ประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของ ดร. กลอเรีย โปโล

ข้อมูลจาก http://freewillpalangjai.blogspot.com/

เรียบเรียงโดย คุณกอบกิจ  ครุวรรณ

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่1: http://freewill14.blogspot.com/2014/01/ ... _4954.html
+ โลกอื่น                        + การกลับมาครั้งแรก        + ที่โรงพยาบาล    + วิญญาณในไฟชำระ

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่2 : http://freewill14.blogspot.com/2014/02/2.html
+ เห็นพ่อแม่ของฉัน           + การพิพากษาของฉัน

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่3 : http://freewill14.blogspot.com/2014/02/3.html
+ สวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์   + ศีลศักดิ์สิทธิ์      + ศีลแต่งงาน        + เคารพเชื่อฟังบิดามารดา

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่4 : http://freewill14.blogspot.com/2014/02/4.html
+ ซาตานและกลยุทธ์ของมัน            + การโกหกและการสารภาพบาปไม่ดีเป็นครั้งแรก

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่5 : http://freewill14.blogspot.com/2014/03/5.html
+ การทำแท้งของเพื่อนหญิงคนหนึ่ง  + การสูญเสียพรหมจรรย์ – การทำแท้งคืออะไร + การทำแท้งเป็นบาปที่หนักที่สุด – เป็นความชั่วที่ร้ายแรงกว่าทุกสิ่ง

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่6 : http://freewill14.blogspot.com/2014/03/6.html
+ คำแนะนำที่เลว              + การชดเชยใช้โทษบาปของเรา        + การขาดความรักต่อพระเป็นเจ้าของฉัน


ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่7: http://freewill14.blogspot.com/2014/03/7.html
+ พระบัญญัติประการที่หก – อุลามก, การคบชู้, ทำผิดประเวณี  + พระบัญญัติประการที่เจ็ด – อย่าลักขโมย


ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่8 : http://freewill14.blogspot.com/2014/03/8.html
+ จงรักเพื่อนบ้าน  + หนังสือแห่งชีวิต            + เงินตะลันต์ (ความสามารถ) (1)

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่9  : http://freewill14.blogspot.com/2014/03/9.html
+ เงินตะลันต์ (ความสามารถ) (2)

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่10 : http://freewill14.blogspot.com/2014/04/10.html
+ ขุมทรัพย์ฝ่ายจิต (1)

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่11 : http://freewill14.blogspot.com/2014/04/11.html
+ ขุมทรัพย์ฝ่ายจิต (2)         + การกลับมา (1)

ดร.กลอเรีย โปโล ตอนที่12 : http://freewill14.blogspot.com/2014/04/12.html
+ การกลับมา (2)

ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนจบ)            : http://freewill14.blogspot.com/2014/04/ ... st_25.html
+ ร่างกายฟื้นคืนสภาพ                    + สรุป

 

ดร.กลอเรีย โปโล เป็นทันตแทพทย์ เธอถูกฟ้าผ่าและเสียชีวิตในวันที่ 5 พ.ค. 1995 ที่กรุงโบโกต้า ในประเทศโคลอมเบีย หลังจากเสียชีวิตเธอถูกพิพากษาและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอได้เล่าประสบการณ์ของเธอให้ประชาชนจำนวนมากรับรู้

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557  ดร. กลอเรีย โปโล

ประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของ ดร. กลอเรีย โปโล

บรรยายโดย ดร. กลอเรีย โปโล
วันที่ 5 พ.ค. 2005 กรุงคาราคัส ประเทศเวเนซูเอลา
สวัสดีค่ะ ทุกท่าน เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์สำหรับฉันที่ได้มาอยู่ที่นี่ เพื่อแบ่งปันกับพวกคุณถึงพระพรอันสวยงามที่พระเยซูเจ้าประทานให้แก่ฉัน ฉันขอเล่าถึงเรื่องที่เกิดที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติที่กรุงโบโกตาเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 1995 เวลา 16.30 น.

ฉันเป็นทันตแพทย์  และหลานชายอายุ 23 ปี ก็เป็นทันตแพทย์เช่นกัน เรากำลังศึกษาต่อเพื่อเป็นทันตแพทย์เฉพาะทาง  วันนั้นเป็นวันศุกร์ เวลาประมาณ 16.30 น. เราทั้งสองพร้อมกับสามีของฉันกำลังเดินไปหาหนังสือที่ห้องสมุดคณะทันตแพทย์  สามีฉันสวมชุดกันฝนเดินไปหลบฝนใกล้กำแพงห้องสมุด  ส่วนฉันกับหลานเดินพลางกระโดดหลบน้ำที่นองอยู่ที่พื้นโดยมีร่มเล็กๆ กางอยู่ และขณะที่ยืนอยู่ใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็มีฟ้าผ่าลงมาจนเราทั้งสองไหม้เกรียม

 

หลานชายของฉันเสียชีวิตทันที ฟ้าผ่ามาทางด้านหลัง เผาร่างจากด้านในร่างกายลงมาถึงเท้า เขาเป็นคนศรัทธาต่อพระกุมารเยซูเป็นพิเศษและแขวนเหรียญพระรูปไว้ที่คอเสมอ เจ้าหน้าที่บอกว่าเหรียญช่วยดูดสายฟ้าให้ผ่าลงมาที่หลานเข้าไปถึงหัวใจและอวัยวะอื่นๆ...จนเสียชีวิต ณ ที่นั้นเอง

ส่วนฉัน ฟ้าผ่าลงมาทางหัวไหล่  เผาไหม้ไปทั่วร่างทั้งภายในและภายนอก เนื้อ บริเวณทรวงอกโดยเฉพาะด้านซ้ายเป็นช่องโหว่  บริเวณท้อง, ขา , ชายโครง ก็หายไปด้วย ตับ, ไต , ปอด และรังไข่ ไหม้เกรียม...สายฟ้าออกจากร่างทางขาขวา

 ฉันใช่ห่วงคุมกำเนิดทำด้วยทองแดง จึงเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าและทำให้รังไข่ทั้งสองไหม้เกรียม   ฉันเสียชีวิตแล้วแต่ร่างกายที่ถูกปั๊มด้วยเครื่องปั๊มหัวใจไฟฟ้ายังกระตุกอยู่  ร่างกายของฉันที่คุณเห็นในขณะนี้ เป็นร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากพระเมตตาของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

มิติของอีกโลกหนึ่ง

             ร่างกายของฉันถูกเผานอนอยู่กับพื้น  ฉันพบว่าตัวเองอยู่ในช่องอุโมงค์แสงสีขาวสวยงามมาก ฉันรู้สึกเป็นสุขจนไม่อาจบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ได้  ฉันมองดูด้านในและที่ปลายอุโมงค์เห็นแสงสีขาวเหมือนดวงอาทิตย์ที่สวยงาม... แสงนี้ไม่อาจเปรียบได้กับแสงสีบนโลกนี้ เป็นแสงวิเศษ ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุขและความรักภายในแสงนั้น  เมื่อฉันเข้าไปในอุโมงค์และตรงไปยังที่มาของแสง ฉันก็อุทานขึ้นว่า “ฉันตายแล้วนี่!”  ฉันคิดถึงลูกๆ  และร้องไห้สะอื้นกล่าวว่า “พระเจ้าข้า ลูกๆของฉันยังเล็ก พวกเขาจะเป็นอย่างไร? แม่คนนี้ช่างเห็นแก่ตัวจริง  ไม่เคยมีเวลาให้ลูกเลย...” เพราะทุกวันฉันออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ และไม่กลับถึงบ้านก่อนห้าทุ่ม  

ฉันมองเห็นความจริงในชีวิตของตัวเองและรู้สึกเศร้าใจมาก ฉันออกจากบ้านตั้งใจจะเอาชนะโลก แต่ฉันได้อะไรเล่า....ฉันคิดถึงบ้านและลูกๆ...โดยไม่รู้สึกถึงร่างกายตนเอง หรือมิติของเวลาและสถานที่ ฉันเพ่งมองและเห็นบางอย่างที่สวยงามมาก ...ในชั่วขณะฉันเห็นทุกคนทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้ว ฉันสามารถโอบกอดคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่(ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว)....ทุกๆคน... เป็นเวลาที่เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี น่ามหัศจรรย์ ฉันเริ่มเข้าใจว่าฉันได้หลอกตัวเองเรื่องการเกิดใหม่ - เคยมีคนบอกฉันว่า คุณย่าไปเกิดใหม่แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน เพราะข้อมูลนี้ทำให้ฉันเสียเงินไปมากทีเดียว คุณทราบไหม ฉันเชื่อในทฤษฏีเรื่องการเกิดใหม่ และเวลานี้...ที่นั่น...ฉันได้กอดท่านทั้งสอง...

ฉันโอบกอดท่าน และคนอื่นที่รู้จักเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่คนที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้ว  ชั่วครู่ลูกสาวที่ฉันโอบกอดอยู่ก็ตกใจ เธออายุ 9 ขวบ และรับรู้ถึงการโอบกอดนี้   

ฉันไม่รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปซึ่งงดงามยิ่ง ฉันไม่มีร่างกายอีกแล้ว มันช่างเหลือเชื่อที่ได้เห็นผู้คนในมิติใหม่ ฉันรู้ว่าแต่ละคนมีลักษณะอย่างไร (อ้วน ผอม น่าเกลียด สวยงาม ฯลฯ)  ขณะที่ฉันกอดพวกเขา ฉันมองเห็นความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาด้วย

ฉันเคลื่อนไปข้างหน้าที่มีแต่สันติสุข ยิ่งไปไกลก็ยิ่งเห็นสิ่งที่สวยงามมากขึ้น ทางด้านล่างฉันเห็นสระน้ำที่สวยงาม... เห็นต้นไม้สดสวยน่ามหัศจรรย์จริงๆ....มีดอกไม้ทุกสีทุกกลิ่นหอมซึ่งแตกต่างจากดอกไม้บนโลก...ทุกอย่างสวยงามจริงๆ ในสวนมหัศจรรย์นี้...คำพูดไม่สามารถบรรยายได้ ทุกอย่างเป็นความรัก และมีต้นไม้สองต้นอยู่ด้านข้างดูเหมือนเป็นทางเข้าต่างไปจากที่เรารู้จัก ...ในเวลานั้นเองหลานชายของฉันก็เข้าไปในสวน มหัศจรรย์ ...แต่ฉันรู้สึกได้ว่าจะต้องไม่เข้าไปที่นั่น

การกลับมาครั้งแรก

ในชั่วขณะนั้นฉันได้ยินเสียงสามีกำลังร้องไห้คร่ำครวญว่า “กลอเรีย  โปรดอย่าทิ้งผมไป ดูลูกๆของเราสิ พวกเขาต้องการคุณ กลอเรีย กลับมา กลับมา อย่าอยู่เฉย กลับมา”

ฉันได้ยินทุกอย่าง เห็นเขาร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด..อนิจจา ขณะนั้น พระเป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันจากไป.... ฉันไม่ต้องการกลับมา สันติสุขห่อหุ้มฉันอยู่และฉันก็ค่อยๆขยับเข้าใกล้ร่างกายที่ปราศจากชีวิต  ร่างที่นอนเหยียดยาวในห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัย ฉันเห็นหมอทำการช็อคเพื่อให้หัวใจเต้น ฉันและหลานชายนอนอยู่ที่นั่นราวสองชั่วโมงขณะที่หมอพยายามยื้อชีวิตของเรา

ฉันมองดูและยืนด้วยเท้าของวิญญาณ (วิญญาณมีรูปแบบของมนุษย์) ศีรษะของฉันมีประกายไฟฟ้าแรงสูงและดูเหมือนร่างกายจะดูดฉันให้เข้าไป ฉันรู้สึกเจ็บปวดมากขณะเข้าไป ประกายไฟเกิดขึ้นกับทุกส่วนและรู้สึกตัวว่าไปประกบกับบางสิ่งที่เล็กมาก(ร่างของฉัน) เหมือนการบีบอัดร่างเข้าไปในเสื้อผ้าเด็กเล็กๆที่ทำด้วยเหล็กอย่างรวดเร็วและรุนแรง ฉันรู้สึกเจ็บปวดมากเพราะเนื้อที่ไหม้  มีควันไฟและไอคุกรุ่น...ฉันได้ยินเสียงหมอร้องออกมาว่า “เธอกลับมาแล้ว เธอกลับมาแล้ว”

พวกเขาดีใจและมีความสุขมาก แต่ฉันเจ็บปวดจนสุดบรรยาย ขาดำเป็นเถ้าถ่าน มีเนื้อที่ยังดีที่แขนและร่างกายบางส่วน พวกเขาคิดว่าฉันคงจะเดินไม่ได้อีก

..แต่ฉันยังมีความเจ็บปวดแสนสาหัสอีกอย่างหนึ่ง คือความรู้สึกไร้ความสามารถ  ...เป็นทาสของร่างกาย ความสวยงาม แฟชั่น ฉันเคยใช้เวลาสี่ชั่วโมงเต้นแอโรบิคเพื่อจะมีร่างกายที่ดูดี เคยนวดตัว อดอาหาร ฉีดยาช่วย...    

ฉันเคยพูดกับตัวเองว่า “ถ้าฉันมีทรวงอกที่สวย ทำไมต้องปกปิดไว้”   ฉันมีขาที่เรียวงาม มีกล้ามท้องที่สวย...แต่ในชั่วขณะนั้น ฉันเห็นว่าชีวิตทั้งหมดของฉันช่างไร้ค่าเมื่อใช้เวลาไปกับการดูแลรูปร่าง....  และตอนนี้ฉันไม่มีมันอีกแล้ว ทรวงอกของฉันเป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะด้านซ้าย ขาหักและไม่มีเนื้อ...ดำเป็นถ่าน

ที่โรงพยาบาล
            พวกเขานำฉันไปที่ “โซเชียล เซกูโร” (Social Seguro) เพื่อทำการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่ถูกเผาออก ฉันถูกวางยาสลบและฉันก็ได้ออกจากร่างกายอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกกังวลกับขา  ทุกอย่างเกิดขึ้นในฉับพลัน ช่างน่ากลัวมาก
                 ฉันเป็น “คาทอลิกที่เฉื่อยชา” มาตลอดชีวิต เพราะความสัมพันธ์ของฉันกับพระมีเพียง 25 นาทีในมิสซาวันอาทิตย์เท่านั้น   ฉันเลือกไปมิสซาที่พระสงฆ์เทศน์สั้นๆ เพราะฉันเบื่อเมื่อพระสงฆ์เทศน์นาน  กระแสโลกดึงดูดฉันออกมา ฉันไม่มีสิ่งปกป้องชีวิตฝ่ายจิตซึ่งได้แก่การสวดภาวนาอย่างดีด้วยความเชื่อ   ขณะนั้นฉันกำลังศึกษาเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง ฉันเคยได้ยินพระสงฆ์องค์หนึ่งพูดว่าไม่มีทั้งนรกและปีศาจ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน และคิดว่าเมื่อไม่มีปีศาจและนรก เราทุกคนก็ไปสวรรค์ได้ แล้วเราจะต้องกลัวอะไรเล่า?
                สิ่งที่ทำให้ฉันเศร้าใจในขณะนี้ และขอสารภาพต่อพวกคุณด้วยความอับอายคือ  ฉันเป็นคาทอลิกเพราะกลัวปีศาจ ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าไม่มีนรก  ไม่มีปีศาจ  ฉันจึงเริ่มทำตัวห่างจากวัดและพูดจาหยาบคายไม่กลัวบาปอีกต่อไป ฉันเริ่มทำลายความสัมพันธ์กับพระ  ฉันบอกทุกคนว่าไม่มีปีศาจ  เป็นเรื่องที่พระสงฆ์กุขึ้นมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของพระศาสนจักร  ที่สุด.....ฉันก็มาถึงจุดที่บอกกับเพื่อนๆว่าพระเป็นเจ้าไม่มีอยู่จริง  พวกเราเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการ ฯลฯ ฯลฯ...และหลายคนก็เชื่อฉัน

กลับมาพูดถึงการผ่าตัดต่อ เมื่อฉันเห็นตัวเองในสภาพเช่นนั้น มันช่างน่ากลัวจริงๆเพราะฉันเห็นว่าปีศาจมีอยู่จริง พวกมันมาตามหาฉันเพื่อให้ฉันดูรายการบาปที่ฉันได้ทำตามการนำเสนอของมันซึ่งไม่ใช่เป็นของฟรี ต้องมีการจ่ายค่าบาป

ตอนนั้น ฉันเริ่มเห็นบางสิ่งออกมาจากกำแพงห้องผ่าตัด เป็นวิญญาณของหลายคนที่ดูคุ้นๆ พวกเขามีแต่ความเกลียดชังที่โหดร้ายน่ากลัว  วิญญาณของฉันสั่นเทา เมื่อรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับปีศาจ ฉันรับรู้ว่าพวกมันแต่ละตัวเป็นเจ้าหนี้บาปใดบาปหนึ่งของฉัน บาปไม่ใช่ของฟรี และที่บอกว่าพวกมันไม่มีอยู่จริงนั้นเป็นการโกหก เป็นกลยุทธที่ยอดเยี่ยมในการทำงานของมัน  ฉันตระหนักทันทีว่าพวกมันมีอยู่จริงและอยู่รอบตัวฉัน   คิดดูสิ ฉันตกใจกลัวมากเพียงใด
                ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ฉันหนีไปรอบห้อง พยายามกลับเข้าไปในร่าง แต่เนื้อหนังไม่ยอมรับ ฉันรีบหนีอย่างเร็วที่สุด ผ่านกำแพงห้องผ่าตัดออกไปซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไร พยายามไปหลบที่ระเบียงของโรงพยาบาล แต่เมื่อผ่านกำแพงห้อง.....ก็ร่วงหล่นลงไปยังความว่างเปล่า....ฉันมุ่งหน้าไปยังอุโมงค์ซึ่งเป็นทางลงมาเบื้องล่าง ในตอนแรกยังพอมีแสงริบหรี่อยู่บ้าง เหมือนรังผึ้งที่มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ มีทั้งวัยรุ่น คนชรา ผู้ชาย ผู้หญิง ต่างกำลังร้องไห้ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันด้วยความกลัว...ส่วนฉัน ก็ยิ่งตกใจและพยายามหาทางออกด้านบน ที่สุดแสงก็ค่อยๆหายไป....ฉันยังวนเวียนอยู่ในอุโมงค์ในความมืดที่น่าสะพรึงกลัว  ที่สุดก็มาถึงที่หนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน....รู้แต่เพียงว่า แม้แต่สถานที่มืดมิดที่สุดในโลกก็ยังเป็นเหมือนแสงจ้าตอนเที่ยงวันสำหรับที่นี่ ข้างล่างนี้เป็นความมืดที่เจ็บปวด น่ากลัว และน่าอาย  เป็นความมืดที่มีชีวิต  ที่นี่จิตสำนึกจะตายหรือเฉื่อยชาไป ฉันวิ่งหนีไปตามอุโมงค์ทุกแห่ง ด้วยความตั้งใจที่จะออกไปให้ได้  แต่ขณะนี้ฉันช่วยตัวเองไม่ได้เลย  ฉันติดอยู่ที่นี่และต้องอยู่ที่นี่....และแล้วฉันเห็นพื้นเปิดออกเหมือนปากมหึมา  มีชีวิต ฉันรู้สึกตัวว่าว่างเปล่าไร้ค่า และตัวฉันเป็นห้วงสมุทรแห่งความกลัวจนตัวเย็นแข็ง ที่ข้างล่างนี้ไม่รู้สึกถึงความรักของพระเจ้าเลย ไม่มีความหวังใดๆ หุบเหวนั้นดูดฉันเข้าไป ฉันกรีดร้องเหมือนคนบ้า ....ฉันรู้ว่าถ้าฉันหล่นเข้าไปก็จะไม่มีวันได้กลับขึ้นมาอีกเลยตลอดกาล เป็นความตายของวิญญาณที่ฉันจะสูญเสียไปตลอดนิรันดร...แต่ในขณะที่กำลังกลัวอย่างที่สุดนี้ หรือขณะที่ฉันกำลังจะเข้าไปในปากเหวนั้นเอง นักบุญอัครเทวดามีคาแอลจับขาของฉันไว้....ร่างกายของฉันเข้าไปในห้วงเหวนั้นแล้ว แต่เท้ายังอยู่ข้างบน   ขณะที่ตัวของฉันอยู่ข้างในนั้น แสงสว่างที่ยังคงเหลืออยู่ในวิญญาณของฉันรบกวนปีศาจเหล่านั้น พวกมันบุกโจมตีฉันทันทีเหมือนหนอนดูดเลือดพยายามดับแสงสว่างของฉัน   ช่างน่าสะพรึงกลัวเพียงใดที่เห็นตัวเองถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งมีชีวิตพวกนั้น....ฉันหวีดร้องเหมือนคนบ้า   พวกมันมีชีวิตสีดำมืดและกำลังถูกเผา เป็นความเกลียดชังที่ทำให้เราสั่นกลัว  อับอาย ไม่มีคำพูดใดจะบรรยายความน่ากลัวนี้ได้

วิญญาณในไฟชำระ
            ฉันเป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า  แต่ในที่นั้นฉันเริ่มร้องเสียงดังว่า “วิญญาณในไฟชำระ โปรดช่วยฉันออกไปจากที่นี่ด้วย”  ขณะที่ร้อง ฉันก็ได้ยินเสียงร้องของคนนับพัน  ... ทั้งหมดเป็นวัยรุ่นที่มีความทุกข์แสนสาหัส  พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งเสียงโอดครวญร่ำไห้ทำให้ฉันเป็นทุกข์จนไม่อาจลืมได้เลย...(10 ปีผ่านไปแล้ว ฉันยังคงร้องไห้เป็นทุกข์เมื่อระลึกถึงความทุกข์ของพวกเขา)....ฉันกำลังจะพูดว่า  พวกเขาเป็นพวกที่ฆ่าตัวตายเพราะความสิ้นหวัง....ตอนนี้ปีศาจกำลังทรมานพวกเขา แต่สิ่งที่ทรมานมากที่สุดคือการขาดพระเป็นเจ้า เพราะที่นั่นไม่มีใครที่รู้สึกถึงพระเลย  พวกเขาจะต้องอยู่ที่นั่นจนกว่าระยะเวลาที่เขาควรจะมีชีวิตบนโลกที่เหลืออยู่ผ่านพ้นไป เพราะผู้ที่ปลิดชีวิตตนเองอยู่นอกพระคุณการุณย์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาหลาย หลาย คนเป็นวัยรุ่น...ฉันร้องไห้และเป็นทุกข์มาก...ถ้ามนุษย์รู้สึกถึงความทุกข์นั้นได้ จะไม่มีใครตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองเลย
                คุณรู้ไหมว่าการทรมานยิ่งใหญ่ที่สุดในนั้นคือการที่ได้เห็นพ่อแม่ของเราเอง หรือ ญาติพี่น้องที่มีชีวิตอยู่กำลังร้องไห้เป็นทุกข์เพราะรู้สึกผิดที่ว่า “ถ้าฉันไม่ทำโทษเขา หรือ ถ้าฉันพูดกับเขา หรือ ถ้าฉันทำอย่างนี้ หรือทำอย่างนั้น....”  นี่เป็นความทรมานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ปีศาจแสดงภาพเหล่านี้ให้พวกเขาเห็น “ดูแม่ของแกร้องไห้สิ   ดูพ่อของแกสิ พวกเขาคร่ำครวญเพราะแก พวกเขาตำหนิตัวเองและกล่าวหากันและกัน ดูความทุกข์ที่แกเป็นต้นเหตุสิ พวกเขาต่อว่าพระอยู่เป็นเพราะความผิดของแกทั้งสิ้น”

สิ่งที่คนที่น่าสงสารเหล่านั้นต้องการคือ ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กลับใจ ทำกิจกุศล เยี่ยมคนเจ็บป่วย...และขอมิสซาอุทิศแก่วิญญาณของผู้เสียชีวิตแล้วซึ่งได้รับประโยชน์มากจากกิจการเหล่านี้ วิญญาณในไฟชำระไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย แต่พระทรงช่วยได้โดยทางมิสซา ดังนั้นพวกเราต้องช่วยพวกเขาด้วยวิธีนี้

ฉันเข้าใจว่าวิญญาณที่น่าสงสารเหล่านั้นไม่สามารถช่วยฉันได้ ในความทุกข์ ความเศร้าใจนี้ ฉันเริ่มส่งเสียงร้องอีก “ต้องมีความผิดพลาดที่นี่ ดูสิฉันเป็นนักบุญนะ ฉันไม่เคยขโมย ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยทำความชั่วให้ใคร ตรงกันข้าม ก่อนที่ธุรกิจของฉันจะล้มเหลว ฉันนำเข้าสินค้าดีจากสวิสฯ เพื่อใช้ถอนฟันและจัดฟัน หลายครั้งฉันไม่ได้เรียกร้องเงินจากลูกค้า ถ้าเขาไม่สามารถจ่ายได้ ฉันเคยให้ของคนยากจน แล้วทำไมฉันจึงมาอยู่ที่นี่?”

ฉันร้องเรียกความยุติธรรม ฉันน่าจะตรงไปสวรรค์ ฉันทำอะไรจึงมาอยู่ที่นี่? ฉันไปวัดทุกวันอาทิตย์  แม้จะคิดว่าตัวเองไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่ได้สนใจฟังเทศน์ของพระสงฆ์ แต่ฉันก็ไม่ขาดมิสซา ถ้าหากฉันขาดมิสซาเพียงห้าครั้งตลอดชีวิต ฉันก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วฉันได้ทำอะไรจึงได้มาอยู่ที่นี่เล่า?

“เอาฉันออกไปจากที่นี่   ฉันเป็นคาทอลิก  โปรดเอาฉันออกไปจากที่นี่”

 

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557        --          ดร. กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 2)

เห็นพ่อแม่ของฉัน

            เมื่อฉันตะโกนว่าฉันเป็นคาทอลิก ฉันเห็นแสงริบหรี่ในความมืด แต่ก็เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับ  ฉันเห็นขั้นบันไดบนยอดสุดของหุบเหวนี้ แล้วก็เห็นพ่อของฉัน (ซึ่งตายไปแล้ว) อยู่ตรงทางเข้าของหุบเหวนี้ ท่านมีแสงสว่างไม่มากนัก และที่ขั้นบันไดที่สี่ฉันเห็นแม่ของฉันที่มีแสงสว่างมาก ฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในทันทีที่เห็นพวกท่านและร้องว่า ”คุณพ่อ คุณแม่ได้โปรดนำฉันออกไปด้วย     ลูกวิงวอน โปรดนำลูกออกไปจากที่นี่ด้วย”  ขณะนั้นร่างของฉันกำลังอยู่ในโคม่า  มีท่อช่วยหายใจสวมอยู่แต่อากาศไม่เข้าไปในปอด  ไตไม่ทำงาน...หมอซึ่งเป็นน้องสาวของฉันและเพื่อนๆหมอของเธอ คิดว่าไม่ควรยื้อชีวิตของฉันอีกต่อไป  น้องสาวยืนยันกับญาติๆของฉันว่า ไม่สามารถทำอะไรได้อีก   คุณทราบไหมว่า ฉันก็เคยสนับสนุนการทำ การุณยฆาต
            หมอคนอื่นๆไม่ยอมให้ใครเข้าไปในห้องยกเว้นน้องสาวของฉัน  เธออยู่ใกล้ฉันตลอดเวลา

ขณะที่วิญญาณของฉันในอีกมิติหนึ่งเห็นพ่อแม่อยู่  ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงฉันร้องออกมา เธอดีใจมาก และคิดว่าเธอคงช่วยให้ฉันกลับมาได้           บางทีคุณก็อาจเคยมีประสบการณ์เช่นนี้คือได้ยินบางคนที่หมดสติร้องออกมา   ฉันร้องออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นพ่อแม่ และขอให้พวกท่านนำฉันออกไป  น้องสาวของฉัน ก็ได้ยินเสียงของฉันและส่งเสียงดังว่า “พี่สาว  พ่อและแม่ของฉันมาแล้ว    คุณแม่ คุณพ่อ ได้โปรดอย่าเอาเธอไป ไม่เห็นหรือว่าเธอยังมีลูกเล็กๆอยู่ อย่าเอาเธอไปเลย”

            หมอคนอื่นดึงตัวน้องสาวของฉันออกไปนอกห้องเพราะคิดว่าเธอเสียสติจากอาการช็อค  เนื่องจากหลานชายของฉันซึ่งเป็นลูกของเธอถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตพร้อมกับฉันด้วย  

            กลับมายังสถานการณ์ของฉัน ฉันดีใจยิ่งนักที่พบกับพ่อแม่ในสถานที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อพวกท่านมองมายังฉัน ท่านรู้สึกเจ็บปวดมากซึ่งเห็นได้จากสีหน้า เพราะในสถานที่นั้นเราสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้   คุณพ่อร้องไห้พึมพำว่า “ลูกสาวของพ่อ โอ พระเป็นเจ้า  ลูกสาวน้อยๆของผม”

            แม่ของฉันสวดวิงวอนทันทีเมื่อท่านเห็นฉัน  แม้ท่านจะร้องไห้แต่ยังคงไว้ซึ่งความสงบสันติและความอ่อนหวาน ฉันเข้าใจได้ทันทีว่าท่านไม่สามารถดึงฉันออกไปจากที่นี่ได้  ฉันเป็นทุกข์ที่เห็นพวกท่านต้องมารับรู้ความทุกข์ของฉันโดยไม่สามารถช่วยฉันได้  ฉันเข้าใจด้วยว่า พวกท่านมาอยู่ที่นี่เพื่อเป็นผู้แทนของพระในการทำให้ฉันเรียนรู้ พวกท่านเป็นเหมือนติวเตอร์ที่เฝ้าดูแลพระพรต่างๆที่พระประทานให้ฉัน โดยเป็นแบบอย่างและพยานยืนยัน พวกท่านต้องปกป้องฉันจากการโจมตีของซาตานและชุบชูพระหรรษทานซึ่งพระเป็นเจ้าประทานให้ฉันเมื่อรับศีลล้างบาป  
            เมื่อฉันเห็นท่านเป็นทุกข์ โดยเฉพาะพ่อ  ฉันก็ร้องออกมาอีกครั้งอย่างสิ้นหวัง “โปรดนำลูกออกจากที่นี่ด้วยเถิด ลูกไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะลูกเป็นคาทอลิก โปรดดึงลูกออกไปจากที่นี่”

การพิพากษาของฉัน

            เมื่อฉันร้องออกไปว่าฉันเป็นคาทอลิก ฉันก็ได้ยินเสียงที่อ่อนหวานยิ่งนัก...... รู้สึกเปี่ยมไปด้วยสันติและความรัก  วิญญาณของฉันเริงร่า  ขณะที่สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวและเกาะกุมฉันอยู่ รีบก้มลงกราบแสดงความเคารพและขอตัวออกไปเพราะไม่สามารถทนความอ่อนหวานของเสียงนั้นได้  แล้วก็มีบางสิ่งเปิดออกเหมือนปาก  พวกมันรีบหนีเข้าไปด้วยความกลัว คิดดูเถิด ฉันได้เห็นปีศาจที่น่ากลัวก้มกราบ...เพียงแค่ได้ยินเสียงของพระเท่านั้น แม้แต่ความเย่อหยิ่งของซาตานก็ไม่อาจทนเสียงนี้ได้และรีบคุกเข่าลงทันที

            แล้วฉันก็เห็นพระนางพรหมจารีมารีย์ก้มลงกราบนมัสการ ขณะที่พระสงฆ์กำลังยกศีลมหาสนิทในพิธีมิสซาที่อุทิศแก่วิญญาณของหลานชายของฉัน พระนางมารีย์เข้าช่วยเหลือฉัน ก้มลงนมัสการพระเป็นเจ้าของเรา  ทรงรวบรวมบทภาวนาที่ทุกคนสวดอุทิศให้ฉันขึ้นถวายแด่พระองค์
            คุณทราบไหม ขณะที่พระสงฆ์กำลังยกศีลมหาสนิทขึ้น เราจะรู้สึกได้ถึงการปรากฏพระกายของพระเยซูเจ้า ทุกคนคุกเข่ากราบนมัสการ... แม้แต่ปีศาจ.....ส่วนฉัน ซึ่งไปร่วมพิธีมิสซา ไม่เคยแสดงความเคารพเลย... แถมยังเคี้ยวหมากฝรั่ง และบางครั้งยังเป่าหมากฝรั่งด้วย ช่างเย่อหยิ่งสิ้นดี ด้วยเหตุนี้ พระเป็นเจ้าจึงไม่ทรงฟังคำวิงวอนของฉัน

            เชื่อเถอะ  เป็นภาพที่น่าสะดุดใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดเหล่านั้นรีบก้มลงกราบนมัสการด้วยความหวาดกลัว ขณะที่พระเป็นเจ้าเสด็จผ่านพวกมันไป ฉันเห็นพระนาง มารีย์ ทรงนมัสการแทบพระบาทด้วยความกตัญญู  ทรงสวดภาวนาเพื่อฉันเฉพาะพระพักตร์....ส่วนฉัน คนบาปไม่ได้แสดงความเคารพต่อพระองค์ แล้วยังพูดอวดด้วยว่าเป็นคนดี....ฉันปฏิเสธพระองค์และยังกล่าวล่วงเกินพระองค์อีกด้วย       

* * * * * * *

            เสียงนั้นที่อ่อนหวานนั้นกล่าวกับฉันว่า  “ดีแล้ว ถ้าเธอเป็นคาทอลิก จงบอกเราสิว่าบทบัญญัติของพระเป็นเจ้ามีอะไรบ้าง?” ...ฉันคิดด้วยความหวาดกลัว....เพราะเป็นคำถามที่ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อน ฉันรู้แต่เพียงว่ามี 10 ข้อ...และไม่มากกว่านั้น

              แม่เคยบอกว่า บัญญัติข้อแรกคือความรัก ท่านพูดถึงเรื่องนี้เสมอ.....รักพระเป็นเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ ในที่สุดคำสั่งสอนของแม่ของฉันก็เป็นประโยชน์ในคราวนี้เอง  ฉันจึงเริ่มพูดว่า “บัญญัติข้อแรกคือ จงรักพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด และ...รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”

            “ดีมาก” พระองค์ตรัส “แล้วเธอทำตามหรือไม่? เธอรักเราหรือไม่?

            ด้วยความสับสน ฉันตอบว่า “ฉัน...ใช่ ใช่ค่ะ ใช่” แต่เสียงที่น่ามหัศจรรย์กล่าวว่า “ไม่”

ฉันขอยืนยันว่าพระองค์ตรัสว่า “ไม่”   ฉันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกฟ้าผ่า....ฉันรู้สึกอับอายมาก หน้ากากของฉันถูกถอดออก   

            เสียงอ่อนโยนนั้นตรัสกับฉันต่อไปว่า “เธอไม่ได้รักเราผู้เป็นพระเจ้าของเธอเหนือสิ่งอื่นใด และไม่ได้รักแม้แต่เพื่อนบ้านของเธอเหมือนตัวเองด้วย   เธอทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง   เธอระลึกถึงพระก็ต่อเมื่อเธอมีความทุกข์เท่านั้น  เธอบอกว่า เธอได้คุกเข่าสวดวิงวอน   เธอขอมิสซา เธอไปร่วมพิธีมิสซา เพื่อขอพระหรรษทานหรืออัศจรรย์....เมื่อเธอยากจน ครอบครัวของเธอก็ถ่อมตน  เมื่อเธอปรารถนาจะได้งานทำ นั่นแหละเธอจึงจะคุกเข่าสวดขอให้เราดึงเธอให้พ้นจากความยากจน   เมื่อเธอต้องการเงิน เธอก็สัญญาว่า จะสวดสายประคำ...  ”

            นี่คือความสัมพันธ์ของเธอกับพระเจ้า แต่เธอไม่เคยรักษาคำสัญญาที่เธอให้ไว้เลยแม้แต่ข้อเดียว นอกจากไม่รักษาสัญญาแล้ว เธอยังไม่ขอบคุณเราอีกด้วย
            พระเป็นเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นคำภาวนามากมายของฉัน เมื่อฉันขอรถคันแรก  ฉันสวดภาวนาด้วยความถ่อมตน  ฉันวิงวอนขอพระองค์แม้จะเป็นรถเก่าก็ได้....  แต่เมื่อได้รับตามที่ต้องการแล้ว ฉันไม่เคยกล่าวคำ “ขอบคุณ” พระองค์เลย และแปดวันต่อมา นอกจากจะไม่ได้ขอบคุณพระองค์แล้ว ฉันยังปฏิเสธพระองค์และพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับพระองค์อีกด้วย  

             ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเป็นเจ้าเหมือนกับ “ธนาคารที่แจกเงิน” นั่นคือฉันสวดสายประคำ แล้วพระองค์ก็จะประทานเงินแก่ฉัน.....และถ้าหากพระองค์ไม่ประทานให้ ฉันก็จะเป็นกบฏ    เมื่อฉันได้งานทำและมีเงิน  ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่มีความรักหรือความกตัญญูให้พระองค์แม้แต่น้อย

            ไม่เคย “ขอบคุณ” สำหรับสุขภาพที่ดี หรือการมีที่อยู่อาศัย....ไม่เคยสวดภาวนาเพื่ออุทิศให้แก่คนยากจนที่ไม่มีบ้านหรืออาหารกิน    ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเชื่อเรื่องโชคชะตาจากเทพีวีนัสและเมอร์คิวรี่ ฉันเชื่อหมอดู เชื่อว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อชีวิต  ฉันเชื่อทุกอย่างที่โลกบอกกับฉัน เช่น เรื่องการเกิดใหม่ในชาติหน้า...ฉันลืมคุณค่าแห่งพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า  

            พระเยซูเจ้าตรัสต่อไปว่า “ทุกสิ่งที่เธอมี ไม่ใช่มาจากการวอนขอของเธอ แต่เป็นพระพรที่เธอได้รับจากสวรรค์  เธอกลับบอกว่าเธอเป็นความสามารถของเธอเอง เป็นผลจากการทำงานและการต่อสู้ดิ้นรน จากการศึกษาของเธอ... ไม่จริงเลย! ดูสิ มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่มีคุณสมบัติดีมากกว่าเธอ และทำงานมากกว่าเธอไม่ใช่หรือ?”
            พระเยซูเจ้าทรงยกตัวอย่างบัญญัติสิบประการ เพื่อให้ฉันรู้ว่าตัวฉันเป็นอย่างไร  แทนที่ฉันจะนมัสการพระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว ฉันกลับนมัสการซาตาน ในคลินิกส่วนตัว  มีผู้หญิงที่ทำไสยศาสตร์เข้ามาและบอกฉันว่าสามารถขจัดโชคร้ายออกไปจากที่นี่ได้  แล้วเธอก็ทำพิธีของเธอด้วยเกือกม้าและว่านหางจระเข้   ฉันเปิดประตูให้ปีศาจเข้ามาได้ตามสบายในคลินิกส่วนตัว    พระเป็นเจ้าทรงพิจารณาชีวิตของฉันด้วยพระบัญญัติสิบประการ ในส่วนที่เกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์ ฉันนินทาทุกคนได้ทุกเรื่อง...ฉันอิจฉาคนอื่น   ฉันพูดโกหกหลอกลวงคนอื่น เมื่อฉันพูดว่า “ฉันเป็นคาทอลิก”  ยิ่งเป็นการยืนยันว่าฉันพูดเท็จ   ฉันไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ที่ได้เสียสละเป็นอย่างมาก เพื่อให้ฉันได้รับการศึกษาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญและประสบความ สำเร็จในชีวิต  พอฉันมีงานทำ ฉันก็ไม่เคยไปหาท่านเลย   โดยเฉพาะแม่ที่เป็นคนถ่อมตนและยากจน

            พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นถึงการเป็นคนชอบบ่น  เมื่อฉันตื่นนอน สามีของฉันทักทายว่า “สวัสดีวันใหม่”  ฉันตอบว่า “อาจจะเป็นวันดีสำหรับคุณ แต่ดูฝนที่กำลังตกสิ”  

            ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์ 4-5 ชั่วโมงดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการเล่นยิมนาสติก   ไม่เคยขอบพระคุณพระองค์ หรือสวดภาวนาอย่างดี....    บางครั้งฉันสวดสายประคำในช่วงพักโฆษณาของละครทีวีอย่างรวดเร็ว   ฉันรีบสวดโดยไม่ตั้งใจเพราะกลัวว่าละครอาจจะเริ่มแล้ว ฉันจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรในการสวดเลย เพราะฉันไม่ได้ยกจิตใจขึ้นหาพระเป็นเจ้า

            พระเยซูเจ้ายังทรงแสดงให้ฉันเห็นต่อไปว่าฉันอกตัญญูต่อพระองค์อย่างไร ...ตอนที่ฉันยังอยู่กับพ่อแม่นั้น เมื่อคุณแม่บอกให้ฉันไปร่วมพิธีมิสซา ฉันตอบท่านว่า “ถ้าพระเป็นเจ้าอยู่ทุกหนแห่งแล้ว มีความจำเป็นที่ฉันต้องไปวัดเพื่อร่วมพิธีมิสซาด้วยหรือ?” ...ฉันหารู้ไม่ว่าพระเยซูเจ้าทรงดูแลฉัน 24 ชั่วโมงทุกวันตลอดชีวิตของฉัน แต่ฉันยังเกียจคร้านไม่ยอมอุทิศเวลาเพียงเล็กน้อยในวันอาทิตย์ให้แก่พระองค์บ้างเลย  .... ยิ่งกว่านั้น การไปวัดบ่อยๆซึ่งน่าจะเป็นการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณให้สดชื่น ฉันกลับใช้เวลาเพื่อดูแลร่างกายของฉัน   ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันมีจิตวิญญาณที่ฉันไม่เคยคิดที่จะดูแลเลย

            ในส่วนที่เกี่ยวกับพระวาจาของพระเป็นเจ้า ฉันเคยพูดด้วยความเย่อหยิ่งว่า คนที่อ่านพระคัมภีร์มากๆ จะกลายเป็นคนโง่ – ฉันได้พูดผรุสวาทต่อพระเป็นเจ้า และฉันยังเคยพูดอีกว่า “พระเป็นเจ้าสถิตที่นั่นจริงหรือ? ในผอบศีลและจอกกาลิกษ์หรือ?.....พระสงฆ์น่าจะเติมเหล้าบรั่นดีลงไปด้วยนะ จะได้ทำให้รสชาติดีขึ้น”

            ฉันได้ทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเลวร้ายลงมาก    ฉันวิจารณ์พระสงฆ์    ฉันเคยประกาศว่า พระสงฆ์เป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งคนในชุมชนรับรู้สิ่งที่ฉันพูด....คุณคงนึกไม่ถึงว่ามันเลวร้ายเพียงใดที่ฉันทำต่อพระสงฆ์    ฉันขอบอกว่า คำพูดเพียงคำเดียวมีอำนาจสามารถฆ่าและทำลายวิญญาณได้ ตอนนี้ฉันได้เห็นความชั่วทุกอย่างที่ฉันได้ทำมาแล้ว ความละอายของฉันมีมากจนไม่อาจหาคำบรรยายได้  ฉันขอให้พวกคุณอย่าได้ทำเช่นเดียวกับฉันเป็นอันขาด จงอย่าพูดวิจารณ์พระสงฆ์   ฉันเห็นแล้วว่าความผิดร้ายแรงที่สุดที่ทำให้วิญญาณของฉันมีมลทิน และนำคำสาปแช่งมาสู่ชีวิตของฉันคือ การพูดให้ร้ายพระสงฆ์

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557          --          ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 3)

สวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์

            คนในครอบครัวของฉันมักวิจารณ์พระสงฆ์เสมอ ตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก  คนในบ้าน เคยวิจารณ์พระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์สุขสบายกว่าพวกเรา... พวกเขาเป็นอย่างนั้น พวกเขาเป็นอย่างนี้....”        พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับฉันด้วยเสียงดังว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร จึงทำตัวเป็นพระเจ้าและตัดสินคนของเรา? พระสงฆ์เป็นมนุษย์ และเราได้ให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่พวกท่านเพื่อประโยชน์ของชุมนุมชน  ชุมนุมชนนั้นต้องสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์ รักท่านและสนับสนุนท่าน”  เมื่อพระสงฆ์หกล้ม ทุกคนในชุมชนนั้นต้องช่วยเหลือท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์  ปีศาจเกลียดชังพระสงฆ์เป็นพิเศษ                พวกคุณรู้ว่าพระสงฆ์ก็คือมนุษย์ผู้อุทิศชีวิต เพื่อพระเยซูคริสตเจ้า  พระบิดานิรันดรทรงรับรองการทำอัศจรรย์ของท่านในการเสกแผ่นปังให้กลายเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า โดยอาศัยมือของท่าน  จึงมีพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า......และเพราะมือเหล่านี้เอง ปีศาจจึงเกลียดพระสงฆ์ยิ่งนัก   เพราะศีลมหาสนิทเปิดประตูสวรรค์ซึ่งเป็นเพียงประตูเดียวเท่านั้นที่เปิดสู่สวรรค์ ปราศจากศีลมหาสนิท ไม่มีใครไปสวรรค์ได้ เมื่อคนใดโศกเศร้า พระเป็นเจ้าทรงมาอยู่เคียงข้างเขาในศีลมหาสนิท   พระองค์ตรัสกับเขาด้วยความรักและพระเมตตาว่า “เราเป็นพระเจ้าของลูก” และเมื่อมีผู้วอนขออภัยต่อพระองค์  มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่ยากจะอธิบายได้  เพราะในทันทีนั้นเอง พระเยซูเจ้าทรงนำวิญญาณผู้นั้นไปยังวัดที่กำลังประกอบพิธีมิสซาอยู่และให้ผู้นั้นได้รับพระหรรษทานการอภัยบาปและศีลมหาสนิท  เป็นเวลาแห่งความลึกลับ เพราะผู้ที่รับพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้   นี่เป็นพระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่ในพระศาสนจักรคาทอลิกที่พระเป็นเจ้า ประทานให้แก่พระศาสนจักร   โดยทางพระศาสนจักรนี่เองที่พวกเขาได้รับความรอด  เพราะเหตุนี้ ปีศาจจึงเกลียดชังพระสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ใดมีพระสงฆ์ ที่นั่นมีมือที่เสกปังและเหล้าองุ่น ทำให้กลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา ดังนั้นเราต้องสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์มากๆ เพราะปีศาจมันโจมตีพระสงฆ์ตลอดเวลา พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

ศีลศักดิ์สิทธิ์

            โดยทางพระสงฆ์เท่านั้นที่พวกเราได้รับศีลแห่งการคืนดี และได้รับการอภัย พวกคุณทราบหรือไม่ว่าการสารภาพบาปคือ “การอาบน้ำให้วิญญาณ”ด้วยพระโลหิตของพระคริสตเจ้า   เมื่อวิญญาณสกปรกด้วยบาป ถ้าฉันไปสารภาพบาป บาปของฉันจะถูกชำระล้างในพระโลหิตของพระคริสต์ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังได้ทำลายลวดที่มัดฉันไว้กับความชั่วด้วย  ผู้ที่มีบาปไม่ว่าจะหนักเพียงใด ก็มีผู้ที่มีอำนาจที่ใหญ่กว่าลบล้างบาปนั้นได้ ในพระรอยแผลแห่งดวงพระทัยของพระองค์....

             มีบางอย่างที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์  ....โดยพระรอยแผลของพระเยซูคริสตเจ้า วิญญาณได้ถูกยกขึ้นสู่ความศักดิ์สิทธิ์   สู่พระเมตตาแห่งดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นสงฆ์นิรันดร และที่นั่น พระเยซูเจ้าทรงวางไม้กางเขนของพระองค์ ทรงหลั่งพระโลหิตในสวรรค์ ....และวิญญาณก็กลับขาวสะอาด ฉันเห็นวิญญาณของฉันขาวสะอาดเมื่อได้สารภาพบาป    พระเยซูเจ้าทรงทำลายเหล็กในที่เชื่อมโยงฉันไว้กับซาตาน  (แต่โชคร้ายที่ฉันยังห่างไกลจากการสาร ภาพบาป)....สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านทางพระสงฆ์ทั้งสิ้น  จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสวดภาวนาเพื่อพวกท่าน เพื่อที่พระเป็นเจ้าจะทรงพิทักษ์รักษา  ประทานความสว่าง และทรงนำทางพวกท่าน ด้วยสาเหตุนี้ ปีศาจจึงเกลียดชังพระศาสนจักรและพระสงฆ์

ศีลแต่งงาน

             ในวันแต่งงาน ขณะที่เรากล่าวคำว่า “ค่ะ” สัญญาว่าเราจะซื่อสัตย์ไปจนตลอดชีวิต ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข ไม่ว่าสุขภาพดีหรือเจ็บป่วย ฯลฯ พวกคุณรู้ไหมว่า คุณกำลังสัญญาอยู่กับองค์พระเป็นเจ้า พระบิดา   พระเจ้านิรันดรของเราทรงเป็นพยานเมื่อเรากล่าวคำเหล่านี้  ผู้แต่งงานทุกคน เมื่อเสียชีวิตไป จะได้เห็นเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน  พระบิดาทรงจารึกคำสัญญาของเราไว้ในหนังสือแห่งชีวิตด้วยอักษรสีทอง งดงามยิ่งนัก...เมื่อเรารับพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า คู่แต่งงานได้ชิดสนิทกับพระและกับคู่ที่เราได้เลือกที่จะแบ่งปันชีวิตให้แก่กันและกัน ดังที่เราประกาศต่อองค์พระตรีเอกภาพสูงสุด

            ฉันเห็นภาพวันแต่งงานของฉัน เมื่อฉันและสามีรับศีลมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เราไม่ได้เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นสาม  คือเราสองคน และพระเยซูเจ้า ความจริงก็คือ ทันทีที่เราติดต่อกับพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงรวมเราทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวและทรงวางเราไว้ในดวงพระทัยของพระองค์และเราก็กลายเป็นหนึ่ง อยู่ในพระเยซูเจ้าและในพระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ “มนุษย์อย่าได้แยกสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงรวมไว้”

            ฉันขอถามพวกคุณว่า “ใครสามารถแยกความเป็นหนึ่งเดียวนี้ได้?” พี่น้องที่รัก  ไม่มีใครเลย หลังจากศีลแต่งงานได้รวมคู่แต่งงานแล้ว   พระพรที่พระเป็นเจ้าทรงหลั่งมาให้จากศีลแต่งงานมากมายมหาศาลจนไม่อาจจินตนาการได้
            ฉันได้เห็นศีลแต่งงานของพ่อแม่  เมื่อคุณพ่อสวมแหวนแต่งงานให้คุณแม่ และพระสงฆ์ประกาศว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน  พระเป็นเจ้าทรงรับรองการแต่งงานด้วยแสงสว่างพิเศษ คือพระพรที่พระองค์ประทานให้แก่ผู้ชาย เป็นพระพรจากพระฤทธานุภาพของพระเป็นเจ้าพระบิดา  เพื่อที่ชายผู้นี้นำทางลูกๆของเขาซึ่งจะเกิดขึ้นจากศีลแต่งงาน  เป็นการปกป้องศีลแต่งงานและลูกของเขาจากความชั่วร้ายที่จะมาโจมตีครอบครัว
            สำหรับคุณแม่  พระบิดาทรงวางสิ่งที่คล้ายกับลูกไฟกลมที่สวยงามยิ่งบนหัวใจ  เป็นความรักของพระจิตเจ้า ฉันรู้ว่าคุณแม่ของฉันเป็นคนบริสุทธิ์มาก พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยและทรงชื่นชมยินดี  ในขณะนั้นมีจิตสกปรกพยายามยึดคุณพ่อของฉัน    ผู้ที่ไปมีความสัมพันธ์นอกการแต่งงาน จิตชั่วร้ายจะพยายามโจมตีผู้นั้นทันทีทุกด้าน โดยเริ่มที่อวัยวะเพศ   ฮอร์โมน สมอง  ต่อมใต้สมอง และประสาทสัมผัสทุกส่วน   ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากๆเพื่อทำให้จิตสำนึกตกต่ำ   เป็นทาสของเนื้อหนัง  เป็นทาสของสัญชาติญาณ   และใช้ชีวิตอย่างที่พูดกันว่า หาความสุขให้กับชีวิต

             คู่แต่งงานที่บริสุทธิ์เทิดพระเกียรติพระเป็นเจ้า   พระองค์ทรงทำให้เพศเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเรื่องทางเพศไม่ใช่บาป  เป็นพระพรอย่างหนึ่งที่พระประทานให้คู่แต่งงานที่มีศีลแต่งงาน   แม้แต่ในงานเลี้ยงในโอกาสแต่งงาน พระเป็นเจ้าก็ประทับอยู่ด้วยและอวยพระพรอาหารในงาน  พระองค์ทรงปีติยินดีก่อนการแต่งงาน  ทรงพอพระทัยที่มีส่วนร่วมกับคู่แต่งงานในการเริ่มต้นชีวิตใหม่  คู่แต่งงานและพระเยซูเจ้าทรงก่อเป็นตรีเอกภาพ   คู่แต่งงานหลายคู่ไม่ทราบ หรือไม่สังเกตเห็นสิ่งนี้......และคิดว่าการแต่งงานเป็นเพียงพิธีอย่างหนึ่งเท่านั้น  ... คิดแต่การออกจากวัดไปงานเลี้ยงและไปฮันนีมูน..... สิ่งนี้ไม่ใช่ความชั่ว  ความชั่วเกิดขึ้นเมื่อเราออกห่างจากพระ  พระองค์ทรงพอพระทัยมีส่วนร่วมกับเราในทุกเรื่องและประทับอยู่กับเราตลอดไป  ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข พระองค์ทรงปรารถนาให้เรารู้สึกว่าพระองค์ประทับอยู่ที่นั่นด้วย....แน่นอนในศีลแต่งงาน พระองค์ประทับอยู่แม้จะไม่ได้ทรงรับเชิญ...แต่จะเป็นสิ่งประเสริฐเพียงไรหากเราตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระองค์ดังที่กล่าวมานี้

            สิ่งประเสริฐอีกอย่างหนึ่งในพิธีศีลแต่งงานของพ่อแม่ของฉันคือ พระเป็นเจ้าประทานพระพรที่คุณพ่อของฉันได้สูญเสียไปให้กลับคืนมา   ท่านแต่งงานกับคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ที่บริสุทธิ์มาก ฉันมองดูคุณพ่อและความประพฤติทางเพศของท่านซึ่งไม่ดีเลย  ท่านถือว่าเป็น “ลูกผู้ชาย” และมิตรสหายของท่านได้ยุยงท่านโดยบอกว่าอย่าให้ภรรยาเป็นใหญ่ในครอบครัว ให้ใช้ชีวิตเหมือนก่อนแต่งงาน  หลังจากแต่งงานไม่นานท่านไปที่ทำงาน และอวดเพื่อนๆว่าท่านเป็นใหญ่กว่าภรรยา....        พระหรรษทานที่พระเป็นเจ้าประทานให้จึงสูญไป     และจิตสกปรกก็เข้ายึดท่าน จากการเป็นผู้ดูแลฝูงแกะกลายเป็นสุนัขป่าในครอบครัว ...ในบ้านของท่านเอง

            ผู้ที่ไม่ซี่อสัตย์ต่อการแต่งงานก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระ   ผิดคำสาบาน ที่กระทำต่อพระและต่อผู้ที่แต่งงานด้วย  ฉะนั้นผู้ที่คิดว่าจะไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่แต่งงานของตนก็อย่าแต่งงานเลย   “ถ้าเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เจ้าได้สาปแช่งตัวเจ้าเอง ถ้าเจ้าจะไม่ซื่อสัตย์ ก็จงอย่าแต่งงาน   จงวอนขอ พระหรรษทานจากเราที่จะซื่อสัตย์ต่อภรรยา  ต่อสามี  และต่อพระเจ้าของเจ้าเถิด”

            ความไม่ซื่อสัตย์ นำความชั่วร้ายเป็นอันมากสู่การแต่งงาน  เช่น สามีที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับเลขานุการ  เขาอาจติดเชื้อไวรัสจากเลขานุการ และเมื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาตนเองก็นำ เชื้อไวรัสให้กับภรรยาโดยที่ภรรยาไม่ทราบ จนเมื่อเชื้อโรคลุกลามมากแล้ว... ใครล่ะที่บอกว่าการเป็นชู้สาวไม่ฆ่าใคร? ยิ่งกว่านั้น การเป็นชู้สาวยังเป็นสาเหตุใหญ่ของการทำแท้ง... ภรรยาหลายคนทำแท้งเพราะสามีนอกใจ  พวกเธอฆ่าทารกผู้บริสุทธิ์ที่ไม่สามารถป้องกันตัวเอง  แล้ว เรายังกล้าเดินขบวนเรียกร้องให้มีการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายอีกหรือ?   เราเปิดประตูให้ปีศาจ แล้วยังต่อว่าพระเจ้าว่าไม่ทรงรักเรา?   จงรู้เถิดว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นศิลาที่ปกป้องการแต่งงาน วิบัติแก่ผู้ที่พยายามทำลายศีลแต่งงาน  

            เรื่องแม่ผัวกับลูกสะใภ้ หรือ แม่ยายกับลูกเขยก็เช่นกัน สิ่งที่เราควรทำคือสวดภาวนาให้กันและกัน  อย่าได้โกรธเคืองต่อกันเลย

เคารพเชื่อฟังบิดามารดา

            พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง.....ฉันกำลังจะเล่าถึงความอกตัญญูต่อพ่อแม่  เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉันรู้สึกละอายใจพวกท่านมาก  ฉันพูดไม่ดีและไม่ยอมรับท่านเพราะท่านยากจนและไม่สามารถให้ทุกสิ่งแก่ฉันเหมือนกับเพื่อนๆที่ได้รับจากพ่อแม่ร่ำรวย   ฉันเป็นลูกอกตัญญูมากจนถึงกับเคยพูดว่า ท่านไม่ใช่แม่ของฉัน เพราะท่านมายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน   

            ฉันคิดว่าได้ปฏิบัติตามบัญญัติประการที่ 4 เป็นอย่างดีแล้ว เพราะฉันได้จ่ายเงินไปมากเมื่อท่านป่วยหนักก่อนเสียชีวิต  สามีของฉันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วฉันยังพูดอีกว่า “ดูสองคนนี้สิ  ไม่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกๆเลย แถมลูกยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีก  พ่อแม่ของเพื่อนๆ ที่จากไปยังดีกว่า....” พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นถึงการที่ฉันตัดสินทุกอย่างด้วยเงินทอง และฉันทำเช่นนี้แม้แต่กับพ่อแม่ของตัวเอง  

            ด้วยเงินทองที่มี ฉันทำตัวเป็นพระเจ้า ดูถูกแม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง  สิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจมากที่สุดคือการเห็นพวกท่านที่นั่น......คุณพ่อกำลังร้องไห้  ท่านรู้ว่าท่านต้องทำหน้าที่เป็นประกาศกของฉัน ด้วยการเป็นพยานและเป็นแบบอย่างที่ดี แต่ท่านไม่ได้ทำ  เวลานี้ท่านเห็นความหายนะของฉัน ท่านเสียใจมาก   ท่านเคยพูดโอ้อวดกับคุณแม่และทุกคนว่า ท่านเป็น “ลูกผู้ชาย” เต็มตัว  มีผู้หญิงหลายคนติดพัน  ท่านดื่มสุราและสูบบุหรี่ ท่านเป็นคนดีแต่ก็มีข้อเสียซึ่งท่านไม่รู้ตัวและยังภูมิใจด้วยซ้ำ  เมื่อฉันเป็นเด็กฉันเห็นแม่ร้องไห้เมื่อคุณพ่อพูดถึงผู้หญิงคนอื่น ฉันรู้สึกโกรธฝังใจเมื่อเห็นคุณพ่อเยาะเย้ยคุณแม่ต่อหน้าคนอื่นและทำให้คุณแม่ต้องเสียน้ำตาไปมากทีเดียว...ส่วนคุณแม่นิ่งเงียบไม่พูดเลยสักคำเดียว และสิ่งนี้ทำให้ฉันเริ่มเป็นกบฏต่อครอบครัว

            เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฉันเคยพูดกับแม่ว่า “ฉันจะไม่ทำเหมือนคุณแม่  คุณแม่ทำให้ศักดิ์ศรีของผู้หญิงถูกเหยียบย่ำ  ไร้ค่า ความผิดทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงอย่างคุณแม่นี่แหละ ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีความภูมิใจ และถูกผู้ชายดูถูก”   ฉันเคยพูดกับคุณพ่อว่า “คุณพ่อ ฟังดีๆนะ ฉันจะไม่ยอมให้ผู้ชายมาทำกับฉันเหมือนที่คุณพ่อทำกับคุณแม่หรอก   วันใดที่ผู้ชายไม่ซื่อสัตย์ต่อฉัน ฉันจะไม่ยอม ฉันจะทำเช่นเดียวกันเพื่อให้เขาเรียนรู้” คุณพ่อตะโกนใส่ฉันว่า “แกกล้าดีอย่างไร เจ้าเด็กน้อย?”   ฉันตอบท่านว่า “คุณพ่อจะตีฉันก็ได้....แต่เมื่อฉันแต่งงาน และสามีหลอกลวงฉัน   ฉันจะทำเช่นเดียวกัน ผู้ชายจะได้รู้  เข้าใจและมีประสบการณ์ว่าผู้หญิงเป็นทุกข์มากแค่ไหน เมื่อถูกดูถูกและเยาะเย้ย”  ฉันเก็บความเกลียดนี้ไว้จนฝังใจ  ฉันเป็นกบฏและคิดที่จะปกป้องผู้หญิง ฉันสนับสนุนการทำแท้ง การหย่าร้าง การทำการุณยฆาต  ฉันแนะนำผู้หญิงที่รู้จักว่า อย่ายอมผู้ชายถ้าเขาหลอกลวงเธอ ตัวฉันเองไม่เคยทำเช่นนั้น แต่ฉันได้ทำร้ายผู้คนมากมายด้วยการให้คำแนะนำเช่นนั้น

            เมื่อฉันมีฐานะดีขึ้น ฉันบอกกับแม่ว่า “คุณแม่ แยกกับพ่อเถอะ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทนอยู่กับผู้ชายแบบนี้  รู้จักมีศักดิ์ศรีและให้คุณค่ากับตัวเองบ้างนะแม่” แต่ถึงแม้คุณพ่อจะเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็ยังรักท่าน  เพราะคุณแม่ไม่เคยสอนลูกให้เกลียดพ่อหรือเกลียดคนอื่นเลย.....ส่วนฉัน คิดดูเถอะ ฉันต้องการให้พ่อแม่หย่ากัน ซึ่งคุณแม่ยืนกรานว่า “แม่ไม่ทำ”  แม่เป็นทุกข์ แต่ก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อลูก    แม่ไม่จะไม่ทำให้ลูกขาดพ่อ  เพราะถ้าแม่แยกไปแล้ว ใครจะสวดภาวนาให้พ่อได้รับความรอดล่ะ?   ทุกวันแม่ไปวัด  เมื่ออยู่ต่อหน้าพระแท่นแม่จะสวดว่า “พระเยซูเจ้า ลูกขอถวายความเจ็บปวดนี้เข้าร่วมกับพระมหาทรมานของพระองค์ เพื่อที่สามีและลูกๆจะได้รับความรอด” แม่ได้มอบพ่อของลูกให้พระเยซูเจ้า และสวดสายประคำให้  ปีศาจดึงพ่อให้ตกต่ำลงด้วยบาป แต่แม่ฉุดคุณพ่อขึ้นด้วยสายประคำ และมาอยู่เบื้องหน้าพระแท่นพลางสวดว่า “พระเยซูเจ้าข้า  เขาอยู่ที่นี่แล้ว ลูกเชื่อมั่นว่าพระองค์จะไม่ให้ลูกสิ้นใจก่อนที่จะได้เห็นเขากลับใจ   ลูกสวดภาวนาเพื่อผู้หญิงอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับลูกด้วย โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่ไม่คุกเข่าวอนขอต่อพระองค์เพื่อสามีและลูกๆ   แต่ไปพึ่งไสยศาสตร์หรือหมอดูหรือสิ่งอื่นๆซึ่งเป็นสิ่งหลอกลวง นำครอบครัวไปสู่อุ้งมือของปีศาจ  พระเยซูเจ้าข้า ลูกสวดภาวนาสำหรับผู้หญิงเหล่านี้และครอบครัวเหล่านี้”

             แปดปีก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต คุณพ่อสำนึกผิดและวอนขออภัยโทษ  พระเยซูเจ้าทรงให้อภัย ท่านได้ไปอยู่ในไฟชำระส่วนที่ลึกที่สุด ทนทรมานแสนสาหัสเพื่อชดใช้โทษบาปซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยตระหนักถึง  พระเยซูเจ้าประทานพระหรรษทานการชดใช้โทษโดยผ่านทางศีลมหาสนิท ทุกครั้งที่เราไปร่วมพิธีมิสซา  พระเป็นเจ้าจะทรงแสดงให้พวกเราเห็นสิ่งนี้หลังจากที่เราเสียชีวิต  

             คุณแม่เคยบอกคุณพ่อให้ตักเตือนพี่ชายของฉันที่เจริญรอยตามคุณพ่อ  คือไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาและดื่มสุรา....ถ้าคุณพ่อเตือนเขา ก็ถือเป็นการชดใช้โทษบาปของท่านได้  แต่ท่านไม่ได้ทำและพูดว่า เด็กๆเขาสนุกเล่นเท่านั้นแล้วก็จะเปลี่ยนไปเองในภายหลัง  คุณพ่อเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่พี่ชายของฉัน   บัดนี้ท่านร้องไห้และพูดว่า “ข้าพเจ้าได้รับความรอดโดยอาศัยการสวดภาวนาเป็นเวลาถึง 38 ปี ของผู้หญิงที่พระองค์ทรงประทานมาให้เป็นคู่  ขอขอบพระคุณพระองค์”  

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557        --          ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่4)

ซาตานและกลยุทธ์ของมัน

ผู้ที่ดูภาพยนตร์เรื่องพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า คงจำได้ว่า ขณะที่ทหารเฆี่ยนตีพระเยซูเจ้าอยู่นั้น มีปีศาจพร้อมกับเด็กเล็กๆคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นปีศาจเหมือนกัน) กำลังมองดูพระเยซูเจ้าและยิ้ม รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้มันไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่โตขึ้นและฉลาดมาก อีกทั้งยังชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ด้วย มันได้ทำให้คนจำนวนมากตกเป็นทาสของมันในเรื่องเนื้อหนัง โดยอาศัยเวทย์มนตร์, ความผิดพลาดทางเทววิทยา  เช่น มันทำให้บางคนเชื่อว่าไม่มีปีศาจ เพื่อที่จะไม่มีสิ่งใดมารบกวนแผนการของมัน   และนำความพินาศมาสู่เราโดยหาประโยชน์จากความอ่อนแอของแต่ละคน  คาทอลิกหลายคน ถึงแม้จะมีความเชื่อและปฏิบัติตามความเชื่อ เช่นไปร่วมพิธีมิสซาและก็ยังไปทำพิธีกรรมที่อาศัยเวทมนตร์ด้วย  ปีศาจทำให้ผู้นั้นเชื่อว่า สามารถไปสวรรค์ได้เพราะไม่ได้ใช้เวทมนตร์ทำร้ายใคร ปีศาจชี้นำด้วยยุทธวิธีที่มันตระเตรียมมาเป็นอย่างดี  เช่น การใช้เครื่องรางของขลัง การทำเสน่ห์ และการดูดวง เป็นต้น นี่คือการตีตราประทับของปีศาจบนตัวเรา   

 ฉันเคยไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่พาฉันไปพบคนทรงเพื่อให้ทำนายโชคชะตา   ที่นั่นฉันถูกปีศาจตีตราด้วยเครื่องหมายของมัน    ตั้งแต่วันนั้น ฉันรู้เริ่มฝันร้าย ใจคอสับสนวุ่นวาย วิตกกังวล หวาดกลัว และถึงกับคิดฆ่าตัวตายโดยไม่เข้าใจว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น ฉันร้องไห้ และไม่รู้สึกถึงสันติสุขใดๆ  ฉันสวดภาวนา แต่ก็รู้สึกว่าพระเป็นเจ้าทรงอยู่ห่างไกล โดยไม่ทราบว่าฉันได้เปิดประตูรับปีศาจ และมันก็ได้เข้ามาทำลายชีวิตของฉันแล้ว

 

การโกหกและการสารภาพบาปไม่ดีเป็นครั้งแรก

เมื่อฉันยังเป็นเด็ก ฉันเรียนรู้มาอย่างผิดๆว่า ถ้าหากจะไม่ให้แม่ทำโทษฉันต้องโกหกท่าน ดังนั้นฉันจึงเริ่มต้นพูดโกหก และพูดโกหกมากขึ้นเสมอมา  เช่นฉันทราบว่าคุณแม่เคารพนับถือพระเยซูเจ้ามาก  พระนามของพระองค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ฉันจึงมีความคิดหาประโยชน์จากความศรัทธาของท่าน และเคยพูดกับแม่ว่า “คุณแม่คะ โดยพระนามของพระคริสต์ หนูสาบานว่าจะไม่ทำสิ่งนี้อีก” ซึ่งทำให้ฉันไม่ถูกแม่ทำโทษ  และเช่นนี้เองฉันจึงทำความผิดและทำบาปมากขึ้นทุกที....โดยไม่ใส่ใจคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณแม่และทำความผิดซ้ำๆอีก   แต่เมื่อคุณแม่ยืนยันอย่างแข็งขัน ฉันก็พูดว่า “คุณแม่ ขอให้ฟ้าผ่าหนู ถ้าหนูพูดโกหก” คำพูดนี้ฉันเคยพูดหลายครั้ง....เวลาผ่านไป แล้วฟ้าก็ผ่าฉันจริงๆ การที่ฉันอยู่ที่นี่ได้ เป็นเพราะพระเมตตาของพระเป็นเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น

วันหนึ่ง เอสเตลล่า เพื่อนสาวของฉันพูดกับฉันว่า “ดูสิ ตอนนี้เธออายุ 13 ปีแล้ว และเธอยังไม่เสียพรหมจรรย์อีกหรือ?” ฉันจ้องดูเธอด้วยความตกใจ เธอพูดอย่างนี้ได้อย่างไร?

คุณแม่เคยสั่งสอนฉันเสมอเกี่ยวกับความสำคัญของพรหมจรรย์ ท่านบอกว่ามันเกี่ยวกับแหวนแต่งงานกับพระเยซูเจ้า แต่เพื่อนหญิงของฉันบอกว่า “แม่ของฉันพาฉันไปพบสูตินารีแพทย์ เมื่อฉันเริ่มมีประจำเดือน และแพทย์ก็ให้ฉันกินยาคุม” ในตอนนั้นฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย  เธอจึงอธิบายว่ายาคุมกำเนิดมีไว้เพื่อควบคุมไม่ให้มีการตั้งครรภ์  เธอยังสอนเรื่องที่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยให้ฉันด้วย....เธอพูดว่า “เธอนี่ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย” และบอกว่าจะแนะนำสถานที่บางแห่งให้ฉันเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้

พวกเขาพาฉันไปกลางเมืองเพื่อดูภาพยนตร์ลามก  คิดดูเถิดช่างน่ากลัวอะไรเช่นนั้น? เด็กหญิงอายุเพียง 13 ปี เมื่อดูภาพยนตร์เช่นนั้นแล้วจะเป็นอย่างไร? ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก ฉันอยากจะวิ่งหนีออกไปให้เร็วที่สุดจากที่นั่น...แต่ฉันไม่ได้ทำ เพราะอายเพื่อนหญิงที่ไปดูด้วยกัน...

ในวันเดียวกันนั้น ฉันไปวัดพร้อมกับคุณแม่ ฉันต้องการไปแก้บาป ฉันสารภาพบาปทั่วไป เช่น ไม่ได้ทำหน้าที่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ฉันไม่ได้เชื่อฟัง.... ฉันแก้บาปกับพระสงฆ์องค์เดิม ซึ่งท่านจะรู้บาปของฉันอยู่บ้างแล้ว แต่ในวันนั้นฉันได้สารภาพว่าฉันได้ไปดูภาพยนตร์และไม่ได้บอกคุณแม่ พระสงฆ์ประหลาดใจมาก ท่านพูดเกือบจะตะโกนว่า “ไม่ได้บอกใครนะ? หนูไปที่ไหน?” ฉันรู้สึกเป็นทุกข์และเหลือบมองดูคุณแม่ซึ่งยังคงนั่งสงบเงียบอยู่...โชคดีที่ท่านไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ  ฉันคิดว่าถ้าหากท่านเห็นละก้อ...ฉันจึงลุกออกจากที่สารภาพบาป รู้สึกโกรธเคืองพระสงฆ์ แต่ฉันไม่ได้บอกท่านว่าได้ไปดูภาพยนตร์ประเภทใด เพียงแต่บอกว่าแอบไปดูภาพยนตร์เท่านั้น พระสงฆ์จะต้องตำหนิฉันมากแน่ ถ้าหากฉันบอกว่าฉันไปดูภาพยนตร์อะไรมา

นี่เป็นการเริ่มต้นของเล่ห์กลปีศาจซาตาน ตั้งแต่นั้นฉันเริ่มแก้บาปไม่ดี ฉันเลือกว่า  “จะสารภาพบาปนี้ แต่ไม่สารภาพนั้น”....ฉันสารภาพบาปไม่ครบถ้วน แต่ก็ยังไปรับศีลมหาสนิท  ฉันรับพระองค์อย่างไม่สมควร และพระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นความน่ากลัวของกระบวนการตายด้านฝ่ายวิญญาณ....ที่สุด ฉันก็มาถึงจุดที่ตัวเองไม่มีความเชื่อเลย ไม่เชื่อว่ามีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้าย  พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อฉันยังเป็นเด็ก ฉันถูกจูงมือเดินไปพร้อมกับพระองค์ และมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระองค์ และแล้วบาปก็ค่อยๆเปลี่ยนฉันทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป  แล้วมือของฉันก็หลุดออกจากพระหัตถ์ของพระองค์  

ต่อมาพระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “ผู้ใดที่กินและดื่มพระกายและพระโลหิตของพระองค์อย่างไม่เหมาะสม ก็เท่ากับกินและดื่มคำสาปแช่งของตนเอง” ฉันได้กินและดื่มคำสาปแช่งตัวของฉันเอง ฉันได้เห็นในหนังสือแห่งชีวิตว่า ปีศาจแยกฉันออกจากพระเยซูเจ้าได้อย่างไร  เพราะเมื่อฉันมีอายุ 12 ขวบฉันยังมีความเชื่อในพระเป็นเจ้าอยู่ และไปเฝ้าศีลมหาสนิทพร้อมกับคุณแม่...มันเป็นการแยกจากที่น่ากลัวยิ่งนัก!

เมื่อฉันเริ่มต้นชีวิตในบาป พระเยซูเจ้าทรงทำให้ฉันรู้สึกถึงการสูญเสียสันติสุขในใจ และเริ่มมีการสู้รบในมโนธรรม แต่เพื่อนหญิงของฉันพูดกับฉันว่า “อะไรนะ? ไปสารภาพบาปหรือ? เธอนี่ตกแฟชั่นจริงๆ เธอไปสารภาพบาปกับพระสงฆ์พวกนั้นหรือ? พวกเขาเป็นคนบาปยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก?” เพื่อนหญิงของฉันไม่มีใครไปแก้บาปเลย  มีฉันเพียงคนเดียวที่ยังไปแก่บาปอยู่ สงครามเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของฉันระหว่างคำพูดของเพื่อนๆ กับ คำพูดของคุณแม่และจากมโนธรรมของฉันเอง...  ความสมดุลค่อยๆเอนเอียงไปทางฝ่ายเพื่อน  และที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะไม่ไปแก้บาปอีก

จงพิจารณาดูเล่ห์กลของซาตานเถิด เมื่ออายุ 13 ปี มันทำให้ฉันถอยห่างออกจากการแก้บาป มันเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ   มันเอาความคิดผิดๆมาใส่ในหัวของเรา  ฉัน กลอเรีย โปโลได้กลายเป็นซากศพที่มีชีวิตเมื่ออายุ 13 ปี แต่สำหรับฉันในเวลานั้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอยู่ในกลุ่มเพื่อนหญิงให้ได้ ต้องเก่งและเชี่ยวชาญ...เมื่ออายุ 13 ปี ฉันคิดว่าฉันรู้ทุกสิ่งแล้ว และเห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าเป็นเรื่องล้าสมัย หรือเป็นเรื่องโง่เขลา

ฉันยังไม่ได้เล่าต่อว่า เมื่อพระสุรเสียงของพระเยซูเจ้าตรัสออกไป  ปีศาจรีบหนีไปจากที่นั่นเพราะไม่สามารถทนต่อพระสุรเสียงของพระองค์ได้ แต่ก็มีปีศาจตัวหนึ่งได้รับคำสั่งจากพระเยซูเจ้าให้อยู่ที่นั่น  มันร้องตะโกนด้วยเสียงดังอย่างน่ากลัวว่า “เธอเป็นของข้า เธอเป็นของข้า...” มันอยู่ที่นั่น เพราะมันเป็นตัววางแผนและออกอุบายให้ฉันทำบาป เพราะความอ่อนแอของฉัน  มันดึงฉันออกนอกทางจากที่แก้บาป เพราะเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มันอยู่ใกล้ฉัน  และมันร้องตะโกนว่าฉันเป็นของมัน เพราะฉันได้ตายไปในบาปหนัก ตั้งแต่อายุ 13 ปีที่ฉันเจตนาเริ่มสารภาพบาปไม่ครบ  เพราะฉะนั้นฉันจึงเป็นของปีศาจตนนั้น และมันจึงอยู่ที่นั่นได้ระหว่างการพิพากษา  คิดดูเถิดฉันอับอายเพียงไรที่เห็นบาปของตัวเองมากมายมหาศาล และยังถูกปีศาจประกาศว่าฉันเป็นของมันแล้ว มันช่างน่ากลัวจริงๆ

            ปีศาจตนนี้ดึงฉันออกจากที่แก้บาป ด้วยวิธีนี้มันทำให้วิญญาณของฉันไม่ได้รับการชำระล้างทำความสะอาด  และบาปที่ฉันทำก็มิใช่สิ่งที่ได้มาฟรีๆโดยไม่ต้องชดใช้   ความชั่วได้ทำเครื่องหมายสีดำของมันบนวิญญาณที่ขาวสะอาดของฉัน ...เมื่อฉันรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ฉันสารภาพบาปอย่างดี หลังจากนั้นก็ไม่เคยอีกเลย ฉันรับพระเยซูเจ้าอย่างไม่สมควร ดังนั้นเมื่อเราจะไปสารภาพบาป เราต้องวอนขอพระจิตเจ้าได้โปรดส่องสว่างจิตใจอันดำมืดของเรา เพราะสิ่งที่ปีศาจทำก็คือ การปิดบังจิตใจของเรา ให้เราคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นบาป  ทุกอย่างดีหมด จึงไม่จำเป็นต้องไปแก้บาปกับพระสงฆ์... และยังทำให้เราคิดอีกว่าพระสงฆ์เป็นคนบาปยิ่งกว่าเรา...การแก้บาปเป็นเรื่องล้าสมัย 

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557     --          ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 5)

การทำแท้งของเพื่อนหญิงคนหนึ่ง

 “เอสเตล่า”เพื่อนหญิงของฉันตั้งครรภ์เมื่ออายุ 13 ปี และเธอบอกให้ฉันรู้ ฉันถามเธอว่า  “เธอไม่ได้กินยาคุมหรอกหรือ?” ... “กิน” เธอตอบ... “แต่มันไม่ได้ผล”....   เธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันเกิดขึ้นตอนไหน... ในงานปาร์ตี้ หรือระหว่างการเดินทาง หรือเมื่อไปงานแต่งงาน

เดือนมิถุนายน เธอไปเที่ยววันหยุดกับแม่ของเธอ ตอนนั้นเธอตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว เมื่อเธอกลับมา  เธอไม่เป็นคนกล้าเหมือนเดิม เป็นเหมือนซากศพ  ทั้งที่เธอเคยเป็นคนกล้าทำทุกสิ่ง ตอนนี้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย  ไม่พูดตลก ไม่ร่าเริง ใบหน้าหม่นหมองแต่ก็ไม่ได้บอกอะไรฉัน จนวันหนึ่งเมื่อฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้าน เธอบอกฉันว่า “เมื่อแม่ของฉันรู้ว่าฉันตั้งครรภ์ เธอโมโหมาก ฉุดฉันขึ้นรถและพาไปหาสูตินารีแพทย์...พูดกับหมอว่า ลูกสาวฉันตั้งครรภ์ ช่วยจัดการให้ที จะเรียกร้องเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ทำทันทีช่วยแก้ปัญหานี้ให้เรียบร้อย” เพื่อนของฉันเปิดตู้ในห้องของเธอ และให้ฉันดูขวดแก้วที่มีจุกสีแดง...มีน้ำอยู่เต็ม....ข้างในมีทารกที่ก่อตัวเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว...ฉันไม่เคยลืมเรื่องนี้เลย เหนือช่องที่วางขวด มีกล่องยาคุมกำเนิดวางอยู่....

ดูเถิด บาปทำให้คนตาบอด  แม่พาลูกของตัวเองไปทำแท้ง แล้วยังเก็บทารกใส่ในขวดแก้วเพื่อเป็นเครื่องเตือนว่าอย่าลืมกินยาคุมกำเนิดอีก....วางทั้งหมดไว้ที่ตู้และเมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะเห็นสิ่งน่าขยะแขยงนี้ทันที นี่คือสิ่งที่ปีศาจทำ ... ฉันถามเธอว่า เธอรู้สึกเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ไหม เธอตอบว่า “ฉันจะต้องเป็นทุกข์ไปทำไม? ตรงกันข้าม มันทำให้ฉันเป็นอิสระจากปัญหาที่เกิดขึ้น"
            แต่นั่นเป็นการโกหก เธอไม่เหมือนเดิมอีก  หลังจากนั้นไม่นาน เธอเริ่มเครียดจัด... เริ่มใช้ยา LSD และเพราะฉันเป็นเพื่อนที่ดีของเธอ  เธอจึงให้ยากับฉันด้วย แต่ฉันไม่ต้องการ แต่อีกใจหนึ่ง ก็อยากลองดู เพราะเธอบอกว่า ยาทำให้มีความรู้สึกตัวเบาเหมือนบินในอากาศ และเห็นภาพที่มหัศจรรย์  ....แต่ฉันไม่ได้ทำเพราะกลัวแม่รู้...ท่านต้องฆ่าฉันแน่  ฉันจึงไม่ได้ลองกินยา พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันรู้ว่า ไม่ใช่เพราะความกลัวแม่หรอกที่ทำให้ฉันไม่ลองกินยา แต่เป็นเพราะพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า เพราะฉันมีแม่ซึ่งสวดสายประคำเพื่อฉัน อยู่เสมอ ทำให้ฉันไม่ตกต่ำมากไปกว่านี้  แต่เพื่อนหญิงคนอื่นๆของฉันไม่พอใจและต่อว่าที่ฉันปฏิเสธ....แต่ฉันทำไม่ได้จริงๆ นี่เป็นหนึ่งในพระหรรษทานที่ฉันได้รับด้วยความช่วยเหลือจากแม่ที่รักพระเป็นเจ้าอย่างสิ้นสุดจิตใจและเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์

การเสียพรหมจรรย์ – การทำแท้งคืออะไร

เมื่อฉันมีอายุมากขึ้นจาก 13 ถึง 16  ฉันได้รู้จักกับคู่รักคนแรกและออกไปเที่ยวกับเขา จากคำพูดของเพื่อนที่บอกว่าฉันยังไม่เสียพรหมจรรย์ ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นแกะดำในหมู่เพื่อนหญิง ฉันเคยพูดกับเพื่อนว่า “ฉันจะมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก แต่ไม่ใช่ก่อนแต่งงาน...”  ฉันพูดกับเอสเตล่าว่า “ถ้าฉันเกิดตั้งครรภ์เหมือนเธอล่ะ?” เธอรีบบอกว่า เดี๋ยวนี้มีวิธีใหม่แล้ว  และจะหายาคุมมาให้ฉัน 5 เม็ดซึ่งจะต้องกินทั้งหมดในวันเดียวกัน บวกกับการใช้ถุงยาง ก็จะไม่มีอะไรเกิดกับฉัน
ฉันรู้สึกแย่ที่ต้องรักษาคำสัญญา แต่ฉันก็ไม่ต้องการให้พวกเพื่อนหญิงต่อว่า

 เมื่อฉันเสียพรหมจรรย์แล้ว ฉันเริ่มตระหนักว่าคุณแม่ของฉันพูดถูก ท่านเคยบอกฉันว่า “ เด็กหญิงที่สูญเสียพรหมจรรย์จิตใจจะเศร้าหมอง”  และฉันก็รู้สึกเช่นนั้น บางสิ่งได้ตายไปจากตัวฉัน   ฉันเสียใจเป็นอันมาก และอดคิดไม่ได้ว่าเหตุใดจึงมีบางคนบอกว่าเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งสวยงาม  แต่ฉันไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย  ในโคลัมเบีย มีการพูดอย่างเปิดเผยในทีวีถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย  และมีการส่งเสริมด้วย  จึงมีการทำผิดทางเพศมากมาย....

 ฉันเสียใจมากจนไม่อยากเข้าบ้าน เพราะแม่ของฉันอาจสังเกตเห็นและเดาได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะไม่กล้าสบสายตากับท่านได้อีก เพราะท่านอาจอ่านจากตาของฉันได้ว่าฉันไปทำอะไรมา  ฉันรู้สึกโกรธตัวเองและเพื่อนหญิงของฉัน โกรธที่มีจิตใจอ่อนแอ  ฉันทำไปเพียงเพื่อเอาใจเพื่อน

และเนื่องจากฉันไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า  ฉันได้ตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก!

คิดดูสิว่าเด็กหญิงอายุ 16 ปีจะตกใจมากเพียงใดเมื่อรู้ว่าตัวตั้งครรภ์ (..กลอเรียร้องไห้..) ฉันเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย...แต่ถึงแม้จะมีความกลัวแต่ก็ยังรู้สึกถึงความอ่อนโยนต่อสิ่งมีชีวิตที่ฉันกำลังอุ้มอยู่ในครรภ์

ฉันพูดกับคู่รักของฉัน – ซึ่งต่อมาได้เป็นสามีของฉัน – และบอกเรื่องนี้ให้รู้ เขาประหลาดใจ ฉันคาดหวังว่าเขาจะพูดว่าให้เรามาแต่งงานกัน ? เวลานั้นฉันอายุ 16 ส่วนเขาอายุ 17 แต่เขาพูดว่า เราไม่ควรทำให้ชีวิตยุ่งยาก และแนะนำให้ไปทำแท้ง   ฉันไปหาเอสเตล่า  เธอบอกว่า “อย่ากังวลไปเลย ไม่มีอะไรหรอก   ฉันทำมาหลายครั้งแล้ว ตอนแรกก็อาจเศร้าหน่อย  ต่อไปมันจะดีขึ้นและหายไปในที่สุด”... “ถ้าแม่สังเกตเห็นท้องที่โตขึ้น  ท่านต้องฆ่าฉันแน่”....”อย่ากังวลไปเลย ตอนนี้ยังไม่โตเท่าไหร่เลย   ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอหรอก แม่ของเธอไม่มีทางเห็นหรอก”

 เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก  ปีศาจทำให้เราคิดแบบนี้ได้อย่างไร...ราวกับว่าการทำแท้งเป็นเรื่อง ธรรมชาติของโลก   คนโง่รู้สึกว่าเพศสัมพันธ์เป็นเหมือนอาหารที่ต้องกิน   ปีศาจชักจูงให้คนทำเช่นนี้เพราะมันต้องการให้มนุษย์ใช้โลหิตของทารกบูชายัญให้มัน    

ฉันกลัวและความรู้สึกผิดมากเมื่อไปทำแท้งที่โรงพยาบาล  หมอให้ฉันดมยาสลบ  เมื่อฉันตื่นขึ้น ฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พวกเขาได้ฆ่าทารก และฉันก็เหมือนได้ตายไปพร้อมกับเด็กด้วย (..กลอเรียร้องไห้..)

พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นในหนังสือแห่งชีวิต สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสายตา   ฉันเห็นหมอใช้คีมเหล็กคีบและบีบจนทารกแตกเป็นชิ้นๆ ทารกส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่พวกเขาหาได้หยดยั้งไม่  ทารกนั้นมีวิญญาณที่สมบูรณ์แล้ว เพราะวิญญาณไม่ได้เติบโตเหมือนร่างกาย แต่ถูกสร้างโดยพระเป็นเจ้าในเวลาเดียวกับที่สเปิร์มปฏิสนธิในรังไข่   วิญญาณของเราถูกสร้างขึ้นทันทีที่สองเซลส์สัมผัสกัน เกิดแสงสว่างสวยงามวาบขึ้น เหมือน แสงอาทิตย์ที่มาจากพระบิดา ในขณะนั้นวิญญาณถูกสร้างขึ้นและเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์ในพระฉายาลักษณ์ของพระ เป็นเจ้า   พระจิตเจ้าจากพระหฤทัยของพระเป็นเจ้าเสด็จมาประทับอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในทารกนั้น  

 ขณะที่ทารกถูกบดขยี้..... ฉันเห็นพระเป็นเจ้าทรงตระหนกพระหฤทัย เมื่อวิญญาณในพระหัตถ์ของพระองค์ถูกชำแหละ  พวกเขาฆ่าทารกที่ส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วจนสวรรค์สั่นสะท้าน เมื่อฉันฆ่าลูกของฉันและได้ยินลูกส่งเสียงร้อง ฉันเห็นพระเยซูเจ้าบนกางเขน กรรแสงและทรงทุกข์ทรมานสำหรับวิญญาณที่ถูกกระทำ ....ถ้าพวกคุณได้เห็นเหมือนที่ฉันเห็น จะไม่มีใครกล้าทำแท้งเลย (..กลอเรียร้องไห้..)

 มีการทำแท้งมากมายเพียงใดในแต่ละวัน? แต่ละเดือน?....คุณเข้าใจถึงปริมาณของบาปที่พวกเราทำไหม? ความเจ็บปวดและความทรมานมากเพียงใดที่พวกเรากระทำต่อพระเป็นเจ้า?.... พระองค์ผู้ทรงพระทัยดีและทรงรักเราอย่างแท้จริง

การทำแท้งเป็นบาปหนักที่สุด - เป็นความชั่วที่ร้ายแรงที่สุด

ทุกครั้งที่โลหิตบริสุทธิ์ของทารกสาดกระจายไปเพื่อบูชายัญซาตานๆ จะได้รับพลังมากขึ้น วิญญาณนั้นส่งเสียงร้อง ฉันขอย้ำว่า แม้ร่างกายยังไม่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ ....แต่วิญญาณก็ครบสมบูรณ์แล้ว  ทารกจึงร้องเสียงดังขณะที่ถูกฆ่าจนสวรรค์สั่นสะท้าน  ขณะเดียวกันเสียงร้องกลับทำให้ปีศาจในนรกโห่ร้องกันอย่างบ้าคลั่ง  ปีศาจสาดโลหิตทารกมายังตัวฉันผู้มีส่วนในการทำแท้ง แล้ววิญญาณของฉันก็มืดดำ สนิท

หลังจากทำแท้ง ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันไม่มีบาปอีกแล้ว...เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือ – พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นเรื่องการวางแผนครอบครัวของฉัน คือฉันได้ทำการฆาตกรรมต่อเนื่องเพราะฉันใช้ IUD (intrauterine device) อุปกรณ์คุมกำเนิดที่สอดภายในช่องคลอด ตั้งแต่อายุ 16 จนถึงเวลาที่ฉันถูกฟ้าผ่า ฉันเอาอุปกรณ์นี้ออกเมื่อฉันต้องการตั้งครรภ์ (ซึ่งเกิดขึ้นครั้งเดียวเมื่อแต่งงานแล้ว) และได้ใช้อุปกรณ์ต่อหลังจากคลอดบุตรคนแรก

 อุปกรณ์คุมกำเนิดนี้มีผู้หญิงหลายคนใช้รวมทั้งฉันด้วย   ป้องกันการตั้งครรภ์โดยทำให้เลือดคั่งขณะมีประจำเดือน ทำให้เจ็บปวดมากกว่าปกติ ซึ่งเราก็ไปหาหมอ และหมดก็จะออกใบสั่งยาแก้ปวดให้ หรือฉีดยาลดความปวดหากรุนแรง   หมอจะบอกว่าไม่ต้องกังวล เป็นเรื่องธรรมดาเพราะมีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย   แต่ที่จริงนี่คือเครื่องมือการทำแท้งย่อยๆ  เพราะทันทีที่สเปิร์มสัมผัสกับไข่  วิญญาณก็ก่อกำเนิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว   แต่เครื่องมือนี้จะไม่ยอมให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วยึดติดกับผนังรังไข่และตายไปในที่สุดพร้อมกับการขจัดวิญญาณออกไปด้วย    ช่างเป็นความเจ็บปวดเหลือเกินที่เห็นทารกมากมายที่ปฏิสนธิแล้วถูกฆ่า  เพราะไม่สามารถฝังตัวกับผนังรังไข่ของมารดาเนื่องมาจาก IUD พวกเขาส่งเสียงร้อง  เป็นภาพที่น่าสยดสยองที่สุด....และฉันพูดไม่ได้ว่าฉันไม่รู้เรื่อง

เมื่อฉันไปวัด ฉันไม่ได้สนใจฟังว่าพระสงฆ์เทศน์อะไรบ้าง  ฉันตอบไม่ได้ว่าบทอ่านพระวรสารวันนั้นเป็นเรื่องอะไร   ขอให้ทุกท่านรู้ว่าปีศาจอยู่ในขณะที่ประกอบพิธีมิสซาด้วยเพื่อทำให้เราวอกแวก ง่วงนอน จะได้ไม่ฟัง ครั้งหนึ่งในพิธีมิสซาที่ฉันไม่ได้สนใจเลย อารักขเทวดาของฉันเขย่าตัวและเปิดหูของฉัน   และฉันได้ยินพระสงฆ์เทศน์เกี่ยวกับอุปกรณ์คุมกำเนิดชนิดนี้ ท่านบอกว่า “ผู้หญิงที่ใช้อุปกรณ์นี้คุมกำเนิดทำแท้งอยู่  พระศาสนจักรปกป้อง ทุกชีวิต  ผู้ที่ไม่ปกป้องชีวิตไม่สามารถรับศีลมหาสนิทได้  ฉะนั้นสตรีที่ใช้อุปกรณ์ชนิดนี้จึงไม่สามารถรับศีลมหาสนิทได้”

เมื่อฉันได้ยินคำพูดนี้ ฉันรู้สึกโกรธพระสงฆ์มาก ท่านมีสิทธิอะไรหรือ? พระศาสนจักรช่างไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย  และพระสงฆ์คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ท่านจะเลี้ยงดูให้อาหารแก่เด็กทุกคนที่พวกเราอาจให้กำเนิดมาได้หรือ?...ฉันออกจากวัดด้วยความโมโห

 ขณะที่ฉันถูกพิพากษาอยู่นั้น  ฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันไม่รู้เรื่องนี้  และฉันยังคงใช้อุปกรณ์นั้นต่อไปโดยไม่คำนึงถึงคำพูดของพระสงฆ์  เด็กกี่คนแล้วที่ถูกฉันฆ่า?....นี่เป็นเหตุทำให้ฉันมีชีวิตอยู่กับความเครียด เพราะครรภ์ของฉันแทนที่จะเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต กลับกลายเป็น “โรงฆ่าทารก”         แม่เป็นผู้ที่พระเป็นเจ้าประทานพระพรให้เป็นผู้ให้ชีวิต และปกป้องลูก  กลับฆ่าลูกของตัวเอง

ด้วยกลยุทธ์ของปีศาจเช่นนี้   มนุษย์จึงฆ่าได้แม้แต่ลูก  ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า เหตุใดฉันจึงมีแต่ความขมขื่น  ความเครียด   อารมณ์เสีย  ใบหน้าบึ้งตึงและโกรธเคืองสิ่งต่างๆ แน่นอน ฉันทำตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า ตนเองเป็นเครื่องจักรฆ่าเด็ก  ด้วยเหตุนี้ฉันจึงจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งนรกอเวจี การทำแท้งเป็นบาปที่หนักที่สุด เป็นการฆ่าทารกขณะที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา  ทารกผู้บริสุทธิ์ไม่สามารถปกป้องตนเอง  และเพิ่มพลังให้ซาตาน  ปีศาจสั่งการมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของนรก  ....และผู้ที่เป็นชุมพาน้อยบริสุทธิ์ไร้มลทินก็คือพระเยซูเจ้า   ทารกเหล่านั้นเป็นภาพลักษณ์ของพระเยซูเจ้า แม่ที่ฆ่าลูกผูกยึดตัวไว้กับความดำมืด ทำให้ปีศาจหลุดออกมาจากนรกและทำลายมนุษยชาติ เปรียบได้กับผู้ที่แกะตราประทับ ออก ซึ่งเป็นตราประทับที่พระเป็นเจ้าทรงปิดไว้เพื่อป้องกันปีศาจไม่ให้ออกมา  แต่การทำแท้งทุกครั้ง เป็นการเปิดขุมนรก...แล้วลาวาที่น่ากลัวก็ไหล ออกเพิ่มจำนวนปีศาจ ไล่ล่ามนุษยชาติ  ทำให้เราตกเป็นทาสของเนื้อหนัง ทาสของ ความชั่วทุกอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นปีศาจแห่งการผิดประเวณี  ลัทธิบูชาซาตาน  ลัทธิไม่เชื่อในพระเป็นเจ้า  การฆ่าตัวตาย  การแตกแยก... และโลกก็เลวร้ายมากขึ้น ... เราทำบาปโดยไม่ตระหนักถึงมันและชีวิตของเราก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นไฟนรก ประสบปัญหาทุกรูปแบบ  ความเจ็บไข้ ความชั่วร้ายทุกชนิด  ทุกสิ่งนี้เป็นการกระทำของปีศาจล้วนๆ แต่เป็นเราเองที่เปิดประตูให้พวกมัน ด้วยการทำบาป   ยอมให้มันมาวนเวียนอยู่ในชีวิตของเรา    

            ....แต่พระเป็นเจ้าทรงพระทัยดียิ่งนัก พระองค์ประทานศีลแห่งการคืนดีแก่เรา... ศีลอภัยบาป...เรามีโอกาสที่จะสำนึกผิดกลับใจและชำระล้างด้วยการไปสารภาพบาป เป็นการทำลายเส้นลวดที่ผูกโยงเราไว้กับซาตาน   ด้วยวิธีนี้เราสามารถชำระล้างวิญญาณของเรา...แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557     --          ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 6)

คำแนะนำที่เลว

 พวกเราหลายคนวิตกกังวลว่าลูกของเราจะมีเสื้อผ้าใส่หรือไม่.... มีอาหารพอหรือไม่.... จะมีที่เรียนหรือไม่...ถ้าเจ็บป่วยจะมีเงินพาไปหาหมอไหม....แต่บ่อยครั้งเราได้ฆ่าลูกของเรา   เด็กหลายคนเป็นทุกข์ โกรธ หรือขมขื่นเพราะไม่ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ ไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่   

ให้เราวาดภาพสตรีคนหนึ่งที่เข้าไปในวัดและสวดว่า “พระเจ้าข้า ฉันขอบพระคุณพระองค์ สำหรับ ลูกๆแสนดีที่พระองค์ประทานให้   พวกเขาเป็นเด็กดีเมื่อสามีทิ้งฉันไป  ลูกๆจึงเกลียดพ่อ และรักแต่ฉัน” มารดาผู้นี้กำลังฆ่าจิตใจของลูกเธอเอง   กี่ครั้งแล้วที่เราให้ยาพิษลูก?   

พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นความจริงว่า ฉันเป็นฆาตกรที่น่ากลัวเพียงใด เพราะฉันไม่เพียงทำบาปการทำแท้งเท่านั้น ฉันยังให้เงินสนับสนุนการทำแท้งอีกด้วย  ฉันเคยพูดว่า “ผู้หญิงมีสิทธิที่จะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ได้...”   ฉันมองดูในหนังสือแห่งชีวิตของฉัน...รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นสิ่งที่ฉันทำลงไป   เมื่อฉันโตขึ้นโดยมียาพิษอยู่ในใจ ฉันย่อมไม่สามารถให้สิ่งดีๆแก่ผู้อื่นได้ และผู้ที่มาหาฉันก็ถูกฉันทำลายไปด้วย  มีเด็กหญิงกลุ่มหนึ่ง สามคนเป็นหลานของฉัน ส่วนคนอื่นเป็นคู่รักของหลาน พวกเขามาเยี่ยมเราที่บ้านบ่อยๆ เพราะฉันมีฐานะดี  ฉันแนะนำให้พวกเขาคุยกันเรื่องแฟชั่น   เรื่อง “การดึงดูดใจ” ในการอวดรูปโฉม   ฉันให้คำแนะนำเลวๆแก่พวกเขา เช่น “อย่าเป็นเด็กโง่ เด็กผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเชื่อแม่เรื่องการทำความดีและการรักษาพรหมจรรย์ ที่ล้าสมัย   เรื่องพระคัมภีร์ซึ่งเป็นเรื่องเมื่อ 2,000 ปีก่อน... พระสงฆ์ก็ไม่ทันสมัย รวมทั้งพระสันตะปาปาด้วย ” คิดดูเถิด ฉันได้ให้ยาพิษในจิตใจเด็กหญิงเหล่านั้น  รวมทั้งได้แนะนำวิธีการที่จะไม่ตั้งครรภ์

คู่รักของหลานชายฉันซึ่งอายุเพียง 14 ปี  มาที่คลินิกส่วนตัวของฉัน ร้องไห้และพูดกับฉันว่า “กลอเรีย ฉันยังเป็นเด็กอยู่และกำลังตั้งครรภ์” ฉันตะคอกเธอว่า “ทำไมโง่นัก ฉันไม่ได้สอนหรือว่าเธอควรทำอย่างไรในเรื่องแบบนี้?” เธอตอบว่า “ใช่ค่ะ แต่มันไม่ได้ผล”

รู้ไหมว่าพระเป็นเจ้าประสงค์สิ่งใดจากฉันในขณะนั้น คือการที่ฉันจะช่วยเด็กหญิงคนนั้นไม่ให้ตกลงสู่ห้วงอเวจีด้วยการช่วยไม่ให้เธอทำแท้ง  ไม่ให้ฆ่าลูกของตนเอง แต่ฉันกลับให้เงินเธอไปทำแท้งในโรงพยาบาลซึ่งปลอดภัยฝ่ายร่างกาย...แต่จิตใจที่ย่ำแย่ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต

ฉันให้เงินหลายคนไปทำแท้ง และยังยืนยันว่าไม่ได้ทำฆาตกรรม  ฉันเป็นคนดี ฉันเป็นคาทอลิก และไม่สมควรตกนรก   ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังทำผิดต่อคนที่ฉันไม่ชอบ  ฉันพูดในทางเสียหายต่อพวกเขา    ซึ่งก็ถือเป็นการฆาตกรรมอย่างหนึ่งรวมทั้งการเกลียดชัง การอิจฉาริษยา การดูถูกเหยียดหยาม การกล่าวร้าย  การทำชั่ว...

 

การใช้โทษบาปของเรา
             การทำแท้งเป็นบาปที่หนักที่สุดในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้า   หลายคนถามฉันว่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อใช้โทษบาปการทำแท้งที่ไม่สามารถนำชีวิตทารกกลับคืนมาได้    ในพระศาสนจักรคาทอลิกเรามีพระพรที่ยิ่งใหญ่ คือศีลอภัยบาป ศีลแห่งการคืนดี  สิ่งที่พระสงฆ์แก้ในโลกนี้ ก็จะถูกแก้ในสวรรค์ด้วย  จงสรรเสริญพระเป็นเจ้าสำหรับสิ่งนี้ จงสรรเสริญพระเยซูเจ้าผู้ทรงพระทัยดียิ่งนัก.... แต่จงจำพระวาจาของพระองค์ที่ตรัสกับหญิงที่ทำผิดประเวณี  “จงไปในสันติเถิด และอย่าทำบาปอีก"
            การแก้ไขอีกวิธีหนึ่งคือ “ศีลล้างบาปด้วยความปรารถนา” ( Baptism of intention) โดยการล้างบาปทารกที่ถูกทำแท้ง  ซึ่งทำให้ทารกนั้นสามารถออกมาจากสถานที่แห่งการรอคอย (Limbo) นี่คือปรีชาญาณในพระศาสนจักร  ทารกเหล่านั้นจะเข้าสู่พระเกียรติอันรุ่งโรจน์ของพระเป็นเจ้า  เป็นเทวดาน้อยที่สวดภาวนาและช่วยเหลือเพื่อความรอดของเรา นี่คือความดีงามของพระเป็นเจ้า ผู้ทรงปรับเปลี่ยนทุกสิ่งเพื่อความดีของเรา ไม่มีอะไรสูญเสียไป และเมื่อสตรีที่ทำแท้ง สารภาพบาปขออภัยจากพระและไม่กลับไปทำแท้งอีก  เธอก็มีส่วนร่วมในการหลีกเลี่ยงการทำแท้งอื่นๆ เป็นการชดเชยโทษบาปของเธอ  

การขาดความรักต่อพระเป็นเจ้าของฉัน
             พระเป็นเจ้าที่ฉันแสวงหาเมื่อฉันมีปัญหาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ   ฉันทำตัวเหมือนกับ “ไปขอเงินจากธนาคาร” ฉันสวดภาวนาเพื่อให้พระทรงส่งเงินมาให้   ฉันหวังว่าพระเป็นเจ้าจะทรงรักและประทานทุกสิ่งให้ตามเงื่อนไขของฉัน    หลายครั้งเมื่อประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ฉันจะเดินผ่านรูปกุมารพระเยซูขณะออกจากวัด และสัมผัสพระหัตถ์น้อยๆของพระองค์พร้อมกับสวดว่า “โปรดสดับฟัง โปรดให้เงินที่ฉันกำลังต้องการด้วยเถิด” ฉันปฏิบัติตนเหมือนบางคนที่ทำกับเทวรูป   พวกเขาถูที่ท้องของเทวรูป และขอเงิน  ฉันช่างไร้ความเคารพเสียจริง และพระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้พระองค์ทรงเจ็บปวดเพียงใด  ฉันรู้สึกเสียใจและอับอายมาก

เมื่อฉันได้เงินมา  ฉะจะละลายเงินหมดไปอย่างรวดเร็ว และสถานะทางเศรษฐกิจของฉันก็ย่ำแย่อีก  มีสตรีคนหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับฉัน  เธอไปหาศาสนาจารย์โปรเตสแตนท์คนหนึ่งและทุกอย่างก็ดีขึ้น  ทันทีที่ทราบเรื่องฉันก็ถามหาศาสนาจารย์ผู้นั้น ....

ต่อมาฉันก็ได้พบกับศาสนจารย์ผู้นั้น เขาสวดภาวนาเพื่อฉัน โดยวางมือไว้บนตัวฉันและให้ฉันทำแบบเดียวกันเพื่อรับพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าเหมือนกับของคาทอลิก  พวกเขาทำเช่นนี้เหมือนกับฉันรับศีลมหาสนิทครั้งแรก  พิธีกรรมของพวกเขาดูมีชีวิตชีวา มีการกระโดด ตบมือ...ฉันพูดกับตัวเองว่า พระสงฆ์คาทอลิกและ พิธีมิสซาช่างน่าเบื่อเสียจริงเมื่อเทียบกับพิธีนี้ของพวกเขาที่ทำให้เรารู้สึกดีและเป็นสุขมาก
            พวกเขาไม่เชื่อเรื่องรูปเคารพ โดยถือเป็นการบูชาพระเท็จเทียม   ฉันจึงไม่คุกเข่าต่อหน้ากางเขนอีก  เพราะถือว่าเป็นการบูชารูปเคารพ  และเริ่มไปวัดโปรเตสแตนท์ ฉันรู้จักเพื่อนบ้านเป็นหญิงชราที่ยากจนมากคนหนึ่ง   ฉันให้เงินเธอเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และซื้อของใช้ให้เธอ เธอจึงใกล้ชิดกับฉันเป็นพิเศษ  แต่เมื่อเราไม่มีพระเป็นเจ้าอยู่กับเรา แม้แต่การทำดีก็กลายเป็นสิ่งเน่าเสียไปได้

 ฉันชอบไปวัดโปรเตสแตนท์ และรู้สึกมีความสุขกับพิธีกรรมที่ พวกเขาบอกว่าช่วยซ่อมแซมจิตใจและสิ่งอื่นๆได้  แต่หญิงชราผู้นั้นเป็นคาทอลิก ฉันได้ใช้มิตรไมตรีที่เธอรู้สึกต่อฉันทำลายความเชื่อของเธอ  จนที่สุดเธอเสียชีวิตโดยไม่ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ เพราะเธอไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ดูเถิดฉันมีอิทธิพลต่อคนที่อยู่ใกล้ชิดเพียงใด  เมื่อในตัวของเรามีความชั่วๆ จะนำผู้อื่นที่อยู่ใกล้เราให้หลงผิดไปด้วย ดังตัวอย่างของฉัน
            ต่อมาเมื่อศาสนาจารย์คนนั้นถามฉันเกี่ยวกับเรื่องบริจาคทานสิบชักหนึ่ง  ฉันโกรธ เพราะขณะนั้นฉันกำลังอยู่ในภาวะล้มละลาย และพวกเขายังมาขอส่วนแบ่ง 10 % จากเงินรายได้ของฉัน...เรื่องนี้ทำให้ฉันแตกหักกับโปรเตสแตนท์ไป

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557    --          ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 7)

พระบัญญัติประการที่หก - อุลามก, การคบชู้, การผิดประเวณี

ฉันมีความเชื่อในเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม และหยิ่งยโส ว่าฉันไม่มีทางทำผิดบาปประการนี้ เพราะฉันไม่เคยนอกใจสามี  เพราะหลังจากแต่งงานแล้ว ฉันไม่เคยให้ใครจูบเลย นอกจากสามี  แต่พระเยซูเจ้าทรงแสดงว่า  ฉันชอบอวดทรวงอก ใช้ถุงเท้ายาวแนบผิว สวมใส่เสื้อผ้าที่คิดว่าพวกผู้ชายจะมองและชื่นชม... พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าผู้ชายเหล่านั้นได้ทำบาปต่อฉันอย่างไร แทนที่พวกเขาจะชื่นชมอย่างที่ฉันคิด พวกเขากลับถูกกระตุ้นทางเพศ  ฉันจึงทำบาปเพราะเป็นต้นเหตุของบาปอุลามกเนื่องจากไม่เข้าใจความรู้สึกอ่อนไหวของเพศชาย ฉันคิดเพียงว่าเมื่อมองดูฉันก็จะพูดว่า “เธอมีรูปร่างสวยจัง...” แท้ที่จริงพวกเขากลับทำบาปเพราะฉัน  แม้ฉันไม่เคยเป็นชู้กับใคร แต่ฉันกลับทำผิดประเวณีในจิตใจ

  ฉันยังให้คำแนะนำผู้หญิงคนอื่นด้วยว่า “ถ้าสามีคุณไม่ซื่อสัตย์ต่อคุณ ก็อย่าให้อภัย แสดงคุณค่าของคุณให้เขาเห็น อย่ายอมให้ผู้ชายดูถูกคุณ”  คำแนะนำเช่นนี้ ฉันและเพื่อนบางคนทำให้เพื่อนหญิงคนหนึ่งแยกทางกับสามี เพราะเธอบังเอิญไปเห็นสามีกำลังจูบเลขานุการในที่ทำงาน  พวกเราได้แนะนำเธอไม่ให้ยกโทษให้ ทั้งที่สามีผู้นั้นได้วิงวอนของอภัย และเธอเองก็อยากจะให้อภัย เพราะยังรักเขาอยู่ แต่เป็นเพราะคำแนะนำของพวกเรายังผลให้ทั้งคู่หย่ากัน และสองปีต่อมาเพื่อนหญิงคนนี้ก็แต่งงานใหม่   นี่คือการมีส่วนในบาปผิดประเวณีที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นอย่างชัดเจนว่าบาปของเนื้อหนังนั้นน่ารังเกียจเพียงใด เพราะเท่ากับมนุษย์ได้สาปแช่งตนเอง ถึงแม้ว่าโลกจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม

ตลอดชีวิตของฉัน ฉันมีผู้ชายเพียงคนเดียว คือสามีของฉัน แต่ฉันก็ยังมีบาปทางความคิด , คำพูดและการกระทำซึ่ง เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่ได้เห็นว่าบาปและการทำผิดประเวณีของคุณพ่อของฉันมีผลกระทบร้ายแรงต่อลูกๆมากเพียงใด  เพราะได้เปลี่ยนฉันให้เป็นคนกระด้าง  เจ็บใจผู้ชาย  ขณะที่พี่ชายของฉันได้เลียนแบบพ่อคือภูมิใจในความเป็นผู้ชายของเขา   พวกเขาดูถูกผู้หญิง ดื่มสุรา โดยไม่ตระหนักว่ากำลังทำร้ายลูกๆอยู่  ด้วยเหตุนี้คุณพ่อของฉันจึงร้องไห้ด้วยความขมขื่นในไฟชำระ เมื่อได้เห็นผลของบาปและพฤติกรรมที่ไม่ดีและเป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ    

พระบัญญัติประการที่เจ็ด – อย่าลักขโมย

การนินทาคือการลักขโมยอย่างหนึ่ง  ฉันเคยพูดว่าฉันไม่เคยขโมย และคิดว่าเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ความจริงฉันได้ขโมยของจากพระ  พระองค์ทรงสร้างฉันเพื่อให้มีส่วนร่วมกับพระองค์ขยายอาณาจักรสวรรค์บนโลกนี้ แต่นอกจากฉันไม่ได้ทำแล้ว ฉันยังให้คำแนะนำที่เลวและทำลายคนจำนวนมาก     ฉันได้ขโมยชื่อเสียงพวกเขา กล่าวร้ายป้ายสีคนอื่น  บาปที่เกิดจากลิ้นของเรานั้นเลวร้ายเพียงใด!....และมีวิธีใดที่จะแก้ไขความผิดนี้....

 เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไปเพราะการนินทาของเรา  ด้วยเหตุนี้ในไฟชำระ คนที่ทำความผิดในเรื่องนี้ จึงได้รับความทุกข์ทรมานมาก    พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันรู้ว่า เราหลอกตัวเองอย่างไรเมื่อเราพิพากษาผู้อื่น  เช่น เมื่อเรามองดูหญิงขายบริการด้วยท่าทีที่เหยียดหยาม  ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงทอดพระเนตรเธอด้วยความรักและพระเมตตาไม่มีที่สิ้นสุด  พระองค์ทรงเห็นจิตใจและทรงทราบสาเหตุการขายบริการของเธอ  และสาเหตุหนึ่งก็คือการดูถูกเหยียดหยามและการขาดความรักต่อเพื่อนมนุษย์   มีใครบ้างที่ยื่นมือออกไปช่วยเธอ หรือเราคอยแต่จับผิดและพิพากษาหรือตำหนิติเตียนผู้อื่น  อย่างน้อยเราก็ควรปิดปาก  คุกเข่าสวดภาวนาให้เมื่อเราทำอะไรไม่ได้   เราอย่าได้พิพากษาพวกเธอเลย มิฉะนั้น เราเองนั่นแหละที่จะมีบาปมากกว่า    

ในการพิพากษาของฉัน พ่อแม่ของฉันอยู่ที่นั่นด้วย  แต่คุณแม่ของฉันไม่ได้กล่าวหาอะไรฉันเลย ท่านเพียงแต่มองดูฉันด้วยความอ่อนโยน   พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นว่า  เมื่อฉันทิ้งอาหารเหลือขณะที่บ้านอื่นยังมีผู้หิวโหย พระองค์ตรัสกับฉันว่า “มองดูสิ เรากำลังหิวโหย และดูสิ่งที่เราได้ประทานแก่เจ้าเถิด เจ้าทิ้งอาหารไปเสียเปล่า  เจ้าเป็นทาสของแฟชั่น   เจ้าซื้อสินค้าแบรนด์เนม ซื้อเครื่องเพชรพลอย เจ้าใช้เงิน 150,000 เปโซกับการฉีดยาให้มีรูปร่างผอมบาง ขณะที่คนจำนวนมากไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่   ไม่มีเงินสำหรับสิ่งของที่จำเป็น...”

             พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นภาพพี่น้องที่หิวโหย   ฉันต้องรับผิดชอบช่วยเหลือผู้หิวโหยในประเทศของฉันและในโลก... เราทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน! และพระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่า ฉันได้ทำอย่างไรในเรื่องนี้   มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อฉันพูดไม่ดีถึงคนบางคน และทำให้ผู้นั้นซึ่งเป็นบุคคลหลักในการเลี้ยงดูครอบครัวต้องตกงาน  ฉันได้ขโมยชื่อเสียงของเขาไป   พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า การนำเงินที่ขโมยไปคืนยังง่ายกว่าเพราะเราอาจใช้เงินของเราแทนได้  แต่เมื่อคุณขโมยชื่อเสียงไปด้วยการนินทาว่าร้าย   คุณทำความผิดต่อเขามากยิ่งนัก ทั้งในด้านการงาน หรือในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น จนถึงกับอาจทำลายชีวิตครอบครัวของเขา   

นอกจากนั้นฉันยังได้ขโมยพระหรรษทานไปจากลูกๆ ด้วย  พวกเขาควรจะมีแม่ที่อ่อนโยน  รักและให้เวลากับลูกๆ ที่บ้าน...แต่ฉันอยู่แต่นอกบ้าน ทิ้งลูกให้โดดเดี่ยวอยู่กับ “แม่” ซึ่งเป็นทีวี และ “พ่อ” ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์และวีดีโอเกมส์....และฉันยังเชื่อว่าเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ  ฉันออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า และไม่กลับบ้านก่อนห้าทุ่มทุกวัน          เพื่อให้มโนธรรมไม่ติเตียน ฉันซื้อสินค้าแบรนด์เนมและทุกอย่างที่ลูกต้องการ

ฉันตกใจยิ่งนักเมื่อเห็นภาพ...คุณแม่ของฉันกำลังถามตัวเองว่าได้ทำผิดพลาดอะไรบ้าง... เพื่อการศึกษาของฉัน ท่านเป็นผู้หญิงที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ท่านปลูกฝังเรื่องพระเป็นเจ้าให้กับพวกเรา และคุณพ่อก็เป็นผู้ชายที่ดีที่อยู่กับพวกเรา ดังนั้นฉันจึงพูดกับตัวเองว่า “แล้วฉันจะเป็นอย่างไร ในเมื่อฉันไม่ได้ทำอะไรเพื่อลูกๆเลย?”    ฉันได้ขโมยสันติสุขไปจากลูกๆ ...ในหนังสือแห่งชีวิต เราจะได้เห็นชีวิตทั้งหมดของเราเหมือนกับภาพยนตร์ มันช่างเจ็บปวดเมื่อเห็นลูกๆพูดว่า “หวังว่าแม่จะกลับมาช้า เพราะรถติด  เพราะแม่น่าเบื่อ ไม่น่ารักเลย เมื่อกลับมาบ้านก็มักจะบ่นและตะโกนด่าว่าตลอด!” น่าเศร้าใจเหลือเกิน ลูกๆ ควรรู้จักพระเป็นเจ้าจากฉันและทำให้พวกเขารักเพื่อนบ้าน แต่ฉันไม่อาจให้สิ่งที่ฉันไม่มีได้  ฉันไม่ได้รักเพื่อนบ้าน และถ้าฉันไม่ได้รักเพื่อนบ้าน ฉันก็ไม่ได้รักพระเป็นเจ้าด้วย เพราะพระเป็นเจ้าคือองค์ความรัก

การพูดโกหกเป็นการลักขโมย อย่างหนึ่งเพราะคุณสามารถเลือกมีพระเป็นเจ้าหรือซาตานเป็นบิดาก็ได้ ถ้าพระเป็นเจ้าเป็นองค์ความรัก แต่ฉันมีความเกลียดชัง  แล้วใครล่ะที่เป็นบิดาของฉัน?  พระเป็นเจ้าทรงสอนฉันให้ยกโทษและรักผู้ที่ทำร้ายฉัน แต่ฉันกลับพูดว่า “คนที่ทำเช่นนั้นกับฉันจะต้องชดใช้” ฉันมีใจอาฆาต  เป็นคนโกหก  และมีซาตานเป็นบิดา    ฉันเห็นความชั่วทุกอย่างที่เกิดจากการใช้ลิ้นของฉัน เมื่อฉันวิจารณ์คนอื่น ดูถูกเหยียดหยาม ตั้งชื่อเล่นให้ผู้หญิงบางคนเพื่อเย้ยหยัน เป็นต้น  

 ตอนที่ฉันอายุ 13 ปี ฉันอยู่ในกลุ่มเพื่อนหญิงเล็กๆกลุ่มหนึ่ง และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ในกลุ่มนี้เพราะเป็นกลุ่มผู้หญิงเก่ง  พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นว่า การอยู่ในกลุ่มนี้ได้ทำลายจิตใจ เพื่อนในโรงเรียนอย่างไร  ในชั้นเรียนของฉันมีเด็กผู้หญิงที่อ้วนมากคนหนึ่ง และเพื่อนหญิงในกลุ่มนี้พูดล้อเลียนเธอ  เช่น นังแมวน้ำอ้วน, ช้างน้ำ และอื่นๆ พวกเราล้อเธอรวมทั้งฉันด้วยเพื่อจะได้ไม่อยู่นอกกลุ่ม  และเวลานี้ ในหนังสือแห่งชีวิต ฉันได้เห็นเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้นเศร้าหมองเพราะความอ้วนของเธอ  เธอมองดูตัวเองในกระจกเงา  ยิ่งดูก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองน่าเกลียด เธอเริ่มเกลียดพวกเรา และเกลียดตัวเองมากขึ้นทุกที   ความเกลียดคือความตาย ของวิญญาณ เมื่อเธอรู้สึกสิ้นหวัง วันหนึ่งเธอตัดสินใจดื่มยาไอโอดีนโดยหวังว่าจะช่วยลดความอ้วน ส่งผลให้เธอเกือบตาบอดและไม่ได้กลับไปโรงเรียนอีกเลย พวกเราไม่สนใจเมื่อทราบข่าวและก็ไม่ได้เห็นเธออีกเลย!

 บาปที่เราทำเป็นเรื่องร้ายแรงมาก   โดยเฉพาะบาปของเด็กหญิงเหล่านั้นซึ่ง เป็นบาปของสังคมและก็เป็นบาปของพวกคุณด้วย  เพราะคุณไม่ได้ทำสิ่งใดป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น   อำนาจของคำพูด....! พวกเราทำลายเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยการตั้งชื่อเล่นให้เธอ ปีศาจได้เข้าสู่จิตใจและทำลายเธอ และเธอตอบโต้ด้วยความเกลียดชังและขยายตัวออกไป   ที่ใดที่มีความเกลียดชัง ที่นั่นมีความชั่ว  นี่เป็นวิธีที่เราได้ฆาตกรรมวิญญาณของเพื่อนๆ

ยี่สิบปีต่อมา...ฉันมีหลานสาวที่น่ารักมากคนหนึ่ง ฉันให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งกายให้ดูดีเช่นในเรื่องการใช้เครื่องสำอางเป็นต้น  วันหนึ่ง ร่างของเธอถูกไฟไหม้ถึง 70 %  เว้นแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น  ฉันรู้สึกโกรธพระเป็นเจ้า ฉันเข้าไปในวัดน้อยของโรงพยาบาลและพูดว่า “พระเจ้า ถ้าพระองค์มีจริง จงพิสูจน์ให้ฉันเห็นด้วยการช่วยชีวิตเธอสิ”  นี่คือความเย่อหยิ่งของฉัน   ท้ายที่สุดหลานสาวของฉันก็รอดชีวิต แม้จะมีรอยไหม้อยู่ทั่วตัวและมีมือที่บิดเบี้ยว....เรื่องน่าเศร้ายังไม่จบเมื่อวันหนึ่งฉันพาเธอไปเล่นน้ำในสระ  เมื่อเรามาถึงสระว่ายน้ำและฉันก็พาเธอก้าวลงในสระ  ทุกคนในสระประท้วงและพูดว่า “ทำไมไม่อยู่กับเธอที่บ้าน? เธอกำลังทำลายวันหยุดพักผ่อนของเรา”  ด้วยคำพูดที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้  หลานสาวของฉันไม่ยอมออกจากบ้านอีกเลย  เธอกลัวผู้คน และเกลียดชังพวกเขา (กลอเรียร้องไห้)...พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า เราไม่มีสิทธิทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ไม่ว่าจะด้วยการตั้งชื่อล้อเล่นหรือแสดงความรังเกียจโดยไม่ตระหนักว่าผู้นั้นจะรู้สึกอย่างไรมิใช่หรือ

หากฉันได้อยู่เบื้องหน้าศีลมหาสนิท และวอนขอพระหรรษทานปลอบประโลมใจหลานสาว   พระเป็นเจ้าก็จะทรงเยียวยาจิตวิญญาณของเธอได้ เพราะเราอยู่ในความรักของพระองค์    เมื่อเราปิดประตูความชั่ว พระองค์ก็จะทรงเปิดประตูแห่งพระพรให้เรา  พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า เมื่อปากของฉันพูดว่าฉันรักและนมัสการพระเป็นเจ้า    ทั้งที่จริงฉันบูชาซาตานอยู่ ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ทุกเรื่องและทุกคน และทุกคนก็ชี้นิ้วมาที่ฉัน....นี่หรือคือ “กลอเรียผู้ศักดิ์สิทธิ์”!

พระเป็นเจ้าทรงพิจารณาชีวิตทั้งหมดของฉันด้วยแสงสว่างแห่งพระบัญญัติสิบประการ พระองค์ทรงทำให้ฉันเห็นว่า ฉันปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์และต่อพระองค์อย่างไร

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557    -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 8)

จงรักเพื่อนบ้าน

 ฉันไม่เคยรักหรือสงสารเพื่อนบ้านอย่างแท้จริงเลย ฉันไม่เคยคิดถึงคนเจ็บป่วยหรือการอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างของเขา   ไม่เคยคิดถึงเด็กกำพร้า หรือทารกจำนวนมากที่ขาดคนเหลียวแล  ฉันควรจะพูดว่า ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดให้ลูกมีส่วนร่วมในความเจ็บปวดของพวกเขาด้วยเถิด...แต่หัวใจของฉันแข็งกระด้าง   ถูกแล้ว ฉันเคยใช้เงินจำนวนมากซื้อสิ่งของให้คนยากจนและผู้ขัดสน  แต่ฉันไม่ได้ทำเพราะความรัก  ฉันทำเพราะฉันมีเงินมาก  ทำเพื่อให้คนอื่นเห็น และพูดว่าฉันเป็นคนดี  ทั้งที่จริงฉันกำลังหาประโยชน์จากพวกเขา  ฉันทำเพราะหวังผลตอบแทน  ฉันพูดกับพวกเขาว่า “ฉันทำสิ่งนี้ให้คุณ แต่คุณต้องไปหาลูกของฉันที่โรงเรียนหรือ ไปประชุมแทนฉัน เพราะฉันไม่มีเวลา...เอาจดหมายหรือใบเสร็จรถยนต์ไปด้วย...ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ฉันนะ...” ฉันทำเช่นนี้กับทุกคน     ยิ่งกว่านั้น มีหลายคนพูดยกย่องชมเชยว่า  ฉันเป็นนักบุญ...  พระเยซูเจ้าทรงตรวจสอบฉันด้วยพระบัญญัติสิบประการ พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าความชั่วของฉันมีสาเหตุมาจากความโลภ   เงินทองทำให้ฉันตาบอด   คิดว่าฉันจะมีความสุขมากถ้ามีเงินมาก  แต่ที่จริงเมื่อฉันมีเงินมาก จิตวิญญาณของฉันกลับตกต่ำลง จนถึงขั้นที่คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะความอ้างว้างว่างเปล่า ขมขื่น ว้าวุ่น     ปีศาจทำให้ฉันแสวงหาแต่เงินทอง และทำให้ฉันอยู่ห่างไกลจากพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า  พระองค์ตรัสกับฉันว่า “เจ้ามีพระเจ้าเป็นเงินตรา  และเพราะเงินทอง  เจ้าได้สาปแช่งตัวเจ้าเอง  จมดิ่งลงสู่ห้วงอเวจี และอยู่ห่างไกลจากพระเป็นเจ้าแท้จริงของเจ้า”

เมื่อพระองค์ตรัสกับฉันว่า “เจ้ามีเงินมากมาย แต่เจ้าก็มีใบเรียกเก็บเงินมากด้วย เจ้าจึงไม่มีเงินเหลือเลยแม้แต่แดงเดียว” ในการตรวจสอบด้วยพระบัญญัติสิบประการนี้ ฉันสอบไม่ผ่านเลยแม้แต่ประการเดียว ช่างน่ากลัวและน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ฉันตกอยู่ในสถานการณ์ความจริงที่สับสนวุ่นวาย!.... อะไรกัน? ฉันไม่เคยฆ่าใครเลย และก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน!---แต่นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดเอาเอง... แท้ที่จริง ฉันได้ฆ่าคนไปมากมาย!

 

หนังสือแห่งชีวิต

หลังจากถูกตรวจสอบด้วยพระบัญญัติสิบประการแล้ว พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็น “หนังสือแห่งชีวิต”  ที่ประมวลภาพชีวิตทั้งหมดทั้งที่ดีและไม่ดี ต่อตัวเองและต่อผู้อื่นตั้งแต่การปฏิสนธิเป็นตัวฉันที่ถูกถวายไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า  ในเวลาที่เราปฏิสนธินั้น มีแสง ศักดิ์สิทธิ์เจิดจรัสเป็นประกาย และวิญญาณก็ก่อกำเนิดขึ้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้าจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้....วิญญาณสวยงามมาก   มีรัศมีแห่งความรักของพระเป็นเจ้า ....ฉันเพ่งพินิจด้วยความพิศวงในความรักของพระองค์   คุณเคยสังเกตไหมว่าเมื่อทารกแรกเกิดยิ้มและส่งเสียงเล็กๆออกมานั้น    เขากำลังคุยกับพระเป็นเจ้าอยู่ เพราะเขาอยู่ในพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม  เราก็อยู่ในพระจิตเจ้าเช่นกันแต่เป็นคนละแบบ  เพราะในความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของทารก  จิตวิญญาณของเขารับทราบถึงการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า

เราไม่อาจจินตนาการถึงความมหัศจรรย์ขณะที่พระเป็นเจ้าทรงเนรมิตสร้างฉัน ในครรภ์ของคุณแม่  วิญญาณของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดาผู้ทรงความงามและความอ่อนโยน   พระองค์ทรงรักและทรงสอดส่องดูแลฉันตลอด 24 ชั่วโมง  พระองค์เสด็จมาหาฉันเสมอด้วยความอดทนไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ฉันทำตนออกห่างจากพระองค์และมองเห็นแต่การลงโทษทั้งที่พระองค์ทรงมีแต่ความรักเท่านั้น  

หลังจากแม่ของฉันแต่งงานได้ 7 ปีแล้วท่านยังไม่มีลูก  ในช่วงเวลานั้นท่านเป็นทุกข์มากเพราะความไม่ซื่อสัตย์ของคุณพ่อ ท่านวิตกกังวลและเครียดเมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่  ท่านร้องไห้เป็นทุกข์ซึ่งส่งผลถึงฉันในครรภ์ ฉันไม่เคยรับรู้ถึงความรักของแม่มากเท่านี้มาก่อนเลย  ท่านรักและปรารถนาดีต่อฉันเสมอ  แต่ฉันกลับบอกว่าท่านไม่รักฉันเลย   เมื่อฉันรับศีลล้างบาป มีงานเลี้ยงฉลองยิ่งใหญ่ในสวรรค์ ทารกได้รับตราประทับบนศีรษะเป็นลูกของพระเป็นเจ้า  เป็นไฟแห่งการเป็นของพระเยซูคริสตเจ้า

 ในหนังสือแห่งชีวิต ขณะที่ฉันยังเป็นเด็กอยู่  ฉันรับรู้บาปที่ผิดต่อศีลแต่งงานของคุณพ่อ   เช่นการพูดโกหก ดื่มสุรา และการไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยา เป็นเหตุให้คุณแม่เป็นทุกข์  ทั้งหมดนี้ฉันรับรู้และส่งผลให้ฉันมีอารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดี

 

เงินตะลันต์ (ความสามารถ)

พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “เจ้าได้ทำอะไรกับเงินตะลันต์ที่เราให้เจ้าบ้าง?...” นี่ไม่ใช่เงินของโลกหรอก เงินตะลันต์นี้มีกลิ่นหอมน่ามหัศจรรย์ .... ฉันมาสู่โลกด้วยภารกิจอย่างหนึ่งคือการปกป้องอาณาจักรแห่งความรัก   วิญญาณของฉันได้รับเงินตะลันต์ และตัวฉันขณะนั้นยังอยู่ในพระหัตถ์แห่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้า   ฉันไม่เคยรู้เลยว่าความดีทั้งหลายที่ฉันไม่ทำเป็นสาเหตุแห่งความเศร้าโศกของพระเยซูเจ้า  เงินตะลันต์ที่พระเป็นเจ้าประทานให้ฉัน และเราทุกคนนั้นมีค่ามากต่อพระเป็นเจ้า  พระองค์ทรงรักพวกเราทุกคนเป็นพิเศษ   เราทุกคนมีภารกิจในโลกนี้ ฉันเห็นปีศาจวิตกกังวลมาก เพราะเงินตะลันต์ที่พระเป็นเจ้าประทานให้ก็เพื่อให้เรานำมารับใช้พระองค์

 เรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงขอให้ฉันรับผิดชอบมากที่สุดคือเรื่องการขาดความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์  พระองค์ตรัสกับฉันว่า “การตายฝ่ายจิตของเจ้าเริ่มต้นเมื่อเจ้าไม่รู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์”    การตายฝ่ายจิตคือการที่วิญญาณมีแต่ความเกลียดชัง   เป็นวิญญาณที่น่าเกลียดน่ากลัวและทำร้ายทุกคน  เป็นความเจ็บปวดยิ่งนักเมื่อได้เห็นวิญญาณของเราเต็มไปด้วยบาป....ฉันได้เห็นวิญญาณของตัวเอง (สะอื้น)...ภายในมีเหล็กไนขนาดใหญ่มหึมาจมดิ่งสู่มหาสมุทรแห่งนรก   พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “การตายฝ่ายจิตของเจ้าเริ่มต้นเมื่อมีเหตุร้ายเกิดกับพี่น้องของเจ้าไม่ว่าในที่ใด หรือเมื่อเจ้าได้ยินข่าวการฆาตกรรม  การทำทารุณกรรม..แต่เจ้ากลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน  เจ้าพูดแต่เพียงว่า โอ้ คนที่น่าสงสาร แต่หัวใจของเจ้าไม่รู้สึกเศร้าเสียใจเลย หัวใจของเจ้าเป็นหิน และนั่นคือบาปของความใจแข็งกระด้างของเจ้า”

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557       -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 9)

            ฉันขอพูดต่อเรื่องเงินตะลันต์ที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็น  คุณต้องรู้ว่าฉันไม่เคยดูข่าวจากทีวี เพราะฉันรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นคนมากมายเสียชีวิต ...ฉันสนใจแต่เรื่องการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก โหราศาสตร์ อำนาจทางจิต  ...เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ปีศาจใช้หันเหความสนใจของเรา ทำให้เราสับสน...พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นในหนังสือแห่งชีวิตว่ามีอยู่วันหนึ่ง พระองค์ทรงทำให้รายการข่าวในทีวีมาช้ากว่ากำหนด  ฉันจึงบังเอิญเห็นข่าวหญิงชาวนายากจนคนหนึ่งกำลังร้องไห้บนร่างของสามีที่เสียชีวิต

 ปีศาจทำให้เรารู้สึกชินชากับความโศกเศร้าของคนอื่นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรา คนที่เป็นทุกข์ต้องดูแลตัวเอง  ไม่ใช่ปัญหาของฉัน พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นว่า สิ่งนี้ทำให้พระองค์ทรงเจ็บปวดอย่างไร     ฉันเห็นหญิงชาวนาร้องไห้ในทีวี ฉันเห็นความทุกข์แสนสาหัสของเธอ ฉันรู้สึกเศร้าใจ พระเยซูเจ้าทรงทำให้ฉันเป็นเช่นนั้น ฉัน เริ่มสนใจเมื่อทราบว่าเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ Venadillo, Tulima บ้านเกิดของฉันเอง....แต่หลังจากนั้น รายการก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องการลดน้ำหนัก และฉันก็ลืมเรื่องของผู้หญิงคนนั้นโดยสิ้นเชิง 

แต่ผู้ที่ไม่เคยลืมหญิงชาวนาคนนั้นคือ พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงทำให้ฉันรู้สึกถึงความทุกข์ของเธอเพื่อให้ฉันช่วยเหลือเธอบ้างด้วยเงินตะลันต์ของฉัน  พระองค์ตรัสว่า “ความเจ็บปวดที่เจ้ารู้สึกนั้น เป็นเราเองที่ส่งเสียงขอให้เจ้าไปช่วยสตรีผู้นั้น เป็นเราเองที่ทำให้ข่าวมาช้าลง เพื่อที่เจ้าจะได้เห็น แต่เจ้าไม่แม้แต่จะคุกเข่าลงเพื่อสวดภาวนาให้เธอแม้สักนาที  เจ้ามัวแต่ใส่ใจเรื่องลดน้ำหนัก และไม่เคยคิดถึงเธออีกเลย”

พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นชาวนาที่ยากจน  เธอได้ขอให้สามีทิ้งบ้านที่อยู่ แต่เขาปฏิเสธ แล้วก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธมาขับไล่พวกเขา  ชายชาวนากลัวและโกรธ  จากนั้นก็วิ่งหนีไปหาที่หลบซ่อนให้ลูกน้อยและภรรยา    แล้วเขาก็วิ่งหนีไปทางอื่น แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ติดตามจนทัน  คุณรู้ไหมว่าเขาสวดภาวนาครั้งสุดท้ายว่าอย่างไร? “พระเจ้าข้า โปรดดูแลภรรยาและลูกน้อยของข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์ฝากพวกเขาไว้กับพระองค์” และชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ได้ปลิดชีวิตเขาด้วยกระสุนปืน  พระเยซูเจ้าทรงทำให้ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดของเธอและของลูกน้อย  (..กลอเรียร้องไห้..)

ด้วยวิธีนี้พระเยซูเจ้าทรงทำให้เรารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่พระองค์ทรงรู้สึก   แต่บ่อยครั้งเราสนใจแต่ตัวเองและไม่คิดถึงความต้องการของเพื่อนมนุษย์แม้แต่น้อย  พระองค์ประสงค์ให้ฉันคุกเข่าสวดเพื่อครอบครัวนั้น เพื่อมารดาและลูกของเธอ พระองค์ทรงดลใจให้ฉันรู้ว่าจะช่วยเธอได้อย่างไร  คือให้ฉันไปหาพระสงฆ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉัน  เล่าสิ่งที่ฉันเห็นในทีวี  พระสงฆ์ผู้นี้เป็นเพื่อนกับคุณพ่ออธิการวัดในหมู่บ้านนั้นซึ่งมีบ้านพักที่ โบโกตา และก็จะช่วยผู้หญิงคนนั้นได้

นี่คือตัวอย่างบาปการละเลย    พระเป็นเจ้ากรรแสงเมื่อทอดพระเนตรเห็นลูกๆ ของพระองค์เป็นทุกข์เพราะการขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน  นี่เป็นความเจ็บปวดในโลกที่เกิดจากความใจแข็งกระด้างของเรา

สำหรับเรื่องผู้หญิงชาวนาที่ถูกเบียดเบียนนั้น (ความจริง กลุ่มชายฉกรรจ์ต้องการฆ่าเธอด้วย) เธอพาลูกหนีไปขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ที่หมู่บ้านนั้น คุณพ่อกล่าวกับเธอว่า “ลูกเอ๋ย ลูกต้องหนีไป เพราะถ้าพวกเขามาพบลูกที่นี่ พวกเขาจะฆ่าลูก”  แล้วคุณพ่อก็ รีบส่งเธอไปที่โบโกตา ให้เงินเล็กน้อยพร้อมกับจดหมายแนะนำตัว   ผู้หญิงคนนั้นรีบหนีไปทันที นำจดหมายไปแสดงหลายแห่งตามที่คุณพ่อบอกแต่ไม่มีใครให้ที่พักเธอ  เรื่องนี้จบลงเมื่อพวกเขาบังคับเธอให้เป็นโสเภณี!!!

พระเยซูเจ้าทรงให้โอกาสแก่ฉันอีกครั้งที่จะช่วยเหลือสตรีผู้นี้ ในปีต่อมาฉันได้พบเธออีก เมื่อฉันเข้าไปกลางเมือง ฉันไม่อยากไปที่นั่น เพราะมีแต่เรื่องน่าเศร้า  ฉันไม่อยากเห็นความยากจน หรืออะไรในทำนองนั้น   แต่วันหนึ่งฉันจำเป็นต้องไปที่นั่น ขณะที่ฉันผ่านไป ลูกชายถามฉันว่า “คุณแม่ครับ ทำไมผู้หญิงคนนั้นจึงใส่กระโปรงสั้นจัง?" ฉันตอบลูกว่า “อย่าหันไปมอง  หญิงขายบริการขายร่างกายเพื่อเงิน  เป็นโสเภณีสกปรก” สิ่งที่ฉันพูดกับลูกเป็นยิ่งกว่ายาพิษ  ฉันพูดจาดูถูกคน  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “การดูถูกคนอื่นถือเป็นการลบหลู่เราด้วย ....คนที่ดูถูกคนอื่น เป็นผู้ที่ตายฝ่ายจิต เขาสนใจตัวเองและความอยู่ดีกินดีของตัวเองเท่านั้น”

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557  -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 10)

ขุมทรัพย์ฝ่ายจิต

ฉันถูกเรียกให้มาอยู่ในโลกนี้เพื่อช่วยสร้างโลกที่ดีกว่า และใช้ความสามารถที่พระเป็นเจ้าประทานให้ร่วมมือกับพระองค์ขยายอาณาจักรแห่งสวรรค์บนโลกแต่ฉันไม่ได้ทำ...ตรงกันข้าม ฉันให้คำแนะนำเลวๆ แก่คนจำนวนมาก   พระเยซูเจ้าตรัสถามฉันด้วยว่า : “เจ้าได้นำขุมทรัพย์ฝ่ายจิตอะไรมาถวายเราบ้าง?”

ขุมทรัพย์ฝ่ายจิตหรือ? มือของฉันว่างเปล่า!  พระองค์ตรัสถามฉันอีกว่า “อพาร์ทเมนท์สองห้อง  บ้านของเจ้า คลินิกที่เจ้าคิดว่าเป็นเจ้าของและพึงพอใจมาก ช่วยอะไรเจ้าได้หรือ?   การบูชาร่างกายที่ใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อลดน้ำหนัก  การอดอาหารทรมานร่างกายเพื่อให้รูปร่างดูดี ช่วยอะไรเจ้าได้บ้างในเวลานี้ ที่นี่?   เจ้าได้นำอะไรมาที่นี่บ้าง? เมื่อเราเห็นเจ้าล้มละลายทางการเงิน นั่นไม่ใช่การลงโทษเจ้าอย่างที่เจ้าคิด  แต่เป็นพระพร เพราะช่วยให้เจ้าแยกตัวออกมาจากพระเจ้าเงินตรานั้นได้  พระเจ้าที่เจ้ารับใช้!  เป็นการทำให้เจ้ากลับมาหาเรา แต่เจ้าปฏิเสธ   เจ้าแช่งด่า... เจ้าคิดว่าเจ้าได้รับสิ่งเหล่านั้นด้วยความสามารถของตัวเอง  อาศัยการศึกษาของเจ้า อาศัยพละกำลังของเจ้า เพราะเจ้าเป็นคนที่ทำงานหนักและเป็นนักต่อสู้....แต่ไม่ใช่เลย   ยังมีคนที่เก่งกว่าเจ้า  พวกเขามีการศึกษาสูงกว่าและทำงานมากกว่าเจ้าโดยได้รับเพียงสิ่งที่ควรได้รับเท่านั้น  ขณะที่เจ้าได้รับมากกว่าพวกเขา ดังนั้นเจ้าจึงถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบมากกว่าพวกเขาด้วย”

 ในหนังสือแห่งชีวิตของฉัน ฉันเห็นตอนที่ฉันเป็นเด็ก  ครอบครัวของฉันยากจน  แม่มักจะต้มถั่วบ่อยๆ และฉันก็ไม่ชอบเลย ฉันประท้วงไม่ยอมกิน และพูดกับแม่ว่า “ถั่วบ้าๆ อีกแล้วหรือ? วันหนึ่งหนูจะรวย และจะไม่กินถั่วอย่างนี้อีกเลย”   มีอยู่วันหนึ่งฉันถึงกับโยนถั่วที่แม่ต้มให้ทิ้งไปโดยที่ท่านไม่ทราบ  และเมื่อท่านนั่งที่โต๊ะอาหาร ท่านเห็นจานของฉันว่างเปล่าจึงคิดว่าฉันกินหมดแล้วเพราะความหิว  ท่านจึงไปตักถั่วมาให้ฉันอีก เป็นถั่วส่วนที่เป็นของท่านเอง แล้วท่านก็ไม่ได้กินอะไรเลย    พระเยซูเจ้าทรงแสดงภาพนี้ เพื่อบอกฉันว่า ในตอนที่ฉันเป็นเด็ก มีคนที่ใกล้ชิดฉันมากที่สุดคนหนึ่งซึ่งบ่อยครั้งยอมทนหิวเพื่อฉัน   ท่านมีลูก 7 คน บ่อยครั้งท่านไม่ได้ทานอะไรเลยเพื่อที่พวกเราจะได้มีอะไรกินบ้าง เพราะพวกเราจนมาก  ในวันนั้นท่านนำถั่วที่เป็นส่วนของท่านให้ฉันกินโดยที่ไม่รู้ว่าฉันโยนส่วนของฉันในถังขยะไปแล้ว   บางครั้งมีคนมาเคาะประตูบ้านเพื่อขออาหาร  ท่านก็ให้ส่วนที่ท่านกำลังกินอยู่ให้พวกเขา ท่านทนหิวโดยไม่แสดงออก  ไม่มีสีหน้าเศร้าหมองเลย ตรงกันข้ามท่านกลับยิ้มจนไม่มีใครรู้เรื่องนี้

พวกคุณคงไม่รู้ถึงพระพรมากมายที่ฉันและโลกได้รับโดยอาศัยแม่ของฉัน  แม่ไปวัดทุกวัน ท่านถวายความทุกข์ของท่านแด่พระเยซูเจ้าด้วยความวางใจ   พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “ไม่มีใครที่รักเจ้า และจะรักเจ้า มากเหมือนแม่ของเจ้า  ไม่มีใครรักเจ้าด้วยความอ่อนโยนเช่นเธอ”  พระองค์ทรงให้ฉันเห็นภาพงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือยต่างๆ ของฉัน (หลังจากที่ฐานะทางสังคมของฉันเปลี่ยนไป)....  อาหารครึ่งหนึ่งในงานถูกทิ้งไปเมื่องานเลิกอย่างไร้ค่า

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มองดูพี่น้องของเจ้าสิ พวกเขากำลังทนทุกข์เพราะความหิวโหย เป็นเราเองที่กำลังหิวโหย” พระองค์ตรัสด้วยเสียงที่ดังก้อง รู้ไหมว่าพระองค์ทรงทนทุกข์เพราะความหิวโหยมากสักเพียงใด เป็นความหิวโหยของลูกๆ ของพระองค์  

พระองค์โปรดให้ฉันเห็นต่อไปว่า ในบ้านฉันมีสิ่งของฟุ่มเฟือยราคาสูง   มีเสื้อผ้าสวยหรูที่มีราคาแพงมาก พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเปลือยเปล่า แต่เจ้ากลับมีเสื้อผ้าราคาสูงลิบลิ่วหลายชุดซึ่งเจ้าไม่เคยใช้เลย...” ฉันมองเห็นตัวเองขณะที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ถ้ามีเพื่อนหญิงคนหนึ่งซื้อเสื้อติดแบรนด์ ฉันก็จะต้องมีที่ดีกว่า ถ้าใครซื้อรถหรู ฉันก็ต้องซื้อรถที่หรูกว่า...ฉันต้องการสิ่งที่ดีกว่าคนอื่นเสมอ เพราะฉันเป็นคนขี้อิจฉา  “เจ้าหยิ่งยโสเสมอ เจ้าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่ดีกว่าเจ้า คนที่ร่ำรวยกว่า โดยไม่เคยมองดูคนที่มีฐานะต่ำกว่าเจ้าเลย  เวลาที่เจ้ายังยากจนอยู่  เจ้าเดินในหนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเจ้าได้ให้สิ่งของแก่ผู้อื่นทั้งที่เจ้าขัดสน”  พระองค์ให้ฉันเห็นภาพ ของเมื่อฉันเป็นเด็ก ท่านเคยซื้อรองเท้าเทนนิสแบรนด์เนมให้ฉันทั้งที่เรายากจนมาก ฉันดีใจและมีความสุขมาก แต่พอฉันพบเด็กข้างถนนคนหนึ่งไม่มีรองเท้า  ฉันรู้สึกสงสารเขามาก จึงถอดรองเท้าที่เพิ่งได้มาไม่นานให้เขา แล้วก็เดินเท้าเปล่ากลับบ้าน  คุณแม่และคุณพ่อแทบจะฆ่าฉันทีเดียว เพราะท่านต้องเสียสละอดออมเงินอยู่นานเพื่อซื้อรองเท้าคู่นั้น แต่การกระทำของฉันครั้งนี้เป็นที่พอพระทัยของพระเยซูเจ้ามาก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม้ในขณะที่ฉันเดินเท้าเปล่าเพราะความมีเมตตาจิตและคำภาวนาของคุณแม่  พระองค์จึงประทานพระหรรษทานมากมายให้พวกเรา

 พระเยซูเจ้าแสดงให้ฉันเห็นด้วยว่า  หากฉันไม่ปิดตนเองต่อพระหรรษทานและพระจิตเจ้าแล้ว ฉันจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้เป็นจำนวนมากด้วยความสามารถที่พระองค์ประทานให้ พระองค์ทรงแสดงภาพมวลมนุษยชาติ  การตอบสนองพระคุณของพระองค์ด้วยการดำเนินชีวิตที่ดีโดยมีหัวใจอยู่ใกล้ชิดพระองค์และพระจิตเจ้า  “เราคงจะดลใจเจ้าให้สวดภาวนาเพื่อคนเหล่านี้  ถ้าเจ้าทำสิ่งนี้ ปีศาจจะไม่สามารถเข้าไปในจิตใจของพวกเขาและก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง”  เช่น เด็กหญิงที่ถูกล่อลวงโดยพ่อของเธอเอง ถ้าฉันไม่ปิดตนเองต่อพระจิตเจ้า ฉันจะได้รับการดลใจจากพระองค์สวดภาวนาให้ผู้เป็นบิดา  เด็กหญิงคนนั้นก็จะได้รับการปกป้องเพราะผลของคำภาวนา  ปีศาจก็จะไม่สามารถเข้าไปในจิตใจของผู้เป็นพ่อได้  ความรุนแรงและความทุกข์ก็จะไม่มี   พระเยซูเจ้าตรัสต่อไปว่า “ถ้าเพียงแต่เจ้าสวดภาวนา เด็กหญิงคนนั้นก็ไม่ต้องทำแท้ง และเจ้าเองก็จะไม่มีจิตใจที่ตายด้านและละทิ้งเราไป  หรือเมื่อตอนที่เจ้านอนอยู่ในโรงพยาบาล ถ้าเจ้าสวดภาวนา เราก็จะให้คำแนะนำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพี่น้อง    นำเจ้าไปหาผู้คนที่เป็นทุกข์และช่วยเหลือพวกเขา”

พระองค์ให้ฉันเห็นคนจำนวนมากกำลังเป็นทุกข์อยู่ในโลก และฉันสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร  แต่ฉันไม่เคยยอมให้พระจิตสัมผัสจิตใจฉันเลย  ไม่เคยรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นความทุกข์ของคนอื่น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงมองดูความทุกข์ของผู้คนสิ  เราทำให้คนในครอบครัวของเจ้าเป็นโรคมะเร็งก็เพื่อที่เจ้าจะได้รู้สึกถึงความทุกข์ของคนที่เป็นโรคแบบเดียวกันบ้าง  แต่เจ้าเป็นทุกข์เมื่อสามีของเจ้าถูกอายัดทรัพย์เท่านั้น”  

            โดยสรุป ฉันต้องการเล่าว่าเราจะได้เห็นตัวเราเองอย่างไรในหนังสือแห่งชีวิต   ฉันทำความผิด  ไม่มีความจริงใจ ตีสองหน้า ต่อหน้าคนอื่นฉันพูดจายกย่อง แต่ลับหลังฉันพูดถึงเขาในทางเสียหาย เช่นฉันพูดชมบางคนว่า “คุณสวยจัง แต่งตัวได้เนี้ยบมาก” แต่ในใจฉันคิดว่า คนนั้นดูทึนทึก น่าเกลียด   การพูดโกหกทั้งหมดของฉันถูกเปิดเผยในแสงสว่าง “สีแดงที่มีชีวิต” ที่ทุกคนได้  กี่ครั้งแล้วที่ฉันแอบออกจากบ้านไม่ให้แม่รู้ เพราะท่านไม่ยอมให้ฉันไป  กี่ครั้งแล้วที่ฉันหลอกแม่ว่า “คุณแม่ หนูต้องไปทำงานกลุ่มที่ห้องสมุด”   แต่ที่จริงฉันไปดูภาพยนตร์ลามก หรือไปที่บาร์ ดื่มเบียร์กับเพื่อนหญิง และขณะนี้คุณแม่ของฉัน...อยู่ที่นั่น... กำลังมองดูทุกอย่างในหนังสือแห่งชีวิตของฉัน....เวลานี้ไม่มีอะไรที่ถูกปิดบัง ฉันรู้สึกอับอายยิ่งนัก ตอนที่พ่อแม่ของฉันยากจน ฉันไปโรงเรียนโดยมีนมและกล้วยหอมเป็นอาหารกลางวัน  ฉันกินกล้วยและทิ้งเปลือกโดยไม่คิดถึงคนอื่นซึ่งอาจเหยียบลื่นล้มบาดเจ็บ พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นว่า มีใครบ้างที่ลื่นล้มและใครที่บาดเจ็บ เพราะความสะเพร่าและการขาดความเมตตาของฉัน

 ฉันสารภาพบาปอย่างดีเพียงครั้งเดียว ตอนที่ฉันโตแล้ว มีพนักงานหญิงในห้างสรรพสินค้าในกรุงโบโกตาทอนเงินให้ฉันผิด คือทอนเกินมา 4,500 เปโซ พ่อเคยสอนเรื่องความซื่อสัตย์ ไม่โกงเงินใครแม้แต่สตางค์เดียว ฉันรู้เรื่องขณะที่กำลังขับรถไปคลินิกและพูดกับตัวเองว่า “ดูสิ คนโง่ ทอนเงินเกินมา 4,500 เปโซ ฉันต้องกลับไป...แต่ดูกระจกหลังสิ รถกำลังติด ไม่เอาละ ฉันไม่อยากไปสายและเสียเวลา เป็นความผิดของเธอเองที่ทำเรื่องโง่ๆ นี้” แต่ฉันก็รู้สึกผิดและเสียใจอยู่ดี  วันอาทิตย์ฉันจึงไปสารภาพบาปว่า “ลูกขอสารภาพว่าได้ขโมยเงิน 4,500 เปโซ และไม่คืนเจ้าของ ลูกเก็บเงินนั้นไว้” และฉันไม่ได้สนใจว่าพระสงฆ์พูดอะไรกับฉันบ้าง เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่มีใครกล่าวหาว่าฉันเป็นขโมย

....แต่พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “เป็นการขาดความเมตตาเมื่อไม่นำเงินไปคืน เงิน 4,500 เปโซซึ่งเป็นเงินไม่มากสำหรับเจ้า แต่สำหรับพนังงานคนนั้นหมายถึงค่าอาหารสามวัน”  ฉันได้เห็นพนักงานคนนั้นกับลูกน้อยที่น่าสงสารสองคนต้องทนหิวถึงสองวัน เพราะความผิดของฉัน  พระเยซูเจ้าทรงแสดงแก่ฉันให้รู้ว่า การกระทำของฉันส่งผลต่อเนื่องเสมอ    ทั้งสิ่งที่เรากระทำและสิ่งที่เราเพิกเฉยด้วย   ทุกคนจะได้เห็นผลต่อเนื่องเช่นนี้ในหนังสือแห่งชีวิต     

หนังสือแห่งชีวิตของฉันถูกปิดลงด้วยความประพฤติที่เป็นบาปและ ความสกปรกทั้งหลายทั้งปวงของฉัน  พระเยซูเจ้ายังคงตรวจสอบฉันแม้แต่ในวินาทีสุดท้าย  พระองค์ทรงส่งอุปกรณ์และบุคคลต่างๆ มาให้ฉัน   พระองค์ทรงทำให้ฉันหกล้มในความทุกข์เพื่อที่ฉันอาจจะพบพระองค์ได้ พระองค์ทรงตามหาฉันตลอดเวลา แม้แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต   พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพในความรัก ทรงขอร้องเราแต่ละคนให้กลับใจ แต่เรากลับตอบแทนพระองค์อย่างไม่ใยดี หรือไม่ก็พูดว่า “พระเป็นเจ้าทรงลงโทษฉัน พระองค์ทรงสาปแช่งฉัน” แต่ที่จริง พระองค์ไม่เคยทรงสาปแช่งเราเลย   ฉันได้เลือกด้วยจิตใจอิสระให้ซาตานให้เป็นบิดาของฉัน

 

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557    -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 11)

เมื่อเราทั้งสองถูกฟ้าผ่า ก่อนที่พวกเขาจะนำเราไปยังห้องผ่าตัด“Social Seguro” พวกเขานำฉันไปยังโรงพยาบาลรัฐซึ่งมีผู้ป่วยมากมาย จนไม่มีที่วางแคร่ที่ฉันนอนอยู่  หมอพูดว่า “วางลงที่นั่น” ผู้ช่วยถามว่า “วางตรงไหนล่ะ?” หมอตอบว่า “วางที่นั่น ที่พื้น” แต่พวกเขาไม่อยากวางฉันที่พื้น เพราะตัวฉันถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง 

ขณะนั้นฉันยังพอมีสติอยู่ และพึมพำด้วยความเจ็บปวด  หมอไม่มาดูฉันเลย มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยู่ในความสงบ  เพราะฉันได้เห็นพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงก้มลงมาใกล้ชิดฉันมาก ทรงสัมผัสศีรษะของฉันและทรงปลอบประโลมใจ   ฉันคิดว่าเป็นภาพมายา ฉันเห็นพระเยซูเจ้าที่นี่ได้อย่างไร? ฉันปิดตาลงแล้วเปิดใหม่  ก็ยังคงเห็นพระองค์อยู่ที่นั่น พระองค์ตรัสด้วยความอ่อนโยนว่า “ลูกมองเห็นเรา  ลูกกำลังจะตาย จงรู้สึกถึงความต้องการพระเมตตาของเราเถิด”  และพระองค์ตรัสอีกว่า “พระเมตตา, พระเมตตา” แต่ในเวลานั้นฉันคิดว่า “ต้องการพระเมตตาทำไม? ฉันเคยทำสิ่งเลวร้ายอะไรหรือ?”

ฉันไม่รู้สึกถึงความผิดพลาดของตัวเองแม้จะรู้แน่ว่ากำลังจะตาย  ...“อนิจจา ฉันกำลังจะตาย!!!....อนิจจา แหวนทองของฉัน!!!”   ฉันมองดูที่นิ้วที่ถูกเผาไหม้หมด ราวกับถูกระเบิดจนเละ แต่ก็ยังพูดกับตัวเองว่า “ฉันต้องถอดแหวนออกเพราะเป็นแหวนที่แพงมาก ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจทำมันแตก และมันจะไม่มีค่า” ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย คุณไม่รู้หรอกว่า กลิ่นของเนื้อที่ถูกเผานั้นเลวร้ายเพียงใด และยิ่งฉันพยายามถอดแหวน ก็ยิ่งส่งกลิ่นเหม็นมากขึ้น แต่ฉันยังจะทำให้สำเร็จและที่สุดก็ถอดออกได้  จากนั้นก็คิดว่า “ไม่นะ ฉันกำลังจะตาย และพยาบาลจะขโมยแหวนไป” ก็พอดีน้องเขยของฉันมาถึง ฉันดีใจมากและบอกเขาให้ “เก็บแหวนของฉันด้วย”  เขาบอกฉันว่าเขาจะนำไปให้เฟอร์นันโด สามีของฉัน ฉันพูดกับเขาว่า “บอกน้องสาวให้ดูแลลูกๆของฉันด้วย  ช่างน่าสงสาร พวกเขาจะไม่มีแม่แล้ว ทั้งที่จริง ฉันก็ไม่เคยทำหน้าที่แม่เลย” ในเวลาใกล้ตายนี้   ฉันไม่ได้ใช้เวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์ดังที่พระเยซูเจ้าทรงแนะนำให้สวดวิงวอนขอพระเมตตาและอภัยโทษจากพระองค์เลย  เพราะฉันจะขออภัยโทษได้อย่างไร ในเมื่อฉันคิดว่าฉันไม่มีบาป?  คิดว่าตัวเองเป็นนักบุญ  ดังนั้นเมื่อเราคิดว่าเรา “นักบุญ” ก็เท่ากับเรากำลังสาปแช่งตัวเอง

หลังจากที่ได้มอบแหวนให้น้องเขยเพื่อเอาไปให้สามีของฉันแล้ว  ฉันก็พูดปลอบใจตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันตายได้แล้ว”  ความคิดสุดท้ายคือ “อนิจจา พวกเขาจะทำศพของฉันด้วยเงินจากที่ไหน ในเมื่อบัญชีธนาคารยังเป็นตัวแดงอยู่เลย?...”

 พระบิดาทรงรักเราทุกคน  ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีหรือคนเลว และแม้แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต พระองค์เสด็จมาหาเราด้วยพระทัยอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ทรงสวมกอดเราด้วยความรักทั้งหมดของพระองค์....เพื่อช่วยเราให้รอด แต่หากเราไม่ต้อนรับพระองค์  ไม่ขออภัยโทษ ขอพระเมตตา  และสำนึกในความผิด  พระองค์ทรงจำต้องเคารพเสรีภาพในการเลือกของเรา  ถ้าหากเรามีชีวิตที่ปราศจากพระเป็นเจ้า ในเวลานั้นเราจะปฏิเสธพระองค์ และพระองค์ก็จะไม่ทรงบังคับเราให้ยอมรับพระองค์  ..และแล้วหนังสือแห่งชีวิตของฉันก็ถูกปิดลง

การกลับมา

เมื่อหนังสือแห่งชีวิตของฉันถูกปิดลง รู้ไหมว่าฉันรู้สึกอย่างไร ฉันอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่ง ฉันเห็นตัวเองหัวกลับลงและรู้สึกว่ากำลังตกลงไปสู่ขุมไฟที่เปิดออกคล้ายกับรูขนาดใหญ่ ฉันกำลังตกลงไปข้างในนั้น ฉันเริ่มร้องด้วยความกลัวเรียกชื่อนักบุญทุกองค์ให้มาช่วยฉัน รู้ไหมว่าฉันเรียกชื่อนักบุญมากมายเท่าใด น.อัมโบรส  น. อิสิดอร์  น.ออกุสติน ฯลฯ. ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจำชื่อนักบุญมากมายได้อย่างไร ทั้งๆที่ฉันเป็นคริสตชนที่ไม่ดี แต่เมื่อฉันเรียกชื่อนักบุญทุกองค์เท่าที่จำได้หมดแล้ว ฉันก็เงียบ....รู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า มีแต่ความเจ็บปวดและความอายเป็นที่สุด  ฉันตระหนักว่าไม่มีใครช่วยฉันได้เลย จึงพูดกับตัวเองว่า “คนทั่วไป..บนโลกที่คิดว่าฉันเป็นนักบุญ...ที่หวังว่าเมื่อฉันตาย จะได้วอนขอพระหรรษทานผ่านทางฉัน  แต่ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนล่ะ? ” ฉันเงยหน้าขึ้นก็เห็นคุณแม่  ฉันรู้สึกปวดร้าวใจยิ่งนัก เพราะคุณแม่ต้องการนำฉันกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า ฉันร้องด้วยความสับสนและเป็นทุกข์ยิ่งว่า “แม่จ๋า ช่างน่าอายเหลือเกิน ลูกได้สาปแช่งตัวเอง ลูกกำลังจะไปที่ไหน ลูกจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้ว”
            แต่ในขณะนั้น พระเยซูเจ้าประทานพระหรรษทานที่สวยงามมาก คุณแม่ยืนอยู่เงียบๆ และพระเป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านชี้นิ้ว เชิญให้ฉันมองไปเบื้อง และฉันก็ได้เห็น ช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์

วันหนึ่ง คนไข้ของฉันคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “คุณหมอ ฉันรู้สึกเศร้าใจมากที่เห็นคุณหมอยึดติดกับวัตถุนิยมมากเกินไป  แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่คุณหมอตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ขอให้คุณหมอวิงวอนต่อพระเยซูคริสตเจ้าให้พระองค์ทรงรักษาคุณหมอด้วยพระโลหิตของพระองค์  ขออภัยต่อพระองค์ เพราะพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งคุณหมอเลย  พระองค์ทรงใช้พระโลหิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คุณหมอ”

ดังนั้นด้วยความอับอายและเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ฉันเริ่มต้นร้องออกมาว่า “พระเยซูเจ้าข้า โปรดทรงเมตตาลูกด้วยเถิด โปรดอภัยลูกด้วย พระเยซูเจ้าข้า โปรดให้โอกาสอีกครั้งแก่ลูกด้วยเถิด”

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557    -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนที่ 12)

             เป็นช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์ ที่สุดจนไม่อาจหาคำบรรยายได้  เพราะพระเยซูเจ้าทรงโน้มพระกายลงมาดึงตัวฉันออกจากขุมไฟนั่น  พระองค์ทรงยกฉันขึ้นมาวางบนพื้น และตรัสกับฉัน...ด้วยความรักว่า “ใช่แล้ว ลูกจะได้กลับไป และลูกจะมีโอกาสครั้งที่สอง....ไม่ใช่เพราะการสวดภาวนาของครอบครัวของลูกหรอกนะ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะต้องสวดวิงวอนเพื่อลูกอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะการวอนขอของทุกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกเลย  พวกเขาได้ร้องขอเพื่อลูก สวดภาวนาและยกจิตใจด้วยความรักเพื่อลูก”  ฉันได้เห็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของการสวดภาวนา   รู้ไหมว่าเราจะสามารถอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูเจ้าเสมอได้ด้วยการสวดภาวนาทุกวันเพื่อลูกๆของเรา  แต่จงสวดภาวนาเพื่อเด็กๆทั้งหลายในโลกนี้ด้วย   จงสวดภาวนาเพื่อผู้อื่น ด้วยวิธีนี้คุณจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้าได้ทุกวัน

ฉันเห็นลูกไฟเล็กๆ นับพันลอยขึ้นมาสู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูเจ้า  เป็นลูกไฟเล็กๆสีขาวเจิดจรัสที่อบอุ่นด้วยความรัก  ...ช่างสวยงามเหลือเกิน...เป็นคำภาวนาของคนจำนวนมาก ที่สวดภาวนาเพื่อฉัน  พวกเขารู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ดูทีวีและอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน พวกเขาร้องไห้และขอมิสซาอุทิศให้ฉัน  พระพรยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถให้แก่คนอื่นได้ก็คือมิสซา ไม่มีสิ่งใดที่ทรงประสิทธิภาพสามารถช่วยเหลือคนเราได้มากไปกว่ามิสซา  เพราะ เป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยมากที่สุดเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นลูกๆ ของพระองค์วอนขอเพื่อเพื่อนมนุษย์    พิธีมิสซาไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ แต่เป็นผลงานของพระเป็นเจ้า

ในท่ามกลางลูกไฟเล็กๆเหล่านี้ มีลูกไฟใหญ่และเจิดจรัสเป็นพิเศษดวงหนึ่งที่สวยงามยิ่งนัก   รู้ไหมว่าทำไมฉันจึงมาอยู่ที่นี่ได้? ทำไมฉันจึงกลับฟื้นคืนชีวิต?  เป็นเพราะในดินแดนของฉันมีนักบุญองค์หนึ่ง ฉันเพ่งดูด้วยความอยากรู้ว่าใครคือผู้นั้นที่รักฉันมากและสวดภาวนาให้ฉัน  พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “ชายที่ลูกเห็น คือผู้ที่รักลูกมาก  และเขาไม่รู้จักลูกด้วยซ้ำไป  เขาเป็นชาวนาผู้ยากจนมากคนหนึ่งอาศัยอยู่เชิงเขาในเซียรา  เนวาดา แห่งเซนต์มาร์ทา  เขาไม่มีอะไรจะกิน เพราะพืชที่เขาปลูกและเก็บเกี่ยวถูกไฟเผาไหม้หมด แม้แต่ไก่ที่เลี้ยงไว้ ก็ถูกพวกก่อการร้ายขโมยไป พวกนี้ยังเอาตัวลูกชายคนโตของเขาไปด้วย  ชายชาวนาผู้นี้ได้เดินลงจากเขาไปร่วมพิธีมิสซา พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันได้ยินคำสวดภาวนาของเขา “พระเยซูเจ้าข้า ลูกรักพระองค์ ขอขอบพระคุณที่ประทานสุขภาพที่ดี ขอบพระคุณสำหรับลูกๆของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่ประทานแก่ลูก ลูกขอสรรเสริญพระองค์”

คำภาวนาของเขามีแต่การสรรเสริญ ขอบพระคุณพระเป็นเจ้าเท่านั้น พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นเงินในกระเป๋าของเขาซึ่งมีธนบัตร 5,000 เปโซ หนึ่งใบ และ 10,000 เปโซ อีกหนึ่งใบ และนี่เป็นทั้งหมดที่เขามี และเขาทำอย่างไรรู้ไหม?...เขาถวายเงิน 10,000 เปโซให้วัดและเก็บเงินไว้เพียง 5,000 เปโซ  เขาบริจาคเงินด้วยความเต็มใจ ไม่บ่นเรื่องความยากจนของตน แต่ขอบพระคุณและสรรเสริญพระเป็นเจ้า หลังจากนั้น...เขาออกจากวัดไปซื้อสบู่ก้อนหนึ่งที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์“O Espectador”ฉบับเมื่อวาน ในหนังสือพิมพ์มีเรื่องและภาพร่างกายที่ไหม้เกรียมของฉัน

เมื่อเขาเห็นภาพและอ่านข่าวอย่างช้าๆ  เขารู้สึกสะเทือนใจมาก  เขาร้องไห้เสียใจราวกับว่า  ...ฉันเป็นคนที่เขารักมากที่สุด เขาก้มหน้าลงกับพื้นดิน วิงวอนต่อพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ ...กล่าวว่า “พระบิดา พระเจ้าของลูก โปรดเมตตาน้องสาวคนเล็กผู้นี้ของลูกด้วยเถิด โปรดช่วยเธอด้วย พระเจ้าข้า โปรดช่วยเธอด้วยเถิด ถ้าพระองค์ช่วยน้องสาวผู้นี้ของลูก ลูกสัญญาว่าจะไปแสวงบุญที่“Sanctuary of Buga” เป็นการทดแทน แต่ขอพระองค์ช่วยเธอด้วยเถิด คิดดูเถิด ชายผู้ยากจน ผู้ไม่เคยกล่าวคำสบถ หรือบ่นว่าความทุกข์ยากของครอบครัว แต่ตรงกันข้าม เขาสรรเสริญและขอบพระคุณพระเป็นเจ้า... รักเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าไม่มีอะไรจะกิน แต่เขาก็ยังอุตส่าห์เดินข้ามภูเขาเพื่อทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อคนที่เขาก็ไม่รู้จัก

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “นี่คือความรักที่แท้จริงต่อเพื่อนมนุษย์  เช่นนี้แหละที่ลูกต้องทำด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์...” และด้วยเหตุการณ์นี้เอง...พระองค์ทรงมอบภารกิจให้กับฉัน “ลูกจะกลับไป เป็นพยานยืนยันในเรื่องนี้ และลูกต้องเป็นพยานไม่เพียง 1,000 ครั้งเท่านั้น แต่ 1,000 x 1,000 ครั้ง วิบัติแก่ผู้ที่ได้ฟังเรื่องของลูก แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะเขาจะถูกพิพากษาอย่างรุนแรงยิ่งนัก และเป็นเช่นเดียวกันสำหรับลูกด้วยในการกลับสู่ชีวิตครั้งที่สอง สำหรับนักบวช  พระสงฆ์ของเรา และแม้แต่กับคนที่ไม่ได้ฟังเรื่องของลูก  เพราะไม่มีคนหูหนวกคนใดที่ไม่ต้องการได้ยิน และไม่มีคนตาบอดคนใดที่ไม่ต้องการเห็น(เรื่องของลูก)”

นี่แหละ พี่น้องที่รัก นี่ไม่ใช่การบังคับ ตรงกันข้าม พระเยซูเจ้าไม่ประสงค์จะบังคับผู้ใด นี่เป็นโอกาสครั้งที่สองของฉัน และมันเป็นโอกาสของพวกคุณด้วย  เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าพระเป็นเจ้าทรงรักเรา และทรงนำกระจกนี้ซึ่งก็คือตัวฉันเอง กลอเรีย โปโล วางไว้ต่อหน้าสายตาของพวกคุณ เพราะพระเป็นเจ้าไม่ประสงค์ให้เราสาปแช่งตัวเอง แต่ทรงปรารถนาให้เราได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์ และเพื่อสิ่งนี้ เราต้องยอมให้พระองค์ทรงปรับเปลี่ยนตัวเรา เมื่อเวลาที่เราจะต้องจากโลกนี้ไป  พวกเราแต่ละคนจะเปิด “หนังสือแห่งชีวิต”ของตนเอง  พวกเราทุกคนต้องผ่านช่วงเวลานี้เช่นที่ฉันได้ผ่านมาแล้ว  ที่นั่น...  เราจะได้เห็นความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของเรา การกระทำต่างๆ และผลสืบเนื่อง การละเว้นไม่กระทำและผลสืบเนื่อง...ทั้งหมดจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้า แต่สิ่งที่สวยงามที่สุดก็คือ เราแต่ละคนจะได้เห็นพระเป็นเจ้า...หน้าต่อหน้า และสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากเราคือ ขอให้เรากลับใจ แม้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต พระองค์ก็จะยังทรงขอสิ่งนี้จากเรา เพื่อที่เราจะเริ่มต้นเป็นสิ่งสร้างใหม่ของพระองค์ในพระสัจธรรม เพราะหากปราศจากพระองค์ เราจะทำอะไรไม่ได้เลย

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557    -           ดร.กลอเรีย โปโล (ตอนจบ)

ร่างกายฟื้นคืนสภาพ

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงให้ฉันกลับมา ไตของฉันยังไม่ทำงาน และพวกเขาก็ยังไม่ได้ตรวจสอบ เพราะไม่มีความจำเป็น ในช่วงเวลาที่ฉันกำลังจะตาย...แต่ทันใดนั้น อวัยวะทั้งหลายก็เริ่มทำงาน ปอดเริ่มขยับ  หัวใจเริ่มเต้นอย่างแรง ลองคิดดูว่าพวกหมอจะประหลาดใจเพียงใด? แล้วฉันก็ไม่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิตใดๆ อีกต่อไป

ร่างกายของฉันเริ่มฟื้นตัว แต่อวัยวะส่วนล่างยังไม่มีความรู้สึก  หลังจากนั้นหนึ่งเดือน หมอพูดกับฉันว่า “กลอเรีย พระเป็นเจ้าทรงทำอัศจรรย์กับคุณ  เพราะผิวหนังที่เคยเป็นแผลไหม้ได้กลับฟื้นคืนมาทั้งหมด...แต่สำหรับขาของคุณ เราไม่สามารถช่วยอะไรได้  เราต้องตัดมันทิ้ง” เมื่อพวกเขาพูดเช่นนี้ ฉันซึ่งเป็นนักกีฬา  เล่นแอโรบิควันละ 4 ชั่วโมง เพื่ออะไรกัน?....ฉันคิดที่จะลุกขึ้นและเดินออกไปจากที่นั่น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะขาของฉันไม่สามารถใช้งานได้ ฉันล้มลง ขณะนั้นฉันรับการรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 5 ของโรงพยาบาล พวกเขานำฉันไปยังชั้น 7   ที่นั่นฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกผ่าตัดขาแล้ว แต่ยังจะต้องถูกผ่าซ้ำอีกครั้งในตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม  เมื่อเห็นเธอ ฉันคิดในใจว่า เงินทั้งโลกก็ไม่พอที่จะซื้อขาอันน่ามหัศจรรย์ของเราได้  เมื่อพวกเขาบอกฉันว่า ต้องตัดขาฉันทิ้ง  ฉันเสียใจมาก เมื่อก่อนฉันไม่เคยขอบคุณพระสำหรับขาที่พระองค์ประทานให้ ตรงกันข้าม เมื่อมีแนวโน้มว่าจะอ้วน ฉันยอมทนหิวเหมือนคนโง่และใช้เงินก้อนโตเพื่อแลกกับความงาม...และเวลานี้ ฉันมีขาสีดำเพราะถูกเผาจน ไม่มีเนื้อเหลือ  แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันขอบพระคุณพระที่ประทานขาให้  “พระเยซูเจ้าข้า ลูกขอบพระคุณพระองค์สำหรับขาของลูก และขอพระองค์โปรดให้ขาอยู่กับลูก เพื่อที่ลูกจะสามารถเดินได้ ลูกวอนขอพระองค์ โปรดให้ขาอยู่กับลูกด้วยเถิด” และทันใดนั้น ขาสีดำสนิทของฉันก็เริ่มมีความรู้สึก  โลหิตยังไม่ไหลเวียน  แต่ระหว่างวันศุกร์ถึงวันจันทร์ต่อมา เมื่อหมอกลับมา พวกเขาต้องประหลาดใจ เพราะขาเริ่มมีสีแดงและมีการไหลเวียนของโลหิตบริเวณขา ...ด้วยความงุนงงเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาสัมผัสขาของฉันอย่างไม่เชื่อสายตา   หมอผู้อำนวยการชั้น 7 พูดกับฉันว่า ในรอบ 38 ปีที่ทำงาน พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้เลย

อัศจรรย์อีกสองประการที่พระเยซูเจ้าประทานแก่ฉัน เกิดกับทรวงอกและรังไข่  หมอบอกฉันว่า ฉันจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว ฉันรู้สึกเป็นสุข เพราะฉันคิดว่าพระเป็นเจ้าประทานวิธีธรรมชาติที่จะไม่ต้องตั้งครรภ์อีก อย่างไรก็ตามประมาณหนึ่งปีครึ่งต่อมา ฉันก็เห็นทรวงอกของฉันเริ่มโตขึ้นและขยายตัวเต็มรูป ฉันประหลาดใจมาก เมื่อไปพบแพทย์  เขาบอกฉันว่า ฉันกำลังจะมีลูกและด้วยทรวงอกนี้ฉันจะสามารถให้นมลูกได้...ไม่มีสิ่งใดที่พระเป็นเจ้าทรงกระทำไม่ได้!

สรุป


ขอพระเยซูเจ้าโปรดอำนวยพระพรอย่างบริบูรณ์ แก่พวกท่านทุกคน ขอถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้าและแด่พระเยซูคริสตเจ้า ขอพระองค์โปรดอวยพระพรทุกคนด้วย

ฉันขอแนะนำลูกสาวของฉันกับพวกท่าน  ลูกสาวคนนี้เป็นอัศจรรย์ ที่มีชีวิต  เธอเป็นลูกสาวที่พระเป็นเจ้าประทานให้กับฉัน ด้วยรังไข่ที่ถูกเผาไหม้ไปแล้ว ในฐานะแพทย์นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเป็นเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ เธออยู่ที่นี่แล้ว เธอชื่อว่า มาเรีย โฮเซ่.....

 แล้วคุณหมอก็เล่าเรื่องประสบการณ์ตอนถูกสายฟ้าฟาดจนถึงตอนฟื้นคืนชีวิต เป็นเรื่องราวที่เขย่าขวัญ สั่นสะเทือน เป็นเรื่องที่น่าพรั่นพรึงเหนือธรรมชาติ เป็นเรื่องราวของความรักและพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อคุณหมอ พวกเราคาทอลิก และทุกคนที่เป็นพี่น้องของเรา นี่คือเรื่องการให้อภัย  การให้โอกาส เริ่มชีวิตใหม่ของคุณหมอ ผู้เป็นพยานถึงความรักและพระเมตตาของพระองค์จากการเผยแพร่เรื่องราวชีวิตของท่านซึ่งเคยเป็นสัปดาห์ละ 25 นาทีในการร่วมมหาบูชามิสซาวันอาทิตย์



Der Neffe von Gloria, der den Blitzschlag  nicht überlebte.  Dr. Gloria beim täglichen Gebet.= หลานของ ดร.กลอเรีย ผู้เสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า

— ดร. กลอเรียขณะสวดภาวนาประจำวัน


ชีวิตของคุณหมอ บุคคลผู้โด่งดังในวงสังคมชั้นสูง ได้ถูกเปิดเผยจนหมดเปลือกจากปากคำของคุณหมอเอง  เป็นชีวิตที่มีเหลี่ยมมุม พลิกแพลงจ นคาดไม่ถึงว่า จิตใจและการปฏิบัติตนจะเป็นไปได้ถึงเพียงนั้น และที่น่าตกใจยิ่งคือเธอเชื่อมั่นว่า ตนเป็นคนดี กล้าต่อปากต่อคำกับพระเยซูเจ้าว่า เธอไม่สมจะตกนรก เพราะเป็นคาทอลิก
 
Ihr Auftrag 1000x1000 Mal ihre mystische Erfahrung zu erzãhlen.

- เธอได้รับบัญชาให้เล่าประสบการณ์ล้ำลึกของเธอ 1000 x 1000 ครั้ง  

 

http://gloriapolo.neuevangelisierung.org/indexeng.html (Home Page)
http://gloriapolo.neuevangelisierung.or ... ioeng.html (Under Testimony in Word and MP3, English version)

เรื่องราวของคุณหมออันเป็นประจักษ์พยานถึงความรักความเมตตาของพระเป็นเจ้านี้ จะเสริมสร้างเพิ่มพูนความรัก ความขอบพระคุณ ความเชื่อ ความศรัทธาในความรัก พระเมตตาของพระเป็นเจ้าพระบิดาของพวกเรามวลมนุษย์และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทำให้ผู้อ่านเกิดความรักตัวเองและพี่น้องร่วมโลกทุกคน เพราะทุกคนเป็นลูกที่พระบิดาทรงสร้าง พระองค์ทรงรักทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแบ่งปันความรักความเมตตาของพระองค์ ช่วยเหลือกันและกันให้เดินทางกลับสู่สวรรค์บ้านแท้ของเรา     

คุณหมอได้เผยแพร่เรื่องราวของท่านทั่วโลก ได้รับคำยืนยันมีเอกสารรับรองจากพระสังฆราชของสังฆมณทลโบโคทา ประเทศโคลัมเบีย และคุณพ่อจิตตาธิการ คุณหมอมี เวปไซด์ มีหนังสือ Struck by Lightning  (Great Direction for Our Times) /“ถูกสายฟ้าฟาด” ให้ดาวน์โหลดฟรี มี ดีวีดี รูปภาพครอบครัว การไปเผยแพร่เรื่องราวที่ฟาติมา (ผู้เข้าฟังล้นหลามแน่นหอประชุม) ฯลฯ