ชีวิตหลังความตาย1


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ชีวิตหลังความตาย1

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557

พ่อมีโอกาสได้เข้าไปดูข้อมูลที่บล็อคเสริมศรัทธาเว็บหนึ่งที่ชื่อว่า http://freewillpalangjai.blogspot.com/  และพบว่ามีข้อมูลดีๆ ให้เราได้ศึกษามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของทันตแพทย์ ดร. กลอเรีย โปโล

เธอถูกฟ้าผ่าและเสียชีวิตในวันที่ 5 พ.ค. 1995 ที่กรุงโบโกต้า ในประเทศโคลอมเบีย ดร.
กลอเรียได้เล่าประสบการณ์ชีวิตหลังความตายของเธอหลังจบชีวิตที่ผ่านการทำบาปมากมายในขณะที่เธอหลงผิดคิดว่าตนเองเป็นคนดีมาโดยตลอด ภาพของพื้นดินนรกที่ดูมีชีวิตพร้อมที่กลืนกินวิญญาณของเธอ ในขณะที่เธอกำลังจะตกลงไปในนรก ทันใดพระเยซูเจ้าก็ประจักษ์มาและถามคำถามกับเธออย่างอ่อนโยนว่า “จงบอกเราสิว่าบทบัญญัติของพระเป็นเจ้ามีอะไรบ้าง?”

ซึ่งตรงกับเทวศาสตร์ว่าพระเยซูเจ้าเป็นองค์แห่งความรักและสันติ ในพระองค์ไม่มีความแปรปรวนไม่มีความโกรธเกรี้ยวใดๆหลังจากนั้นพระเยซูเจ้าได้ให้ ดร. กลอเรีย เห็นหนังสือชีวิตของตนเองทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบชีวิต ตรงกับที่คุณสแตนเล่ย์ ชาวฟิลิปปินส์ได้เคยแบ่งปันประสบการณ์ตายแล้วฟื้นไว้ในทำนองนี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้สมองของเราจะไม่สามารถจดจำได้ในทุกรายละเอียดของชีวิต แต่วิญญาณของเราได้ทำการบันทึกหนังสือแห่งชีวิตไว้แล้วทั้งหมด วิญญาณของเราทำงานตลอดเวลาและต่อเนื่องไปจนถึงเวลาที่เราสิ้นชีวิต    ปัจจุบันนี้ดร. กลอเรีย ได้กลับมามีชีวิตพร้อมร่างกายใหม่   ในส่วนรายละเอียดของบทความนี้ แนะนำให้เข้าไปอ่านในเว็บบล็อคดังกล่าวที่ยังไม่จบและลงเป็นตอนๆให้ติดตามกันอยู่ในเวลานี้ บทความนี้ไม่ผิดเทวศาสตร์ แต่เป็นเรื่องเทวศาสตร์ที่เป็นความจริงของชีวิต วิญญาณของเราแท้จริงแล้วเป็นแสงสว่างจากพระเจ้า เราแต่ละคนมีภารกิจของการเกิดมาบนโลกนี้แตกต่างกันไป ทุกคนมีภารกิจของพระเป็นเจ้า เราจึงไม่ควรจะยึดติดกับสิ่งของในโลกมากเกินไป แต่เราควรพยายามแสวงหาภารกิจของเราในโลกนี้ เมื่อเรามาอยู่ในโลกเราก็มาคนเดียวและเราก็จะจากไปคนเดียวเช่นกัน แต่ละคนก็มีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง เพราะฉะนั้นจงอย่าไปยึดติดว่าใครเป็นของเราและเราเป็นของใคร เราแค่มาสัมผัส พบปะกันชั่วระยะหนึ่งและมอบความดีงามให้แก่กันแล้วก็จากกันไป แต่ละคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราก็เพื่อให้เราได้ทำภารกิจของพระกับเขาจนเสร็จ เมื่อเจอคนไม่ดี อย่าถามว่าทำไมเราต้องเจอคนแบบนี้ด้วย แต่ให้เรารู้ว่าไม่ว่าอย่างไรในชีวิตเราก็ต้องเจอกับคนเหล่านี้เพื่อที่จะแสดงให้เรารู้ว่า 1.เพราะโลกนี้ไม่ใช่บ้านแท้ของเรา 2.ถ้าเจอแต่คนดี ชีวิตของเราจะไม่มีอะไรเลย ชีวิตเราจึงต้องเจอกับคนไม่ดีเพื่อจะใช้ความดีของเราตอบกลับ นั่นต่างหากจึงทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า แสดงให้เห็นว่าคนดีย่อมดีในทุกสถานการณ์ และนี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดีจริง เมื่อเราดีจริงเราจะทำให้คนชั่วกลับใจแล้วก็จะได้คนดีกลับมา และนี่คือภารกิจกิจที่สำคัญที่สุดของลูกพระเจ้า

อีกเรื่องหนึ่งที่พ่ออยากแบ่งปันคือเรื่องรับไบของชาวยิวคนหนึ่งที่ชื่อว่ารับไบ ยิทสชัก กาดูริ ถือเป็นรับไบที่ศักดิ์สิทธิ์มาก คำว่ารับไบคือนักบุญของชาวยิว ในขณะที่เสียชีวิตเขามีอายุ 108  ปี เขาได้บอกสานุศิษย์ชาวยิวก่อนจะเสียชีวิตว่าพระ
เมสสิยาห์ได้มาเยี่ยมเขา และเขาจะเปิดเผยชื่อพระเมสสิยาห์ผ่านทางข้อความที่จะเขียนทิ้งไว้ ห้ามเปิดอ่านจนกว่าเขาจะตาย ปรากฏว่าเมื่อเขาตาย สานุศิษย์ได้เปิดข้อความอ่านและพบว่าชื่อพระเมสสิยาห์คือ

Yehoshua or Yeshua (Jesus)  ซึ่งแปลว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระเมสสิยาห์ ท่านรับไบอธิบายไว้ว่า พระเมสสิยาห์จะมีชื่อเป็นตัวอักษร 6 ตัว และตัวอักษรนี้เป็นตัวย่อ
ของพระนามของพระเมสสิยาห์ พระนามเต็มของพระองค์จะมีความหมายว่าพระองค์จะยก ประชากรของพระองค์ขึ้นและพิสูจน์ให้เห็นว่าพระวาจาและพระบัญญัติของพระองค์

ยังคงอยู่ (He will lift the people and prove that his word and law are valid.) ประโยคที่เป็นภาษาฮิบรูจากคำแปลข้างบนก็คือ Yarim Ha’Am Veyokhiakh Shedvaro Vetorato Omdim อักษรย่อของประโยคจากภาษาฮีบรูข้างต้นได้แก่ Yehoshua. Yeshua หรือ Jesus ซึ่งแปลว่า “พระผู้ช่วยให้รอด” ตามพระคัมภีร์ ซากาเรีย 6: 11 และ เอสรา 3:2 เอสราเขียนว่า “Yeshua son of Yozadak” (เยชัว บุตร ของโยซาดัก) และในซากาเรียเขียนว่า “Yehoshua son of Yohozadak.” (เยโฮชัว บุตรของ โยโฮโซดัก) คำว่า “ho” หมายถึงบิดา ข่าวนี้ทำให้ชาวยิวช็อคกันทั้งประเทศเพราะรับไบผู้นี้เป็นบุคคลที่พวกเขานับถือที่สุด ตอนรับไบผู้นี้เสียชีวิตมีคนมาร่วมงานศพเขาร่วม2แสนกว่าคน เขาเป็นนักบุญและบางครั้งเขาก็ทำอัศจรรย์ได้ด้วย รับไบผู้นี้ประกาศว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาสองครั้ง ครั้งแรกพวกเราจะไม่รู้ จะรู้เฉพาะชาวยิวบางคนที่อาจจะไม่เก่งในพระคัมภีร์ก็ได้ แต่ครั้งที่สองเมื่อพระองค์มาทุกคนจะรับรู้ และรับไบผู้นี้ได้กล่าวไว้ว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาครั้งที่สองหลังจากที่นายอาเรียล ชารอน อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว ซึ่งนายอาเรียลได้เสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง เราไม่รู้ว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาอีกครั้งเมื่อไรแต่คงอีกไม่นานนัก ในห้วงเวลานี้ที่ทุกสิ่งดูตกต่ำอะไรที่เราไม่เคยเห็นในอดีต ปัจจุบันเราก็ได้เห็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจิตชั่วทำงานอย่างเต็มที่เต็มความสามารถจนกระทั่งสามารถทำให้มนุษย์ทำบาปอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เพราะฉะนั้นตอนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงอยากให้เราเตรียมจิตใจของเราให้ดี เพราะวันนั้นจะมาถึงอย่างขโมยการเตรียมตัวจึงสำคัญ เตรียมหัวใจของเราเองให้สะอาดเป็นสิ่งจำเป็น

แบ่งปันพระวาจา
  พระวารสารยอห์นบทที่ 21:1-13 พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบทีเบเรียส

หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์อีกครั้งหนึ่งที่ฝั่งทะเลสาบทีเบเรียส เรื่องราวเป็นดังนี้ 2ศิษย์บางคนอยู่พร้อมกันที่นั่น คือซีโมน เปโตร กับโทมัสที่เรียกกันว่า “ฝาแฝด” นาธานาเอล ซึ่งมาจากหมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองคนของเศเบดีและศิษย์อีกสองคน 3ซีโมน เปโตรบอกคนอื่นว่า “ข้าพเจ้าจะไปจับปลา” ศิษย์คนอื่นตอบว่า “พวกเราจะไปกับท่านด้วย” เขาทั้งหลายออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นทั้งคืนเขาจับปลาไม่ได้เลย 4พอรุ่งสาง พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่บนฝั่ง แต่บรรดาศิษย์ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซูเจ้า 5พระเยซูเจ้าทรงร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม” เขาตอบว่า “ไม่มี” 6พระองค์จึงตรัสว่า “จงเหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวาซิ แล้วจะได้ปลา” บรรดาศิษย์จึงเหวี่ยงแหออกไป และดึงขึ้นไม่ไหว เพราะได้ปลาเป็นจำนวนมาก 7ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักกล่าวกับเปโตรว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านี่” เมื่อซีโมน เปโตรได้ยินว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวม เพราะเขาไม่ได้สวมเสื้ออยู่ แล้วกระโดดลงไปในทะเล 8ศิษย์คนอื่นเข้าฝั่งมากับเรือ ลากแหที่ติดปลาเข้ามาด้วย เพราะอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น 9เมื่อบรรดาศิษย์ขึ้นจากเรือมาบนฝั่ง ก็เห็นถ่านติดไฟลุกอยู่ มีปลาและขนมปังวางอยู่บนไฟ 10พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ” 11ซีโมน เปโตรจึงลงไปในเรือ แล้วลากแหขึ้นฝั่ง มีปลาตัวใหญ่ติดอยู่เต็ม นับได้หนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว แต่ทั้งๆ ที่ติดปลามากเช่นนั้น แหก็ไม่ขาด 12พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “มากินอาหารกันเถิด” ไม่มีศิษย์คนใดกล้าถามว่า “ท่านเป็นใคร” เพราะรู้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า 13พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา แล้วทรงแจกปลาให้เช่นเดียวกัน

พระวารสารตอนนี้มีความหมายซ่อนอยู่มากมาย ยน21:3 เปโตรอยู่ในช่วงที่รู้สึกพะว้าพะวง นี่คือการย้อนกลับไปใช้วิธีการแบบเดิมๆ ของตนเอง เป็นการทำงานของพระเจ้าด้วยความคิดของตนเอง เราต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม ให้ระลึกไว้เสมอว่านั่นเป็นงานของพระ งานทุกงานคืองานของ
พระเจ้า ยกเว้นงานนั้นเป็นงานที่ชั่ว เช่นขายยาบ้า การลักขโมยไม่ใช่งานของพระ ในชีวิตของเราให้ถามตัวเองว่ากำลังทำงานของพระเจ้าหรือไม่ หรือกำลังทำงานของตัวเราเองอยู่ การที่สาวกออกเรือไปจับปลาคือการที่พวกเขายังใช้วิธีการเดิมๆ ของตนเองทำงานแต่ก็ไม่ได้อะไรเลย การจับปลาในเวลากลางคืนคือการทำอย่างไม่แน่ใจในเป้าหมายของตน มีพวกเราบางคนบอกว่าชีวิตของตนทำงานไป ใช้ชีวิตไปอย่างที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร นายฟรังซัวส์  มิตเตอรองด์ อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นคนที่ไม่เชื่อในศาสนาคริสต์ ก่อนจะสิ้นชีวิตเขาได้ตั้งคำถามกับคุณพ่อท่านหนึ่งว่า “มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร? และพระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังจะตายและรู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า เขาเคยคิดว่าสิ่งที่เขาทำมาตลอดชีวิตน่าจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าพร้อมที่จะตาย แต่เมื่อความตายกำลังจะมาถึงจริงๆ เขากลับพบว่าตนเองว่างเปล่า ท้ายที่สุดเขาได้กลับใจ รับศีลล้างบาปและสิ้นชีวิตอย่างดี เช่นเดียวกับเปโตรที่ได้ทำงาน จับปลาของตนเองมาอย่างดีตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ในที่สุดมันก็มีแต่ความว่างเปล่า ปลาที่คิดว่าจะได้กลับไม่ได้อะไรเลย ชีวิตของเราก็เช่นกันที่เราทำงานในทุกๆ วัน เราเคยคิดหรือไม่ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร เราพบเพียงความว่างเปล่าหรือไม่ เราได้ปลาเราได้พบกับสิ่งที่เราอิ่มเอิบใจหรือไม่ เวลาที่เรารับศีลมหาสนิทเรารับเข้าไปในตัวเราแล้วเราเอาไปไว้ที่ไหนกัน ลืมไปหรือไม่ว่าพระองค์ได้เข้าไปประทับอยู่ในหัวใจของเรา เราเคยคิดที่จะเชิญพระองค์ไหมว่า “พระเยซูเจ้าไปกับลูกด้วย พระองค์วันนี้ลูกจะไปที่นั่น ที่นี่ ขอพระองค์ไปกับลูกด้วย” พระเยซูเจ้าไม่ได้รอเราอยู่แต่ที่วัด แต่ร่วมเดินทางไปกับเราในทุกที่ แต่เรากลับลืมไปว่าพระอยู่กับเรา ทั้งที่เรารับพระองค์เข้าปากแท้ๆ ทั้งที่พระองค์เตรียมพระพรไว้ให้เรามากมายแต่เรากลับขังพระองค์ไว้ข้างในไม่เปิดโอกาสให้พระองค์ได้ออกมาช่วยเหลือ เพียงแค่เราจะเอ่ยว่า “พระเยซูเจ้าโปรดช่วยเหลือลูกด้วยในเรื่องนั้น เรื่องนี้ ในชีวิตประจำวันของเรา” เราไม่เคยเอ่ย หนำซ้ำเรายังบ่นต่อว่าพระว่าพระไม่ช่วยเหลือ พระเจ้าไม่ได้น้อยใจที่เราไม่เรียกหาพระองค์ ความน้อยใจไม่ได้มาจากพระ พระองค์มีเพียงแค่ความสงสารและอยากช่วยเหลือเรา พ่อเคยเจอเหตุการณ์ที่ต้องจอดรถข้างทางในที่เปลี่ยวและอันตรายเพื่อลงไปช่วยเหลือชายที่เปลี่ยนยางล้อรถอยู่โดยมีผู้หญิงนั่งอุ้มลูกอยู่ด้านในรถ เมื่อเขาเห็นพ่อที่ลงไปช่วยเขาดีใจมาก ระล่ำระลักขอบคุณมากมายและเล่าว่ากว่าสามชั่วโมงแล้วที่ไม่มีใครมาช่วยเขาเลย ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงแถวนั้นเมื่อเห็นพ่อได้ช่วยชายคนนั้นเปลี่ยนยางล้อจนเสร็จจึงกล้าออกมาแล้วเล่าว่า ที่นั่นเมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งเกิดเหตุฆ่าชิงทรัพย์ชาวบ้านจึงไม่มีใครกล้าออกมาช่วย ในวันนั้นพ่อขับรถหลงทางไปทั้งที่ไม่น่าจะหลงได้ พ่อได้บอกเขาว่าพ่อเป็นบาทหลวง เรากล่าวขอบคุณพระเจ้าร่วมกันและเขาก็ได้บอกว่าลูกเขาเองก็เรียนในโรงเรียนคาทอลิคเช่นกัน พ่อกลับขึ้นรถตัวเองด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบใจ เมื่อเราสวดภาวนาอยู่กับพระในทุกที่ พระก็จะใช้เราในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราคาดไม่ถึง พระเจ้าจะใช้ลูกทุกคนได้ถ้าลูกเปิดใจให้พระองค์ใช้
ยน21:4 คำว่ารุ่งสางคือแสงสว่างที่เริ่มเข้ามาในชีวิต พอรุ่งสางก็คือเมื่อเราเริ่มที่จะเปิดใจให้กับพระ แสงสว่างก็จะเริ่มเข้ามาในชีวิตเริ่มเห็นความหวัง เริ่มเห็นความจริงของชีวิตตัวเอง หลายครั้งเราก็ไม่รู้ว่าพระเยซูเจ้าอยู่รอบๆ ตัวเรา หลายหนที่เราขอบคุณคนนั้นคนนี้แต่เรากลับลืมที่จะขอบคุณพระ เมื่อเราทำความดีใดๆ สำเร็จให้ขอบคุณพระเป็นอันดับแรกที่ใช้ให้เราซึ่งเปรียบเหมือนขวดน้ำแต่ถ้าขาดน้ำในขวดซึ่งก็คือพระเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ใด 

ยน21:5 คำว่า“ไม่มี” เป็นคำที่สำคัญมากเป็นคำเดียวกันที่ทำให้อาดัมและเอวาต้องออกจากสวนเอเดน เวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์ห้ามอ่านอย่างนิยายแต่ต้องอ่านอย่างเข้าใจกับตัวละครคือต้องเข้าถึงตัวตนของบุคคลนั้นๆ เปโตรเป็นคนตรงและชัดเจน ต่อหน้าพระเป็นเจ้าให้เราเลียนแบบเปโตรที่กล้าบอกพระองค์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องอ้อมค้อมเสแสร้ง โดยเฉพาะในเวลาที่เราไปแก้บาป ให้เราบอกอย่างซื่อๆ และตรงไปตรงมา เพื่อที่พระจะรักษาเราจากแผลของบาปได้อย่างตรงจุดที่สุด ทำให้เราหายจากแผลของบาปในชีวิตของเราได้อย่างเร็วที่สุด เมื่อเปโตรปฏิเสธว่า”ไม่มี” ก็ไม่มีบาป ไม่มีแผลใดที่จะได้รับการรักษา
ยน21:6 บรรดาสาวกทำตามทันทีทั้งที่ยังไม่ทราบว่าเป็นพระเจ้าที่ตรัสสั่ง ตรงกันข้ามกับบุคลิกที่จองหองอย่างเปโตรที่
กล่าวปฏิเสธ ในชีวิตของเราเองหลายหนก็เป็นเช่นนี้ เรามักจะมองข้ามสิ่งเล็กน้อยที่ดูจะธรรมดาเกินไปที่จะมีความสำคัญ การสวดสายประคำ การไปแก้บาป การไปร่วมมิสซาเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยาก จนมีคำค่อนขอดว่าศาสนาคริสต์ทำบาปแล้วก็ไปแก้ได้ดูจะง่ายเกินไป หลายครั้งเราก็ไม่อยากทำสิ่งง่ายๆ แต่กลับเลือกที่จะทำเรื่องยากๆ อย่างอื่นแทนเสีย
ทั้งที่พระเป็นเจ้าก็ทรงประทานวิธีการง่ายๆ อย่างนี้นี่แหละ ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพที่สุด
ยน21:7 ความรักทำให้เราจดจำ ความรักทำให้เราสามารถจำคนที่เรารักได้แม่นกว่าใครอื่น ถ้าเรามีความรักให้แก่พระเจ้าเมื่อเราต้องเจอกับปัญหาในชีวิตเราจะสามารถจดจำและกลับใจมาหาพระเจ้าได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อเปโตรได้ยินว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้าเขาก็หยิบเสื้อมาสวมและกระโดดลงทะเล ทะเลหมายถึงปัญหา ความไม่แน่นอนที่ทำให้ชีวิตเราจมดิ่ง การหยิบเสื้อมาสวมเป็นความหมายเดียวกับในปฐมกาล เมื่อครั้งที่อาดัมและเอวาต้องออกจากสวนเอเดน พระเจ้าได้ทำเสื้อหนังสัตว์ให้พวกเขาสวม นั่นคือการที่ได้รับการสวมกอดจากพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง การถอดเสื้อออกของเปโตรในตอนแรกแสดงให้เห็นถึงความว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว สิ้นหวังเมื่อไม่มีพระเจ้าอยู่เคียงข้าง แต่เมื่อความรักของพระเจ้าได้โอบกอดเขาอีกครั้งหนึ่ง การที่เปโตรกระโดดลงทะเลแสดงให้เห็นว่าเขาไม่กลัวสิ่งใดอีกต่อไป เมื่อมีความรักของพระเจ้าโอบกอดอยู่ทำให้เขาพร้อมที่จะว่ายน้ำทะเลไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน ทุกชีวิตมีปัญหาแต่เราไม่ต้องกลัว เพียงแค่เราเงยหน้าจากปัญหา จากบางคนที่เราติดกับอยู่ เราก็จะมองเห็นพระเป็นเจ้ายืนรอเราอยู่บนฝั่งปลายทางของชีวิต และนั่นจะทำให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคของชีวิตไปจนพบพระองค์ได้ในที่สุด
ยน21:9-13 ภาพลักษณ์ของถ่านที่ติดไฟอยู่หมายถึงไฟรักของพระเจ้าที่ติดลุกอยู่ ถ่านที่ติดไฟหมายถึงความเพียรทนในการที่ต้องถูกเผาไหม้คือไฟรักของพระเจ้าที่มีความเพียรทน ไฟรักของพระองค์จะทำให้เราสุก การย่างปลาคือการที่ทำให้เราสุก สะอาดปราศจากบาป ยิ่งเราอยู่ในความรักของพระเจ้าเรื่อยๆ จิตของเราจะสะอาดขึ้น ปลาและขนมปังที่ย่างอยู่บนไฟหมายถึงพระองค์เอง ขนมปังคือองค์แห่งชีวิตคือพระเจ้านั่นเอง ปลาเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซูเจ้าในคำภาษากรีก จึงเป็นเครื่องหมายสะท้อนว่าพระองค์พร้อมอยู่แล้วที่จะมอบพระองค์เองให้แก่พวกเขา
ยน21:11 คำว่าปลาใหญ่หมายถึงชีวิตมนุษย์เราที่จะต้องพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ให้พอกับที่แหของพระเจ้าจะจับขึ้นมาได้ ถ้าวิญญาณของเราไม่ถูกพัฒนาก็คงจะหลุดออกจากแหไป แหคือความรักของพระที่ถักทอขึ้นมา จำนวนปลาตัวใหญ่ 153 ตัวที่ติดแหอยู่คือการนับอย่างละเอียดถี่ถ้วน คือจำนวนของพวกเราทุกคนที่พระเจ้าทรงนับไว้แล้ว พระเป็นเจ้าในเวลาที่พระองค์ใส่ใจลูกๆ นั้น พระองค์ไม่ใส่ใจแบบเหมารวมแต่พระองค์รักและเอาใส่ใจเราทุกคน แต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่มีลูกคนไหนเลยที่พระเจ้าไม่รัก ตัวเลข153 นั้นในประวัติศาสตร์กว่า2พันปีที่ผ่านมา   มีความพยายามที่จะตีความ ถอดรหัสว่าทำไมจึงต้องเจาะจงเป็นตัวเลขนี้ หนึ่งในคำอธิบายต่างๆ นั้น นักบุญซิริลแห่งอะเล็กซานเดรียได้บอกไว้ว่า 100 หมายถึงภาพลักษณ์ของคนบาปจำนวนเต็มร้อย 50 หมายถึงชนชาวอิสราเอลที่เหลืออยู่ และ 3 หมายถึงพระตรีเอกภาพ นั่นคือพระเป็นเจ้ารวมชาวยิวและคนต่างศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นักบุญเยโรมผู้แปลพระคัมภีร์จากภาษากรีกเป็นละตินได้ให้คำอธิบายไว้ว่า 153 คือจำนวนพันธุ์ปลาในทะเลสาปกาลิลี การจับมาได้ทั้งหมดหมายถึงการที่พระศาสนจักรเป็นของคนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะคนคริสต์เท่านั้น

คำถาม-คำตอบ เหตุใดพระเยซูเจ้าจึงถูกปีศาจมาประจญล่อลวงพระองค์ในช่วงเวลา40วันที่พระองค์จำศีลอดอาหาร แสดงว่าปีศาจเก่งกว่าพระองค์ไหม? เหตุที่พระเยซูเจ้าถูกประจญ ก็เพราะพระเป็นเจ้าอนุญาตให้ปีศาจประจญ ทำงานได้ การล่อลวงของปีศาจมีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งทุกวันนี้ ปีศาจก็ยังคงทำหน้าที่ในการผจญล่อลวงของมันอยู่ แต่นั่นเพราะพระเป็นเจ้าอนุญาตให้มันทำเช่นนั้นได้ ไม่ใช่เพราะปีศาจเก่งหรือมีความสามารถมากกว่าพระ การที่ปีศาจประจญพระเยซูเจ้าได้ก็เพราะเป็นพระองค์เองทรงเลือกที่จะเกิดเป็นมนุษย์ และเหตุการณ์ในตอนนี้ก็เพื่อจะบอกเราว่า ไม่มีเหตุการณ์ใดที่มนุษย์ต้องเจอแล้วพระเยซูเจ้าจะไม่เจอด้วย พระองค์ทรงร่วมรับทุกสภาพในการเป็นมนุษย์เหมือนเรา และในการผ่านการประจญนั้นพระองค์ก็ได้ให้แบบอย่างกับเราในการใช้พระวาจาตอบโต้ การล่อลวงประจญนั้นจะมีเป็นประจำตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตคนเรา

หากเรามีความคิดในทางไม่ดี โดนจิตชั่วครอบงำควรทำอย่างไร? ให้เราพิจารณาดูให้ดี อย่าเพิ่งตัดสินว่าความคิดที่ไม่ดีนั้นเป็นความคิดของเรา เวลาที่เรามีความคิดที่ไม่ดีต่อคนอื่นเข้ามาในใจให้เราตอบกลับไปอย่างรู้เท่าทันว่า “อย่ามาล่อลวงเราเลย คิดให้ดี ความจริงคนที่เรากำลังคิดดูถูกเขาอยู่ พระเป็นเจ้าคงมีทางช่วยเหลือเขาให้ขึ้นสวรรค์ได้ และเขาอาจได้ขึ้นก่อนเราเสียอีก!” เมื่อเราคิดได้เช่นนี้ก็จะทำให้จิตเราสงบ
ทำไมเราขอมิสซาให้เขากลับใจแต่ดูเหมือนไม่ได้ผลสักที แถมเขายังบอกว่าตนเองเป็นคนไม่มีบาป? ประเด็นอยู่ที่ว่าเราไปคาดหวังกับการกลับใจของเขา การที่คนคนหนึ่งจะกลับใจ ไม่ใช่เรื่องของเราแต่เป็นเรื่องของเขากับพระเจ้า บางคนอาจกลับใจเร็ว บางคนอาจกลับใจช้า ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะตอบสนองต่อพระพรช้าหรือเร็ว เมื่อมีคนขอมิสซาให้เขาพระพรก็จะไปลงที่เขา ถ้าเขาตอบสนองต่อพระพรที่ได้รับมากเขาก็จะกลับใจได้เร็ว แต่ถ้าตอบสนองน้อยก็จะกลับใจช้า บางทีเราอาจจะตายไปแล้วเขาค่อยกลับใจทีหลังก็เป็นได้ แต่เชื่อเถิดว่าถ้าเราขอให้มิสซาให้เขาเรื่อยๆ เขาจะกลับใจ การขอมิสซาให้กับใครคือการช่วยยกจิตใจของเขาให้สูงขึ้นจากความมืดมนช่วยให้เขาสามารถมองเห็นแสงสว่าง และเห็นว่าความจริงคืออะไร การขอมิสซาคือการพยายามช่วยหนุนจิตเขาให้สูงขึ้นๆ แต่บางทีในจิตที่อยู่ต่ำลึกอาจจะทำให้ขึ้นได้ช้า และในบางครั้งก็เป็นเราเองที่ไปเหยียบซ้ำเติมให้เขาต่ำลง แทนที่จะช่วยให้เขากลับใจก็ไปด่าว่าเขา ซึ่งเป็นการที่ทำให้จิตเขาไม่สามารถขึ้นมาได้สักที เราจึงต้องสวดให้เขาจนกระทั่งว่าหนุนจิตเขาขึ้นเห็นแสงสว่างได้ เขาก็จะเริ่มเห็นชีวิตของเขาจริงๆ แล้วจึงจะเริ่มเกิดการกลับใจ การกลับใจไม่ได้เกิดจากคำพูดของเรา การกลับใจเกิดจากตัวเขากับพระพรของพระร่วมมือกัน จงจำไว้ว่าคนเราจะกลับใจด้วยคำด่านั้นไม่มี คนเราจะกลับใจได้ก็ด้วยพระพรเท่านั้น สิ่งที่เราทำให้เขาได้ดีที่สุดก็คือการสวดภาวนาให้เขาและขอมิสซาให้เขาไปเรื่อยๆ หรือจะทำให้มากกว่านั้นคือการทำพลีกรรมให้กับเขา และถ้าเขาสามารถกลับใจได้เขาอาจได้เป็นนักบุญ เหมือนกับนักบุญออกัสตินผู้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีบาปใดที่ข้าพเจ้าไม่เคยกระทำ” โดยที่นักบุญมอนิกาผู้เป็นมารดาต้องร้องไห้ สวดภาวนาขอพระเป็นเจ้าให้กับลูกคนนี้ทุกวันจนเวลาผ่านไป16 ปี จนกระทั่งเมื่อนักบุญออกัสติน
ได้กลับใจแล้วถึงกับกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้จักพระเจ้าช้าไป” นี่จึงแสดงว่าการที่ผู้เป็นแม่เป็นทุกข์ร้องไห้ ทำพลีกรรม สวดภาวนาให้ลูกอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นยิ่งใหญ่มาก ให้เราสวดภาวนา อุทิศความทุกข์ยากให้กับเขา เราอาจไม่ได้เห็นเขากลับใจในชีวิตของเรา แต่เชื่อเถิดว่าเมื่อเราอยู่ในสวรรค์ เราจะได้เห็นการกลับใจของเขาอย่างแน่นอน
ความหมายของสหพันธ์นักบุญที่เราสวดกันในบทข้าพเจ้าเชื่อมีอยู่ในพระคัมภีร์หรือไม่? บทข้าพเจ้าเชื่อเป็นข้อความเชื่อของพระศาสนจักรคาทอลิค ข้อความเชื่อของพระศาสนจักรคาทอลิคมาจากสามส่วนคือ 1.พระคัมภีร์ 2.ธรรมประเพณีที่ สืบทอดต่อกันมา มีพระศาสนจักรทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรอง   3.การประจักษ์มา หรือการไขแสดงหลังจากที่พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ไปแล้ว ซึ่งพระศาสนจักรก็ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองด้วยเช่นกัน  บทข้าพเจ้าเชื่อเป็นบทที่อัครสาวกใช้ เป็นบทที่สื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของทั้งสามส่วนคือ สวรรค์ โลก และไฟชำระ อาจไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์แต่เป็นข้อความเชื่อของพระศาสนจักรคาทอลิคที่สืบทอดกันมาดังที่อธิบายไว้ข้างต้น