ชีวิตใหม่


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ชีวิตใหม่

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2557

ให้เรามาศึกษาประวัติศาสตร์พระศาสนจักรร่วมกัน การที่พระเยซูเจ้าทรงให้เราไปประกาศพระวารสารตามที่ต่างๆ ก็คือการให้ชีวิตใหม่ ศาสนาคริสต์ได้เริ่มเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยมาประมาณ 500 กว่าปีที่แล้ว นับว่าอายุของพระศาสนจักรในประเทศไทยยังอยู่ในวัยเยาว์ คริสตชนของเราจึงยังมีภารกิจอีกมาก ภารกิจการประกาศพระวาจาต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น และเป็นการเข้มข้นที่เริ่มที่ตัวของเราเองแล้วสุดท้ายพระจะใช้ชีวิตที่เข้มข้นของเราให้งานของพระองค์สำเร็จไป คำสั่งสุดท้ายก่อนที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จสู่สวรรค์ได้ให้ไว้อยู่ในมัทธิว 28:18   “พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า พระเจ้าทรงมอบอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา” เราในที่นี้คือองค์พระคริสตเจ้า เพราะฉะนั้นการทำงานพระของเราทุกครั้งจึงต้องทำในนามของพระคริสตเจ้าห้ามทำงานในนามตัวเอง ใครชื่นชมอะไรเราก็ต้องบอกว่าขอบคุณพระเจ้า ผู้คนจึงรู้ว่าที่เราดีเพราะเรามีพระเจ้ามีพระเยซูเจ้าอยู่ในชีวิตเรา มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าเราทำเพื่อหาเกียรติเข้าตัวเองและกลายเป็นหยิ่งจองหองแล้วงานของพระเจ้าจะไม่เกิดผลดีในวิญญาณนั้น หากเราโดนด่าในนามพระเจ้าเราก็ต้องยอมรับว่าเรามีความอ่อนแอและความผิดบกพร่องนั้นไม่ใช่ของพระเจ้าแต่เป็นของเรา นี่จึงเป็นความสุภาพนอบน้อมที่แท้จริง คำว่า ”ทรงมอบอาชญาสิทธิ์” ให้แก่เราหมายความว่าเราต้องอย่าให้อะไรมามีอิทธิพลอยู่เหนือพระเจ้า การที่เราได้รับศีลล้างบาปเป็นการแสดงว่าเรามีพระเจ้าเป็นผู้ครอบครองและนำทางชีวิตของเรา ไม่ใช่การสักยันต์ การเข้าทรง ฯลฯ สังเกตุง่ายๆ ว่าสิ่งที่มาจากผีจะมีอาการเกรี้ยวกราด ดุร้ายแม้จะมีการอ้างถึงพระเจ้าก็ตาม ต่างจากสาส์นของพระเจ้าที่ออกมาจะเป็นในแบบอบอุ่น นุ่มนวล และสาส์นส่วนใหญ่จะไม่หนีไปจากพระวาจาในพระคัมภีร์ ถ้ามีสิ่งใดหรือใครที่บอกว่าพระวาจา พระคัมภีร์เชื่อไม่ได้ และอ้างตัวเองเป็นพระเจ้า นั่นย่อมแสดงให้เรารู้ได้ว่ามาจากซาตานแน่นอน พระเจ้าจะไม่มีวันตัดสินว่าเราต้องตกนรกแต่พระเจ้ามีความหวังในเราเสมอ แม้ในลมหายใจสุดท้ายของเรา พระองค์สอนให้เราไม่ตัดสิน พิพากษาผู้ใดว่าเป็นคนเลว แต่ให้เราเข้าใจว่าเขาอ่อนแอและให้เราสวดให้เขา ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของใครอีกคนหนึ่งทั้งครบได้นอกจากพระเป็นเจ้าเท่านั้น ใครจะรู้ได้หากคนเลวคนหนึ่งจะสำนึกกลับใจขอโทษพระก่อนตายและสามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ในลมหายใจสุดท้ายของเขา

มัทธิว 28:19 “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต” มีอิทธิพลในโลกยุคกลางเป็นต้นมา ในช่วงสมัยที่เกิดคณะเยซูอิต ทำให้บรรดามิชชันนารีออกไปทั่วโลกและเน้นการโปรดศีลล้างบาปเพราะเชื่อว่านอกจากพระศาสนจักรแล้วจะไม่มีความรอด จนกระทั่งหลังการสังคายนาวาติกันที่สองจึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนบทบาท คำว่าพระศาสนจักรไม่ได้หมายความเพียงแค่ศาสนจักรคาทอลิคเท่านั้นแต่หมายถึงอาณาจักรของพระเป็นเจ้า อาณาจักรแห่งความดี ขยายอาณาเขตออกไปจนกระทั่งว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากแต่เราก็ยังคงจำเป็นต้องล้างบาปเพื่อให้ได้รับความรอดอย่างสมบูรณ์ที่สุด การล้างบาปเป็นมากกว่าแค่เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ การล้างบาปคือการเกิดครั้งที่สอง ที่ทำให้เราเป็นลูกของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ให้เรานึกถึงภาพของพ่อที่เฝ้ารอคอยเวลาการเกิดของลูก รอที่จะได้มอบอ้อมกอดแรกของพ่อให้แก่ลูกพร้อมกับที่จะได้ยินเสียงร้องแรกเกิดของลูกน้อย เมื่อมีการโปรดศีลล้างบาปก็จะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ แล้ววิญญาณของเราก็จะถูกผูกมัดกับพระเป็นเจ้านับมตั้งแต่นั้น พระเจ้าผูกมัดเราด้วยชีวิตของพระองค์เอง เราจึงเรียกการล้างบบาปว่าเป็นการเกิดครั้งที่สอง เป็นการเกิดฝ่ายจิต  เมื่อเราได้รับศีลล้างบาปแล้วเราจึงได้รับผลของศีลอื่นๆ ตามมา และได้สิทธิอื่นๆ ตามมาในฐานะลูกของพระเจ้า และสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการได้รับความรอด หากเรารับศีลโดยที่ยังไม่ได้ล้างบาปก็จะไม่เกิดประโยชน์  ไม่เกิดผลอะไรต่อวิญญาณ พระศาสจักรคาทอลิคยอมรับการล้างบาปในเฉพาะบางนิกายที่ต่างจากคาทอลิคออกไป โดยดูที่ข้อความความเชื่อเป็นสำคัญว่าไม่ขัดกัน นิกายที่คาทอลิคยอมรับเช่น แองกริกัน,ลูเทอรัน

ในมัทธิว 28:20 “จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน แล้วจงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวัน ตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ” เป็นการยืนยันว่าเราจะไม่ถูกตัดขาดจากพระตราบจนสิ้นชีวิต พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งลูกของพระองค์ไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่ย่ำแย่แค่ไหนของชีวิตเพราะความสัมพันธ์นี้เป็นพระเจ้าเองที่ผูกมัดกับเรา มีแต่มนุษย์เองที่มักจะทอดทิ้งพระเจ้า โดยเฉพาะในช่วงที่เราต้องทำแบบทดสอบของชีวิตหรือที่เรียกกันว่าถูกทดลอง จงจำไว้ว่ามนุษย์เราเวลาเกิดก็เกิดตัวคนเดียว เวลาตายเราก็ตายคนเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงอย่าไปยึดติดอะไรกับใครจนเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าให้เราเป็นคนไม่สนใจใคร ตรงกันข้ามเราต้องให้ความสนใจใส่ใจคนรอบข้างที่ผ่านเข้าในชีวิตของเรา ทั้งในด้านที่ดีและไม่ดีของเขา ใจต้องกว้างถึงขั้นที่ว่าเราสามารถสงสารคนที่เราคิดว่าชั่วได้ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถไปสวรรค์ได้เลย หากจิตเรายังเกลียดใครก็ต้องอยู่ในไฟชำระจนกว่าจิตเราจะบริสุทธิ์พอที่จะขึ้นสวรรค์ได้   ชีวิตของเราในโลกนี้เป็นก้าวเดินทางออกไปเจอกับสิ่งรอบข้างที่ผ่านเข้ามา แล้วก็จะผ่านไปทุกวันไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่หรือจมอยู่กับความทุกข์ การฟัง อ่านพระวาจาต้องสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในเวลาที่เราต้องเจอกับคนเลวที่สุดต้องเป็นเวลาที่เราสามารถนำความรักของพระมาใช้ให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้นับเป็นสิ่งที่ยากที่สุดแต่พระพรก็จะมากที่สุดเช่นกัน  การนำพระวาจาคำสอนของพระเจ้ามาปรับใช้ในชีวิตจริง ก่อนอื่นใดให้เราสวดขอความสว่างจากพระจิตเจ้าทุกครั้งที่เราฟังหรืออ่านพระคัมภีร์ ตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกที่เป็นแบบอย่างได้ดีในการปฏิบัติตามแนวทางพระเยซูเจ้า คืออับราฮัม ลินคอล์น ที่สามารถรวมชาติได้ด้วยการผูกมิตรกับศัตรูฝ่ายต่อต้าน หรือเนลสัน แมนเดลาผู้เป็นคริสเตียน ทั้งสองเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระเยซูเจ้าและสามารถกำจัดศัตรูด้วยความรัก การให้อภัยและความสุภาพ ด้วยแนวทางแห่งสันติ ซึ่งเป็นการนำแก่นคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ตรัสสอนให้เราโต้ตอบศัตรูด้วยความรัก ซึ่งแก่นนี้ยิ่งยากเท่าไรแนวทางที่เราจะนำไปใช้ในการเป็นศิษย์พระคริสต์อย่างแท้จริงก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น  

คำถาม-คำตอบ คริสตชนควรมีท่าทีแสดงออกทางการเมืองอย่างไร? การเข้าร่วมประท้วง เดินขบวนเหมาะสมหรือไม่?     คริสตชนสามารถมีส่วนร่วมแสดงออกทางการเมืองได้ โดยดูที่เจตนาในใจของเราเป็นสำคัญ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การที่เราจะไปประท้วงหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือในใจเราเกลียดหรือไม่เกลียด ถ้าใจเรารู้สึกเกลียด รู้สึกอยากให้อีกฝ่ายถูกทำลาย นี่เป็นสิ่งที่คริสตชนที่แท้จริงจะรู้สึกไม่ได้ หากเราสวดภาวนาขอให้พระเป็นเจ้าทำในสิ่งที่เราต้องการหรือคิดว่าดี นั่นแสดงว่าเรากำลังพยายามจะอยู่เหนือพระเจ้า เราต้องตระหนักว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่คือความชั่ว จิตชั่ว เราไม่ได้เผชิญกับคนเลว คนชั่ว เพราะไม่ว่าเราจะกำจัดคนที่เราคิดว่าเขาเลวเขาชั่วไปได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้ความเลวความชั่วหมดไป สิ่งที่เราต้องต่อสู้ด้วยจึงไม่ใช่คนเลว หากเราทำให้คนเลวคนหนึ่งสูญหายตายไป ก็จะมีคนเลวอีกหลายคนมาแทนที่ เพราะต้นกำเนิดของความเลวความชั่วคือปีศาจ การเมืองในสมัยของพระเยซูเจ้านั้นรุนแรงมากและที่พระองค์ต้องถูกตัดสินประหารชีวิตก็เพราะการเมือง พระเยซูเจ้าไม่เคยแตะเรื่องการเมืองแม้สักนิดเดียวเพราะพระองค์รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วพระองค์ต้องต่อสู้กับปีศาจเท่านั้นหาใช่ใครอื่น  สิ่งที่เราต้องระวังให้ดีก็คือใจของเราเอง เราต้องใส่ใจ พิจารณาดูใจตัวเองให้ดีว่าเกลียดใครหรือไม่ ถ้าเรารู้สึกว่าเกลียด รู้สึกว่าอยากให้ใครถูกกำจัด นั่นแสดงว่าในใจของเรากำลังถูกปีศาจหลอกลวงแล้ว เราต้องระวังการปลุกระดมจากฝ่ายใดก็ตามที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกับฝ่ายตรงข้ามตัวเอง โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ทำให้คล้อยตามจนเกิดความเกลียดชังในใจเราขึ้นต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นเป็นลูกของพระเจ้าและเป็นพี่น้องกัน มนุษย์ทุกคนย่อมมีจิตดีและจิตชั่วอยู่ในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น แต่การปลุกระดมที่ทำให้เกิดการเกลียดชังกันนั้น ทำให้เราเกิดอคติกับฝ่ายตรงข้าม จนเป็นมายาภาพกลายเป็นว่าถ้าเราเห็นฝ่ายหนึ่งที่หากเรารู้สึกชอบ เราก็จะเห็นว่าเขาดีมากจนมองหาความชั่วของเขาไม่เจอ และในทางตรงกันข้าม ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบใคร อคติตัวนี้ก็จะส่งผลให้เรามองคนนั้นว่าเลวสุดขีด หาความดีในคนคนนั้นไม่มีเลย ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะคนทุกคนมีความดีและความชั่วอยู่ในตัว ดังนั้นหากใจเรารู้สึกเกลียดใคร เราก็ต้องสวดภาวนาให้เขากลับใจเป็นการเพิ่มพลังในทางบวก ไม่ใช่เพิ่มพลังให้กับจิตชั่ว เราจะสวดภาวนาให้เขาพ่ายแพ้หรือให้เหตุการณ์เป็นไปตามที่ใจเราต้องการไม่ได้เป็นอันขาด และหากเรายังสวดภาวนาจากใจจริงให้เขาไม่ได้ นั่นแสดงว่าชีวิตคริสตชนของเรากำลังมีปัญหา และผลที่ตามมาคือทำให้เราซึมเศร้า เครียด เนื่องมาจากสิ่งที่เรารู้สึกเกลียดจะขวางหูขวางตาก่อกวนใจเรา เราไม่สามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้หากในใจเรายังรู้สึกเกลียดใครอยู่ก็ตาม ถ้าเราสามารถรู้สึกสงสารคนที่เราคิดว่าเขาเลวอย่างที่สุดได้ นั่นแสดงว่าจิตวิญญาณของเราสามารถหลุดพ้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์แล้ว