สมโภชพระคริสตวรกาย


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371

สมโภชพระคริสตวรกาย

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557

การสมโภชพระคริสตวรกายนี้เป็นการประกาศให้รู้ว่าเรามนุษย์คือลูกของพระเจ้า และพระเจ้าคือแม่ของพวกลูก เวลาที่พระเยซูเจ้าบอกกับแม่พระที่เชิงกางเขนว่า “แม่ นี่คือลูกของแม่” และบอกแก่นักบุญยอห์นว่า “นี่คือแม่ของเจ้า” พระองค์ไม่ได้หมายถึงแม่พระแค่เพียงคนเดียวแต่หมายถึงพระองค์เองด้วย เพราะในเวลานั้นสิ่งที่หลั่งไหลออกมาคือน้ำและเลือด เลือดที่ไหลคืออาหารและน้ำนมของพระเจ้าที่หล่อเลี้ยงวิญญาณให้กับลูกทุกคน

เปรียบเทียบดังภาพนี้ที่แม่ลูกคู่หนึ่งประสพอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เมื่อลูกน้อยร้องไห้ด้วยความหิว หัวอกผู้เป็นแม่ก็ยอมทนเจ็บให้ลูกได้กินน้ำนมจากทรวงอก ดีกว่าจะต้องปล่อยลูกร้องไห้ด้วยความหิวโหยซึ่งนับเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่าสำหรับผู้เป็นแม่ ภาพนี้ทำให้เราเข้าใจถึงความรักของพระเจ้าดีขึ้นเวลาที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขนก็คือการให้ชีวิต เลือดและเนื้อนี้คือชีวิตของพระเจ้า เป็นการให้จนกระทั่งไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เพราะในความเป็นพระเจ้า God is love เป็นความรักที่มีแต่ให้ ศีลมหาสนิทจึงเป็นเรื่องของ

ความรักล้วนๆ รักจนกระทั่งหาวิธีการใดก็ได้ ที่จะได้อยู่กับลูกที่ตนเองรักให้ได้ คนที่มีลูกและรักลูกมากๆ จะลำบากใจอย่างยิ่ง เมื่อต้องพลัดพรากไม่ได้พบเจอลูก ไม่ได้เห็นลูกอันเป็นที่รักอยู่ในสายตาของตน ตราบใดที่ลูกยังไม่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยก็จะเป็นห่วงอย่างที่สุด หากแปลงกายได้ก็คงจะทำเพื่อจะได้ติดตามเฝ้าดูลูกรักในทุกที่ นี่คือความรักอย่างสุดหัวใจ ความรักของพระเจ้านั้น มากกว่าที่คนเป็นแม่มีเป็นล้านเท่า เพราะพระองค์คือองค์แห่งความรัก ด้วยความเป็นห่วงและรู้ดีว่าระหว่างทางที่ลูกเดินในโลกนี้นั้นมันอันตราย ผีปีศาจทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะแย่งชิงลูกของพระองค์ไป และลูกนั้นก็อ่อนแอเหลือเกิน พระองค์จึงหาทางที่จะอยู่กับลูกให้ได้ จนกระทั่งยอมเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแผ่นขนมปัง เปลี่ยนเหล้าองุ่นให้กลายเป็นเลือดของตน เพื่อว่าเมื่อลูกรับเข้าไปในปากแล้ว ก็จะเข้าไปในชีวิตเลยทีเดียว คำว่าศีลมหาสนิทนั้นถูกต้องแล้วแต่ก็ยังนับว่าน้อยไป เพราะเป็นอะไรที่สนิทมากๆ เวลาเรารับศีลเข้าไปทางปาก ไม่ว่าปากจะสะอาดเหมาะสมหรือไม่ พระองค์ก็ไม่เคยหนี ทั้งที่แท้จริงแล้ว พระองค์คือพระเจ้ายิ่งใหญ่ ผู้สร้างโลกจักรวาลและทุกสิ่ง แต่ก็ยอมที่จะมาอยู่ในแผ่นปังเล็กๆ เพื่อที่จะได้อยู่ในหัวใจของลูก ในชีวิตของลูก เมื่อเรารับศีลเข้าปาก ถ้าเราสำนึกสักหน่อยว่าพระองค์อยู่ในหัวใจของเราและอยู่ด้วยทุกหนทุกแห่ง เป็นความรักเช่นนี้เองที่อยู่กับเรา เราจะอิ่มใจมาก และงานทุกอย่างของพระจะสำเร็จทั้งสิ้น เราอาจไม่ได้ร่ำรวยเงินทองแต่จะมีความสุข อิ่มเอิบมาก เราจะสามารถทำให้คนนั้นคนนี้กลับใจได้ เพราะเราไม่ได้ทำงานของเรา แต่กำลังทำงานร่วมกับพระ และงานนั้นก็เป็นงานของพระองค์ พระเป็นเจ้ามาอยู่กับเราก็เพื่อให้ลูกได้สำนึกว่า “ทุกอย่างที่ลูกมีนั้นเป็นของเรา บุคคลที่อยู่รอบข้างก็เป็นของเรา งานที่ลูกมีก็เป็นของเรา เพราะฉะนั้น ลูกจงดำเนินชีวิตโดยการอยู่กับคนรอบข้าง ในการงาน ในการทำสิ่งต่างๆ พร้อมกับเรา” พระองค์มาอยู่กับเราเพื่อทำให้ลูกบรรเทาเบาใจ แล้วเรายังจะต้องทุกข์อะไรอีกเล่า? คนเราทุกข์ใจโดยทั่วไปมีอยู่เพียงสองอย่าง 1.ทุกข์ถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต 2. ทุกข์ถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซ้ำร้ายบางคนยังนำทั้งอดีตและอนาคตมากังวลในเวลาปัจจุบันอีกด้วย เป็นทุกข์ถึงอดีตที่มันไม่ใช่ของเราแล้ว เครียดถึงอนาคตที่มันยังมาไม่ถึง จนทำให้ลืมปัจจุบันที่เป็นของตนเองจริงๆไป พระเป็นเจ้าจึงสอนให้มนุษย์เราอย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีปัญหาของมันอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ วันนี้ เวลานี้ ภาษาอังกฤษคือคำว่าPresent = ของขวัญ ปัจจุบันกาลนี้แหละคือของขวัญ ถ้าตอนนี้เรายังดีอยู่ไม่เจ็บไม่ป่วย ยังช่วยเหลือคนอื่นได้ก็จงรู้คุณ ขอบคุณพระ พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของพระองค์ที่จะให้กับเรา พรุ่งนี้พระพรก็จะมีเพียงพอสำหรับหรับวันพรุ่งนี้เอง เพราะคำว่าบังเอิญไม่มีในพจนานุกรมของพระเจ้า หากอะไรจะเกิดขึ้น ก็เป็นเพราะพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิด ให้เรามองในแง่ดีเข้าไว้ มองให้เห็นพระพรในทุกเหตุการณ์ แล้วเราจะพบว่ามีพระพรสำหรับปัญหาต่างๆ เสมอ ปัญหาคือบางครั้งเราใจร้อน ไม่มีความอดทนที่จะรอให้พระพรมาช่วยแก้ไขปัญหา จงทำใจเย็นในสิ่งที่วอนขอจากพระเจ้าและอยู่กับพระเสมอ เดี๋ยวพระพรก็จะไปช่วยคลี่คลายปัญหาให้ดีขึ้นในที่สุด พระองค์จะให้ในเวลาที่เหมาะสมและมักจะให้ในสิ่งดีกว่าที่ลูกขอเสียด้วย

ดังนั้น เราจึงพูดไม่ได้เลยว่าพระเจ้าไม่ยอมให้ในสิ่งที่เราขอ เพราะแม้กระทั่งชีวิตของพระองค์เอง ก็ได้มอบให้แก่เราแล้ว จึงไม่มีอะไรเลยที่พระเจ้าจะให้แก่เราไม่ได้ เวลาที่เราสมโภชพระคริสตวรกาย เราจึงไม่ได้สมโภชเฉพาะเลือดและเนื้อของพระเจ้าเท่านั้น แต่เรายังสมโภชชีวิตของพระเป็นเจ้าที่ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเราด้วย เราไม่ได้มองแค่เป็นพระเจ้าที่เป็นศีลมหาสนิทในชีวิตของเราเท่านั้น แต่เรายังต้องมองด้วยว่าเป็นตัวเราเองที่จะเป็นศีลมหาสนิทสำหรับคนอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ถูกทอดทิ้ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพ่อได้เข้าไปถวายมิสซาในคุก มีนักโทษเป็นคาทอลิคประมาณ20กว่าคนที่เข้ามาร่วมมิสซา และในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พ่อได้เจอกับนักโทษที่ต้องลากโซ่ตรวนเข้ามาร่วมในมิสซาด้วย ด้วยความอายเขาเดินหลบไปนั่งที่แถวหลังสุด ในวันนั้นพ่อได้อ่านพระวาจาและนึกถึงตอนที่นักบุญเปาโลถูกล่ามโซ่ในคุกและอธิษฐานภาวนาจนกระทั่งคุกระเบิด พ่อได้เทศน์โยงเข้ากับเหตุการณ์ของเขาและขอให้เขาเดินมานั่งด้านหน้า และบอกกับเขาว่า “พี่รู้ไหมว่าโซ่ตรวนเส้นนี้ เป็นโซ่ที่นักบุญหลายองค์ได้ถูกคล้องมาแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้โซ่ที่อยู่กับเส้นนี้พี่อย่าได้คิดว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่ขอให้มองว่า โดยโซ่เส้นนี้แหละมันกำลังจะช่วยชีวิตของพี่ให้เป็นเหมือนกับนักบุญองค์อื่นๆ” สายตาของเขาบอกชัดว่างุนงงมากที่มีคนให้ความหมายของโซ่นี้ดีเหลือเกิน มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน พ่อได้ขอนุญาตเสกโซ่ตรวนให้กับเขา ทันใดที่เสกโซ่เสร็จ พ่อได้รับการดลใจให้ก้มลงจูบที่โซ่ของเขาด้วย พ่อรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าโซ่ที่ได้จูบนั้นมันไม่ใช่ความเลวร้าย แต่มันได้แปรเปลี่ยนเป็นพระพรที่รวมเป็นโซ่เส้นเดียวกับที่นักบุญทั้งหลายได้เคยประสพ พ่อได้บอกกับเขาว่า ”พี่ครับ โซ่นี้เป็นโซ่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ แต่พี่จะเอาออกก็ได้นะ(ถ้าเขาประพฤติตัวดีก็จะได้รับอนุญาตให้เอาออกได้) แต่ให้พี่รับรู้เถิดว่า โซ่เส้นนี้กำลังช่วยวิญญาณของพี่” เมื่อเขาเดินกลับออกไปสายตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหวัง ที่สุดในวันนั้นผลที่เกิดขึ้นคือความตื้นตันของทั้งคนจูบและคนที่ถูกจูบ พ่อรู้สึกถึงความรัก และเป็นพระที่ขอให้พ่อทำการจูบโซ่นั้น ขอบคุณพระที่ทำให้พ่อกล้าที่จะทำเช่นนั้น ดังนี้แหละ เราจึงกลายเป็นศีลมหาสนิท ที่ไม่ใช่สนิทแต่กับพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังร่วมสนิทในเพื่อนพี่น้องของเราด้วยโดยเฉพาะในพี่น้องที่ไม่เป็นที่ต้องการ เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าเขาก็เป็นลูกของพระด้วยเช่นกัน เมื่อเราทำเช่นนี้ ศีลมหาสนิทจึงไม่ได้อยู่เฉพาะแต่ในตู้ศีลแต่ได้เข้ามาอยู่ในจิตใจของเราและเปล่งประกายรัศมีออกไปให้แก่คนรอบข้างด้วย เมื่อเรารับศีลมหาสนิทตัวเราก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพระองค์ การรับศีลมหาสนิทเมื่อรับแล้ว จงอย่าเก็บไว้กับตัวถ้าเก็บไว้ก็เหมือนยาที่หมดอายุไม่เกิดประโยชน์ เมื่อกินแล้วก็ต้องใช้ ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดผล จนสุดท้ายเราจะพบว่ามีความสุขที่พระได้เมตตาใช้เราเป็นเครื่องมือในการทำงานของพระองค์ และนี่จึงเป็นการสมโภชพระคริสตวรกายอย่างแท้จริง





อัศจรรย์ศีลมหาสนิท

จากหลักฐานผ้าห่อศพเมืองตูริน ได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าเป็นผ้าที่อยู่ในสมัยพระเยซูเจ้าและเชื่อกันว่าเป็นผ้าที่ใช้ห่อพระศพของพระเยซูเจ้า ผลการทดสอบกรุ๊ปเลือดเป็นกรุ๊ปเอบี และในการประจักษ์มาของศีลมหาสนิทที่ลานซีอาโนที่ประเทศอิตาลี เมื่อประมาณ 1,200 กว่าปีมาแล้ว ที่พระเยซูเจ้าได้เปลี่ยนแผ่นปังให้กลายเป็นเนื้อ เหล้าองุ่นให้กลายเป็นโลหิตในปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่เป็นเลือดกรุ๊ปเอบีเช่นกัน และล่าสุดที่อาร์เจนตินาเกิดเหตุการณ์ที่แผ่นปังเปลี่ยนเป็นชิ้นเนื้อ เมื่อคุณพ่อองค์หนึ่งแจกศีลและแผ่นศีลนั้นได้ตกลงพื้น คุณพ่อจึงเก็บขึ้นและนำแผ่นศีลนั้นไปแช่น้ำเพี่อให้ละลายและจะนำไปรดต้นไม้ตามวิธีการสลายศีลตามปกติ แต่ในครั้งนี้กลับปรากฏว่า เมื่อผ่านไปสองสัปดาห์และจะเอาแผ่นศีลไปทำลาย กลับพบว่านอกจากแผ่นศีลนั้นจะไม่ละลายแล้ว ยังพบว่าแผ่นศีลนั้นได้มีลักษณะกลายคล้ายแผ่นเนื้อ เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก และในขณะนั้นพระคาร์ดินัลเบอร์โกกลิโอ ซึ่งปัจจุบันนี้คือพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ให้นักวิทยาศาตร์พิสูจน์ มีการนำแผ่นเนื้อชิ้นนี้ไปยังห้องแล็บโดยที่ไม่บอกว่าชิ้นเนื้อนี้คืออะไร ผลการพิสูจน์ปรากฎว่า แผ่นเนื้อนี้คือส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายของผู้ชาย เป็นหัวใจที่ถูกทรมานมาอย่างหนัก ในตอนที่นำมาทดลองกล้ามเนื้อนี้ยังมีชีวิตอยู่และกรุ๊ปเลือดที่ได้คือกรุ๊ปเอบี ในภายหลังจึงได้บอกแก่นักวิทยาศาสตร์ว่าแผ่นเนื้อนี้คือแผ่นศีล เขาจึงสรุปผลในทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ หลักฐานและอัศจรรย์ต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มีเพื่อพระองค์จะแสดงให้ลูกๆ ได้เห็นว่าพระองค์ยังคงทรงพระชนม์อยู่จริง

แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารมัทธิวบทที่ 5:38-42
38“ท่านเคยได้ยินเขากล่าวว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ 39แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าโต้ตอบคนชั่ว ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย 40ผู้ใดอยากฟ้องท่านที่ศาลเพื่อจะได้เสื้อยาวของท่าน ก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย 41ผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินไปกับเขาหนึ่งหลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด 42ผู้ใดขออะไรจากท่าน ก็จงให้ อย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมสิ่งใดจากท่าน
เป็นพระวาจาที่พ่อได้ทำการรำพึงมาหลายครั้ง และในช่วงที่ผ่านมาในขณะที่พ่อได้ถวายมิสซา ได้มีการดลใจให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นพระวาจาที่เราได้ยินกันมาโดยตลอดและไม่เข้าใจ คิดกันว่าเข้าใจยาก และเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ แต่แท้จริงแล้วเป็นแก่นขององค์พระเจ้าเลยทีเดียว พระวาจาตอนนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องประหลาดและเข้าใจยาก แต่เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราจะร้องอ๋อเลยทีเดียว ว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงเสด็จลงมาและทำการเปลี่ยนกฎที่เป็นธรรมเนียมปฎิบัติของชาวยิวที่ว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’  พระเยซูเจ้าไม่ได้เป็นแค่พระเจ้าแต่พระองค์ยังเป็นพระคัมภีร์ที่ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์อีกด้วย คำพูดของพระเยซูเจ้าจึงไม่มีการผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ถ้าเรามีความตั้งใจนำไปปฎิบัติจริงๆ พระวาจาตอนนี้มีความลึกอยู่บนพื้นฐานของพระเยซูเจ้าที่ว่าเรามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน ทุกคนล้วนเป็นลูกของพระบิดาองค์เดียวกัน ไม่มีใครเลยที่ไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า ยกเว้นว่าเขาจะไม่เลือกที่จะเป็นเอง แต่สำหรับพระเจ้าพระองค์เลือกมาหมดแล้ว คนที่กำลังโมโหเราก็คือคนที่กำลังมีพลังลบในขณะนั้นสูงมาก ณ เวลานั้นจิตของเขาถูกครอบงำด้วยพลังมืดคือความโกรธ ความเกลียดชัง และเมื่อเขาโกรธเกลียดเราจนถึงขั้นที่ลงมือตบเรา พลังขณะนั้นอยู่ในขั้นที่สูงสุดแล้วปีศาจแสดงอำนาจอย่างเต็มที่ ณ เวลานั้นถ้าเรามองเพียงแค่ตัวคน เราจะไม่สามารถตอบโต้ได้ในแบบที่พระเยซูเจ้าสอน แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเขากำลังโมโห จิตเขากำลังอ่อนแอมาก เมื่อจิตอ่อนแอ ผีก็ครอบงำและแสดงพลังเต็มที่ และถ้าแสดงออกถึงขั้นตบเรา นั่นคือขั้นสูงสุดแล้ว เมื่อตบเสร็จพลังลบจะอ่อนแรงลงไป ณ เวลานั้นจิตชั่วต้องการพลังลบที่จะตอบสนองกลับมาเช่นเดียวกัน ถ้าเราตบกลับจิตชั่วของเขาก็จะกลับมามีพลังขึ้นอีก จิตชั่วของเราก็จะสูงขึ้นเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ทะเลาะกัน แต่ถ้าในเวลาที่เขาตบแก้มขวาของเรานั้น พลังลบในตัวเขาหมดลงแล้วและเราให้แก้มซ้ายให้เขาตบอีก การให้ตบแก้มซ้าย คือการโต้ตอบ โดยใช้พลังความรักของพระตอบกลับและเติมพลังของพระเข้าไปแทนที่ให้กับเขา คนที่เขาตบเราแล้ว หากเราไม่โต้ตอบก็จะเกิดอาการอึ้ง และหากเขาตบแก้มเราอีกครั้งตามที่เราอนุญาต คราวนี้เขาจะรู้สึกเสียใจและถูกแทนที่ด้วยพลังแห่งความรักที่ท่วมท้นเข้าไปในใจ ดังนั้น การตบครั้งแรกคือการสลายพลังของจิตชั่ว ตบครั้งที่สองคือการเอาความรักของพระเข้าไปแทนที่ในใจของเขา ให้ความรักแก่เขา เขาจะรู้สึกถึงการกลับใจ พลังดีของเขาก็จะสูงขึ้น จิตชั่วจะไม่มีโอกาสมีพลังกลับขึ้นมาได้ใหม่ คนที่เขาตบเราก็จะกลายเป็นคนที่ได้สัมผัสกับเราและยอมเรา

และถ้าเพื่อนมาขอให้เราไปส่งเขาที่ปากซอย แต่เราไปส่งให้ถึงที่บ้าน เขาย่อมรู้สึกได้ถึงความรักที่เรามีให้ หลักแรกคือตามที่เขาขอ แต่หลักที่สองคือเราให้ ถ้าเราทำอย่างนี้เมื่อไหร่ ปีศาจก็ไม่มีโอกาสโงหัวขึ้น

มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการยอมที่จะเจ็บปวด เพื่อสุดท้ายจะทำให้เขาได้รู้ว่าเรารักเขา มีเด็กกำพร้าคนหนึ่งอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่มีซิสเตอร์คนหนึ่งเป็นผู้ดูแล เด็กคนนี้เคยโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจมาตั้งแต่เล็ก จนกลายเป็นคนที่ชอบทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์ ในขณะที่ซิสเตอร์ไม่โต้ตอบ ไม่ด่าว่า แม้ในใจแทบจะระเบิดด้วยความโกรธอยู่หลายหน แต่ซิสเตอร์ก็เพียรเก็บเอาไว้ในใจไม่ระบายออกมาจนกระทั่งล้มป่วย เด็กคนนั้นก็เฝ้ารอดูว่าซิสเตอร์จะทนได้นานสักเท่าไหร่  จนวันหนึ่งเด็กได้ทำลายข้าวของอีกและกระชากสายพัดลมขาด ความรู้สึกของ
ซิสเตอร์ในตอนนั้นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย แต่ก็อุตส่าห์ที่จะเก็บเอาไว้ จนเหตุการณ์ได้ผ่านไปสองวัน จึงเรียกเด็กมาคุยว่า “ลูกเป็นอย่างไรบ้าง ของที่เสียหายน่ะไม่เป็นไร แต่ซิสเตอร์เป็นห่วงชีวิตของลูก และซิสเตอร์รักลูกนะ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กคนนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งสุดท้ายเด็กคนนั้นได้กลับใจ เปลี่ยนแปลงความประพฤติ และขอสมัครเข้าบ้านเณร  ดังนั้น จึงไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การที่เราได้ใช้ความอดทนต่อคนที่เขาเคยถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจนเป็นบาดแผลในวิญญาณของเขา เพื่อให้เขาสัมผัสได้ถึงความรักที่เรามีให้ และรักษาบาดแผลของเขาให้หายได้ในที่สุด นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ความรักนั้นย่อมอดทนนาน” การอดทนนี่แหละ จึงจะทำให้เขารู้ว่าเรารัก พระเยซูเจ้าจึงได้สอนว่าอย่าใช้ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ เพราะถ้าทำเช่นนั้นแล้ว เราจะไม่มีทางได้วิญญาณของเขากลับคืนมา อย่าลืมว่าปีศาจก็ต้องการได้วิญญาณของเขาไปเช่นกัน เพราะฉะนั้น กับลูกหลานเราอย่าใช้อารมณ์โกรธดุด่าว่าเขา เราต้องไม่ใส่พลังด้านลบเข้าไปให้กับเขา แต่ให้สอนด้วยความรักจนกระทั่งเขาจะฟังเมื่อเราสอนเขา เราต้องอดทนและสวดภาวนาไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถทำได้ ในการต่อสู้เราจึงไม่ได้ต่อสู้กับคน แต่ต่อสู้กับจิตชั่ว คนเรามีความอ่อนแอและเข้มแข็งไม่เท่ากัน ถ้าเขาอ่อนแอจิตชั่วจะทำงานกับเขาได้ มองให้เห็นและสวดให้เขา พระวาจาในตอนนี้จึงบอกกับเราว่า God is love พระเจ้าคือองค์แห่งความรัก เป็นความรักที่กำลังต่อสู้กับจิตชั่ว เมื่อมีคนทำไม่ดีกับเรา นั่นคือเขากำลังอ่อนแอ เวลาที่เราเจอคนไม่ดี เหตุการณ์ไม่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะต้องเจออยู่เสมอในชีวิต อย่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน ตัดสินว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะแต่ละคนอ่อนแอ เข้มแข็งไม่เท่ากัน  เมื่อเจอคนที่เขาเป็นตัวปัญหามาก จงรู้ว่าเขาอ่อนแอมาก ให้สวดภาวนาให้ ขอมิสซาให้เขาบ้าง ฝืนทำดีต่อเขา ความอดทนของเรานี้แหละ จะทำให้เขาดีขึ้นทีละน้อย และผลลัพท์ที่เกิดในภายหลังก็จะดีอย่างแน่นอน

คำถาม-คำตอบ

บอกลูกที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังให้ไปหาหมอและทานยา แต่เขาไม่ยอมที่จะเชื่อฟังเลยจะทำอย่างไรดี? หากเราได้ทำสิ่งที่สมควรที่จะทำให้กับเขาทั้งหมดแล้ว เขาก็ยังไม่ดีขึ้น ไม่ยอมเชื่อฟังดูแลตัวเอง เราก็ต้องอย่าลืมว่าเขาไม่ได้เป็นลูกของเราแค่คนเดียว แต่เขายังเป็นลูกของพระเป็นเจ้าด้วย เมื่อมีปัญหาให้คุยกับพระ ปรับทุกข์กับพระองค์ “ขอพระองค์ช่วยเขาด้วย สิ่งนี้หนักเกินกว่าที่ลูกจะทำไหว หากเขาเป็นอะไรไป เรารับผิดชอบร่วมกันนะพระองค์!”  เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถจะบังคับใครได้ ให้เราสวดให้เขา ถวายเขาแด่พระและคุยกับพระ  การดูแลลูก เราจึงต้องทำพร้อมกับพระเจ้า ให้เราทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ที่เหลือให้เป็นเรื่องของพระองค์ที่จะช่วยจัดการ