วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2019 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

 

 

จงเด็ดเดี่ยว ..ในความถูกต้อง

จงยึดมั่น .. ในความจริงของพระเจ้า

จงแน่วแน่ .. ในความเชื่อ

จงเป็นตะเกียงแห่งความจริง .. ที่ส่องสว่างในโลกนี้

 

บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา 

https://youtu.be/X0mPWPJ7rPg

 

https://youtu.be/n5Qy2ibRbDg

 

พระเจ้าทรงเลี้ยงดู

https://youtu.be/SqVyXmLe-A0

 

 

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา 

อ่าน :

ลนต 25:1,8-14,17 ข

มธ 14:1-12

 

มโนธรรม ย้ำเตือน ความผิดพลาด 

ที่กษัตริย์เฮโรดได้ทำ เพราะได้ปล่อยให้

ความถูกใจ เข้าไปแทนที่ ความถูกต้อง 

ท่านจึงไม่สามารถปลดปล่อยตนเอง

จากความทุกข์ตลอดชีวิต

 

เสียงของพระเจ้าต่อประชากรอิสราเอล

ผ่านทางโมเสส ประกาศปีของการโปรดปราน

ปลดปล่อย เพื่อจะพบความสุขอีกครั้ง

จำเป็นต้องยำเกรงพระเจ้า 

ไม่เอารัดเอาเปรียบกันและกัน

 

หมายเหตุ..

เมื่อสิ่งที่ ถูกใจ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ก็จำเป็นต้องวาง “ใจ” ให้ถูกที่

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ไม่ถูกต้อง ที่พระองค์ทรงรับนางมาเป็นมเหสี...” (มธ 14:1-12)

 

ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความบาปให้เป็นความดีได้

สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นความบาป

มันเป็นบาปสำหรับทุกคน

 

การปฏิเสธเสียงของความจริง

คือการปฏิเสธเสียงของพระเจ้า

 

เสียงของพระองค์ตรัสในจิตวิญญาณของเรา

ในเวลาที่เหมาะสม

ณ ที่ที่แต่ละคนรู้ว่า เขาเป็นใครต่อหน้าพระเจ้า.

 

________________

 

อ่านพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้แล้ว ผมเห็นถึงความจริงของเสียงของพระเจ้าที่ตรัสในจิตวิญญาณของเรา ที่เราเรียกว่ามโนธรรม อันเกิดจากการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า และนำไปสู่การหล่อหลอมมโนธรรมให้มีพื้นฐานอยู่ที่ความจริง อันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และวันนี้ เราก็พบว่า แม้กษัตริย์เฮโรคจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม แต่เสียงของมโนธรรมก็ยังคงพูดกับพระองค์ในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิต

 

ผมคิดถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา กษัตริย์ที่น่ารักยิ่ง เมื่อพระองค์ได้ตรัสครั้งหนึ่งในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และผมต้องยอมรับว่า พระองค์เป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเลยล่ะ เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า “ความผิดพลาดเป็นธรรมดาของความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องมีเสียงของคนอื่นๆ คอยตักเตือน พระมหากษัตริย์ก็เป็นมนุษย์ด้วย บางครั้งก็อาจจะทำสิ่งที่ผิดพลาดได้ด้วย แต่เราไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงตักเตือนพระมหากษัตริย์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์ก็อาจจะทำผิดได้ด้วย และหากไม่ตักเตือน บางครั้ง พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทราบว่าได้ทำดีหรือไม่ดีอย่างไร... พระมหากษัตริย์เป็นมนุษย์เหมือนพวกท่าน ทำไมจะทำผิดไม่ได้ ถ้าพวกท่านไม่เตือนพระมหากษัตริย์ ก็เหมือนกับพระมหากษัติย์ไม่ใช่มนุษย์กระนั้นแล...” นี่คือพระราชดำรัสของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อที่น่ารักยิ่งที่พวกเรา คือพระราชดำรัสที่ผมประทับใจมาก และจำไว้มิรู้ลืมเลย ว่า มนุษย์เราทุกคนมีความผิดพลาดได้ทั้งนั้น และเราต้องการการตักเตือน ดังเสียงของมโนธรรมที่ดังในจิตวิญญาณของเราในเวลาที่เหมาะสม

 

พระวรสารวันนี้ให้ข้อคิดอะไรบางอย่างกับพวกเราทุกคน โดยเฉพาะผมเอง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อเป็นนักบวช เมื่อเป็นพระสงฆ์ บางครั้ง ผมรู้สึกว่าสัตบุรุษยกเราไว้สูงเกินกว่าพวกเขาหรือเปล่า เมื่อเด็กทำผิด เราก็บอกว่าผิด เมื่อสัตบุรุษทำผิด เราก็บอกว่าผิด แต่บางครั้ง เมื่อคุณพ่อทำผิด กลับไม่มีเสียงกล่าวเตือนเลย เสียงที่ดังขึ้นบางครั้งคือ “อย่าไปว่าคุณพ่อ คุณพ่อเขาเป็นคุณพ่อ” อ้าว คำถามเลยเกิดขึ้นในใจผมว่า ความผิดหรือไม่ผิดนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นใครด้วยหรือ

 

เมื่อครั้งกษัตริย์ดาวิดได้ทำผิดประเวณีกับนางบัชเชบานั้น พระเจ้าก็ส่งนาทันให้เข้าไปตักเตือนพระองค์ ถึงความผิดที่พระองค์ได้พลาดพลั้ง อันเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่กล้าเตือนพระองค์... วันนี้ ใครเล่าจะกล้าไปตักเตือนกษัตริย์เฮโรดเล่า ประชาชนมากมายคงทราบเรื่อง ว่าพระองค์ทรงรับภรรยาของน้องชายมาเป็นภรรยาของตน ผมมั่นใจว่าประชาชนทราบดี แต่หลายครั้งเราไม่กล้าตักเตือนคนที่อยู่สูงเช่นนี้ แต่พระวาจาของพระเจ้าบอกเราว่า แม้ไม่มีใครกล้าตักเตือน แต่พระเจ้าองค์แห่งความจริงจะตัดสินเขา

 

พี่น้องที่รักครับ สิ่งที่ผมอยากแบ่งปันกับพี่น้องวันนี้คือ เสียงของมโนธรรมครับ คือเสียงของความจริงที่กล่าวตักเตือนเราเสมอในจิตวิญญาณของเรา สิ่งที่ผิด ไม่ว่าใครเป็นผู้กระทำก็เป็นสิ่งที่ผิดอยู่วันยันค่ำ สิ่งใดผิด ลูกทำ แม่ทำ พ่อทำ มันก็ล้วนผิดพลาดเหมือนกันทั้งนั้น... นักบวชทำ พระสงฆ์ทำ ยิ่งต้องเป็นสิ่งที่ผิดหนักมากกว่าด้วยไม่ใช่หรือ เพราะคนของพระเจ้าที่พระองค์ทรงฟูมฟัก คนที่สัตบุรุษดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เรายิ่งต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเรายิ่งหนักขึ้นด้วยไม่ใช่หรือ

 

พี่น้องครับ ไม่มีหรอกครับ... คำพูดที่ทำให้ความผิดกลับกลายเป็นความถูกต้องไป เพราะเพียงว่า ... เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ เพราะท่านเป็นซิสเตอร์ เพราะท่านเป็นพ่อ เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่... ระวังเถอะ เสียงตัดพ้อเบาๆ ของผู้น้อย... “เป็นผู้ใหญ่แล้วทำผิดไม่ได้หรือ...” ระวังเถอะ... แม้เราจะไม่ได้ยิน และอาจจะบอกว่าอย่ามายอกย้อน อาจจะกลับกลายเป็นเสียงที่พระเจ้าตรัสกับเรา แล้วเราก็ตัดศีรษะพระองค์เสีย พระองค์ผู้ทรงเป็นองค์ความจริงจะว่าอย่างไร หากมนุษย์ สิ่งสร้างประเสริฐสุดของพระองค์ทำเช่นนี้

 

พี่น้องที่รักครับ คริสตชนได้รับการเรียกให้มาสู่ความศักดิ์สิทธ์ครับ บทอ่านที่หนึ่งพูดถึงปีศักดิ์สิทธิ์ (ลนต 25:1, 8-17) ซึ่งแท้จริงแล้ว นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูชีวิตที่ก้าวผ่านมา บนหนทางของพระเจ้า ที่หลายครั้งลูกของพระเจ้าก็ก้าวพลาดไปบ้าง เพื่อให้ชีวิตของลูกของพระได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ทำให้ช่วงเวลาของชีวิตนั้นเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ถวายพระเจ้า ด้วยการฟังเสียงของพระองค์ เสียงของความจริงที่ได้ตรัสในวิญญาณของเรา ให้เรารู้ถึงความดี ความไม่ดี สิ่งที่เป็นที่พอพระทัย หรือสิ่งที่ขัดเคืองพระทัยพระเจ้า นำให้เราได้เลือกอย่างถูกต้องในการดำรงชีวิตประจำวันเยี่ยงลูกของพระเจ้าอย่างแท้จริง

 

ข้าแต่พระเจ้า แต่ละวันที่ลูกยังหายใจอยู่ เป็นเวลาแห่งพระเมตตาของพระองค์ฉันใด ก็ขอให้ลูกทำให้เวลานั้นศักดิ์สิทธิ์ไป ด้วยการฟังเสียงของความจริงที่พระองค์ได้ตรัสฉันนั้นด้วยเถิด เพื่อชีวิตและจิตวิญญาณของลูกของพระองค์จะไม่พลาดไปจากหนทางของพระองค์เลย.

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ลนต 25:1,8-17 / มธ 14:1-12

มนุษย์จึงต้องสร้างกำลังใจให้แก่กันและกัน กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ไม่รู้จักหมด ยิ่งให้คนอื่นได้มากเท่าไร กำลังใจก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่เรามากเท่านั้น เหมือนวิชาความรู้ ยิ่งให้ยิ่งพอกพูน ยิ่งหวงไว้เฉพาะตัวก็ยิ่งหดหาย การให้อภัยแม้ยากแต่หากพยายามทำบ่อยๆ ให้กลายเป็นนิสัย จะเป็นความสุขใจในภายหลังเมื่อย้อนนึกถึง ด้วยเหตุนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะแต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน ด้วยการมองแต่เรื่องดีๆ ของคนให้พบ มองบวกคิดบวกพูดบวก เพราะการทำอะไรเป็นบวกจะทำให้ได้กำไรใจสบาย 

ให้อภัยเหมือนล้างใจให้สะอาด  การให้อภัยจะช่วยให้สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนคนล้างแก้วน้ำให้สะอาด ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ เหมือนการโยนของที่ไม่ชอบทิ้งเสียโดยไม่ต้องเสียดาย การให้อภัยคือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เวลาจะให้อภัย ก็ไม่ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเรา ที่ต้องควักกระเป๋าให้ แต่การให้อภัยไม่ต้องหาจากไหนและไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย

กษัตริย์เฮโรดเป็นคนใจโลเล ใจหนึ่งเคารพท่านยอห์น บัปติสต์ อีกใจหนึ่งไม่ยอมเสียหน้า เพราะได้เคยประกาศว่า จะมอบทุกสิ่งให้ตามที่นางซาโลเมขอ แม้แต่ครึ่งหนึ่งของอาณาจักร หลังจากที่นางได้เต้นรำเป็นที่ถูกอกถูกใจพระองค์ แล้วการแก้แค้นก็เกิดขึ้น เมื่อนางได้ถามนางเฮโรเดียสมารดาของตน ที่เคยมีความแค้น จากการได้รับคำตำหนิจากท่านยอห์น บัปติสต์ เพราะพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม ที่เฮโรดได้นางเป็นมเหสี ที่เคยเป็นมเหสีของฟิลิปพระอนุชาของพระองค์มาก่อน “ศีรษะของท่านยอห์น” คือคำตอบ ที่ทำให้เฮโรดเป็นทุกข์ แต่การไม่ยอมเสียหน้า ได้ผลักดันเฮโรดทำในสิ่งที่ร้ายกว่าการผิดศีลธรรมครั้งแรก นั่นคือ การฆ่าผู้บริสุทธิ์ นอกจากไม่เคยสำนึกผิดแล้ว มือของเฮโรดคือมือเปื้อนเลือด ที่ไม่มีวันจะลืมเลือนหายไป แม้กาลเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

 

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

 

https://youtu.be/BLvj2usEFAM