การภาวนา


รวบรวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความบันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันในกิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


การภาวนา

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2556

การภาวนาคืออะไร

ภาพสรุปของการภาวนาคือการที่คนสองคนคุยกันโดยมีคนหนึ่งฟังอีกคนหนึ่งพูด เวลาที่เราสวดเราเป็นผู้พูดและมีพระเจ้าเป็นผู้ฟัง เวลาที่เริ่มสวดให้เรามีภาพไว้เสมอว่าพระเจ้าซึ่งเป็นพ่อหรือแม่กำลังนั่งฟังเราที่เป็นลูก  ให้เราจินตนาการถึงพ่อแม่ที่รักลูกมาก เวลาที่ฟังจะตั้งใจฟังอย่างไม่ละสายตา สามารถฟังลูกรักพูดได้ทั้งวันอย่างมีความสุข ลูกอาจจะพูดเรื่อยเปื่อยไร้สาระแต่พ่อแม่ก็จะฟัง จะคอยปลอบโยนและสัมผัสลูกด้วยความรัก และแม้สิ่งที่ลูกขอจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแต่พระองค์ก็ไม่เคยรำคาญ เพราะสำหรับพระเจ้าแล้วเราเป็นเด็กเสมอ ไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าไหร่เราก็มีสายตาที่มองเห็นได้อย่างจำกัด นอกจากสายตาเราไปก็ไม่อาจจะรู้ได้แล้ว  เราจึงเป็นเด็กยิ่งนักในสายตาพระองค์ และเมื่อพระเจ้าฟังเราพูดพระพักตร์พระองค์จะอิ่มเอิบมาก การคุยกับพระเจ้าก็คือการภาวนาแล้ว การภาวนาไม่ใช่การสวดอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของบุคคลที่เราภาวนาด้วย เริ่มต้นด้วยความรู้สึกของความสัมพันธ์ การภาวนาคือการติดต่อกับเบื้องสูงเป็นเรื่องของฝ่ายจิต เราไม่ใช้คำว่าภาวนากับบุคคลทั่วไปในระดับมนุษย์ที่ยังมีชีวิต การภาวนาคือการใช้พลังของความรักในการคุยกัน การภาวนามีพื้นฐานมาจากการคุยกันจนพัฒนามาเป็นการภาวนา การภาวนาคือการใช้จินตนาการ ใช้พลังจิตคุยกับพระเจ้า มนุษย์ทุกคนมีพลังจิตและพลังนี้สามารถส่งผลให้กับชีวิตเรา และเราต้องรู้วิธีพูดของพระเจ้า พระองค์อาจเปิดเผยกับเราผ่านทางสิ่งสร้างต่างๆ หรือพระวาจาในพระคัมภีร์  ให้เราเปิดใจรับการดลใจ พระสามารถใช้ทุกอย่างในการช่วยเหลือลูกของพระองค์โดยไม่มีกรอบจำกัด ทุกสิ่งถูกสร้างจากพระวจนาตถ์(วาจา)ของพระองค์ หากเราเปิดใจแล้วแม้เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งก็เป็นพระวาจาของพระองค์ได้ การดลใจจากพระเจ้าย่อมนำสันติสุขเต็มอิ่มในใจมาให้ ต่างจากการดลใจของมารที่นำความสับสนร้อนรุ่มมาให้ แต่นั่นก็อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีของเรากับพระ หากเรามีความสัมพันธ์สนิทกับพระ พระองค์จะทำให้ความรู้สึกเราใสสะอาดสามารถแยกแยะความรู้สึกของพระกับมารได้อย่างชัดเจน และเมื่อเราขอแล้วจงวางใจบางทีพระองค์อาจไม่ตรัสกับเราในทันที แต่จำไว้ว่าเวลาของพระเจ้านั้นเป็นเวลาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด

 

หลักการในการภาวนา

การภาวนาที่ดีควรจะเริ่มด้วยการขอบคุณพระเจ้าในทุกๆ สิ่ง เช่น ลมหายใจที่เรามี ถ้าพระองค์ไม่ให้เราก็หมดแล้ว พระพรและทุกสิ่งที่ดีย่อมมาจากพระองค์ จงเริ่มภาวนาด้วยการขอบคุณพระพรทุกอย่างที่มาจากพระองค์ จงขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ลูกมี และยิ่งกว่านั้นจงขอบคุณเผื่อคนอื่นด้วย ซึ่งการทำดังนี้ทำให้จิตใจเราเปิดมากขึ้น เพราะการขอคือการที่เราเอื้อมมือออกไปขอและเราได้รับมาเก็บใส่ตัวไว้  แต่ถ้าเราเป็นคนใจแคบเราก็จะไม่สามารถขอและเก็บพระพรอันมากมายของพระเจ้าได้ ยิ่งเราภาวนาเผื่อคนอื่นมากเท่าไร เราก็จะยิ่งเป็นคนใจกว้างที่สามารถเก็บพระพรของพระที่มีมากมายได้มากขึ้น ตามขนาดใจที่กว้างขึ้นของเรา ในทุกๆ เช้าภาวนาอย่ารีบร้อนเอาแต่ขอ การเริ่มภาวนาที่ดีที่สุดเริ่มต้นด้วยการทำสำคัญมหากางเขนอย่างช้าๆ ตั้งใจ และดีที่สุด เพราะเรากำลังกล่าวคำสำคัญยิ่งและใหญ่ที่สุดคือ “พระบิดา พระบุตร และพระจิต” เพราะนี่คือพระผู้สร้าง พระผู้ไถ่ และพระผู้ช่วยให้เราดำรงอยู่ ถ้าเราทำสำคัญมหากางเขนอย่างดีในทุกเช้าแม้จะลืมสวดบทอะไรไป ชีวิตของเราก็ได้รับการปกป้องแล้ว  เมื่อเราเริ่มภาวนาด้วยการทำสำคัญมหากางเขนอย่างดีแล้ว ให้เราจินตนาการถึงภาพของพ่อที่อยู่ต่อหน้าเรายิ้มให้เราตั้งใจฟังเราสวดภาวนา และตามด้วยบทสวดข้าแต่พระบิดาซึ่งเป็นบทสวดเพียงบทเดียวที่พระเยซูเจ้าทรงสอน “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ” เมื่อถึงวรรคนี้เราอาจจินตนาการถึงตัวเราที่ก้มกราบอยู่แทบพระบาทของพระเป็นเจ้า และในการสวดภาวนาส่วนตัวนี้ เราสามารถเปลี่ยนคำเรียก”พระบิดา” เป็น พ่อได้เลย “พระอาณาจักรจงมาถึง พระประสงค์จงสำเร็จ ในแผ่นดินเหมือนในสรรค์” ให้เรานึกถึงภาพพระพรที่ไหลหลั่งลงมา “โปรดประทานอาหารประจำวัน
แก่ลูกทั้งหลายในวันนี้  โปรดประทานอภัยแก่ลูก เหมือนลูกให้อภัยแก่ผู้อื่น โปรดช่วยลูกไม่ให้แพ้การผจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ อาแมน” สวดภาวนาอย่างช้าๆ แล้วเราจะรู้สึกถึงความปลื้มปิติไหลหลั่งมา และให้เราสวดบทวันทามารีย์ต่อเพื่อให้แม่พระช่วยขมวดคำภาวนาของเรา ทำให้คำภาวนาของเราสมบูณ์และเหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะพระแม่จะช่วยแต่งคำภาวนาของเราให้เหมาะสมที่จะถวายแด่พระเจ้า ที่บางครั้งเราอาจจะลืมหรือว่อกแว่ก อย่าลืมว่าพระเจ้าให้พระพรเพราะลูกพากเพียรแม้จะว่อกแว่กไปบ้าง จงอย่ากลัวที่จะว่อกแว่กแต่จงกลัวที่จะไม่มีความพากเพียรในการสวดภาวนา หลังจากสวดบทภาวนาสองบทแล้วจงสวดบท อัญเชิญพระจิตเจ้า จะทำให้เรารู้ว่าจะขออะไรและขออย่างไร ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ ขอไม่ถูกต้องแต่พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ และถ้าเราขออะไรที่เป็นประโยชน์แก่จิตวิญญาณของเราหรือเป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นเราจะได้รับแน่นอน การขอต้องเป็นการขอในเชิงบวก ให้เขากลับใจ เราจะขอในเชิงลบไม่ได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะประการใดก็ตาม