เป้าหมายของการเป็นคริสตชน


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


เป้าหมายของการเป็นคริสตชน

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557

ให้เราลองถามตัวเองกันดูว่าเป้าหมายในการเป็นคริสตชนของเราคืออะไร? คำตอบอาจจะมีหลากหลายกันไปไม่ว่าจะเป็น “การได้ไปสวรรค์” หรือ “การรักและรับใช้พระเจ้า” แต่เป้าหมายที่แท้จริงสูงสุดของการเป็นคริสตชนก็คือ “การบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ครับครันตามแบบอย่างพระบิดาเจ้า” เมื่อเราได้ยินเป้าหมายนี้ในครั้งแรกเราอาจจะรู้สึกว่ายากเกินไปที่จะไปให้ถึง แต่ให้นึกถึงภาพเมื่อสมัยที่เราเป็นเด็กนักเรียนอยู่ในชั้นประถม หากเราเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่1 แต่ไปทำข้อสอบของชั้นประถมปีที่6 เราก็คงจะรู้สึกว่าข้อสอบที่ต้องทำนั้นยากเกินความสามารถ ในการบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ครับครันในชีวิตของเราก็เช่นกัน เราต้องเริ่มจากสิ่งเล็กน้อยในชีวิตของเราแล้วพระเป็นเจ้าจะประทานพระพร ความสามารถต่างๆ ให้กับเราเองเมื่อถึงเวลา

วิธีการบรรลุความครบครันนั้น ก่อนอื่น เราต้องตระหนักก่อนว่ามนุษย์ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ความศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระเป็นเจ้าเท่านั้น คนที่ศักดิ์สิทธิ์มากคือคนที่มีพระเจ้าในตัวของเขามาก และเช่นกันคนที่ศักดิ์สิทธิ์น้อยก็คือคนที่มีพระเจ้าในตัวเองน้อย การที่เราต้องบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ครบครันก็เพราะว่าชีวิตนั้นมาจากพระเจ้า เราควรจะครบครันตั้งแต่อยู่บนโลกนี้ไม่เช่นนั้นเราคงต้องลำบากในโลกหน้า

ภาพที่แสดงให้เราเห็นได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ครบครันคือภาพของบิดาผู้ใจดีหรือที่เรียกกันว่าลูกล้างผลาญ ที่มีภาพของความอุดมสมบูรณ์และผู้เป็นพ่อที่รอต้อนรับลูกคนบาปที่กลับใจมาหาพ่อ วิธีการที่เราจะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ครบครันนั้น ให้เรามีภาพนี้ประทับไว้ในใจของเรา นั่นคือ”จงกลับไปหาพ่อของตัวเอง” อันดับแรก เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีพ่อ และพ่อของเรานี้สุดยอด ดังพระวาจาใน ปฐมกาล 1:26 “พระเจ้าตรัสว่า “เรา” จงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของเรา ให้มีความคล้ายคลึงกับเรา ให้เป็นนายปกครองปลาในทะเล นกในท้องฟ้า สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์เลื้อยคลานบนพื้นดิน” ประโยคที่ว่า “เรา” จงสร้างมนุษย์ขึ้น มีความหมายที่แปลได้คือการให้กำเนิดลูก คำว่า”ตามภาพลักษณ์” ก็แปลว่าให้มนุษย์มีความเหมือน คล้ายแต่ไม่ใช่พระเจ้า  ประโยค”ให้เป็นนายปกครองปลาในทะเล นกในท้องฟ้า สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์เลื้อยคลานบนพื้นดิน” ยิ่งเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่ามนุษย์คือลูกที่ได้สิทธิ์ในมรดกของพ่อคือพระเจ้า ให้เราจำพระวาจาตอนนี้ให้ดีและระลึกอยู่เสมอว่าพระเจ้าคือพ่อแท้ๆ ของฉันที่อยู่บนสวรรค์ ที่ฉันกำลังจะเดินทางกลับไปหา และขอให้เรามีภาพลักษณ์ของพระเจ้าเป็นพ่อที่มีความอ่อนหวาน และอ่อนหวานมากเสียด้วยเพราะพระเจ้าคือองค์ความรัก 1ยอห์น4:8 ความรักไม่มีภาพของความเคร่งเครียดแต่เป็นภาพของความเข้าใจในลูกทุกอย่างที่ลูกเป็นแม้ลูกจะชั่ว เพราะฉะนั้นเมื่อลูกเข้าไปแก้บาปพระสงฆ์จึงมีหน้าที่ให้อภัยบาปทุกครั้ง บาปเดียวที่ให้อภัยไม่ได้คือการผิดต่อพระจิตเจ้า การไม่สนใจฟังเสียงพระจิตเจ้า ปฏิเสธต่อการดลใจของเสียงมโนธรรม บาปนี้เป็นการปฏิเสธเสียงมโนธรรมซึ่งก็คือเสียงของพระที่คอยบอกให้เรากลับใจ จึงถือเป็นการตอบปฏิเสธต่อพระเป็นเจ้านั่นเอง ให้เราฟังเสียงพระจิตเจ้าจากมโนธรรมในใจเรา จากคนรอบข้าง จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่พระจิตเจ้าจะตรัสกับเราเพราะพระองค์ทรงทำงานอยู่เสมอ ชีวิตของเราจึงอยู่เฉยๆ ไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่ที่ต้องนำเพื่อนพี่น้องรอบตัวเรากลับไปหาพระเจ้าซึ่งเป็นพ่อที่แสนดีให้ได้ การที่เราไปวัด สวดภาวนา ทำความดีไม่ใช่แค่เป็นการที่ทำให้เราสะอาดเท่านั้นแต่เพื่อให้เรามีพลังเข้มแข็งและออกไปช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องที่กำลังหลงทาง มีความทุกข์อยู่ข้างนอกพาเขาให้ได้รู้จักและกลับไปหาพระเป็นเจ้า และนี่คือที่มาของความศักดิ์สิทธิ์ครับครัน การที่เราไปวัดจึงไม่ใช่การที่เราทำไปเพื่อตัวเราเองเท่านั้น เพราะการที่เราออกไปเยี่ยมเพื่อนพี่น้องที่มีความทุกข์เราต้องใช้ความเข้มแข็งและพลังในการรับฟังอย่างมากเพื่อที่จะให้เป็นการรับฟังอย่างสุภาพ เห็นใจ ไม่ตัดสินในสิ่งที่เขาระบายให้ฟัง และให้เราปล่อยผ่านพลังลบที่เราต้องรับมาจากเพื่อนพี่น้องผ่านออกไปโดยที่เราไม่เก็บพลังลบนั้นมาไว้กับตัวเอง หากเราไปเยี่ยมและคาดหวังว่าเขาจะกลับใจได้เพราะความสามารถของเรา นั่นก็แสดงว่าเรากำลังจองหอง การที่เราไปเยี่ยมรับฟังเขาเราไม่ควรคะยั้นคะยอหรือพยายามชักจูงให้เขาไปวัด หรือยัดเยียดเรื่องพระให้กับเขา นอกจากเขาจะสนใจและถามเราเอง ให้เราปฏิบัติความรักให้เขาได้เห็นจากชีวิตของเรา ผ่านทางการที่เราได้แสดงความอดทน เอาใจใส่ จากการที่เราไปเยี่ยมเขา แล้วเขาจะสามารถสัมผัสและยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าผ่านทางเราได้ เพราะเมื่อเขาปล่อยพลังลบในตัวออกมาจนหมด จิตของเขาก็จะเริ่มสูงขึ้นจนสามารถเปิดใจสัมผัสพระเจ้าได้ วิธีการนี้สามารถนำไปใช้กับลูกหลานของเราได้ การที่ลูกหลานไม่เชื่อฟังเราก็เพราะเขาไม่ได้สัมผัส ไม่เห็นพระเยซูเจ้าในตัวเรา จากการที่เราเอาแต่ด่าว่าเขาทั้งที่เราไปวัดมา เพราะฉะนั้นการที่เราไปวัดจึงต้องทำให้นิสัยเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น คนดีจึงต้องเป็นคนที่ดีอยู่เสมอโดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เปรียบเสมือนคนที่เดินไปเหยียบไม้ที่มีตะปูตำเท้าเลือดไหล และเอาแต่ประนามตะปูที่ตำเท้าตนเอง คนอื่นๆ ที่โดนตะปูตำก็ร่วมกันประนามตะปูนั้น แต่หากจะมีใครสักคนหนึ่งที่หยุดประนามด่าทอด้วยความเกลียดชัง แล้วยื่นมือออกไปจับไม้ที่มีตะปูนั้นคว่ำลงแทน ตะปูที่เปรียบเหมือนคนเลวที่กลับใจก็จะไม่คอยทิ่มแทงทำร้ายผู้อื่นอีกต่อไป เปรียบเทียบกับเรื่องลูกล้างผลาญ  กว่าที่จะมาถึงฉากสุดท้ายที่ลูกล้างผลาญได้เดินทางกลับบ้านมาหาพ่อผู้ใจดี คงไม่ใช่การที่จู่ๆ ลูกก็เกิดสำนึกขึ้นมาได้ หากแต่เป็นพ่อเองที่คอยส่งคนหรือสิ่งต่างๆ ไปพูด ไปเตือนให้เขาระลึกขึ้นมาได้ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อ จนทำให้เขาตัดสินใจที่จะเดินทางกลับมาหาพ่อผู้ใจดีในที่สุด คำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่าให้ยื่นแก้มซ้าย แก้มขวาให้เขาตบนั้นเป็นจิตวิทยาขั้นสูง การตบเป็นการออกแรงที่ปล่อยพลังลบออกไปและหากเป็นการตบอีกครั้งและอีกครั้ง  ก็เหมือนการปล่อยพลังลบออกไปจนหมดสิ้นและคนที่ออกแรงตบก็จะกลายเป็นคนที่กลับใจแทน

ในตอนที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน ขณะที่พระองค์ถูกตอกตะปูที่มือและเท้า พระองค์ตรัสว่า “โปรดให้อภัยแก่พวกเขา เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” นี่เป็นการแสดงถึงความรักขั้นสูงสุดและเป็นความรักที่อยู่เหนือกว่าความชั่ว ความเกลียดชังใดๆ ทั้งสิ้น

ความรักไม่ใช่ความรู้สึกรักหวานแหววอยู่เสมอ แต่ความรักคือความอดทน อดกลั้น 1โครินธ์ 13:4 จงอดทนต่อความไม่ดีของเขา ความรักเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นเพื่อนได้ และนี่คือวิธีปฏิบัติในการที่เราจะเดินทางเข้าไปในสวรรค์ได้ เพราะสวรรค์เป็นที่อยู่ของผู้มีความครบถ้วนบริบูรณ์หรือที่เรียกว่านักบุญนั่นเอง หากเราไม่สามารถครบครันในโลกนี้ก็คงจะต้องลำบากในโลกหน้า เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครหรืออะไรมาทำให้หัวใจของเรามีความเกลียดชัง เพราะหัวใจของเรามีดวงเดียวและหากเราเก็บความเกลียดชังไว้ในใจมันก็จะเป็นของเราคนเดียว เรามีสิทธิ์ที่จะเก็บความเกลียดชังไว้ในใจหรือโยนมันออกไปจากใจเราได้ การที่คนคนหนึ่งมีความเกลียดชังในใจแสดงว่าเขากำลังพยายามที่จะดึงเราให้ต่ำลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเขา  จึงมีคำถามว่าเมื่อเขาจะตกนรกแล้วเราจะต้องตกนรกไปกับเขาด้วยหรือ? การโต้ตอบคนชั่วด้วยความชั่วเป็นการใช้วิธีของปีศาจ ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแต่เป็นวิธีที่ไม่ได้ช่วยใครเลยสักคน