วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

 

หากปราศจากหัวใจที่แสวงหาพระเจ้า

เราก็ไม่อาจได้ยินพระวาจาของพระองค์

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา 

https://youtu.be/6z7gJzPuE3E

 

https://youtu.be/WHlFY9emgN0

 

The Journey

https://youtu.be/zqVwhrWBzEM

 

 

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

ปญจ 1:2,2:21-23 

คส 3:1-5,9-11

ลก 12:13-21

 

พระเยซูเจ้าเตือนผู้ที่ติดตามพระองค์...

จงระวังตน ให้พ้นจากความโลภทุกชนิด

เพราะชีวิตเรา ไม่ได้ขึ้นกับสมบัติใคร...

คนที่มีใจสะสม สำหรับตนเอง

เขาไม่ได้เป็นคนมั่งมีต่อหน้าพระเจ้า

 

ปัญญาจารย์ ตั้งคำถามให้คิด...

ชีวิตจะได้ประโยชน์อะไร จากการตรากตรำทำ

สะสมไว้เพื่อตนเอง โดยใช้ปรีชาญาณ ความรู้

ความสามารถ ทั้งหมดที่มี.. แต่แล้ววันหนึ่ง

ต้องจากไป โดยไม่สามารถเอาสิ่งใดไปได้

เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง “ไม่เที่ยงแท้”...

 

นักบุญเปาโล แนะนำ..วิธีดำเนินชีวิต

ให้พ้นจากกิเลส ความโลภ ทุกชนิด

โดยการหมั่นแสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน

ด้วยการพยายามขจัด นิสัยลามก ราคะตัณหา

ความปรารถนาในทางที่ชั่วร้าย การพูดเท็จ

ใส่ร้ายต่อกัน...

 

หมายเหตุ..

มนุษย์มี ความสุข ไม่ใช่ เพราะ

เขามี “ทุกสิ่ง”..ที่ดี.. แต่เป็นเพราะ

เขารู้จักมอง “สิ่งดี” ที่มีอยู่

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“คนโง่เอ๋ย...” (ลก 12:13-21)

 

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นของพระองค์

และเราจะกลับไปหาพระองค์

พระองค์จึงเป็นเป้าหมายและสมบัติล้ำค่าของคริสตชน

ด้วย ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง

 

วันนี้ ฉันแสวงอะไรกับชีวิตที่เป็นอนิจจังนี้เล่า

หรือฉันพบแล้ว ซึ่งสิ่งที่ฉันจะอุทิศทั้งชีวิตให้...

 

ข้าแต่พระเจ้า

ขออย่าให้ลูกเป็น “คนโง่” ที่พระองค์กล่าวถึงเลย.

 

________________

 

เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมขับรถกลับเข้ามาที่บ้านผู้ป่วย ได้ยินเสียงนกร้อง เหมือนกับมันบอกเลขอะไรบางอย่าง ซึ่งผมไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากความรู้สึกขำๆ ที่หยอกล้อกันเล่นกับเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยของผมว่า นกมันร้องว่า “ห้า.. สี่ สี่...” และที่สุดเมื่อรางวัลสลากฯ ออก มันก็ออกมาเป็น “58” พวกเขาก็เลยบอกผมว่า จะไปเผารังมัน มันโกหกอ่ะ... เราคุยกันสนุกๆ นะครับ ว่า จริงๆ แล้วก็ถูกของมันนะ มันบอกว่า “ห้า สี่ สี่” ก็ ห้าไง และสี่สองครั้งก็แปดอ่ะ มันก็คือ “ห้าแปด” อ่ะ เราหัวเราะกันสนุกสนานครับ แต่ลึกๆ แล้วเราบางคนก็ไปมีหวังกับสิ่งเหล่านี้นะครับ... นึกอีกที ผมว่าดีนะ ที่ไม่มีใครถูก ไม่งั้น ผมคงซวยแน่ๆ เดี๋ยวจะต้องบอกทุกๆ งวดอ่ะ แย่เลย

 

พี่น้องที่รัก แท้จริงแล้วเราแสวงหาอะไรกันจริงๆ ในโลกนี้ เพื่ออะไรกันจริงๆ ที่เรามีชีวิตบนโลกนี้ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (ปญจ 1:2; 2:21-23) ที่เราคัดมาอ่านเพียงสั้นๆ แต่หากมีเวลา ผมอยากให้พี่น้องกลับไปอ่านทั้งหมดครับ และภาษาเดิมของเรา ที่เราฟังและคุ้นเคยมากกว่าภาษาที่แปลใหม่ โดยเฉพาะในสังคมชาวพุทธ คำว่า “อนิจจัง” เป็นคำที่เราเข้าใจกันง่ายกว่า เมื่อหนังสือปัญญาจารย์บอกเราว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง เราตรากตรำทำงาน และแล้วเราได้อะไรจริงๆ จากโลกนี้หรือ...หลายๆ ครั้ง เราทำงาน จนเราไม่มีเวลาให้กันและกัน ไม่มีเวลาให้สมาชิกในครอบครัวของเรา โดยบางทีเราก็ลืมไปเลยว่า ก่อนที่เราจะเกิดงานก็มีแล้ว และแม้เราตายไป ก็ยังมีงานให้ทำอีกมากมาย เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวเวลาสั้นๆ ของเวลาของพระเจ้าเท่านั้นเอง... แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ผมไตร่ตรองในชีวิตจริงของผมวันนี้ ที่ผมทำงานแต่ละวันไม่เคยเสร็จ เดี๋ยวมันก็มืดแล้ว ผมก็นอน นอนยังไม่ทันอิ่ม เดี๋ยวมันก็เช้า และมันก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน... ตกเย็นๆ ทุกๆ วัน ผมต้องรู้จักจบงานในระดับหนึ่ง เพื่อมีชีวิตดังครอบครัวกับผู้ป่วยของผม... หลายครั้งที่เดียว ที่ผมรู้สึกผิดไม่น้อยเลย ที่บางทีผมเหนื่อยเกินไป และนั่งทานอาหารกับสมาชิกแบบเหนื่อยๆ ไม่มีอารมณ์จะพูดหรือคุยอะไรกัน ทำให้ความสุขในหมู่คณะนักบวชต้องสูญเสียไป ผมยอมรับนะครับ บางครั้งผมก็บ้างานมากเกินไป และไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตหมู่คณะกับเพื่อนสมาชิกบ้างในบางครั้ง นั่นมันเป็นสิ่งที่กำลังบั่นทอน ทำลายชีวิตหมู่คณะนักบวชจริงๆ หากบางครั้ง เราอาจจะโทรศัพท์ไปบอกสมาชิกว่า “พี่ ทานข้าวไปก่อน ไม่ต้องคอย”... “น้องๆ สวดไปก่อน ฉันยังกลับบ้านไม่ได้”... มันเป็นสิ่งที่น่าคิด หากชีวิตนักบวชของพวกเราเป็นเช่นนี้ แล้วเราจะเอาอะไรไปเป็นแบบอย่างให้กับชีวิตครอบครัวคริสตชนเล่า เราจะสอนอะไรครอบครัวคริสตชนเล่า ที่หลายครั้งพวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก และพวกเขาก็ไม่ใช่ว่า ไม่มีเวลาสวดภาวนา ไม่มีเวลาสำหรับชีวิตจิตคริสตชนเลย... ผมเคยเป็นพ่อเจ้าวัดมากว่าห้าปี นี่คือสิ่งที่ผมห่วงใยพี่น้องสัตบุรุษ ลูกๆ ของผมอย่างที่สุด ผมเคยห่วง เคยสงสัยว่าทำไมพวกเขาบางครอบครัว บางคนไม่มีเวลามาวัด ผมออกเยี่ยมอภิบาลครับ แต่พอกลับมาถึงวัด สิ่งที่ผมเป็นห่วงและเศร้ามากกว่านั้น ไม่ใช่เพียงเขาไม่มีเวลามาวัดครับ... แต่หลายครอบครัว กำลังทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อต และไม่มีเวลาให้กันและกัน... โอ้ พี่น้องที่รัก พระเจ้าต้องการอะไรจากเราจริงๆ หรือ พระองค์ทรงเป็นความสมบูรณ์ และไม่ต้องการอะไรจากเราเลย แต่ พระองค์ทรงสอนให้เรามีเวลาเพื่อพระองค์บ้าง ในชีวิตของกันและกัน พากันไปวัด พากันสวดภาวนา พากันทานอาหาร และมีชีวิตร่วมกันเพื่อสรรเสริญพระองค์ในชีวิตจริง... หลายๆ ครั้งที่ผมบอกพี่น้องบ่อยๆ ว่า ... “เราต้องรู้จักจบงาน มิฉะนั้นงานจะจบเรา...” ระวังดีๆ เถอะ เราทำงานกันมากๆ สุดท้ายเราเอาเงินไปทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล มากกว่ามอบความสุขให้ครอบครัวของเรา

 

บทอ่านที่สอนวันนี้ดีจริงๆ พระวาจาของพระเจ้าสอนเราให้ตระหนักเสมอว่า เราถูกเรียกมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ... พี่น้อง ถ้าท่านทั้งหลายกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้าแล้ว ก็จงแสวงหาแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบนเถิด ณ ที่นั้นพระคริสตเจ้าประทับเบื้องขวาของพระเจ้า จงคิดถึงแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบน อย่าพะวงถึงสิ่งของบนแผ่นดินนี้...” (คส 3:1-5, 9-11) นี่คือแนวทาง นี่คือแนวความคิด นี่คือผลักผักดันจากภายใน อาศัยพระวาจาของพระเจ้า ที่ทำให้เราตระหนักว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างไรในเวลาเพียงสั้นๆ ที่เรามีในโลกนี้

 

พระวรสารวันนี้ ชัดเจนที่สุด เราจะเป็น “คนโง่” ที่พระเยซูเจ้าพูดถึงในพระวรสารนี้หรือ ที่วันนี้เราจะสะสม ๆ มากๆ ซึ่งทรัพย์สมบัติในโลกนี้ และเราไม่รู้เลยว่าพระเจ้าจะรับเรากลับไปเมื่อไร... คนที่หวังความสุขในโลกนี้ คนที่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติมากมายในโลกนี้ วันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ เขาจะเรียกเอาชีวิตเจ้าไป แล้วสิ่งที่เจ้าได้เตรียมไว้จะเป็นของใครเล่า” แต่ก็นี่แหละ “คนที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนเอง แต่ไม่เป็นคนมั่งมีสำหรับพระเจ้า ก็เป็นเช่นนี้”

 

พี่น้องที่รัก คริสตชนลูกของพระเจ้า เราคิดอะไรกับเวลาที่เรามีเพียงสั้นๆ ในโลก และความสุขของเราคืออะไรที่แท้จริง เราตรากตรำกับไปเพื่ออะไร และหากเราจะต้องตายแน่ๆ หากชีวิตของเราไม่มีพระเจ้าแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตยืนยาว ตายวันนี้ ตายพรุ่งนี้ หรืออีกกี่ปี เราก็ต้องตายเหมือนกัน แล้วเราจะอยู่กันนี้เพื่ออะไรกันจริงๆ... แต่ชีวิตที่อยู่เพื่อพระเจ้าเท่านั้นเอง ที่พวกเขาจะพบความสุขที่แท้จริงแม้กับชีวิตสั้นๆ ในโลกนี้ที่เป็นอนิจจัง และพวกเขาจะไม่พลาดจากนิรันดรภาพกับพระเจ้าในสวรรค์ นี่ต่างหากมิใช่หรือ ที่เป็นชีวิตที่ไม่เคยไร้ค่าเลย เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ “อนิจจัง” แต่เป็น “นิรันดรภาพ”

 

ขอพระวาจาของพระเจ้าในวันของพระองค์นี้ ได้เป็นแรงผลักดันในจิตวิญญาณของเราทุกคน ให้เจริญชีวิตแบบผู้ที่กลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้า ที่เราจะแสวงหาแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบน และไม่พะวงมากมายนักกับสิ่งของบนแผ่นดินนี้ที่เป็น “อนิจจัง” คือไม่เที่ยงแท้ แต่แสวงหา สิ่งที่เป็น “นิรันดรภาพ” คือความเที่ยงแท้ในพระองค์

 

ข้าแต่พระเจ้าโปรดอนุเคราะห์ช่วยเหลือบรรดาผู้รับใช้ และแสดงพระทัยเมตตาปรานีต่อผู้วอนขอตลอดไป ลูกทั้งหลายต่างภูมิใจที่มีพระองค์เป็นผู้สร้างและผู้ปกครอง ขอทรงฟื้นฟูสิ่งที่ทรงสร้าง และทรงพิทักษ์รักษาสิ่งที่ได้ฟื้นฟูแล้วนี้ไว้ด้วยเถิด (เทียบบทภาวนาของประธาน) ขอทรงโปรดประทานพระวาจาของพระองค์เตือนใจลูกทุกวัน และโปรดประทานหัวใจที่แสวงหาพระองค์ เพื่อลูกจะได้ยินพระวาจาของพระองค์ และไม่ทำใจแข็งต่อพระวาจาของพระองค์ (เทียบ บทสร้อยวันนี้)

 

สุขสันต์วันพระเจ้าแด่พี่น้องทุกคน

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ปญจ 1:2 และ 2:21-23 / คส 3:1-5,9-11 / ลก 12:13-21

ในชีวิตหนึ่งนั้น เราต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวมากมาย ทั้งดีและร้ายไปจนตลอดชีวิต บ้างก็ทำให้ท้อแท้ บ้างก็ทำให้ดีใจ บ้างก็สนุกสุดเหวี่ยง และทุกเรื่องราวเหล่านั้นก็จะเก็บอยู่ในความทรงจำของเราไปจนตลอดชีวิต...ชีวิตคนเราแสนสั้นเกินกว่าจะทำให้คนทุกคนพอใจ และเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนทำได้...ถ้าทำได้ จงช่วยผู้อื่น ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยจงอย่าทำร้ายผู้อื่น...จำไว้ว่า "ความทุกข์" และ "ความเจ็บปวด" ทั้งมวลไม่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เพื่อมอบ "คำสาป"  แต่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เพื่อมอบ "คำสอน"...แพงที่สุด … อาจไม่ได้ ดีที่สุด อร่อยที่สุด … อาจไม่ได้ มีประโยชน์ที่สุด รวยที่สุด … อาจไม่ได้ มี “ความสุข” ที่สุด ชีวิต ไม่จำเป็นต้องดีที่สุดก็ “สุข” ได้.

พระวรสารวันนี้ได้กล่าวถึงคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเจริญชีวิตของพวกสานุศิษย์ ท่ามกลางทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก มีคนขอร้องให้พระองค์ตัดสินเรื่องการแบ่งมรดกว่า “พระอาจารย์ โปรดบอกพี่ชายข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกให้ข้าพเจ้าเถิด” พระองค์กลับเตือนเขาให้ระมัดระวังว่า “จงระวังรักษาตัวให้พ้นจากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของคนเราไม่ขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเขา แม้ว่าเขาจะมั่งมีมากเพียงใดก็ตาม” การเล่านิทานเปรียบเทียบเรื่องเศรษฐีโง่เขลาให้พวกสานุศิษย์ฟัง เป็นการตอกย้ำว่า ความไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเป็นเจ้า เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าการไว้วางใจในทรัพย์สมบัติเงินทองของโลก ตามสายตาของคนที่มีจิตใจฝักใผ่ทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก เศรษฐีที่สะสมทรัพย์สมบัติ เพื่อจะมีใช้นานหลายปี กลับเป็นคนโง่เขลาตามสายตาของพระเป็นเจ้า การขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า ความวิตกกังวลเกินเหตุ การแสวงหาความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟื้อ ล้วนแต่เป็นลักษณะของคนโง่เขลา แทนการมองดูชีวิต ที่เป็นพระพรที่พระเป็นเจ้าทรงมอบให้ และวันหนึ่ง เราต้องรายงานว่า เราได้ใช้ชีวิตที่เป็นพระพรของพระเป็นเจ้าอย่างไร.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)