วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2019 ระลึกถึงวันคล้ายวันอภิเษกพระวิหารของพระนางมารีย์ที่กรุงโรม (วันถวายพระวิหารแม่พระแห่งหิมะ)

 

 

องค์พระผู้เป็นเจ้า

ทรงมีแผนการอันยิ่งใหญ่

สำหรับทุกก้าวสั้นๆ ของเราเสมอ  

จงเดินในสันติสุขเถิด

 

บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงวันคล้ายวันอภิเษกพระวิหารของพระนางมารีย์ที่กรุงโรม

(วันถวายพระวิหารแม่พระแห่งหิมะ)

https://youtu.be/LG4XxlTM1cw

 

https://youtu.be/wF510K5-j8A

 

Pass Me Not, O Gentle Savior

https://youtu.be/fCbQOW4HSio

 

 

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงวันคล้ายวันอภิเษกพระวิหารของพระนางมารีย์ที่กรุงโรม

(วันถวายพระวิหารแม่พระแห่งหิมะ)

อ่าน :

กดว 11:4ข - 15

มธ 14:13:21

 

เมื่อบรรดาศิษย์ เอาความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง

ทั้งยังคิดว่า สิ่งที่ตนมี ยังไม่พอที่จะแบ่ง

พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องทำให้พวกเขาได้เห็นชัดว่า

ถ้าเมื่อใดก็ตาม พวกเขายินดีนำสิ่งที่มีออกมาแบ่งปัน

พระองค์จะทรงเพิ่มทวี  ให้มีมากขึ้นเพียงพอ

เหลือเฟือสำหรับทุกคน

 

ในเวลาที่ต้องพบกับการทดลอง

จากภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

การจมอยู่กับสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา 

ทำให้โมเสส และ ประชากรอิสราเอล

พากันบ่น เมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นไป

ดั่งใจปรารถนา

 

เมื่อพระสันตะปาปาลิเบริอุส ได้สั่งให้สร้างมหาวิหาร

เพื่อถวายเกียรติแด่แม่พระ เนื่องจากได้พบเห็น

สิ่งที่ไม่คาดคิด คือ หิมะตกในฤดูร้อน บัดนี้

วิหารนั้น ได้นำผู้คน ให้พบความสุข

ใกล้ชิดพระเจ้า

 

หมายเหตุ..

อย่าเข้าใจผิด..เพราะ

การบ่น ไม่ใช่ วิธีแก้ปัญหา

การด่า ก็ไม่ใช่ วิธีแก้ไข

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เอามาให้เราที่นี่เถิด...” (มธ 14:13-21)

 

คริสตชนมีธรรมชาติของการเป็นผู้นำ

คือนำความศักดิ์สิทธิ์มาสู่โลก

แม้เป็นโลกที่เราไม่ได้สร้างขึ้นมา

แต่เราก็อยู่ในโลกนี้ เพื่อเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

 

ท้อแท้ ท้อถอย มีบ้าง

แต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทำงานของพระองค์

 

ตัวฉัน ฉันกล้าพอไหม

แม้เพียงหัวปลาทูนิดหน่อย ข้าวอีกน้อยนิด

เอาเถอะ มันจะไปพออะไรกับคนมากมายเช่นนี้

แต่ฉันกล้าไหมล่ะ

ที่จะมอบแบบหมดใจให้กับพระองค์

เพื่อพระองค์จะเปลี่ยนให้เป็นอาหารที่เหลือมากมาย

สำหรับผู้ที่อยู่กับพระองค์และคนมากมายที่ยังไม่รู้จักพระองค์ด้วย

เพราะเพียงน้อยนิดที่ฉันมี บัดนี้ยังเหลืออีกสิบสองกระบุง

 

“เอามาให้เราที่นี่เถิด...”

 

________________

 

ผมทำงานที่บ้านผู้ป่วยที่ลำไทร วันนี้ก็ก้าวผ่านสองเดินมาแล้ว จากความรู้สึกวันแรกที่ถูกผู้ใหญ่ทาบทาม ผมจำได้ว่า วันนั้น ทุกคนกำลังสนุกสนาน ในคืนของการผ่อนคลาย เมื่อต้อนรับเจ้าคณะที่เดินทางมาจากเกาหลี มีเพียงแต่ผมเท่านั้น ที่กำลังรู้สึกหดหู่ เมื่อถูกทาบทามให้มารับหน้าที่ที่บ้านผู้ป่วยที่ลำไทร เพราะการมองเห็นอุปสรรคและความยากลำบากหลายๆ ประการ... ผมจำได้ว่า ผมบอกกับผู้ใหญ่ว่า ผมไม่อยากมารับหน้าที่นี้เลย เพราะผมกำลังรู้สึกถึงความยากลำบากที่เกินกำลังในหลายๆ เรื่อง ที่ผมอาจจะต้องหนักใจ ผมยืนยันความรู้สึกนี้ว่าผมไม่อยากมาครับ... แต่สุดท้าย ความเชื่อมั่นใจในผม ทำให้ผมมีกำลังพอที่จะตอบผู้ใหญ่ไปว่า... “ครับ ผมยินดีไปครับ แม้มันจะเป็นความรู้สึกไม่อยากไป และรู้สึกว่าเป็นความไม่ถนัด แต่หากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ผมจะพยายามเรียนรู้ครับ และผมมั่นใจว่า พระเจ้าจะทรงค้ำจุนผม เมื่อทรงส่งผมไปที่นั่น” ... แม้เวลานั้น พี่น้องในคณะคนหนึ่งจะบอกผมว่า “ทำไมทำเช่นนั้น นั่นคือความนอบน้อมเชื่อฟังที่ตาบอด และหากเป็นฉัน ฉันจะปฏิเสธ...” แต่เอาเถอะ ผมก็ตอบรับ

 

มาในวันนี้ ผมยอมรับ ผมแบ่งปัน ผมเล่าให้พี่น้องฟังแบบไม่อายครับ ว่านักบวช พระสงฆ์อย่างผม ก็ท้อแท้เป็น รู้สึกเหนื่อยเป็น หนักใจเป็น เป็นทุกข์ก็เป็นด้วย... เมื่อที่บ้านผู้ป่วยแห่งนี้ ผมต้องมีลูกๆ 20 กว่าคนที่ผมไม่ได้ตั้งครรภ์และคลอดพวกเขาออกมา แต่ผมต้องรับภาระเลี้ยงดูพวกเขาทุกอย่าง (เทียบความรู้สึกของโมเสสในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ กดว 11:4ข-15) และพระวาจาของพระองค์กับผม ดูเหมือนไม่ต่างกับโมเสสเลย “จงอุ้มเขาไว้ในอ้อมอก” และในพระวรสารเมื่อพระเยซูเจ้าทรงบอกกับบรรดาศิษย์ว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” แม้ว่าบรรดาศิษย์จะไม่ได้นำพวกเขามาในที่เปลี่ยวเช่นนี้ และมันเป็นหน้าที่อะไรของพวกเขาด้วยล่ะที่ต้องเลี้ยงดูคนมากมายเช่นนี้... แต่ แต่ แต่ นี่คือพระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสกับโมเสส ที่ตรัสกับบรรดาศิษย์ และตรัสกับผมด้วย... “จงหาอาหารให้กินเถิด..”

 

ไม่ต่างกันเลยครับพี่น้อง ที่บ้านผู้ป่วยแห่งนี้ เมื่อคืนนี้ ผมกำลังรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ จนบางครั้งก็คิดย้อนหลังกลับไปว่า “ฉันมารับหน้าที่นี้ทำไมเนี่ย!!! ทำไมฉันไม่ปฏิเสธให้รู้แล้วรู้รอดซะตั้งแต่วันที่ถูกทาบทาม ใครจะไป ก็นั่นมันเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่นี่ ผมไม่ไป...” แต่วันนั้น พระวาจาของพระเจ้าทำให้ผมตอบรับ มาวันนี้ผมกำลังรู้สึกท้อแท้ ที่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงดู เอาใจใส่ผู้ป่วยทุกอย่าง ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องที่พัก อาหารการกิน เอาเถอะ เรียกว่าทุกอย่างจริงๆ ครับ ผมต้องทำงาน ผมต้องหาเงิน เพื่อเลี้ยงดูพวกเขา...

 

วันนี้ผู้ป่วยของผมกับประชากรอิสราแอล ที่คงไม่ต่างกันฉันใด ความรู้สึกของผมกับโมเสสก็คงไม่ต่างกันฉันนั้นด้วยกระมัง... มันช่างเป็นคำตัดพ้อที่สะท้านความรู้สึกของผมจริงๆ ครับ “เหตุไฉน พระองค์ทรงทำกับผู้รับใช้ของพระองค์เช่นนี้ ทำไมพระองค์จึงทรงให้ข้าพเจ้าต้องมารับแบกภาระดูแลประชาชนทั้งหมดนี้... ข้าพเจ้าได้ตั้งครรภ์และคลอดประชากรทั้งหมดนี้ออกมาหรือ... ข้าพเจ้าคนเดียวไม่อาจแบกภาระดูแลประชากรทั้งหมดนี้ได้อีกแล้ว ภาระนี้หนักเกินไปสำหรับข้าพเจ้า ถ้าพระองค์จะทรงประสงค์จะมอบภาระนี้แก่ข้าพเจ้า ขอทรงพระกรุณาประหารข้าพเจ้าเสียเถิด ข้าพเจ้าจะได้ไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป...” ... ... ไม่ต่างกันเลยครับพี่น้อง กับความรู้สึกของผมเมื่อคืนที่ผ่านไป ที่ผมอยากบอกพระเจ้าว่า “ขอทรงรับลูกไปเถิด ลูกไม่ไหวแล้ว”

 

แท้จริงแล้ว พระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสกับผมวันนี้ ผมคิดว่าพระเจ้าได้ตรัสกับพี่น้องด้วย บนหนทางที่อิสราแอลได้เดินตามเสียงเรียกและการทรงนำของพระเจ้า มันไม่ง่ายและสบายอย่างที่คิด จนบางครั้ง พวกเขาก็อยากที่จะคิดกลับไปยังที่เดิม ที่แม้เป็นทาสเขาก็ยังสบายกว่า แต่กระนั้นก็ตาม พระเจ้าเองต่างหากที่เป็นผู้นำ ที่เป็นผู้เลี้ยงประชากรของพระองค์เหล่านี้ โมเสส หรือตัวผมนี้ หรือแม้กระทั่งพี่น้องด้วย พวกเราเป็นเพียงผู้ที่ต้องฟังพระวาจาของพระองค์ “จงหาอาหารให้เขากินกันเถิด...” และในความเป็นไปไม่ได้ ณ ที่ที่มีเพียงขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเท่านั้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายจริงๆ เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เอามาให้เราที่นี่เถิด” แม้มีน้อย จนดูเหมือนจะไม่พอ แต่พระองค์ก็ขอจากเรา ฉันจะทำอย่างไร...

 

นี่เป็นบรรยากาศที่ท้าทายในจิตใจของพวกเราจริงๆ ไม่ใช่หรือ... เมื่อผมมีคนที่ผมต้องเลี้ยงดู แม้อาจจะเป็นลูกที่ผมไม่ได้ตั้งครรภ์และคลอดพวกเขาออกมา... พี่น้องก็มีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแลเอาใจใส่ และหลายครั้ง ความเป็นคริสตชนของเรา จิตตารมณ์คริสตชนของเราก็ถูกท้าทายเช่นนี้ด้วย เมื่อเรากำลังรู้สึกหนักกับการเดินบนหนทางที่พระองค์ทรงเรียกให้เราตามเสียงของพระองค์ แล้วเราจะว่าอย่างไร เมื่อในภาวะยุ่งยากเช่นนี้ พระองค์ตรัสกับเราว่า “เอามาให้เราที่นี่เถิด”

 

พี่น้องที่รักครับ วันนี้ เช้านี้ ผมเริ่มมีกำลังที่จะสู้อีกครั้ง เมื่ออ่านพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้... “เอามาให้เราที่นี่เถิด” เพราะพระวาจานี้ พระองค์กำลังท้าทายผม กล้าไหมที่จะมอบสิ่งที่ตนเองมี แม้เพียงเล็กน้อย ที่ดูอาจจะไม่เพียงพอ แต่กล้าไหม... ที่จะมอบให้พระองค์แบบหมดจิตหมดใจ แล้วพระองค์จะทรงเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่เพียงพอ ที่จะนำเราและทุกคนให้ผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์

 

พี่น้องที่รักครับ เราทุกคน ผมเองด้วย พี่น้องด้วย เราอาจจะเคยท้อแท้กันบ้าง บนหนทางของการเป็นลูกของพระเจ้า เป็นศิษย์พระเยซู ท่ามกลางโลกวันนี้ เราอาจจะอยากลาออกจากการเป็นคริสตชนแล้วกระมัง เพราะเราอยู่ในที่กันดาร เราอยากจะกลับไปเป็นทาส เพราะมันก็ยังสบายกว่าเป็นลูกพระหรือเปล่า... พี่น้องครับ พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ เสริมกำลังใจเราบ้างไหม ประสบการณ์ของโมเสส ผู้นำยิ่งใหญ่ทีท้อแท้ ที่กำลังอยากตาย เพราะภาระหนักเช่นนี้ สุดท้าย เป็นพระเจ้าไม่ใช่หรือที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปได้... ขอให้เรามีกำลังใจนะครับ ขอให้ชีวิตคริสตชนของเราได้รับการเสริมกำลังใจ ขอให้ความเชื่อในพระเจ้าของเรา เป็นพลังของความวางใจในจิตวิญญาณของเรา ที่จะไม่ทำให้เราท้อแท้เลย และแม้ท้อ แต่เราจะไม่ถอยนะครับ

 

ข้าแต่พระเจ้า... องค์พระเจ้าทรงเป็นพละกำลัง และบทเพลงของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอด...

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

 

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน กดว 11:4ข-15 / มธ 14:13-21

หลังจากการเสียชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ ผู้ บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ในปี 2011 คนมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลกโพสต์ข้อความไว้อาลัยเขาบนอินเตอร์เน็ต สาระหลัก คือ จ็อบส์เปลี่ยนชีวิตพวกเขา พวกเขามีชีวิตต่างจากเดิมเพราะนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ของจ็อบส์ และพวกเขาอยากแสดงความรู้สึกชื่นชมและ โศกเศร้า หน้าจอของแท็บเล็ตอันหนึ่งเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า iSad (ฉันเศร้า)

ความรู้สึกอยากขอบคุณผลักดันให้เกิดการแสดงความรู้สึก เช่นเดียวกับที่สดุดี 107 เขียนไว้ว่า “ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด คือผู้ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้จากมือของปรปักษ์” (สดด.107:2) ประเด็นหลักของสดุดีบทนี้คือ ผู้ที่เผชิญปัญหาอันใหญ่หลวงและได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า บ้างก็เป็นผู้พเนจร หิวโหย และกระหาย (สดด.107:4-5) บ้างก็กบฎต่อพระวจนะของพระเจ้า (สดด.107:10-11) บ้างก็สิ้นปัญญา เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า (สดด.107:26-27) ทุกคนล้วนได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า “ให้เขาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะความรักมั่นคงของพระองค์เพราะการอัศจรรย์ของพระองค์ที่มีต่อบุตรของมนุษย์” (สดด.107:8,15,21,31)

ผู้แต่งพระวรสารทั้ง 4 ท่านได้เขียนเรื่องการทวีขนมปังและปลา เพื่อเลี้ยงประชาชน พระวรสารโดยนักบุญยอห์นได้เล่าว่า ขนมปังที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ทำอัศจรรย์นั้น เป็นขนมปังที่ทำจากข้าวบาร์เลย์ เปรียบเทียบกับการใช้ขนมปังบาร์เลย์ที่ประกาศกเอลียาห์ ใช้เลี้ยงประชาชน 100 คน                         (เทียบ 2พกศ 4:24-44) คนใช้ของเอลียาห์ได้พูดเช่นเดียวกัน กับที่พวกสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าได้พูดว่า ขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว ไม่พอที่จะเลี้ยงประชนเหล่านั้น “สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยว และเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปตามหมู่บ้าน เพื่อซื้ออาหารเถิด” การเลี้ยงประชาชนทั้งในสมัยประกาศกเอลียาห์และเอลีชา และสมัยพระเยซูเจ้า ให้ความมั่นใจแก่เราว่า เหตุการณ์ที่ประกาศกทั้งสองได้เคยทำนั้น บัดนี้พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำอีกครั้งหนึ่ง. 

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)