ความหมายของคริสต์มาสที่แท้จริง


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ความหมายของคริสต์มาสที่แท้จริง

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 24 พ.ย. , 22 ธ.ค. 2556  

ให้เรามาทำความรู้จักกับคริสต์มาสที่แท้จริง ทำไมพระเป็นเจ้าถึงต้องมาบังเกิด? ถ้าพระเป็นเจ้าไม่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ทั้งหลายในโลกจะได้รับความรอดหรือไม่? คำตอบคือได้ถ้าพระเป็นเจ้าทรงเสกให้มนุษย์ได้รอดมนุษย์ก็จะรอด แต่ในความเป็นจริงภาพของมนุษย์ในโลกนี้ก็เหมือนกับเด็กที่ตกลงไปในบ่อน้ำและใกล้จะเสียชีวิตแล้ว ไม่มีใครจะช่วยนอกจากยืนดูอยู่เฉยๆ แต่พระเป็นเจ้าคือพ่อที่กระโจนตัวลงไปในบ่อเพื่อช่วยลูกให้รอดชีวิตโดยไม่คิดจะรีรออะไรอีกแล้ว เป็นความรักของพ่อที่ผลักดันให้ลงไปช่วยลูกได้รอดด้วยตนเอง ถ้าพระกุมารไม่มาบังเกิดโลกของเรา เราคงไม่สามารถอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้คงแตกสลายกันไปนานแล้ว การที่พระเป็นเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์นักเทววิทยาบางท่านยังได้เปรียบให้เห็นอีกภาพหนึ่งว่า โลกมนุษย์เปรียบเหมือนหนอนในถังอาจมที่พระเป็นเจ้ายอมเอาตัวของพระองค์เองเข้าไปในถังอาจมนั้น เพื่อช่วยให้ลูกๆ ของพระองค์ที่เปรียบเหมือนหนอนได้รอดพ้นออกมาจากถังอาจมนั้น และเติบโตจากหนอนสกปรกกลายเป็นผีเสื้อที่แสนงดงามได้ในที่สุด

การที่พระเจ้าลงมาเกิดย่อมแสดงว่าโลกของเราอยู่ในสภาพที่แย่เต็มทีเป็นเวลาที่โลกถึงจุดตกต่ำที่สุด พระเป็นเจ้าทรงมาแสดงให้เราเห็นถึงความรักที่เป็นรูปธรรมในทุกครั้งที่โลกของเราตกต่ำถึงขีดสุด เช่น รูปพระหฤทัยมาประจักษ์ในสมัยเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนตอนที่ยุโรปกำลังตกต่ำ และรูปพระเมตตาปรากฏขึ้นในสมัยปัจจุบันนี้ที่โลกกำลังย่ำแย่สุดๆ  ในสมัยที่พระเยซูเจ้ามาบังเกิดนั้น ก็เป็นช่วงเวลากว่าสามร้อยปีทีเดียวที่ไม่มีประกาศกคนใดเลยเกิดขึ้นในหมู่ชาวยิว ประชากรของพระถูกทิ้งให้สิ้นหวัง เคว้งคว้างขาดที่พึ่ง ขาดประกาศก ที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำให้ประชากรของพระได้รับความรอด พระเยซูคือพระวาจา คือตัวอักษรในพระคัมภีร์ที่ออกมาเป็นตัวตนและมาถ่ายทอดคำสอนด้วยตัวของพระองค์เอง มาพูดภาษาเดียวที่เข้าใจได้กับประชากรของพระองค์ พระเยซูขัดแย้งกับฟาริสีและคัมภีราจารย์ทั้งที่อ้างพระคัมภีร์เล่มเดียวกันนั้นแหละ เพราะพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นหนังสือที่มีการใส่รหัสเอาไว้ หากผู้อ่านไม่รู้จักวิธีการถอดรหัส ก็จะไม่เข้าใจ ทำให้การตีความผิดไปจากที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะบอก พระเยซูเจ้ามาเกิดในหมู่ชาวยิวเพื่ออธิบายข้อความพระคัมภีร์ที่ถูกต้องให้พวกเขารู้ หากจะถามว่าทำไมต้องเป็นชาวยิวที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นประชากรที่เลือกสรร คำตอบ ตอบไม่ได้ในเหตุผลของมนุษย์ พระเจ้าเป็นอิสระจากเหตุผลใดๆ ของมนุษย์ พระองค์ทรงเลือกตามน้ำพระทัยและเราไม่อาจเอาเหตุผลของเราตามประสามนุษย์ไปคิดวิเคราะห์ได้ แต่เมื่อพระเจ้าทรงเลือกพระองค์ก็จะประทานพระพรให้ด้วย

เหตุการณ์ที่แม่พระได้รับสารเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ ให้เรามาดูที่พระวารสารนักบุญลูกาบทที่1ข้อ26 ซึ่งนักบุญแคธเทอรีน แอมเมอลิก ได้เห็นภาพนิมิตเหตุการณ์ในอดีตช่วงนั้นและพระศาสนจักรได้รับรองแล้วว่าไม่ขัดกับหลักความเชื่อ นักบุญแคธเทอรีนสามารถบรรยายถึงสิ่งที่เคยมีอยู่ในอดีตในช่วงเวลานั้น เช่นดอกไม้บางชนิดที่ปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว และได้แบ่งปันภาพนิมิตในอดีตว่าในช่วงนั้น ทั้งแม่พระและนักบุญยอแซฟต่างก็ตั้งใจที่จะถือพรหมจรรย์แม้ว่าทั้งคู่จะถูกจับคู่หมั้นหมายกันโดยผู้ใหญ่แล้ว โดยทั้งคู่ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ที่ถือพรหมจรรย์ ทั้งคู่เป็นคนที่มีจิตใจดีเป็นคนศักดิ์สิทธ์ด้วยกันทั้งคู่ แม่พระไม่มีบาปกำเนิด เป็นอภิสิทธิ์ที่พระเจ้าประทานให้ การไม่มีบาปกำเนิดก็คือการคิดชั่วไม่เป็น ในตอนที่แม่พระได้รับสารจากฑูตสวรรค์กาเบรียลนั้น ความรู้สึกที่แม่พระได้บรรยายผ่านทางภาพนิมิตของนักบุญแคธเทอรีนว่าเวลานั้นรู้สึกสงบและเตรียมต้อนรับอะไรบางอย่าง ในประโยคที่แม่พระได้ตอบว่า”ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” ในภาษาต้นฉบับที่จริงแล้วแม่พระใช้คำว่าข้าพเจ้าเป็นทาสไม่ใช่เป็นแค่ผู้รับใช้ และนี่คือคนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คนที่ศักดิ์สิทธิ์จะมองเห็นถึงความว่างเปล่า ไร้ค่าของตนเมื่อเทียบกับพระเจ้า คนเลวมักจะมองว่าตนเองยิ่งใหญ่ แม้แต่พระเจ้าก็ดูจะเล็กกว่า คนดีและคนจองหองจึงต่างกันตรงนี้  

ภาพนิมิตหลังจากที่ทูตสรรค์กาเบรียลได้แจ้งสารแล้ว ในขณะนั้นแม่พระได้คุกเข่าลงและแม่พระรู้สึกถึงแสงสว่างเจิดจ้าที่ยิ่งใหญ่ได้ผ่านเข้ามาในตัวเองจนกระทั่งเป็นลมหมดสติไป นักบุญบางองค์ที่เคยสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้บอกไว้ว่าถ้าองค์พระเจ้าเสด็จลงมาจริงๆ มนุษย์ไม่สามารถที่จะรับพลังนั้นได้และคงตายก่อน ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมาหาเราผ่านทางศีลมหาสนิทเราก็คงไม่สามารถรับพระองค์ได้ เมื่อนักบุญยอแซฟพาแม่พระไปจดทะเบียนสำมะโนประชากร แม่พระรู้ดีว่าจะให้กำเนิดพระกุมารในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ในนิมิตของนักบุญแคธเทอรีน การที่พระเยซูต้องไปประสูติในถ้ำเลี้ยงสัตว์เป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะที่พักต่างก็เต็มหมด ทั้งที่พักของญาตินักบุญยอแซฟหรือโรงแรมต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็นที่ว่าพระเจ้าเลือกที่จะเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เหตุผลของนักบุญยอแซฟและแม่พระแต่เป็นเหตุผลของพระเจ้าที่อยากให้ลูกเกิดในถ้าเลี้ยงสัตว์ ครั้นเมื่อถึงเวลานักบุญยอแซฟก็นำไม้มากั้นและแม่พระก็นำผ้าที่เตรียมไว้มาปูที่รางหินสกัดที่นักบุญยอแซฟจัดเตรียมให้ สถานที่ประสูตินี้ปัจจุบันกลายเป็นถ้ำที่ต้องมุดลงไปใต้ดินเนื่องจากการสะสมผืนดินด้านบนเป็นที่ให้ไปแสวงบุญที่ประเทศอิสราเอล เมื่อถึงเวลาที่พระเยซูประสูติในภาพนิมิตที่นักบุญหลายท่านได้เห็นต่างบอกตรงกันว่า เวลานั้นแม่พระและนักบุญยอแซฟต่างก็ถูกยกจิตขึ้น เหมือนเข้าภวังค์ แม่พระได้รับรู้ถึงแสงสว่างแห่งความรอด แสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ ความปรารถนาถึงความรอดของมนุษยชาติได้แผ่ออกไปอย่างไม่มีสิ้นสุดได้ออกมาจากร่างของพระแม่ และได้กลับกลายเป็นทารกนอนอยู่ในรางหญ้าที่รับรู้ได้ว่าเป็นองค์พระเจ้า แม่พระได้ก้มลงกราบนมัสการ จนกระทั่งพระกุมารเยซูส่งเสียงร้องออกมา แม่พระจึงได้ตื่นจากภวังค์แล้วจึงนำผ้าที่เตรียมไว้มาห่อพระกายพระกุมาร ทุกคนที่ได้เห็นพระพักตร์พระกุมารเยซูไม่ว่าจะเป็นนักบุญยอแซฟหรือนายชุมพาบาลที่มาเข้าเฝ้า ต่างอิ่มเอม ปลื้มปิติใจจนกระทั่งต้องร้องไห้ออกมา

ความหมายของการเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ คือการเลือกเกิดในที่ต่ำที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเกิดได้ นั่นคือพระเป็นเจ้าต้องการที่จะโอบอุ้ม และอยู่กับมนุษย์ทุกคนแม้คนที่ต่ำที่สุด และเมื่อยามตายพระองค์ก็เลือกที่จะตายในที่ต่ำที่สุดที่จะต่ำได้ พระองค์จึงเป็นผู้ที่อยู่กับมนุษย์ทุกคนแม้คนที่ต่ำที่สุด ตั้งแต่มนุษย์คนแรกจนถึงคนสุดท้าย พระองค์เลือกที่จะตายแบบนักโทษประหารชีวิต การตายที่เลวร้ายและทรมาณที่สุดคือการตายอย่างคนที่สิ้นหวัง ประโยคสุดท้ายที่พระองค์ตรัสบนไม้กางเขนก่อนสิ้นพระชนม์ที่ว่า “พระเจ้าข้า เหตุไฉนจึงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า” จึงเป็นการยืนยันและเป็นความหวังให้กับผู้คนที่ใกล้จะตายหรือหมดหวังในชีวิตว่าพระองค์จะทรงอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ ดังนักโทษที่ถูกตรึงกางเขนด้านขวาของพระเยซูและกลับใจในที่สุดนั่นเอง ภาพพระเยซูผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขนโดยมีนักโทษทั้งสองอยู่ด้านซ้ายขวาและมีป้ายติดไว้ว่า “เยซูชาวนาซาเรธ กษัตริย์ของชาวยิว” เปรียบเหมือนบัลลังก์ของพระองค์ และหัวใจของกษัตริย์พระองค์นี้ก็คือหัวใจแห่งความรักที่ยอมลดตนเองลงเพื่อโอบอุ้ม ค้ำชูผู้อื่นขึ้น พระวาจาของพระองค์จึงมาจากหัวใจของความรัก ที่เราจำเป็นต้องใช้หัวใจรักของความเป็นพ่อแม่ในการอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวาจาของพระองค์ แม้จะมีคำว่า “วิบัติจงเกิดแก่เจ้า” ในบางตอนที่พระเยซูเจ้าตรัส แต่พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสด้วยความโกรธหรือด่า หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าหากเราไม่กลับใจจากบาป เราก็ต้องถูกตัดขาดจากพระเจ้านิรันดร เราทุกคนเลือกเกิดได้ “พระเจ้าทรงรักโลก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร”ยอห์น 3 : 16  นี่เป็นการยืนยันว่าเราทุกคนเลือกที่จะเกิดได้  โลกนี้เป็นเพียงสนามงานชั่วคราวที่เราสามารถเลือกที่จะเกิดและมีชีวิตนิรันดรในสวรรค์บ้านแท้ได้

เกร็ดความรู้คริสต์มาส

  • คำว่าคริสต์มาสแปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า
  • วันคริสต์มาสที่เรารู้จักกันทั่วไปคือวันที่ 25 ธันวาคม แต่ในความเป็นจริงวันที่พระเยซูประสูตินั้นไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น
  • ก่อนที่คริสต์มาสจะเป็นวันที่25 ธันวาคม บางประวัติได้เล่าว่าในตอนที่เริ่มมีคริสตชนไปที่โรม ในสมัยนั้นได้มีการบูชาพระอาทิตย์ซึ่งมีการฉลองในวันที่25 ชาวคริสต์ในสมัยนั้นจึงถือโอกาสประกาศว่าพระเยซูเจ้าคือแสงสว่างที่แท้จริงและชักชวนให้ฉลองร่วมกัน
  • ซานตาครอส มีวิวัฒนาการมาจากนักบุญนิโคลัส ที่ชาวฮอลแลนด์นับถือเป็นองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ
  • เพลงคริสต์มาสเริ่มมีตั้งแต่ศตวรรษที่5 (ประมาณปี ค.ศ.600) แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาสเป็นภาษาละติน
  • เพลงคริสต์มาสที่เก่าแก่ที่สุดคือ เพลง O Come, All Ye Faithful รองลงมาคือ Silent Night
  • เพลง Silent Night เกิดจากคุณพ่อชาวเยอรมันท่านหนึ่งให้เพื่อนคนหนึ่งแต่งเพลงขึ้นมาอย่างกระทันหันเพื่อใช้เล่นกับกีต้าร์ เนื่องจากออร์แกนในวัดเสีย
  • มิสซาเที่ยงคืน เกิดจากที่พระสันตะปาปาจูเลียสที่1 ได้นำสวดกับบรรดาสัตบุรุษตามหมู่บ้านในเมืองเบธเลเฮมจากที่พักไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ ปรากฏว่ากว่าจะเดินไปถึงที่ถ้ำก็เกือบสามชั่วโมงซึ่งเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระองค์จึงได้ถวายมิสซาที่นั่น และถวายมิสซาอีกครั้งหลังจากกลับถึงที่พัก และในตอนเช้าวันถัดมาก็มีสัตบุรุษที่ไม่ได้ร่วมมิสซาเมื่อคืนมาขอให้ทำมิสซาในเช้านั้นอีก จึงเป็นธรรมเนียมประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
  • ต้นคริสต์มาส มาจากต้นสนที่แม้จะอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเพียงไรต้นสนก็ยังสามารถมีสีเขียวได้ เปรียบเหมือนกับชีวิตคนเรที่แม้ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ ในแต่เมื่อเรามองเห็นต้นสนที่มีสีเขียวสดชื่น เราก็สามารถมองเห็นความหวังในชีวิตได้
  • รูปร่างของต้นสน เปรียบเหมือนการฉลองคริสต์มาสในแต่ละปีก็เป็นการวนขึ้นจากด้านล่างของต้นไปจนถึงยอดของต้น คือการได้พบกับพระคริสต์ในที่สุดเมื่อเราจากโลกนี้ไป ในการฉลองคริสต์มาสแต่ละครั้งจึงเป็นการระลึกว่าเราได้ขยับเข้าใกล้จะได้พบพระพักตร์ของพระองค์จริงๆ เข้าไปอีก1ปีแล้ว