ชีวิตหลังความตาย2


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ชีวิตหลังความตาย2

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557

เราจะมาแบ่งปันเรื่องประสบการณ์การถูกฟ้าผ่าตายแล้วฟื้นของดร.กลอเรีย โปโลกันต่อจากคราวที่แล้ว เพราะเรื่องราวในแบบของเธอนี้ ประสบการณ์ในช่วงเวลาที่วิญญาณออกจากร่างและได้ไปเจออะไรอย่างนี้ พบได้ไม่บ่อยนัก เวลาที่พ่ออ่านการแบ่งปันประสบการณ์ของเธอนั้น ก็ได้ทำการตรวจสอบไปด้วยและพบว่าถูกต้อง ไม่ผิดจากหลักเทวศาสตร์เลย น่าทึ่งที่เธอสามารถบรรยายให้เห็นภาพได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ผิดข้อความเชื่อเลย  น่าสนใจตรงที่ความคิดตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่กับตอนที่ตายแล้วนั้นเป็นคนละอย่าง คนละรูปแบบกัน ดร.กลอเรีย โปโล เป็น
ทันตแพทย์ชาวโคลอมเบีย เธอมีฐานะดีอยู่ในสังคมชั้นสูง เป็นคาทอลิคที่ไปวัดเพราะกลัวตกนรก ดำเนินชีวิตแบบเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เวลาไปร่วมมิสซาก็ไม่สนใจในสิ่งที่พระสงฆ์ทำ ไม่มีความศรัทธา เคยผ่านการทำแท้งและแนะนำให้คนอื่นไปทำแท้ง แต่ในขณะเดียวกันเธอกลับคิดว่าตนเองเป็นคนดีมากถึงขั้นเป็นนักบุญ เวลาที่ตายเธอคิดว่าจะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน แต่ในช่วงเวลาที่เธอกำลังมีอาการสาหัสจนกระทั่งตายนั้นปรากฏว่าสถานที่ที่เธอจะต้องไปกลับเป็นทางที่จะลงนรก เธออธิบายประสบการณ์ที่ได้พบเห็นนรกได้ตรงตามหลักความเชื่อ ภาพของนรกไม่เป็นเพียงแค่สถานที่ แต่นรกเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่สามารถกลืนกินวิญญาณลงไปและมีปีศาจอยู่ในนรกจริงๆ ปัจจุบันนี้
ดร.กลอเรีย ยังมีชีวิตอยู่ในร่างกายที่พระเป็นเจ้าได้รักษาจนเสมือนให้ใหม่แก่เธอ เธอใช้ชีวิตที่กลับใจแล้วหลังจากการตายแล้วฟื้น เดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำภารกิจแบ่งปันประสบการณ์ผ่านความตายที่ได้พบ เธอเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม มีเว็บไซต์ วิดีโอในยูทูป ข่าวคราว เหตุการณ์ต่างๆ ของเธอสามารถตรวจสอบได้ ประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของเธอมีการเขียนออกมาเป็นหนังสือแบ่งออกเป็นตอนๆ ทั้งหมด 13 ตอน ดังที่พ่อจะหยิบยกมาแบ่งปันในบางตอน ดังนี้

เหตุการณ์ที่เธอถูกฟ้าผ่าตายเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1995 ขณะที่เกิดเหตุเธอกำลังเดินไปกับหลานชาย ทั้งสองคนถูกฟ้าผ่า หลานชายซึ่งเป็นคนศรัทธามาก ตายคาที่จากสื่อล่อฟ้าคือจี้พระที่ห้อยคอและได้ไปสวรรค์ในทันที “ส่วนดิฉัน ฟ้าผ่าลงมาทางหัวไหล่ และเผาไหม้ทั่วร่างทั้งภายในและภายนอก เนื้อบางส่วนรวมทั้งบริเวณทรวงอกหายไปเลย โดยเฉพาะทางด้านซ้าย เหลือเป็นช่องโหว่ เนื้อที่บริเวณท้อง,ขา , ชายโครง ก็หายไปด้วย ตับ, ไต , ปอด และรังไข่ ไหม้เกรียม...ไฟฟ้าแล่นออกมาทางขาขวา เป็นเพราะดิฉันใช่ห่วงคุมกำเนิดซึ่งวัสดุทำด้วยทองแดง มันจึงเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ดี กระแสไฟฟ้าได้ทำให้รังไข่ทั้งสองไหม้เกรียม ดิฉันได้รับการปั๊มหัวใจ แต่ดิฉันก็เสียชีวิตแล้ว ร่างกายดิฉันกระตุกขณะที่ปั๊มหัวใจด้วยเครื่องปั๊มหัวใจไฟฟ้า ร่างกายของดิฉันที่คุณเห็นอยู่ในเวลานี้ เป็นร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ เป็นผลจากพระเมตตาของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขณะที่ร่างกายของดิฉันถูกเผาและนอนอยู่ที่พื้น ในชั่วขณะนั้นดิฉันพบว่าตัวเองอยู่ในช่องอุโมงค์แสงสีขาวที่สวยงาม แสงที่น่ามหัศจรรย์ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกยินดี มีสันติและความสุขซึ่งไม่อาจหาคำใดมาบรรยายความยิ่งใหญ่ในเวลานั้นได้ มันเป็นของจริง ดิฉันมองดูข้างในและปลายอุโมงค์แล้วดิฉันก็เห็นแสงสีขาว เหมือนดวงอาทิตย์ เป็นแสงที่สวยงาม...เมื่อดิฉันพูดกับคุณเกี่ยวกับสี เราพูดถึงสีที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ มันเป็นแสงที่วิเศษ ดิฉันรู้สึกถึงสันติสุขและความรักภายในแสงนั้น ของแสงนั้น”  พ่อเคยอ่านประสบการณ์ของหลายคนที่ได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความตาย มักจะเล่าใกล้เคียงกันว่าได้พบกับแสงที่มาโอบกอดล้อมตัวไว้และนำความสุข ปิติยินดี เหมือนได้สัมผัสถึงความรักที่ต้องพลัดพรากจากมานานจนกระทั่งลืมไปแล้ว เป็นความรู้สึกเป็นสุขอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสในโลกมาก่อน สุขจนกระทั่งทำให้ไม่อยากที่จะจากแสงนั้นกลับมามีชีวิตในโลกนี้อีก

“เมื่อดิฉันเข้าไปในอุโมงค์และตรงไปยังแสง ดิฉันพูดกับตัวเองว่า “คาแรมบา ฉันตายแล้ว” และดิฉันก็คิดถึงลูกๆ ดิฉันจึงสะอื้นพูดว่า “แย่จริง พระเจ้าข้า ลูกๆของดิฉันยังเล็ก พวกเขาจะพูดว่าอย่างไร? แม่คนนี้ช่างเห็นแก่ตัวจริง เธอไม่มีเวลาให้กับพวกเขาเลย...” ความจริง ทุกวันดิฉันจะออกจากบ้านตอนเช้าตรู่ และไม่กลับบ้านก่อนห้าทุ่มตอนกลางคืนเสมอ ดิฉันได้มองเห็นความจริงในชีวิตของฉันและรู้สึกเศร้าใจมาก ดิฉันออกจากบ้านตั้งใจจะเอาชนะโลก แต่ได้อะไรเล่า....ฉันคิดถึงสองสถานที่คือบ้านและลูกๆ...ในเวลานั้นฉันคิดถึงลูกๆโดยไม่รู้สึกถึงร่างกายตนเอง หรือมิติของเวลาหรือสถานที่ ดิฉันเพ่งมองดู และได้เห็นบางอย่างที่สวยงามมาก ดิฉันเห็นคนทุกคนที่รู้จักในเวลาที่มีชีวิตอยู่...อย่างรวดเร็วเพียงชั่วขณะ....ทุกๆคนที่มีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว ดิฉันสามารถโอบกอดคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่(ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว)....ทุกๆคน...มันเป็นเวลาที่เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี น่ามหัศจรรย์ ดิฉันเริ่มเข้าใจว่าดิฉันได้หลอกตัวเองด้วยความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ - เคยมีคนบอกดิฉันว่า คุณย่าได้ไปเกิดใหม่แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน เพราะข้อมูลนี้ทำให้ดิฉันเสียเงินไปมากทีเดียว และดิฉันก็ไม่ได้ทำการค้นหาต่อไปเพื่อที่จะได้รู้ว่าท่านไปอยู่กับใคร คุณทราบไหม ดิฉันเชื่อในทฤษฏีเรื่องการเกิดใหม่ และเวลานี้...ที่นั่น...ดิฉันได้กอดท่านทั้งสอง...  ดิฉันโอบกอดท่าน และคนอื่นๆที่ดิฉันรู้จักเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่มีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว และเป็นเวลาเพียงชั่วครู่เดียว ลูกสาวซึ่งดิฉันได้โอบกอดไว้ รู้สึกตกใจ เธออายุ 9 ขวบ และเธอรู้สึกถึงการโอบกอดนี้ เพราะดิฉันสามารถโอบกอดคนที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วย (แต่โดยปกติเราจะไม่รู้สึกถึงการโอบกอดนี้)” เมื่อคนเราตายไปแล้ว เวลาก็เหมือนหยุดนิ่ง มิติเวลาของโลกมนุษย์กับโลกหน้าไม่เหมือนกัน และวิญญาณสามารถโอบกอดบรรดาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ได้ โดยเฉพาะหากเป็นญาติพี่น้องกันจะสามารถสื่อถึงกันได้ง่ายขึ้น
“ดิฉันไม่รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปในชั่วขณะนั้นซึ่งงดงามอย่างยิ่ง ดิฉันไม่มีร่างกายอีกแล้ว มันช่างเหลือเชื่อที่ได้เห็นผู้คนด้วยวิธีใหม่ ดิฉันรู้ว่าแต่ละคนมีลักษณะอย่างไร (อ้วน ผอม น่าเกลียด สวยงาม ฯลฯ)
  เมื่อดิฉันกอดพวกเขา ดิฉันมองเห็นเขาจากภายในด้วย และมันช่างสวยงาม...ดิฉันเห็นความคิดของเขา อารมณ์ความรู้สึกของเขา” คำว่าสวยงามอาจฟังดูงงๆ แต่ตรงตาม

เทวศาสตร์ที่ว่า ร่างกายเรานั้นคลุมวิญญาณของเราอยู่ วิญญาณเป็นพลังงานกึ่งแสง ในความเป็นจริงตัวเราเป็นแสงที่หลากสีสันสวยงามมาก

“ในชั่วขณะนั้นดิฉันได้ยินเสียงสามีของดิฉัน เขาร้องไห้คร่ำครวญด้วยความโศกเศร้า เขาร้องว่า “กลอเรีย กลอเรีย ได้โปรด อย่าทิ้งผมไป มองดูลูกๆของเราสิ ลูกของคุณต้องการคุณ กลอเรีย กลับมา กลับมา อย่าอยู่เฉย กลับมา” “ดิฉันได้ยินทุกอย่าง เห็นเขาร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด..อนิจจา ขณะนั้น พระเป็นเจ้าของเราทรงอนุญาตให้ดิฉันจากไป....แต่ดิฉันไม่ต้องการกลับมา สันติสุขเช่นนั้น ซึ่งห่อหุ้มดิฉัน ทำให้ดิฉันหลงใหล แต่อย่างช้าๆ ดิฉันเริ่มเข้าใกล้ร่างกายซึ่งปราศจากชีวิต ดิฉันเห็นร่างที่ปราศ จากชีวิตนอนเหยียดยาวอยู่ในห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัย ดิฉันเห็นหมอที่กำลังช็อกด้วยไฟฟ้าที่ร่างของดิฉัน เพื่อทำให้หัวใจเต้น ดิฉันและหลานชายนอนอยู่บนพื้นนานสองชั่วโมงขณะที่ถูกช็อกด้วยไฟฟ้า พวกเขาพยายามยื้อชีวิตของเรา ดิฉันมองดูและยืนด้วยเท้าของวิญญาณ (วิญญาณมีรูปแบบของมนุษย์) ศีรษะของดิฉันมีประกายไฟฟ้าอย่างรุนแรงและดิฉันก็เข้าไป ดูเหมือนร่างกายจะดูดดิฉันให้เข้าไป มีความเจ็บปวดมากในการเข้าไป ประกายไฟเกิดในทุกส่วนและดิฉันรู้สึกตัวว่าไปประกบกับบางสิ่งที่เล็กมาก(ร่างกายของดิฉัน) เหมือนกับร่างกายเข้าไปในเสื้อผ้าของเด็กเล็กๆที่ทำด้วยเหล็กอย่างรวดเร็วทันทีทันใดและรุนแรง ดิฉันรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งจากเนื้อที่ถูกเผาไหม้ ร่างกายถูกเผาทั้งหมด มีความเจ็บปวดอย่างที่สุด มีควันและไอคุกรุ่นออกมา...ดิฉันได้ยินเสียงหมอร้องออกมาว่า “เธอกลับมาแล้ว เธอกลับมาแล้ว” พวกเขาดีใจและมีความสุขมาก แต่ความเจ็บปวดของดิฉันมากจนสุดบรรยาย ขาดำเป็นถ่าน มีเนื้อที่ยังดีอยู่ที่แขนและร่างกายบางส่วน พวกเขาคิดว่าอาจเป็นไปได้ที่ดิฉันจะเดินไม่ได้อีก”  พวกเราความจริงก็เป็นเช่นนั้นคือถูกร่างกายขังวิญญาณเอาไว้ เพียงแค่เราไม่รู้สึกอึดอัดเพราะความเคยชิน

“..แต่สำหรับดิฉันยังมีความเจ็บปวดสาหัสอีกอย่างหนึ่ง ความรู้สีกว่าไร้ความสามารถ สูญเสียความสามารถบางอย่าง...ต้องเป็นทาสของร่างกาย ความสวยงาม แฟชั่น ดิฉันเคยใช้เวลาสี่ชั่วโมงในการเต้นแอโรบิกเพื่อจะได้มีร่างกายที่สวย ไปนวดตัว อดอาหาร ฉีดยา...ทำทุกอย่างที่ทำได้ นี่เป็นชีวิตของดิฉัน เป็นทาสของกิจกรรมประจำวันเพื่อที่จะมีร่างกายที่สวย ดิฉันเคยพูดกับตัวเองว่า “ถ้าฉันมีทรวงอกที่สวย ทำไมต้องปกปิดไว้”  เช่นเดียวกับขาของดิฉัน เพราะดิฉันรู้ว่าดิฉันมีขาที่เรียวงาม มีกล้ามเนื้อท้องที่สวย...แต่ในชั่วขณะนั้น ดิฉันเห็นว่าชีวิตทั้งหมดของดิฉันช่างไร้ค่าเมื่อไปสนใจกับการดูแลรูปร่าง....เพราะความรักในรูปร่างของตัวเองเป็นทุกสิ่งในชีวิตของดิฉัน และตอนนี้ดิฉันไม่มีมันอีกแล้ว ทรวงอกของดิฉันเป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะด้านซ้าย ขาหักและไม่มีเนื้อ...ดำเป็นถ่าน” วัฒนธรรมการโชว์เรือนร่างที่เป็นค่านิยมในปัจจุบันนี้ ปีศาจใช้ล่อลวงเราโดยเฉพาะเยาวชนที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เก๋ ที่จะแต่งตัวโชว์เนื้อหนัง คิดแค่ว่าของๆ เรา ร่างกายของเราใครจะเอาไปได้!

“สิ่งแรกที่ฉันต้องบอกกับพวกคุณก็คือ ฉันเป็น “คาทอลิกที่เฉื่อยชา” มาตลอดชีวิต เพราะความสัมพันธ์ของฉันกับพระเป็นเจ้ามีเพียง 25 นาทีในมิสซาวันอาทิตย์เท่านั้น มีเพียงเท่านั้น ฉันไปร่วมพิธีมิสซาที่พระสงฆ์เทศน์เพียงสั้นๆ เพราะฉันเริ่มเบื่อโบสถ์ที่พระสงฆ์เทศน์นานๆ นี่คือความสัมพันธ์ของฉันกับพระเป็นเจ้า กระแสของโลกดึงดูดฉันออกมา ฉันไม่มีสิ่งปกป้องชีวิตฝ่ายจิต ซึ่งได้แก่การสวดภาวนาอย่างดีด้วยความเชื่อ แม้แต่เวลาที่ฉันร่วมพิธีมิสซาของวันหนึ่ง ขณะนั้นฉันกำลังศึกษาเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฉันได้ยินพระสงฆ์องค์หนึ่งพูดว่าไม่มีนรก หรือแม้แต่ปีศาจก็ไม่มีด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน ฉันเริ่มคิดกับตัวเอง ถ้าปีศาจไม่มีและนรกก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเราทุกคนก็ไปสวรรค์ แล้วเราจะต้องกลัวอะไรเล่า? เรื่องนี้เป็นเหตุทำให้ฉันยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเป็นเจ้า ฉันเริ่มทำตัวห่างจากโบสถ์และพูดคำหยาบ ฯลฯ ฉันไม่กลัวบาปอีกต่อไป และเริ่มทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพระเป็นเจ้า ฉันบอกทุกคนว่าไม่มีปีศาจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระสงฆ์สร้างขึ้นมา และทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของพระ
ศาสนจักร ในที่สุด.....ฉันก็มาถึงจุดที่ได้บอกกับเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยว่าพระเป็นเจ้าไม่มีอยู่จริง และพวกเราเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการ ฯลฯ ฯลฯ...และหลายคนก็เชื่อตามฉัน กลับมาพูดถึงการผ่าตัดต่อ เมื่อฉันเห็นตัวเองในสภาพเช่นนั้น มันช่างน่ากลัวจริงๆ ในที่สุดฉันก็ได้เห็นว่าปีศาจมีอยู่จริง พวกมันมาตามหาฉัน พวกมันมาเพื่อให้ฉันดูรายการบาปทั้งหลาย ที่ฉันยอมรับจากการนำเสนอของมัน และการเสนอของมันไม่ใช่เป็นของฟรี ต้องมีการจ่าย บาปของฉันก็เป็นเช่นนั้นด้วย
การเสนอนี้คือการล่อลวงให้ทำบาป

“ในตอนนั้น ฉันเริ่มเห็นบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกำแพงห้องผ่าตัด มันคือวิญญาณของหลายคนที่ดูคุ้นๆ พวกเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง โหดร้าย น่ากลัว ทำให้วิญญาณของฉันสั่นเทา ฉันเริ่มรู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับปีศาจอยู่ ฉันรับรู้อย่างพิเศษ ให้มีความเข้าใจว่า พวกมันแต่ละตัวนั้นเป็นเจ้าหนี้บาปใดบาปหนึ่งของฉัน บาปซึ่งไม่ใช่ของฟรี และนั่นเป็นหลักการโกหกของปีศาจที่บอกว่าพวกมันไม่มีอยู่จริง นี่เป็นกลยุทธที่ยอดเยี่ยมในการทำงานของมันในการล่อ ลวงพวกเรา ฉันตระหนักทันที ใช่แล้วมันมีอยู่จริง และมันมาอยู่รอบตัวฉัน มาหาฉัน คิดดูเถอะ ฉันจะตกใจกลัวมากสักเพียงไร  ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ฉันหนีไปรอบๆห้อง พยายามกลับเข้าไปในร่างของฉัน แต่เนื้อหนังไม่ยอมรับฉันแล้ว ฉันจึงพยายามหนีให้เร็วที่สุด ฉันผ่านกำแพงห้องผ่าตัดออกไป ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร หวังว่าจะหลบซ่อนในระเบียงของโรงพยาบาล แต่เมื่อผ่านกำแพงห้อง.....ก็ร่วงหล่นลง ฉันกระโดดไปยังความว่างเปล่า....ฉันมุ่งหน้าไปยังอุโมงค์หลายอุโมงค์ซึ่งเป็นทางลงมาเบื้องล่าง ในตอนแรกยังมีแสงน้อยๆอยู่บ้าง เหมือนรังผึ้งซึ่งมีผู้คนมากมายอาศัยอยู่ วัยรุ่น คนชรา ผู้ชาย ผู้หญิง กำลังร้องไห้และส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว พวกเขา
ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน... ส่วนฉัน ยิ่งตกใจกลัวมากขึ้น และพยายามหาทางออกข้างบน ในที่สุดแสงก็เริ่มหายไป....ฉันยังวนเวียนอยู่ในอุโมงค์ ในความมืดที่น่าสะพรึงกลัว จนในที่สุดมาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนและไม่สามารถเปรียบเทียบกับสถานที่ใดๆ ได้......พูดได้แต่เพียงว่า แม้แต่สถานที่มืดมิดที่สุดในโลกก็ยังเปรียบเหมือนแสงสว่างกระจ่างจ้าในตอนเที่ยงวันสำหรับที่นี่ ข้างล่างนี้เป็นความมืดที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความอับอาย และปวดระบมที่สุด มันเป็นความมืดที่มีชีวิต
ใช่ มันมีชีวิต สถานที่นั้นจิตสำนึกจะตายหรือเฉื่อยชาไป” คำว่านรกเป็นความมืดที่มีชีวิต หมายความว่ามันตอบสนองต่อความบาปของเรา เมื่อบาปมากความมืดนี้ก็จะมากตามไปด้วย

“ฉันพยายามจนที่สุด วิ่งหนีไปตามอุโมงค์ทุกแห่ง ฉันมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ด้วยความตั้งใจอย่างหนักแน่นที่จะออกไปจากที่นี่ให้ได้ เป็นความตั้งใจที่จะมีชีวิต แต่ตอนนี้ฉันช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว เพราะฉันติดอยู่ที่นี่และต้องอยู่ที่นี่....และแล้วถึงจุดหนึ่ง ฉันเห็นพื้นเปิดออกเหมือนปากขนาดใหญ่ ใหญ่มหึมา มันมีชีวิต ฉันรู้สึกตัวเองว่างเปล่าไร้ค่า และในตัวฉันเป็นห้วงสมุทรแห่งความหวาดกลัวจนทำให้ตัวเย็นแข็ง ที่ข้างล่างนี้ คุณจะไม่รู้สึกถึงความรักของพระเป็นเจ้าเลย ไม่มีสักหยดหนึ่งของความหวัง หุบเหวนั้นดึงดูดฉันให้เข้าไป ฉันร้องกรีดออกมาเหมือนคนบ้า เต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการร่วงหล่นลงไป....ฉันรู้ว่าถ้าฉันหล่นเข้าไปในนั้นแล้ว ฉันจะไม่สามารถกลับขึ้นไปอีกได้เลย ฉันจะต้องอยู่ที่นั่นไปตลอดกาล มันเป็นความตายของวิญญาณของฉัน ความตายของวิญญาณของฉัน ฉันจะสูญเสียไปตลอดนิรันดร..แต่ในขณะที่เต็มไปด้วยความกลัวอันยิ่งใหญ่นี้ พูดให้ถูกก็คือขณะที่ฉันกำลังจะเข้าไปในปากเหว นักบุญอัครเทวดามีคาแอลได้จับขาของฉันไว้....ร่างกายของฉันเข้าไปในห้วงเหวนั้นแล้ว แต่เท้าของฉันยังอยู่ข้างบน มันเป็นช่วงเวลาที่น่าหวาดหวั่นและเจ็บปวดอย่างสาหัส ขณะที่ตัวของฉันเข้าไปอยู่ข้างในนั้น แสงสว่างที่ยังคงเหลืออยู่ในวิญญาณของฉันได้รบกวนปีศาจเหล่านั้น เจ้าสิ่งมีชีวิตแสนสกปรกในนั้นเข้ามาโจมตีฉันทันที พวกมันเหมือนหนอนดูดเลือด ซึ่งพยายามจะดับแสงสว่างของฉัน คิดดูเถอะว่ามันน่าสะพรึงกลัวสักเพียงไรที่เห็นตัวเองถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งมีชีวิตพวกนั้น....ฉันหวีดร้องออกมาเหมือนคนบ้า พวกมันกำลังถูกเผา พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำมืด เป็นความเกลียดชังที่ถูกเผาไหม้ ทำให้เราสั่นกลัว ทำให้เราอับอาย ไม่มีคำพูดใดมาบรรยายความน่ากลัวนี้ได้ เมื่อเราทำความดี เราก็จะมีพระพร มีพระหรรษทาน วิญญาณของเราก็จะมีแสงสว่าง และแสงนี้แหละที่จะนำพาเราไปสู่สวรรค์ได้
“ขอบอกให้ทราบก่อนว่า ฉันเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าไม่นับถือศาสนา แต่ในที่นั้นฉันก็เริ่มร้องเสียงดังว่า “วิญญาณในไฟชำระ โปรดช่วยฉันให้ออกไปจากที่นี่ด้วย ฉันขอวิงวอน โปรดช่วยฉันด้วย” ขณะที่ร้อง ฉันก็ได้ยินเสียงร้องของคนนับพันพัน ...เป็นวัยรุ่น ใช่ทั้งหมดเป็นวัยรุ่น ที่มีความทุกข์แสนสาหัส ฉันรับรู้ได้ว่า ที่นั่น สถานที่น่ากลัวนั้น ในปลักโคลนแห่งความเกลียดชังและความทุกข์นั้น พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งเสียงโอดครวญร่ำไห้ซึ่งทำให้ฉันเป็นทุกข์อย่างยิ่งจนฉันไม่อาจลืมได้เลย...(10 ปีผ่านไปแล้ว ฉันยังคงร้องไห้และเป็นทุกข์เมื่อระลึกถึงความทุกข์ของคนพวกนั้น)....ฉันกำลังจะบอกว่า ในที่ที่นั้น คนพวกนั้นเป็นคนที่ฆ่าตัวตายเพราะความสิ้นหวัง....ตอนนี้พวกเขากำลังถูกทรมานด้วยสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบตัวพวกเขา พวกปีศาจได้ทรมานพวกเขา แต่สิ่งที่ทรมานมากที่สุดคือการที่ขาดพระเป็นเจ้า” ตอนนี้เราเป็นมนุษย์เราอาจยังไม่เข้าใจ แต่พอตอนเป็นวิญญาณชีวิตเราจะไม่เหลืออะไรอีกเลย มีเพียงพระเป็นเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้วิญญาณของเราเติมเต็มได้ และความทรมาณที่สุดคือเราจะไม่มีพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเราอีก ไม่ได้เห็น ไม่ได้อยู่กับพระเป็นเจ้าตลอดนิรันดร มีนักบุญหลายองค์ วิญญาณหลายดวงที่เคยมาปรากฏตัวและบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ในทำนองเดียวกัน

“เพราะที่นั่นไม่มีใครที่รู้สึกถึงพระเป็นเจ้าเลย คนพวกนั้นจะต้องอยู่ที่นั่นจนกว่าระยะเวลาที่เขาควรจะใช้ชีวิตบนโลกที่เหลืออยู่จะผ่านพ้นไป เพราะคนที่ปลิดชีวิตตนเอง พวกเขาอยู่นอกพระการุณย์อันศักดิ์สิทธิ์ คนพวกนั้นที่น่าสงสาร หลาย หลาย หลาย คนเป็นวัยรุ่น...ฉันร้องไห้และเป็นทุกข์มาก...ถ้ามนุษย์จะรู้สึกถึงความทุกข์นั้นได้ จะไม่มีใครที่จะตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองเลย” นี่แสดงให้เห็นว่าเมื่อคนเราฆ่าตัวตาย วิญญาณจะต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไฟชำระหรือนรก และต้องอยู่อย่างทรมาณในนั้นจนกว่าจะถึงเวลาตามที่เขาจะต้องใช้ในโลกมนุษย์หมดลง แล้วจึงจะได้ไปในที่ที่ควรจะไปต่อ

“คุณรู้ไหมว่าการทรมานยิ่งใหญ่ที่สุดในนั้นคืออะไร?  มันคือการที่ได้เห็นพ่อแม่ของเราเอง หรือ ญาติพี่น้อง ซึ่งมีชีวิตอยู่ กำลังร้องไห้และเป็นทุกข์ด้วยความรู้สึกผิดว่า ถ้าฉันไม่ทำโทษเขา หรือ ถ้าฉันพูดกับเขา หรือ ถ้าฉันไม่พูดกับเขา ถ้าฉันทำอย่างนี้ หรือทำอย่างนั้น....ในที่สุด ความเสียใจนั้นจะเป็นเช่นนี้ มันเป็นนรกสำหรับผู้ที่เขารักซึ่งยังอยู่บนโลก...นี่เป็นความทรมานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา และปีศาจก็แสดงภาพเหล่านี้ให้พวกเขาเห็น” เคยมีเหตุการณ์ที่เณรผูกคอตายและวิญญาณออกไปหาชีลับ วิญญาณเณรเสียใจมากที่ฆ่าตัวตายแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความเสียใจที่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่เป็นความเสียใจที่ออกมาจากวิญญาณ และปีศาจก็ยังคงทำงานให้วิญญาณเห็นภาพที่ทำให้เสียใจ เป็นทุกข์จากการกระทำของตนเองที่ไม่ได้พึ่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้า เพราะฉะนั้นในเวลาที่คนใกล้จะตายหรือเพิ่งตาย จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสวดภาวนาให้แก่วิญญาณของเขา เพราะในเวลานั้นวิญญาณจะต้องการพละกำลัง ต้องการความสว่างเพื่อนำทางเป็นอย่างมาก 

“สิ่งที่คนที่น่าสงสารพวกนั้นต้องการก็คือ ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้กลับใจ เปลี่ยนชีวิตของตนเอง ทำกิจกุศล ไปเยี่ยมคนเจ็บป่วย...และขอมิสซาอุทิศแก่วิญญาณของผู้เสียชีวิตแล้ว วิญญาณเหล่านี้ได้รับประโยชน์มากมายจากกิจการเหล่านี้ วิญญาณที่อยู่ในไฟชำระไม่สามารถช่วย เหลือตัวเองได้เลย แต่พระเป็นเจ้าทรงช่วยได้ ใช่แล้ว โดยผ่านทางพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพวกเราต้องช่วยพวกเขาด้วยวิธีนี้  วิญญาณในไฟชำระสวดให้ตัวเองไม่ได้ แต่เราสามารถสวดให้กับพวกเขาได้ ในบางครั้งที่พระเป็นเจ้าอนุญาตให้วิญญาณนั้นมาสัมผัสกับเราได้ วิญญาณนั้นจะดีใจมากเพราะจะมีคนสวดภาวนาให้เขา ถ้าไม่อยากเจอวิญญาณมาสัมผัสมาขอ ก็ให้เราสวดภาวนาให้เขาก่อน เพราะเขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา

“ฉันเข้าใจว่าวิญญาณที่น่าสงสารนั้นไม่สามารถช่วยฉันได้ ในความทุกข์ ความเศร้าใจนี้ ฉันเริ่มส่งเสียงร้องอีก “ต้องมีความผิดพลาดที่นี่ ดูสิฉันเป็นนักบุญนะ ฉันไม่เคยขโมย ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยทำความชั่วให้ใคร ตรงกันข้าม ก่อนที่ธุรกิจของฉันจะล้มเหลว ฉันนำเข้าสินค้าที่ดีจากสวิสเซอร์แลนด์เพื่อใช้ในการถอนฟันและจัดฟัน หลายครั้งฉันไม่ได้เรียกร้องเงินจากลูกค้า ถ้าเขาไม่สามารถจ่ายได้ ฉันเคยนำสิ่งของไปให้คนยากจน แล้วทำไมฉันจึงมาอยู่ที่นี่?” ฉันร้องเรียกความยุติธรรม ฉัน ซึ่งเป็นคนดีมาก น่าจะตรงไปสวรรค์ ฉันทำอะไรจึงมาอยู่ที่นี่? ฉันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถึงแม้จะคิดว่าตัวเองไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่ได้สนใจฟังเทศน์ของพระสงฆ์ แต่ฉันก็ไม่ขาดมิสซา ถ้าหากฉันขาดมิสซาเพียงห้าครั้งตลอดชีวิตของฉันก็ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมาก แล้วฉันได้ทำอะไรจึงได้มาอยู่ที่นี่เล่า? “เอาฉันออกไปจากที่นี่ เอาฉันออกไป” ฉันร้องตะโกนด้วยความกลัว “ฉันเป็นคาทอลิก ฉันเป็นคาทอลิก ได้โปรด เอาฉันออกไปจากที่นี่” เมื่อฉันตะโกนว่าฉันเป็นคาทอลิก  ฉันก็เห็นแสงสว่างเล็กๆ ซึ่งเล็กมาก ในความมืด  แต่มันเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สามารถได้รับ  ฉันเห็นขั้นบันไดอยู่บนยอดสุดของหุบเหวนี้  แล้วฉันก็เห็นพ่อของฉัน (ซึ่งตายไปแล้ว)  อยู่ตรงทางเข้าของหุบเหวนี้  ท่านมีแสงสว่างที่สว่างไม่มากนัก  และขั้นบันไดที่สี่ขึ้นไป  ฉันเห็นแม่ของฉัน  มีแสงสว่างที่สว่างกว่ามาก  ทันทีที่เห็นพวกท่าน  ฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและร้องออกมาว่า “คุณพ่อ  คุณแม่  ดีใจจริงๆ  มานำฉันออกไปด้วย  มานำฉันออกไปจากที่นี่ด้วย  ได้โปรดเถิด  คุณพ่อ  คุณแม่  ลูกขอวิงวอน โปรดนำลูกออกไปจากที่นี่ด้วย” ขณะที่สิ่งที่เล่ามานี้เกิดขึ้น  เป็นเวลาที่ร่างกายของฉันกำลังอยู่ในสภาพโคม่า  ฉันถูกสวมด้วยสายท่อช่วยหายใจที่ติดอยู่กับเครื่อง  แต่อากาศไม่เข้าไปในปอดของฉัน  ไตของฉันไม่ทำงาน...ทั้งๆ ที่มีเครื่องช่วยหายใจ...นั่นเป็นเพราะน้องสาวของฉันซึ่งเป็นหมอและบรรดาเพื่อนๆ หมอของเธอ คิดว่าไม่สมควรยื้อชีวิตของฉันอีกต่อไป  น้องสาวได้พูดกับพี่น้องของฉันว่า  ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เป็นการดีกว่าที่จะให้ฉันตาย  น้องสาวของฉันยืนยันอย่างหนักแน่นต่อญาติพี่น้องคนอื่นๆ ของฉัน คุณทราบไหมว่า  ฉันก็เคยสนับสนุนการทำ  
การุณยฆาต
การุณยฆาตคือการที่เราเห็นคนที่ป่วยหนักและเราตัดสินใจบอกกับคุณหมอว่า ปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่ต้องรักษาทั้งที่ร่างกายเขายังตอบสนองอยู่ เป็นคนละอย่างกับกรณีที่เขาป่วยหนักและมีชีวิตได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ในกรณีนี้การที่จะถอดเครื่องช่วยออกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหมอ เราจะทำการุณยฆาตไม่ได้เพราะในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเป็นเวลาที่วิญญาณจะได้รับการชำระให้สะอาดที่สุด ผ่านความเจ็บป่วยจนกระทั่งสามารถไปสวรรค์ได้โดยไม่ต้องไปไฟชำระอีกหลังจากเสียชีวิต

“กลับมายังสถานการณ์ของฉัน  ฉันดีใจยิ่งนักที่ได้พบกับพ่อแม่ในสถานที่อันน่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อพวกท่านมองมายังฉัน  ท่านรู้สึกเจ็บปวดมากอันแสดงให้เห็นจากใบหน้าของท่าน  เพราะในสถานที่นั้นเราสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้  ฉันได้เห็นว่าท่านมีความเจ็บปวดอย่างยิ่ง  คุณพ่อถึงกับร้องไห้และพูดว่า “ลูกสาวของพ่อ  โอ พระเป็นเจ้า  ได้โปรด  ลูกสาวของผม  ข้าแต่พระเป็นเจ้า  ลูกสาวน้อยๆของผม” แม่ของฉันสวดวิงวอนทันทีเมื่อท่านเห็นฉัน  และเห็นความเศร้าของฉันจากแววตา  ถึงแม้ท่านจะร้องไห้แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสงบสันติและความอ่อนหวาน” คนที่ไม่มีประสบการณ์จริงๆ ไม่สามารถเขียนเล่าประสบการณ์ได้อย่างนี้ได้แน่นอนเพราะนี่เป็นข้อความที่ตรงตามเทวศาสตร์โดยไม่มีผิดเพี้ยน วิญญาณที่อยู่ในสวรรค์นั้นแม้จะร้องไห้เพราะสงสารก็ยังคงมีแต่ความสงบสันติ ไม่มีความวุ่นวายสับสนเหมือนคนที่อยู่ในโลกมนุษย์ 
“เมื่อฉันร้องออกไปว่าฉันเป็นคาทอลิก
  ฉันก็ได้ยินเสียงที่อ่อนหวานยิ่งนัก......ช่างอ่อนหวานจนทำให้ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยสันติและความรัก  ทำให้วิญญาณของฉันเริงร่า  เจ้าสิ่งมีชีวิตที่แสนน่ากลัวซึ่งเกาะกุมฉันอยู่  เมื่อได้ยินเสียงนี้  ทันทีทันใดก็รีบก้มลงกราบแสดงความเคารพนบนอบ  และขออนุญาตออกไป  เพราะพวกมันไม่สามารถทนทานความอ่อนหวานของเสียงนั้นได้  แล้วก็มีบางอย่างเปิดออกเหมือนปากที่กำลังเปิดออก  พวกมันจึงรับหนีเข้าไปด้วยความกลัว  คิดดูเถิด  ฉันได้เห็นปีศาจที่น่ากลัวก้มกราบ...เพียงแค่ได้ยินเสียงของพระเป็นเจ้าเท่านั้น แม้แต่ความเย่อหยิ่งของซาตานก็ไม่อาจทนทานเสียงนี้ได้  เพราะเสียงนั้นเป็นสิ่งที่มันกลัวและไม่ชอบเลย  พวกมันรีบคุกเข่าลงทันที แล้วฉันก็ได้เห็นภาพพระนางพรหมจารีย์มารีย์ก้มลงกราบนมัสการ  ขณะที่พระสงฆ์กำลังยกศีลมหาสนิทขึ้น  ในระหว่างพิธีมิสซาที่อุทิศแก่วิญญาณของหลานชายของฉัน  พระนางพรหมจารีย์มารีย์ได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือฉัน  พระนางก้มลงนมัสการพระเป็นเจ้าของเรา  พระนางทรงรวบรวมบทภาวนาทุกบทที่คนทั้งหลายสวดอุทิศให้ฉันขึ้นถวายแด่พระองค์” ในมิติของวิญญาญนั้นสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ซ้อนกันได้ ในเวลานั้นมีคนขอมิสซาให้กับเธอแล้ว การที่เรามีโอกาสได้ไปร่วมสวดภาวนาให้กับบุคคลต่างๆ ที่ล่วงลับ เป็นการสะสมบุญกุศลอย่างดียิ่ง เพราะเมื่อวิญญาณที่เราได้สวดภาวนาให้ ได้ไปสวรรค์แล้ว เขาไม่มีทางลืมที่จะสวดภาวนาด้วยความกตัญญูให้กับเราจากสวรรค์อย่างแน่นอน

“คุณทราบไหม  ในขณะที่พระสงฆ์กำลังยกศีลมหาสนิทขึ้น  เราจะรู้สึกถึงการปรากฏของพระเยซูเจ้า  ทุกๆคนจะคุกเข่าลงก้มกราบนมัสการ... แม้แต่ปีศาจ.....ส่วนฉัน  ซึ่งไปร่วมพิธีมิสซา  ไม่ได้แสดงความเคารพเลย  ไม่สนใจ... แถมยังเคี้ยวหมากฝรั่ง  และบางครั้งยังเป่าหมากฝรั่งด้วย  ช่างเย่อหยิ่งสิ้นดี  ด้วยเหตุนี้  พระเป็นเจ้าจึงไม่ฟังคำวิงวอนของฉันเมื่อฉันวิงวอนต่อพระองค์” นี่คือภาพเบื้องหลังมิสซา หากเราตั้งใจร่วมมิสซาอย่างดีแล้วในยามที่เราวอนขอจากพระเจ้าพระพรจะหลั่งไหลมาง่ายกว่า

“เชื่อฉันเถอะ มันเป็นที่น่าสะดุดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดเหล่านั้นรีบก้มลงกราบนมัสการแทบพื้นด้วยความหวาดกลัว  ขณะที่พระเป็นเจ้าทรงพระดำเนินผ่านพวกมันไป  ฉันได้เห็นพระนางพรหมจารีย์มารีย์  ทรงนมัสการแทบพระบาทของพระเป็นเจ้าด้วยความกตัญญู  ทรงสวดภาวนาเพื่อฉันเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์....ส่วนฉัน  คนบาป  ช่างดื้อดึง  ไม่แสดงความเคารพต่อพระองค์  แล้วยังพูดอีกว่าฉันเป็นคนดี....สิ้นดีสิไม่ว่า  ฉันปฏิเสธพระองค์และยังกล่าวล่วงเกินพระองค์ เสียงนั้น อ่อนหวานยิ่งนัก  กล่าวกับดิฉันว่า  ดีแล้ว  ถ้าเธอเป็นคาทอลิก จงบอกเราสิว่าบทบัญญัติของพระเป็นเจ้ามีอะไรบ้าง? ...ฉันคิดด้วยความหวาดกลัว....คำถามนั้นเป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อน  ฉันรู้แต่เพียงว่ามี 10 ข้อ...และไม่มากกว่านั้น “ฉันจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี?” ฉันคิด  ฉันจำได้ว่าแม่เคยบอกว่า  บัญญัติข้อแรกคือความรัก ท่านพูดถึงเรื่องนี้เสมอ.....รักพระเป็นเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์  ในที่สุดคำสั่งสอนของแม่ของฉันก็เป็นประโยชน์ในคราวนี้  ฉันพูดกับตัวเอง  ฉันจึงตอบคำถามและหวังว่าจะถูกต้อง.....ฉันจึงเริ่มพูด  “บัญญัติข้อแรกคือ  จงรักพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด  และ...รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” “ดีมาก” พระองค์ตรัส  “แล้วเธอทำตามหรือไม่?  เธอรักเราหรือไม่?” ด้วยความสับสน  ฉันตอบว่า “ดิฉัน...ใช่  ใช่ค่ะ ใช่” แต่เสียงที่น่ามหัศจรรย์กล่าวว่า “ไม่” ฉันขอยืนยันกับคุณว่าพระองค์ตรัสว่า “ไม่”  ฉันรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่ตัวฉันเมื่อได้ยินคำว่า “ไม่”  ฉันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกฟ้าผ่า....ฉันรู้สึกอับอาย  หน้ากากของฉันถูกถอดออก  ฉันเหมือนตัวเปล่าเปลือย เสียงอันอ่อนโยนนั้นตรัสกับฉันต่อว่า “ไม่  เธอไม่ได้รักเราผู้เป็นพระเจ้าของเธอเหนือสิ่งอื่นใด  และไม่ได้รักแม้แต่เพื่อนบ้านของเธอเหมือนตัวเองด้วย  เธอทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง  เธอจะระลึกถึงพระเจ้าก็ต่อเมื่อเธอมีความทุกข์ยากลำบากมากเท่านั้น  เธอบอกว่า เธอได้คุกเข่าสวดวิงวอน  เธอขอมิสซา  เธอไปร่วมพิธีมิสซา  เพื่อสวดภาวนาวอนขอพระหรรษทานหรืออัศจรรย์....เมื่อเธอยากจน ครอบครัวของเธอก็ถ่อมตน  เมื่อเธอปรารถนาที่จะได้งานทำ  นั่นแหละเธอจึงจะคุกเข่าสวดภาวนา วิงวอนขอต่อพระเจ้าของเธอ  เธอจะสวดภาวนาเพื่อขอให้เราดึงเธอให้พ้นจากความยากจน  และขอให้เธอได้งานทำ  เมื่อเธอมีความจำเป็น  เมื่อเธอต้องการเงิน  เธอก็จะสัญญาว่า  จะสวดสายประคำ... แต่... ข้าแต่พระเจ้าโปรดประทานเงินให้ฉันสักหน่อยเถอะ นี่คือความสัมพันธ์ของเธอต่อพระเจ้าของเธอ  แต่เธอไม่เคยรักษาคำสัญญาที่เธอให้ไว้เลยแม้แต่ข้อเดียว  นอกจากไม่รักษาสัญญาแล้ว เธอยังไม่ขอบคุณเราอีกด้วย” แล้วพระเป็นเจ้าทรงยืนยันว่า “เธอให้คำสัญญาต่อพระเจ้าของเธอ  แต่เธอไม่รักษาคำสัญญานั้นเลย” พระเป็นเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นคำภาวนามากมายของฉัน  เมื่อฉันขอให้พระองค์ประทานรถคันแรกแก่ฉัน  ฉันสวดภาวนาด้วยความถ่อมตนเป็นอย่างมาก  ฉันวิงวอนขอพระองค์ประทานให้ถึงแม้จะเป็นรถเก่าก็ได้....และฉันก็ได้รับ  แต่เมื่อได้รับตามที่ต้องการแล้ว ฉันไม่เคยกล่าวคำ “ขอบคุณ” พระเป็นเจ้าเลย  และแปดวันต่อมา  นอกจากจะไม่ได้ขอบคุณพระองค์แล้ว  ฉันยังปฏิเสธพระองค์และพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับพระองค์อีกด้วย  พระองค์ทรงแสดงแก่ฉัน  พระคุณทุกประการที่ทรงประทานให้  แต่ฉันก็ไม่รู้บุญคุณของพระองค์และไม่ได้ขอบพระคุณพระองค์เลย ฉันเห็นพระเป็นเจ้าเช่นนี้จริงๆ  ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเป็นเจ้าเหมือนกับ “ธนาคารที่คอยแจกจ่ายเงิน”  นั่นคือ  ฉันสวดสายประคำ  แล้วพระองค์ก็จะประทานเงินแก่ฉัน.....และถ้าหากพระองค์ไม่ประทานให้  ฉันก็จะเป็นกบฏต่อพระองค์  พระเป็นเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกประการ   เมื่อฉันได้งานทำและมีเงิน  ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่  ไม่มีความรักหรือความกตัญญูให้แก่พระองค์แม้แต่น้อย กตัญญูหรือ?  ไม่มีเลย  ไม่มีแม้แต่ “ขอบคุณ” ที่ฉันจะมอบแก่พระองค์สำหรับสุขภาพที่ดี  หรือการมีที่อยู่อาศัย....ไม่มีคำสวดภาวนาเพื่ออุทิศให้แก่คนยากจนที่ไม่มีบ้านหรืออาหารกิน  ไม่มีเลย  ฉันช่างอกตัญญูยิ่งนัก  ยิ่งไปกว่านั้น  ฉันเป็นคนอกตัญญูในสายพระเนตรของพระองค์  เมื่อฉันไปเชื่อเรื่องโชคชะตาจากเทพีวีนัสและเมอร์คิวรี่ ฉันเชื่อหมอดู  เชื่อว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อชีวิตของฉัน  ฉันเชื่อทุกอย่างที่โลกบอกกับฉัน  อย่างเช่น เรื่องการเกิดใหม่ในชาติหน้า...ฉันลืมคุณค่าแห่งพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าพระเจ้าของเรา   พระเยซูเจ้าตรัสต่อไปว่า “ทุกสิ่งที่เธอมี  ไม่ใช่มาจากการวอนขอของเธอ  แต่เป็นพระพรที่เธอได้รับจากสวรรค์  แต่เธอกลับบอกว่าเธอได้รับมาด้วยความสามารถของเธอเอง  จากการทำงานและการดิ้นรนต่อสู้...เธอได้ทุกอย่างมาด้วยตัวของเธอเอง และด้วยการศึกษาของเธอ  ไม่จริงเลย!  ดูสิ  มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่มีคุณสมบัติดีมากกว่าเธอ  และทำงานมากกว่าเธอไม่ใช่หรือ?” พระเยซูเจ้าทรงยกตัวอย่างบัญญัติสิบประการ  เพื่อฉันจะได้รู้ว่าตัวฉันเองเป็นอย่างไร  แทนที่ฉันจะนมัสการพระเป็นเจ้าเพียงผู้เดียว ฉันกลับนมัสการซาตาน  ในคลินิกส่วนตัวของฉัน  มีผู้หญิงที่ทำไสยศาสตร์เข้ามาและบอกฉันว่าเขาสามารถขจัดโชคร้ายออกไปจากที่นี่ได้   เขาบอกว่า  ถึงแม้จะไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่  เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  แล้วเธอก็ทำพิธีของเธอด้วยเกือกม้าและว่านหางจระเข้  และฉันทำอย่างไร?  ฉันเปิดประตูให้กับปีศาจ  ยอมให้มันเข้ามาได้ตามที่มันพอใจในคลินิกส่วนตัวของฉัน  พวกคุณรู้ไหม มันเป็นสิ่งที่น่าละอายมาก  พระเป็นเจ้าทรงวิเคราะห์ชีวิตของฉันด้วยพระบัญญัติสิบประการ  ในส่วนที่เกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์  ฉันพูดนินทาทุกคนในทุกเรื่อง...ฉันอิจฉาคนอื่น  ฉันได้เห็นสิ่งนั้น  ฉันพูดโกหกหลอกลวงคนอื่น  เมื่อฉันพูดว่า “ฉันเป็นคาทอลิก”  นั่นยิ่งเป็นการยืนยันว่าฉันพูดเท็จและหลอกลวง  ฉันได้ทำสิ่งชั่วร้ายแก่คนหลายคน  ฉันไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ของฉันด้วย  ท่านได้เสียสละเป็นอย่างมาก เพื่อทำให้ฉันได้รับการศึกษาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญและประสพความ สำเร็จในชีวิต  แต่เมื่อฉันได้งานทำแล้ว ฉันก็ไม่เคยไปหาท่านเลย  ท่านไม่อยู่ในสายตาของฉัน  โดยเฉพาะแม่ของฉัน  เพราะท่านเป็นคนถ่อมตนและยากจน พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นถึงการเป็นคนชอบบ่นของฉัน  เมื่อฉันตื่นนอน  สามีของฉันทักทายว่า “สวัสดีวันใหม่”  และฉันตอบว่า “อาจจะเป็นวันดีสำหรับคุณ  แต่ดูฝนที่กำลังตกสิ” ฉันชอบบ่นว่าเรื่องต่างๆเสมอ ...ทำวันพระเจ้าให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์หรือ?  ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก  ความเศร้าสักเพียงไรที่ฉันรู้สึก  พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นตัวฉันเอง  ฉันใช้เวลาในวันอาทิตย์สี่หรือห้าชั่วโมงเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการเล่นยิมนาสติก  ฉันไม่ได้ให้เวลาแก่พระเป็นเจ้าแม้แต่สัก 10 นาที  ไม่เคยขอบพระคุณพระองค์ หรือสวดภาวนาอย่างดี.... ไม่ ,ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น  ตรงกันข้าม  ในวันนั้นบางครั้งฉันสวดสายประคำในช่วงพักโฆษณาของละครทีวีอย่างรวดเร็ว  ฉันต้องการสวดให้เสร็จในช่วงเวลาโฆษณานั้น  ฉันจึงสวดอย่างเร่งรีบโดยไม่ใส่ใจในสิ่งที่ฉันสวดอยู่  เพราะกลัวว่าละครอาจจะเริ่มต้นขึ้น  ฉันจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรในการสวดเลย  เพราะฉันไม่ได้ยกจิตใจขึ้นหาพระเป็นเจ้า” การว่อกแว่กในขณะสวดภาวนากับการไม่ยกจิตใจขึ้นหาพระนั้นไม่เหมือนกัน การว่อกแว่กเวลาสวดภาวนาแต่มีความพยายามดึงจิตใจกลับมาหาพระเป็นการเพียรพยายาม ผิดกับคนที่ตั้งเป้าสวดให้ได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วก็สวดให้จบๆ ไป การสวดภาวนาทุกครั้งให้เราพนมมือเพื่อเป็นการบอกตัวเองว่า ณ เวลานี้ฉันกำลังติดต่อกับพระเจ้า ภาพพนมมือเหมือนกับดอกบัวคือการถวายดอกบัวแด่พระเจ้า และถ้าเราได้รู้ว่าพระเป็นเจ้านั่นยิ่งใหญ่แค่ไหนเราจะไม่เพียงแค่พนมมือ เราคงจะคุกเข่าลงกราบเสียด้วยซ้ำ 

“พระเยซูเจ้ายังทรงแสดงให้ฉันเห็นต่อไปว่าฉันอกตัญญูต่อพระองค์อย่างไรบ้าง – ความเกียจคร้านของฉันที่จะไปร่วมพิธีมิสซา....ในตอนที่ฉันยังอยู่กับพ่อแม่นั้น  เมื่อคุณแม่บอกให้ฉันไปร่วมพิธีมิสซา  ฉันตอบท่านว่า “แม่  ถ้าพระเป็นเจ้าอยู่ทุกหนแห่งแล้ว  มีความจำเป็นที่ฉันต้องไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีมิสซาด้วยหรือ?”  ฉันพูดไปเช่นนั้นเพื่อที่จะได้อยู่สบายที่บ้าน...และพระเยซูเจ้าทรงแสดงสิ่งนี้แก่ฉัน  พระองค์ทรงดูแลฉันตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทุกวันและตลอดชีวิตของฉัน  แต่ฉันยังเกียจคร้านไม่ยอมอุทิศเวลาเพียงเล็กน้อยในวันอาทิตย์ให้แก่พระองค์บ้างเลย  อย่างน้อยเพื่อแสดงความกตัญญูและความรักต่อพระองค์....แต่ร้ายยิ่งไปกว่านั้น  การไปโบสถ์บ่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณให้สดชื่น  ฉันกลับใช้เวลาทั้งหมดเพื่อดูแลร่างกายของฉัน  ฉันกลายเป็นทาสของเนื้อหนังของตนเองและลืมไปว่าฉันมีสิ่งที่สำคัญที่สุด   นั่นคือ ฉันมีจิตวิญญาณ  และฉันไม่เคยคิดที่จะดูแลวิญญาณของฉันเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับพระวาจาของพระเป็นเจ้า  ฉันเคยพูดด้วยความเย่อหยิ่งว่า  คนที่อ่านพระคัมภีร์มากๆ  จะกลายเป็นคนโง่ – ฉันได้พูดผรุสวาทต่อพระเป็นเจ้า  และฉันยังเคยพูดอีกว่า “อะไรล่ะที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด?  พระเป็นเจ้าสถิตที่นั่นจริงหรือ?  ในผอบศีลและจอกกาลิกษ์นะหรือ?.....พระสงฆ์น่าจะเติมเหล้าบรั่นดีลงไปด้วยนะ   จะได้ทำให้รสชาติดีขึ้น” นี่เป็นการดูถูกพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้านั่นเอง

“ฉันได้ทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเป็นเจ้าเลวร้ายลงมากยิ่งนัก  ฉันละทิ้งจิตวิญญาณของตนเอง  ยังไม่พอ  ฉันยังพูดวิจารณ์พระสงฆ์ด้วย  พวกคุณรู้ไหม  ฉันรู้สึกแย่เพียงไรในเรื่องนี้ขณะที่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูเจ้า  พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นวิญญาณของฉันที่ตกต่ำลงเพราะการพูดวิจารณ์พระสงฆ์  สิ่งที่เลวที่สุดในการพูดวิจารณ์นี้ก็คือ  ฉันเคยประกาศว่า  พระสงฆ์เป็นพวกรักร่วมเพศ  ซึ่งคนในชุมชนทั้งหมดได้รับรู้สิ่งที่ฉันพูด....คุณคงนึกไม่ถึงหรอก ว่ามันเลวร้ายเพียงใดที่ฉันทำต่อพระสงฆ์  
ไม่, คุณจินตนาการไม่ออกหรอก  ฉันจะไม่อธิบายเรื่องนี้ให้พวกคุณฟัง  เพราะต้องใช้เวลานานเกินไป  ฉันจะบอกแต่เพียงว่าคำพูดเพียงคำเดียวมีอำนาจสามารถฆ่าและทำลายวิญญาณได้  ตอนนี้ฉันได้เห็นความชั่วทุกอย่างที่ฉันได้ทำแล้ว  ความละอายของฉันยิ่งใหญ่ยิ่งนัก จนไม่มีคำพูดใดมาอธิบายได้  ฉันจะขอให้พวกคุณอย่าได้ทำเช่นเดียวกับฉันเป็นอันขาด  จงอย่าพูดวิจารณ์พระสงฆ์  จงสวดภาวนา ฉันได้เห็นว่าความผิดร้ายแรงมากที่สุดที่ทำให้วิญญาณของฉันมีมลทิน  และนำคำสาปแช่งมาให้ชีวิตของฉัน  นั่นก็คือ การพูดให้ร้ายแก่พระสงฆ์
คนในครอบครัวของฉันมักพูดวิจารณ์พระสงฆ์เสมอ  ตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก  คุณพ่อของฉันและทุกคนในบ้าน เคยพูดวิจารณ์พระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์สุขสบายกว่าพวกเรา...  พวกเขาเป็นอย่างนั้น  พวกเขาเป็นอย่างนี้....” เราเคยพูดอย่างนี้บ่อยๆ พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับฉันด้วยเสียงดังจนเกือบจะเป็นการตะโกนว่า  “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร  จึงทำตัวเป็นพระเจ้าและตัดสินคนของเรา?  พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นมนุษย์  และเราได้ให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่พวกท่านเพื่อประโยชน์ของชุมนุมชน  นี่เป็นสิ่งที่เรามอบให้เป็นพระพร  และชุมนุมชนนั้นต้องสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์  รักท่านและสนับสนุนท่าน”   พวกคุณอาจจะรู้บ้างว่า  เมื่อพระสงฆ์หกล้ม บรรดาคนในชุมชนนั้นต้องช่วยเหลือท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน  ปีศาจเกลียดชังคริสตชนคาทอลิกยิ่งนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์  มันเกลียดชังพระศาสนจักรของเรามาก  เพราะพระศาสนจักรมีพระสงฆ์ผู้ยอมอุทิศชีวิตของท่าน” คนในครอบครัวของฉันมักพูดวิจารณ์พระสงฆ์เสมอ  ตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก  คุณพ่อของฉันและทุกคนในบ้าน เคยพูดวิจารณ์พระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์สุขสบายกว่าพวกเรา...  พวกเขาเป็นอย่างนั้น  พวกเขาเป็นอย่างนี้....” เราเคยพูดอย่างนี้บ่อยๆ พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับฉันด้วยเสียงดังจนเกือบจะเป็นการตะโกนว่า  “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร  จึงทำตัวเป็นพระเจ้าและตัดสินคนของเรา?  พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นมนุษย์  และเราได้ให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่พวกท่านเพื่อประโยชน์ของชุมนุมชน  นี่เป็นสิ่งที่เรามอบให้เป็นพระพร  และชุมนุมชนนั้นต้องสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์  รักท่านและสนับสนุนท่าน”   พวกคุณอาจจะรู้บ้างว่า  เมื่อพระสงฆ์หกล้ม บรรดาคนในชุมชนนั้นต้องช่วยเหลือท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน  ปีศาจเกลียดชังคริสตชนคาทอลิกยิ่งนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์  มันเกลียดชังพระศาสนจักรของเรามาก  เพราะพระศาสนจักรมีพระสงฆ์ผู้ยอมอุทิศชีวิตของท่าน ฉันขอพูดประโยคนี้ว่า  พวกคุณทุกคนรู้ว่าพระสงฆ์ก็คือมนุษย์ผู้อุทิศชีวิตของท่านเพื่อพระเยซูคริสตเจ้า  พระบิดานิรันดรทรงรับรองพวกท่าน  เพื่อที่ท่านจะได้ทำอัศจรรย์ในการเสกแผ่นปังให้กลายเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า  โดยอาศัยมือของพระสงฆ์  จึงได้มีพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าได้......และเพราะมือเหล่านี้เอง  ปีศาจจึงเกลียดพระสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง  มันน่ากลัวยิ่งนัก  ปีศาจเกลียดชังพวกเราคาทอลิกก็เพราะศีลมหาสนิทนี้เอง  เพราะศีลมหาสนิทเปิดประตูสวรรค์  และเป็นเพียงประตูเดียวเท่านั้นที่ไปสู่สวรรค์  ปราศจากศีลมหาสนิท  ไม่มีใครสามารถไปสวรรค์ได้  เมื่อคนใดโศกเศร้า  พระเป็นเจ้าทรงมาอยู่เคียงข้างเขาในศีลมหาสนิท ด้วยความเชื่อของเขา  พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์และตรัสแก่เขาด้วยความรักและพระเมตตาว่า “เราเป็นพระเจ้าของลูก”  และเมื่อคนใดวอนขออภัยต่อพระองค์  มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่ยากจะอธิบายได้   ในทันที,พระเยซูเจ้าทรงนำวิญญาณผู้นั้นไปยังโบสถ์ที่กำลังประกอบพิธีมิสซาในเวลานั้น  และให้เขาได้รับพระหรรษทานการอภัยบาปและรับศีลมหาสนิท  เป็นเวลาแห่งความลึกลับ เพราะผู้ที่รับพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้าแล้วจึงจะสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้   นี่เป็นเรื่องที่ลึกลับมาก  นี่เป็นพระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่ที่เรามีในพระศาสนจักรคาทอลิก  พระหรรษทานที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้แก่พระศาสนจักรของเรา  และยังมีหลายคนที่ยังพูดร้ายแก่พระศาสนจักรอีก  โดยทางพระศาสนจักรนี่แหละที่พวกเขาได้รับความรอดและไปสู่
ไฟชำระ  ที่นั่นพวกเขายังคงได้รับประโยชน์ต่อไปจากพระหรรษทานของศีลมหาสนิท  พวกเขาได้รับความรอดแล้ว  เพราะเหตุนี้
ปีศาจจึงเกลียดชังพระสงฆ์เป็นอย่างมาก  เพราะที่ไหนที่มีพระสงฆ์  ที่นั่นมีมือที่เสกปังและเหล้าองุ่น  ทำให้กลายเป็นพระพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าเพื่อพวกเรา ดังนั้นพวกเราต้องสวดภาวนาเพื่อพระสงฆ์มากๆ  เพราะปีศาจมันโจมตีพระสงฆ์ตลอดเวลา พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้
ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด”  พระสงฆ์เองก็เป็นมนุษย์ที่มีความอ่อนแอ บางครั้งอาจถูกตามใจ เอาใจจนถูกปีศาจครอบงำได้ เมื่อเราเห็นพระสงฆ์ทำตัวไม่ดี อย่าด่าว่า แต่จงรีบสวดภาวนาให้แก่เขา และรู้เถิดว่าปีศาจได้ทำงานของมันกับพระสงฆ์นั้นแล้ว 

โปรดติดตามตอนต่อไป>>