมงคลให้พระองค์ การสวดภาวนาในพระจิตเจ้า ยังเปลี่ยนแปลงบุคคลภายในจิตใจ และสามารถส่องสว่างให้แก่บุคคลรอบข้างด้วย หลายครั้ง ที่เราพบบุคคลที่ส่องแสงดังกล่าว เมื่อเขาสวดภาวนา เขาทำให้คนอื่นได้รับแสงสว่างของพระจิตเจ้า

บางครั้ง แทนที่คนเราจะได้มาซึ่งสิ่งที่ “ต้องการ” ก็มักจะได้สิ่งที่ “จำเป็น” มาอย่างเสียไม่ได้ จำไว้ว่าพระเป็นเจ้ามักจะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่เราเสมอ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่ได้รับ ในสิ่งที่คิดว่าตัวเองต้องการ นั่นหมายความว่าคุณกำลังจะได้สิ่งที่ดียิ่งกว่ามาแทน ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่มันก็ยังเกิดประโยชน์ต่อเรา ถ้าเลือกที่จะมองสิ่งที่ดีๆ ที่ได้สัมผัสมา เมื่อใดที่เรารู้สึกหมดแรง จงหันกลับไปมองว่าคุณมาได้ไกลขนาดไหนแล้ว พร้อมทั้งก้าวไปข้างหน้าต่อไปให้ได้.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)