วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ฉลองมารดาแห่งปวงเทวา (วันฉลองในครอบครัวฟรันซิสกัน)

 

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่เชื่อ

ทุกสิ่งดูง่ายขึ้นสำหรับคนที่มีความหวัง

และง่ายกว่านั้นอีกสำหรับคนที่มีความรัก

และยิ่งง่ายขึ้นไปอีกสำหรับคนที่มีทั้ง

ความเชื่อ ความหวัง และความรัก

 

บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงนักบญเอวเซบิโอ แห่งแวร์แซลลี พระสังฆราช 

https://youtu.be/4C0nNOGdz_g

 

https://youtu.be/p2gDeGYeL3s

 

 ตราบจนวันนี้

http://youtu.be/zaxuzndWTvE

 

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019

ระลึกถึงนักบญเอวเซบิโอ แห่งแวร์แซลลี พระสังฆราช 

อ่าน :

ลนต 23:1,4-11,15-16,27,34ข-37

มธ 13:54-58

 

บางคนคิดว่าตนรู้จักภูมิลำเนา เบื้องหลังชีวิต

ของพระเยซูดี ทำให้พวกเขาไม่สามารถยอมรับ

พระหรรษทานที่พระเจ้า ประทานให้กับพระองค์ได้

 

เพื่อจะประสบความสำเร็จ ในฐานะประชากรของพระเจ้า

เสียงของพระเจ้าไปยังอิสราเอล ผ่านทางโมเสส 

การจะรู้จัก และรักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งนั้น 

ไม่พอแค่รู้จักประวัติ แต่ต้องเชื่อ และผูกพัน

ผ่านทางการนมัสการ 

 

ด้วยตระหนักว่า ความเชื่อ เป็นสิ่งล้ำค่า 

นำท่านนักบุญเอวเซบิโอ แห่งแวร์แชลลี

ให้ยินดี สละทุกสิ่งในชีวิต เพื่อรักษา ฟื้นฟู

ความเชื่อคริสตชน แม้ตนเองจะถูกเบียดเบียน

 

หมายเหตุ..

การรู้จักผู้คน เรื่องราว มากมาย...นั้นดี

แต่จะดีมากขึ้น..ถ้ารู้จัก “ตัวเอง”...ด้วย

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ฉลองมารดาแห่งปวงเทวา (วันฉลองในครอบครัวฟรันซิสกัน)

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ...” (มธ 13:54-58)

 

โลกแปลกใจในใครบางคน

คริสตชน อาจจะเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร

แต่เพราะความคิด ปรีชาญาณที่ได้มาจากเบื้องบน

เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร

เพราะเขาถูกแยกออกจากโลก

เพื่อเป็นคนของเบื้องบน

คนที่มีพระเจ้าทรงนำทางเสมอ

 

หากฉันจะไม่ได้รับการต้อนรับในโลก

ก็คงไม่แปลกนัก

เพราะฉันไม่ใช่คนของโลก

มิใช่หรือ ???

 

________________

 

จากเมื่อวานนี้ ผมพบแรงบันดาลใจ จากพระวาจาของพระเจ้าที่สะท้อนภาพชีวิตประจำวันของผม ทำให้นำไปสู่คำถามว่า “ค่าของคนอยู่ที่ไหน” และคำตอบที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” และเราก็เข้าใจความจริงว่า แท้จริงแล้ว ค่าของคนอยู่ที่เราแต่ละคนเป็นคริสตชน เราเป็นคนของพระคริสตเจ้า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรัก แม้เราจะไม่มีค่าอะไรสำหรับโลก แต่เรามีค่าสำหรับพระเจ้า เพราะเราเป็นคนของพระองค์... แม้เราจะเป็นขยะที่โลกทิ้งไป แต่พระองค์ทรงเก็บเราขึ้นมา และให้คุณค่าของเราอีกครั้งด้วยความรักของพระองค์

 

พระวาจาอุปมาเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์ คือปรีชาญาณที่ไม่ใช่เกินความเข้าใจของเราแต่ละคน แต่ปัญหาของเราแต่ละคนอยู่ที่ว่า สิ่งเหล่านี้มันยากที่จะยอมรับท่ามกลางการเจริญชีวิตอยู่ในสังคมวันนี้ต่างหากมิใช่หรือ

 

พระเยซูเจ้า ณ บ้านเกิดของพระองค์ ทุกคนยอมรับว่า นี่คือปรีชาญาณและความสามารถพิเศษที่น่าจะมาจากเบื้องบน แต่ทว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคให้พวกเขาไม่อาจยอมรับพระเยซูเจ้า อาจจะไม่ใช่เพราะพระองค์เป็นลูกใคร ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าจะภูมิใจในสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในพระองค์ผู้เป็นพี่น้องของเขา เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันไม่ใช่หรือ... แต่นั่นแหละ เราก็ต้องยอมรับว่า การยอมรับสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ต้องอาศัยพระหรรษทานช่วยจริงๆ ครับ จึงจะเป็นไปได้...

 

“เขาเป็นลูกช่างไม้ไม่ใช่หรือ...” นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญนัก ว่าเขาคนนี้อ่ะ ลูกใคร.. แต่สิ่งที่น่าไตร่ตรองคือ เรื่องที่พระองค์เทศน์สอน และดำเนินชีวิตให้เป็นแบบอย่างต่างหาก ที่แสดงว่า พระองค์คือบุคคลแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า และสิ่งที่น่าทึ่ง คงไม่ใช่ว่า พระองค์เอาปรีชาญาณนั้นมาจากไหน เพราะพระองค์ทรงเป็นองค์แห่งปรีชาญาณ แต่สิ่งที่น่าทึ่งและหาคำตอบไม่ได้ในความฉงนคือ อะไรเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับพระองค์ต่างหาก เพราะพวกเขาเองต่างก็ยอมรับในปรีชาญาณและความสามารถของพระองค์... สิ่งนั้นคืออะไร

 

นั่นก็คือ “การไม่ต้องการการกลับใจ” นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด... การไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ เพราะเขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่อยากเปลืองตัวในการเป็นคนแตกต่างในสังคมมิใช่หรือ...  และสิ่งนี้เอง ที่ผมคิดว่า การกลับใจ และเข้ามาเชื่อข่าวดีนั้นเป็นพระพรจริงๆ ต้องอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้าช่วยเหลือเท่านั้น และหากใครที่ไม่เปิดใจรับพระหรรษทานของพระเจ้าแล้ว การกลับใจและเข้าใจเรื่องพระอาณาจักรสววรค์คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อาจดูเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นมาทันที และเขาก็ไม่อยากจะยอมรับ

 

“ลูกใครวะ” คำนี้ อาจเป็นวลีที่โลกเอ่ยถึงเราคริตสชนก็เป็นได้ มันลูกเต้าเหล่าใครกันนี่ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา มันไม่รู้จัก “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” (แล้วฉันจะตาเสียกับเขาเพื่ออะไรเล่า คนแบบนี้ ขาดอุดมการณ์หรือเปล่า) มันเดินสวนกระแสของโลก มันจะรอดได้หรือ... สิ่งนี้จริงๆ ครับพี่น้องที่รัก ที่มันกลับกลายเป็นประสบการณ์เดียวกันกับที่เราคริสตชนอาจจะได้รับแบบพระเยซู เพราะชีวิตที่เดินตามพระเจ้า ชีวิตที่มีพระเจ้าประทับอยู่ แม้ว่ามันจะไม่ได้สุขสบายอย่างชีวิตของชาวโลก แต่มันเป็นชีวิตที่มีปรีชาญาณ บนหนทางที่นำไปสู่ความรอดพ้น แม้ว่าโลกจะไม่ต้องการสิ่งนี้ก็ตาม (เทียบ บทอ่านที่หนึ่งในวันเหล่านี้ และวันนี้ด้วย ลนต 23:1,4-11, 15-16, 27, 34ข-37)

 

พี่น้องที่รัก ผมอยากแบ่งปันความรู้สึกดีๆ จากการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ดีพี่น้องจริงๆ ครับ ผมพบพลังของการเป็นคริสตชนจากพระวาจาของพระเจ้า ที่จะทำให้เราไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเกินไปบนหนทางที่ดูเหมือนว่าเราเดินสวนกระแสกับโลกนี้ เพราะความหวังในพระเจ้าคือพลังของเรา ที่ทำให้เรามั่นคงในการถือกฎของพระเจ้า ที่จะนำให้เราพบความรอดพ้นนิรันดร... เราคงเหนื่อยในโลกนี้ไม่นานหรอก แต่ชีวิตนิรันดรต่างหาก คือสิ่งที่เราต้องมีความหวัง และต้องเอาให้ได้... ขอบคุณพี่น้องที่ส่งบทไตร่ตรองกลับมา โดยเฉพาะพี่น้องหลายคนที่ส่งบท “ดูกรคริสตังใจศรัทธา” บทภาวนาเก่าแก่ดั้งเดิมของคริสตังมาให้ผม นี่คือแรงผลักดัน และแรงบันดาลใจที่ดีจริงๆ บนหนทางของการติดตามพระคริสตเจ้าในฐานะ “คริสตัง” ... ว่าไปแล้ว 350 ปีที่เราฉลองงานแห่งการทรงนำของพระเจ้าบทผืนดินไทยนี้ เราต้องขอบคุณบรรดาธรรมทูตจริงๆ บทเพลงเก่า ข้อคิดเดิมๆ ที่ทำให้คริสตังไทยเรามีพลัง เพื่อเชื่อมั่นในพระเจ้า แม้คำสอนของพระองค์จะสวนทางกับโลก และทำให้เราเดินไปยากลำบากบ้าง แต่เราเชื่อในพระองค์ และพระหรรษทานของพระองค์คือพลังของเราจริงๆ ครับ... ผมคงไม่แก่เกินไปนะครับ ที่จะระลึกถึงเพลงเก่าๆ อีกบางเพลงในหนังสือคริสตังร้องเพลง (ใครมีส่งให้ผมบ้างนะครับ)... เราคริสตังไทย ภูมิใจล้นเกล้า เพราะเกียรติของเราคือ “เป็นคริสตัง” เราได้ทิ้งทางปิศาจโอหัง เราเป็นคริสตัง เราเป็นคริสตัง... พ่อของเราคือพระบิดา พี่ของเราคือพระเยซู... (จำได้ประมาณนี้อ่ะครับ ใครมี ส่งมาไตร่ตรองกันหน่อยนะครับ)

 

เอาล่ะครับ คำภาวนาในวันนี้ของผม คงเป็นเพลงนี้ล่ะครับ...

 

ข้าแต่พระเจ้า... องค์พระเจ้าทรงเป็นพละกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอด (บทสร้อยวันนี้)... เราคริสตังไทย ภูมิใจล้นเกล้า เพราะเกียรติของเราคือ “เป็นคริสตัง” เราได้ทิ้งทางปิศาจโอหัง เราเป็นคริสตัง เราเป็นคริสตัง !!!

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

หมายเหตุ : วันนี้ วันฉลองมารดาแห่งปวงเทวา นามมหาวิหารที่อัสซีซี ณ ที่ที่ก่อเกิดคณะภราดาน้อยฟรันซิสกัน และครอบครัวฟรันซิสกันที่นั่น... ที่มาแห่งพระคุณการุญแห่ง Portiuncula ถ้ามีโอกาส วันนี้ ขอเชิญชวนเราเยี่ยมวัด ภาวนา และรับพระคุณการุญกันนะครับ ตามเงื่อนไขชองพระศาสนจักร

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 19 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ลนต 23:1,4-11,15-16,27,34ข-37 / มธ 13:54-58

“ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิด และในบ้านของตน” พระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่ 13:4-17:27 ได้เล่าเรื่อง “พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักร” ค่อนข้างละเอียดทีเดียว พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้าปรากฏชัดเจนในองค์พระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเป็นเจ้า และบุตรแห่งมนุษย์ หลังจากพระเยซูเจ้าได้ทรงจบการเทศนา ในเมืองต่างๆรอบทะเลสาบกาลิลี ได้เสด็จกลับไปยังนาซาเร็ธ สถานที่พระองค์ได้เติบโต พวกเพื่อนบ้านรู้สึกประหลาดใจ เมื่อได้ยินคำเทศนาและกิจการที่น่าอัศจรรย์ของพระองค์ แต่พวกเขายังมีใจแข็งกระด้าง เพราะถือว่าพระองค์เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งในเมืองที่พวกเขารู้จัก และยังคุ้นเคยกับครอบครัวของพระองค์อย่างดี จึงได้ต่อต้าน และไม่ยอมรับคำสั่งสอนของพระองค์ในเรื่องการดำเนินชีวิต เมื่อต้องเผชิญกับการต่อต้านและการปฏิเสธ เช่นเดียวกับบรรดาประกาศกก่อนหน้าพระองค์ จึงไม่มีพระประสงค์จะทำอัศจรรย์อีกต่อไป เนื่องจากพวกเขาไม่มีความเชื่อในพระองค์...ท่านมองเห็นพระเป็นเจ้า กำลังทำงานในตัวเพื่อนๆและเพื่อนบ้านหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกเปิดใจรับความจริงในคำสั่งสอนของพระศาสนจักร

จริงๆ การพูดจาดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่ควรปฏิบัติเอาเสียเลย เพราะเป็นนิสัยที่ผู้ที่มีการศึกษาหรือปัญญาชนเขาไม่นิยมทำกัน  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ในสังคมปัจจุบันยังคงมีการดูถูกเหยียดหยามกันให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การล้อเลียน การพูดจาถากถาง ดูถูกดูแคลนคนที่ด้อยกว่า เพียงเพราะความสนุก ความสะใจ และอคติที่ตัวเองกักเก็บมานาน จนล้นออกมาให้ใครๆ ได้เห็นทางการกระทำภายนอก จะว่าไปแล้ว คนที่ชอบด่าว่า พูดจาดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่น ก็น่าสงสารและน่าสังเวช เพราะพวกเขาไม่เคยได้มองเห็นตัวเอง หรือไม่เคยคิดเลยว่า คนเราทุกคนที่เกิดมาก็ล้วนมีค่าด้วยกันทั้งนั้น  อาจไม่มีค่ากับคนพูดแต่ก็มีค่ากับพ่อ  แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายของเขาเอง.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)