ชีวิตหลังความตาย4


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ชีวิตหลังความตาย4

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557

ดร.กลอเรีย โปโล  ตอนที่ 10  ขุมทรัพย์ฝ่ายจิต

“ฉันถูกเรียกให้มาอยู่ในโลกนี้เพื่อช่วยสร้างโลกที่ดีกว่า  และใช้ความสามารถที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ฉันในการร่วมมือกับพระองค์ขยายอาณาจักรแห่งสวรรค์บนโลกนี้” ในปฐมกาลพระเจ้าได้เรียกให้มนุษย์เข้ามาอยู่ในโลก  โลกนี้และสิ่งสร้างทั้งหลายล้วนเป็นของเรา เนื่องเพราะเราเป็นลูกของพระผู้สร้าง เมื่อเรามาเกิดในโลกนี้ที่เป็นของเรา เราจึงมีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้น  การมาอยู่ในโลกนี้ของเราจึงมีเวลาจำกัด เรามาอยู่เพื่อทำภารกิจนี้ให้เสร็จแล้วก็จะได้กลับบ้าน เพราะนี่เป็นเพียงโลกชั่วคราวที่ไม่ใช่บ้านแท้
“แต่ฉันไม่ได้ทำ...ตรงกันข้าม ฉันให้คำแนะนำเลวๆ แก่คนจำนวนมาก  และมีคนจำนวนมากที่ฉันได้นำไปสู่ความเสื่อมเสีย..ด้วยคำแนะนำที่เลวและตัวอย่างที่เลวของฉัน...ฉันไม่ได้ใช้ความสามารถที่พระเป็นเจ้าประทานแก่ฉัน  ไม่เคยใช้เลย  พระเยซูเจ้าทรงถามฉันด้วยว่า : “เจ้าได้นำขุมทรัพย์ฝ่ายจิตอะไรมาให้เราบ้าง?”  พวกเราเองก็จะถูกถามด้วยคำถามนี้เช่นเดียวกัน  ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงองค์ประกอบให้เราแผ่ความดีออกไปเท่านั้น  สุดท้ายเมื่อวันที่เราได้จากโลกนี้ไปพบพระองค์ ขุมทรัพย์ฝ่ายจิตนั้นพระเยซูเจ้าจะเป็นผู้ชี้ให้เราดูจากบนสวรรค์ มองเห็นโลกที่เราเคยอยู่เป็นดังดอกไม้ถ้าเราได้แผ่ความดีงาม แต่ถ้าเราไม่เคยทำความดีงามเลยก็คงมองเห็นโลกนี้เหมือนโคลนตม เลอะเทอะไปหมด ขุมทรัพย์นี้จึงไม่ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากตัวเราเองที่ได้หว่านอะไรไว้ในโลกบ้าง

“ขุมทรัพย์ฝ่ายจิตหรือ?  มือของฉันว่างเปล่า!  ดังนั้นพระองค์จึงตรัสกับฉันว่า “มันจะช่วยอะไรเจ้าได้หรือ  อพาร์ทเมนท์สองห้องนั้น  บ้านของเจ้า  คลินิก  สิ่งซึ่งเจ้าคิดว่าเป็นเจ้าของและพึงพอใจมาก?  บางทีเจ้าจะนำอิฐสักก้อนมาที่นี่ได้กระมัง?  มันจะมีประโยชน์อะไร  การที่เจ้าบูชาร่างกายของเจ้า  เงินทั้งหมดที่เจ้าใช้สำหรับมัน  การลดน้ำหนักเพื่อให้รูปร่างเข้าที่?  มันให้อะไรกับเจ้าบ้าง  การควบคุมอาหารที่ทำให้เจ้าต้องอดอาหารและอยากอาหาร  ต้องทรมานร่างกายเพื่อร่างกายของเจ้า?  เจ้าทำให้ร่างกายของเจ้าและตัวเจ้าเป็นพระเจ้า?  แล้วมันช่วยอะไรเจ้าได้ในเวลานี้  ที่นี่? เจ้าเป็นคนใจดี  ถูกต้อง  แต่เจ้าทำเพื่อให้พวกเขาขอบคุณเจ้า  และสรรเสริญเจ้า  แล้วพวกเขาจะพูดว่าเจ้าเป็นคนดี” นี่เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ตัวของพ่อเอง  หลายคนชื่นชมพ่อที่ทำงานพระ แต่นี่เป็นสิ่งที่พ่อต้องทำอยู่แล้วในฐานะของผู้หว่าน แต่ผลหรือความดีงามใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้กระทำให้สำเร็จไป เราอย่าได้ยึดติดกับผลเป็นอันขาด มิหนำซ้ำเราต้องสวดภาวนาให้แก่กันและให้ตนเองมากขึ้นอีก เพราะยิ่งเราทำงานพระได้มากเท่าไร ผีที่คอยก่อกวนก็จะยิ่งตัวโตขึ้นเท่านั้น เพราะผีมันย่อมรู้ดีว่าผีตัวเล็กจะไม่สามารถทำอะไรเราได้

“เจ้าเปลี่ยนใจคนทุกคนโดยใช้เงิน  เพื่อที่พวกเขาจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตอบแทนเจ้า  บอกเราซิว่า  เจ้าได้นำอะไรมาที่นี่บ้าง?  เมื่อเราเห็นเจ้าล้มละลายทางการเงิน  นั่นไม่ใช่การลงโทษเจ้าอย่างที่เจ้าคิด  แต่เป็นพระพร  ใช่แล้ว  การล้มละลายนั้นเป็นการช่วยให้เจ้าแยกตัวออกมาจากพระเจ้าเงินตรานั้นได้  พระเจ้าที่เจ้ารับใช้!  เป็นการทำให้เจ้ากลับมาหาเรา  แต่เจ้าปฏิเสธ  เจ้าไม่ยอมลดตัวลงมาจากฐานะทางสังคมชั้นสูง  เจ้าแช่งด่า  ยอมตัวเป็นทาสของพระเจ้าเงินตรา  เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถได้รับสิ่งเหล่านั้นด้วยความสามารถของตัวเองโดยลำพัง  อาศัยการศึกษาของเจ้า  อาศัยพละกำลังของเจ้า  เพราะเจ้าเป็นคนที่ทำงานหนักและเป็นนักต่อสู้....แต่ไม่ใช่เลย  จงดูสิว่า  มีคนที่เก่งกว่าเจ้ามากมายเพียงไร  พวกเขามีการศึกษาสูงกว่า  ดีกว่าเจ้า และทำงานมากกว่าเจ้า...และพวกเขาได้รับสิ่งที่ควรได้รับเท่านั้น  แต่เจ้าซึ่งได้รับมากกว่า  ดังนั้นเจ้าก็ถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบมากกว่าด้วย” ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรายอมให้พระเจ้าใช้เราได้มากน้อยแค่ไหน บางคนเป็นคนที่แสนจะธรรมดาแต่เวลาเขาพูดอะไรออกมา ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ที่เราสามารถสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเขา

“พวกคุณคงไม่รู้ถึง พระหรรษทานมากมาย และพระพรต่างๆที่มาสู่ฉันและโลกนี้  โดยอาศัยแม่ของฉัน  แม่ผู้ไปโบสถ์ทุกวัน และเบื้องหน้าพระแท่น  ท่านถวายความทุกข์ของท่าน  ความเจ็บปวดของท่านแด่พระเยซูเจ้าด้วยความไว้วางใจ  ไว้วางใจในพระองค์ พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “ไม่มีใครที่รักเจ้า และจะรักเจ้า  มากเหมือนแม่ของเจ้า  ไม่มี!  ไม่มีใครจะรักเจ้าด้วยความอ่อนโยนเช่นเดียวกับเธอ”  แล้วนั้นพระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นภาพงานเลี้ยงต่างๆที่ฉันมี  อันเนื่องมาจากความหิวโหยของคุณแม่ของฉัน (หลังจากที่ฐานะทางสังคมของฉันเปลี่ยนไป)....งานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือยเหล่านั้น  งานเลี้ยงบุฟเฟต์ เหล่านั้น อาหารครึ่งหนึ่งในงานจะถูกทิ้งไปเมื่องานเลิก  โดยไม่เสียดมเสียตายเลย พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มองดูพี่น้องของเจ้าสิ  พวกเขากำลังทนทุกข์จากความหิวโหย  เป็นเราเองที่กำลังหิวโหย”  พระองค์ตรัสเสียงดังเหมือนตะโกน  รู้ไหมว่าพระองค์ทรงทนทุกข์เพราะความหิวโหยมากสักเพียงไร  เป็นความหิวโหยของบรรดาบุตรของพระองค์  ความเย่อหยิ่งของพวกเราทำให้เราขาดความรักต่อเพื่อนมนุษย์ของเรา  เป็นสาเหตุทำให้พระองค์เศร้าพระทัยยิ่งนัก พระองค์ยังคงให้ฉันเห็นต่อไปว่า  ในบ้านของฉันมีสิ่งของฟุ่มเฟือยราคาแพงมากเพียงไร  ในเวลานั้นฉันมีสิ่งของราคาแพงในบ้าน  มีเสื้อผ้าหรูที่มีราคาแพงมาก  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเปล่าเปลือย  แต่เจ้ากลับมีเสื้อผ้าราคาแพงมากมายซึ่งเจ้าไม่เคยใช้เลย...” ฉันมองเห็นด้วยว่า  เมื่อเราอยู่ในสังคมของชนชั้นสูง  ถ้ามีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งซื้อเสื้อมียี่ห้อ  ฉันก็จะต้องมีที่ดีกว่า  ถ้าใครซื้อรถหรู ฉันก็ต้องซื้อรถที่หรูกว่า...ฉันต้องการของที่ดีกว่าคนอื่นเสมอ  เพราะฉันเป็นคนขี้อิจฉา  พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “เจ้าหยิ่งยโสเสมอ เจ้าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่ดีกว่าเจ้า  คนที่ร่ำรวยกว่า  และไม่เคยมองดูคนที่มีฐานะต่ำกว่าเจ้าเลย  เวลาที่เจ้ายังยากจนอยู่  เจ้าเดินในหนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์  เพราะเจ้าได้ให้สิ่งของแก่ผู้อื่นแม้เจ้าขัดสน”  พระองค์ให้ฉันเห็นภาพ  แม่ของฉันในเวลานั้นที่ฉันเป็นเด็ก  ท่านสามารถซื้อรองเท้าเทนนิสแบรนด์เนมให้ฉันได้  ทั้งๆที่เรายากจนมาก  ฉันดีใจและมีความสุขมาก  แต่ต่อมาฉันพบเด็กคนหนึ่งบนถนน  เขาไม่มีรองเท้าใส่  ฉันรู้สึกสงสารเขามาก  จึงถอดรองเท้าที่ได้มามอบให้แก่เขา  แล้วกลับบ้านโดยไม่มีรองเท้า  คุณแม่และคุณพ่อแทบจะฆ่าฉันทีเดียว  เพราะท่านต้องเสียสละอดออมเงินเพื่อซื้อรองเท้า   แต่การกระทำของฉันครั้งนี้เป็นที่พอพระทัยของพระเยซูเจ้ามาก  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม้ในขณะที่ฉันเดินเท้าเปล่าอยู่  อันเนื่องมาจากความดีความมีเมตตาและคำภาวนาของคุณแม่ของฉัน พระองค์จึงทรงประทานพระหรรษทานมากมายให้แก่พวกเรา    พระเยซูเจ้ายังคงแสดงให้ฉันเห็นต่อไป   ถ้าหากฉันไม่ปิดตนเองต่อพระหรรษทานและต่อพระจิตเจ้าแล้ว  ฉันจะช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมาก  ด้วยความสามารถที่พระองค์ประทานให้แก่ฉัน  พระองค์ทรงแสดงให้เห็นภาพมวลมนุษยชาติทั้งหมด  การตอบสนองของเราต่อพระคุณของพระองค์  ทำได้โดยการดำเนินชีวิตของเราอย่างถูกต้องและให้หัวใจของเราอยู่ใกล้ชิดพระองค์และพระจิตเจ้า  และตอบสนองต่อการดลใจของพระองค์”  สิ่งที่จะตอบสนองพระกรุณาของพระเป็นเจ้าได้ดีที่สุด คือการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและให้หัวใจของเราอยู่ใกล้ชิดพระเยซูเจ้าและพระจิตเจ้า การตอบสนองการดลใจจากพระองค์ หมายความว่า เมื่อเรารับศีลเข้าทางปาก พระองค์เข้าไปอยู่ในใจของเราแล้ว อย่าปล่อยให้มีสิ่งใดมากั้นขวางระหว่างเรากับพระได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ทำอะไรอยู่ก็ตาม เราสามารถทำร่วมกับพระองค์ได้ตลอด  ไม่จำเป็นต้องแบ่งว่าเฉพาะเวลานั้นเวลานี้เท่านั้นที่เราจะให้กับพระ บางทีเราก็กลัวไปเองว่าจะไม่เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าเมื่อพระองค์ยอมลดองค์เอง มาอยู่ในแผ่นศีลเพื่อเข้าไปอยู่ในใจของเราแล้ว ยังจะมีที่ใดอีกหรือ ที่พระองค์จะไม่อยากไปกับเราด้วย คนที่มีคุณค่าที่สุดจึงไม่ใช่คนที่ทำอะไรด้วยความสามารถของตนเอง มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า มีพระราชาอยู่องค์หนึ่งออกเยี่ยมข้าราชบริพารของพระองค์  พบข้าราชบริพารคนหนึ่งซึ่งทำงานดี แต่ชอบอวดตัว พระราชาสังเกตเห็นเข้าก็สงสารจึงเขียนเช็คให้และรับสั่งว่า “เช็คใบนี้เราเขียนเลขหนึ่งเอาไว้แล้วเธอไปเติมเลขศูนย์เองตามใจที่เธออยากได้เถิด” ข้าราชบริพารคนนี้ก็ทำการเติมเลขศูนย์เข้าไปเจ็ดตัว แต่เมื่อนำไปขึ้นเงินที่ธนาคาร กลับพบว่าได้เงินมาเพียงหนึ่งเหรียญ เนื่องจากเลขศูนย์ทั้งเจ็ดตัวที่เขาเติมไปนั้น เขาเติมไว้ข้างหน้าของเลขหนึ่ง มูลค่ามันจึงเท่ากับหนึ่งเหรียญเท่านั้นเอง คนเราก็เช่นกัน หากเราไม่รู้จักการวางตำแหน่งที่ถูกต้องของตนเอง ชีวิตจะมีคุณค่าอะไร พระเป็นเจ้าคือเลขหนึ่ง ที่เราต้องให้นำหน้าเราเสมอ ชีวิตเราจึงจะมีคุณค่าที่แท้จริง  แต่ถ้าเราเอาตัวเองนำหน้าพระ สิ่งที่ทำจะไม่มีความหมายใดเลยสำหรับพระเจ้า    ในช่วงที่ผ่านมาพ่อต้องไปร่วมกับทริปการแสวงบุญที่พม่า มีคำถามเกิดขึ้นในใจพ่อขึ้นมาตลอดว่า “พระองค์ให้ผมไปทำไม?” เนื่องจากพ่อมีความเป็นห่วงภาระหน้าที่ต่างๆ ของตนเอง ปรากฏว่า มีผู้ที่ร่วมเดินทางไปในทริปนี้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนศรัทธามาก ได้มาบอกกับพ่อว่า ทุกครั้งที่ไปแสวงบุญเขาไม่รู้สึกอิ่มใจเลย เนื่องจากไม่มีคุณพ่อที่เป็นคนไทยไปด้วย เวลาฟังมิสซาก็เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเขาฟังไม่ออก เขาจึงไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไรในการไปแสวงบุญในทุกๆ ครั้ง ในครั้งนี้เขาอธิษฐานขอพระว่า ขอให้มีพระสงฆ์คนไทยไปด้วยซักคนหนึ่งเถิด ซึ่งก็คือพ่อนี่เอง และนี่จึงเป็นสาเหตุที่พระใช้ให้พ่อต้องร่วมเดินทางไปในทริปนี้ด้วย   การไปแสวงบุญครั้งนี้มีไกด์เป็นคนพุทธและต้องไปเที่ยวตามศาสนสถานของเทพเจ้าต่างๆ ซึ่งพ่อได้เตือนคริสตชนทุกคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันว่า ถ้าเราจะไปขอพรอะไรกับเทพเจ้าเหล่านั้นรับรองว่าจะไม่ได้ เพราะความที่เราเป็นคริสตชน ลูกของพระเจ้านี้มันล้นหัว  ไม่มีเทพไหนที่จะให้พรอะไรแก่เราได้อีก แต่ขอให้เราสวดภาวนาให้กับเหล่าเทพทั้งหลายที่เราได้ไปเยี่ยมเยียน เพราะเทพเหล่านี้ต่างก็ยังต้องทำการปกปักรักษาสักการะสถาน เพื่อสะสมบุญบารมีของตน เมื่อพวกเราได้สวดภาวนาให้กับบรรดาเทพทั้งหลายนั้นแล้ว ก็รู้สึกอิ่มใจ ไม่ใช่จากการที่เราได้ขอพรกับเทพเจ้า แต่เป็นการที่เราได้แบ่งปันพระพรให้แก่กัน

“พระองค์ตรัสว่า “เราคงจะดลใจเจ้าให้สวดภาวนาเพื่อคนเหล่านี้แล้ว  ถ้าหากเจ้าทำสิ่งนี้  ปีศาจจะไม่สามารถเข้าไปในจิตใจของพวกเขาและทำให้เกิดความเสียหายมากมาย”  ดังตัวอย่างเช่น  เด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งถูกล่อลวงโดยพ่อของเธอเอง  ถ้าเพียงแต่ฉันไม่ปิดตนเองต่อพระจิตเจ้า  ฉันจะได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้า  แล้วฉันจะสวดภาวนาให้แก่ผู้ที่เป็นบิดาและเด็กหญิงคนนั้น  เขาจะได้รับการปกป้องจากการสวดภาวนา  ปีศาจจะไม่สามารถเข้าไปในจิตใจของผู้เป็นพ่อได้  และจะไม่เกิดความรุนแรง  ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมากมาย  หรือเด็กผู้ชายคนนั้นจะไม่คิดฆ่าตัวตาย  พระเยซูเจ้าตรัสต่อไปว่า “ถ้าเพียงแต่เจ้าสวดภาวนา  เด็กหญิงคนนั้นก็ไม่ต้องทำแท้ง และเธอก็จะไม่มีจิตใจที่ตายด้านและละทิ้งเราไป และเมื่อเวลาที่เจ้าอยู่ที่เตียงนอนของโรงพยาบาล  ถ้าเพียงแต่เจ้าสวดภาวนา เราจะให้คำแนะนำแก่เจ้า  เพื่อที่เจ้าจะได้ช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องของเจ้า   เราจะแนะนำเจ้า  เราจะนำเจ้าไปหาประชาชนเหล่านี้  มีความทุกข์มากมายในโลก  เจ้าจะได้ช่วยเหลือพวกเขา” หมายความว่า ถ้าเราได้สวดภาวนา พระเป็นเจ้าจะสามารถทำงานภายในตัวเราได้ และเราจะกลายเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นลูกๆ ของพระองค์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ถ้าเราได้เจอใครที่เดือดร้อน ให้เราถามพระเยซูผู้อยู่ในหัวใจของเราว่า การที่เราได้พบกับเขานั้น พระองค์มีพระประสงค์ใด แล้วพระองค์ก็จะให้คำตอบแก่เราเอง หลายครั้ง หลายคนได้แบ่งปันว่าเมื่อได้เจอคนที่มีความทุกข์ เขาไม่ได้พูดจากความคิดตนเอง แต่มีการดลใจให้พูด เพื่อชี้ทางเป็นกำลังใจแก่เพื่อนพี่น้องได้ “พระองค์ให้ฉันเห็นคนจำนวนมากในโลกที่ทนทุกข์  และฉันสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรบ้าง  แต่ฉันไม่เคยยอมให้พระจิตเจ้าสัมผัสใจฉันเลย  ฉันไม่เคยรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้เห็นความทุกข์ของคนอื่น  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มองดูความทุกข์ของประชากรของเราสิ  ดูสิว่าเราทำให้คนในครอบครัวของเจ้าเป็นโรคมะเร็ง  ก็เพื่อที่เจ้าจะได้รู้สึกสะเทือนใจในความทุกข์ของคนที่เป็นโรคแบบเดียวกันนี้บ้าง  แต่เจ้าสะเทือนใจก็เมื่อสามีของเจ้าถูกอายัดทรัพย์เท่านั้น”  และพระองค์ทรงตรัสเสียงดังว่า “เจ้า...ผู้มีหัวใจเป็นหิน  ไม่สามารถรู้สึกถึงความรัก" “โดยสรุป  ฉันต้องการอธิบายว่าเราจะได้เห็นตัวเราเองอย่างไรบ้างในหนังสือแห่งชีวิต.” “ในหนังสือแห่งชีวิต คุณจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  ทุกสิ่งที่เราเห็นและความคิดด้วยจะแตกต่างออกไป  การพูดโกหกทุกอย่างของฉันจะถูกเปิดเผยในแสงสว่าง  มันเป็น “สีแดงที่มีชีวิต”  เพื่อเป็นหลักฐานที่ทุกคนจะได้เห็น”

“ในเวลานี้...กำลังมองดูทุกอย่างในหนังสือแห่งชีวิตของฉัน....เวลานี้ไม่มีอะไรที่ถูกปิดบัง  ฉันรู้สึกอับอายนี่กระไร  น่าอายยิ่งนัก  ตอนที่พ่อแม่ของฉันยากจน  ฉันถูกส่งไปโรงเรียนโดยมีนมและกล้วยหอมเป็นอาหารกลางวัน  ฉันกินกล้วยหอมและทิ้งเปลือกลงบนพื้น  ฉันไม่เคยคิดถึงคนอื่นซึ่งอาจเดินมาและลื่นล้มจนได้รับบาดเจ็บ  พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นว่า  มีใครบ้างที่ลื่นล้มและมีใครบ้างที่ได้รับบาดเจ็บ  เพราะความสะเพร่าและการขาดความเมตตาของฉัน”

“ฉันสารภาพบาปอย่างดีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ตอนที่ฉันโตแล้ว  มีผู้หญิงคนหนึ่งในห้างสรรพสินค้าในกรุงโบโกตาทอนเงินให้ฉันผิด  เธอทอนเงินเกินไป 4,500 เปโซ  พ่อเคยสอนเราให้มีความซื่อสัตย์  อย่าได้โกงเงินใครแม้แต่สตางค์เดียว   ฉันรู้เรื่องเมื่ออยู่ในรถยนต์  ตอนที่กำลังขับไปคลินิกส่วนตัว  ฉันพูดกับตัวเองว่า “ดูสิ  คนโง่  ดันทอนเงินให้เกิน 4,500 เปโซ  ฉันต้องกลับไป...แต่ดูกระจกหลังสิ  รถกำลังติด  ไม่เอาละ  ฉันจะไม่กลับไป  ฉันไม่ต้องการไปสายและเสียเวลา  เป็นความผิดของเธอที่ทำเรื่องโง่ๆนี้”   แต่ฉันรู้สึกผิดและเสียใจมากในเงินนี้  เพราะพ่อสั่งสอนพวกเราไว้  ในวันอาทิตย์ฉันจึงไปสารภาพบาป  ฉันพูดว่า “ลูกขอสารภาพว่าได้ขโมยเงิน 4,500 เปโซ  และไม่นำไปคืน  ลูกเก็บเงินนั้นไว้”  และฉันไม่ได้สนใจว่าพระสงฆ์พูดอะไรกับฉันบ้าง  เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่มีใครกล่าวหาว่าฉันเป็นขโมย....แต่พระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “เป็นการขาดความเมตตาเมื่อไม่นำเงินไปคืน  สำหรับเจ้า  เงิน 4,500 เปโซ  เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผู้หญิงคนนั้นเป็นอาหารสำหรับสามวัน”  เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุด ที่ได้เห็นผู้หญิงคนนั้นและลูกน้อยที่น่าสงสารสองคนของเธอต้องทนหิวโหยถึงสองวัน  เพราะความผิดของฉัน  เช่นนี้เองที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงแก่ฉันให้รู้ว่า  การกระทำของฉันส่งผลต่อเนื่องเสมอ  และมีผู้ที่ต้องได้รับความทุกข์เพราะเหตุนั้น  เพราะการกระทำทุกการกระทำย่อมมีผลสืบเนื่องของมัน  ทั้งสิ่งที่เรากระทำและสิ่งที่เราไม่ได้กระทำด้วย  ย่อมส่งผลต่อเราเองและผู้อื่น  ทุกคนจะได้เห็นผลต่อเนื่องเช่นนี้ในหนังสือแห่งชีวิต” ในศาสนาคริสต์การทำบาป ไม่ใช่การที่เรากระทำความผิดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเลย ไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำด้วย

“หนังสือแห่งชีวิตของฉันถูกปิดลงอย่างสวยงาม  ความประพฤติทั้งหลายทั้งปวงของฉัน  ประกอบด้วยบาปของฉัน  ความสกปรกของฉัน  อารมณ์ความรู้สึกขนพองสยองเกล้าของฉัน  พระเยซูเจ้ายังคงตรวจสอบฉันแม้แต่ในวินาทีสุดท้าย  พระองค์ทรงส่งอุปกรณ์เครื่องมือและบุคคลต่างๆมาให้ฉัน  พระองค์ตรัสกับฉัน  ตะโกนบอกฉัน  นำบางสิ่งไปจากฉัน  ทำให้ฉันหกล้มในความทุกข์เพื่อที่จะพบฉัน  และฉันอาจจะพบพระองค์  พระองค์ตามหาฉันตลอดเวลา  แม้แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต  รู้ไหมว่าพระเป็นเจ้าและพระบิดาของพวกเราเป็นใคร?  พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพในความรัก  ผู้ทรงขอร้องเราแต่ละคนให้กลับใจ  แต่เรากลับตอบแทนพระองค์อย่างไม่ใยดี  ฉันอยากจะพูดว่า “พระเป็นเจ้าทรงลงโทษฉัน  พระองค์ทรงสาปแช่งฉัน”  แต่แท้จริงแล้ว  หาเป็นเช่นนั้นไม่  พระองค์ไม่เคยสาปแช่งเราเลย ความจริงแล้ว  ด้วยจิตใจอิสระของฉัน  ฉันได้เลือกด้วยจิตใจอิสระว่าใครจะเป็นบิดาของฉัน  และไม่ใช่พระเป็นเจ้า  ฉันได้เลือกซาตานให้เป็นบิดาของฉัน” ให้เราจำคำนี้ให้ดี คริสตชนจะพูดไม่ได้เลยว่าพระเจ้าลงโทษเรา เพราะในความเป็นจริงพระเจ้าไม่เคยคิดที่จะลงโทษลูก ไม่เคยสาปแช่งลูกเพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางของความรัก พระองค์จะไม่ทำให้ใครทุกข์ทรมาณโดยไม่จำเป็นและหากจะไม่เกิดประโยชน์แก่วิญญาณใด แต่ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น ก็เพราะเมื่อเราทำสิ่งไม่ดี ความเลวร้ายก็จะเข้ามาหาด้วยมือของเราเองนั่นแหละ และบางคนความเลวร้ายที่เกิดขึ้นแก่เขา ไม่ได้เกิดจากมือของเขา แต่พระเป็นเจ้าได้ให้เขามีส่วนร่วมกับพระทรมาณของพระองค์เพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณอื่นๆ อีกหลายดวง

“เมื่อเราทั้งสองถูกฟ้าผ่า  ก่อนที่พวกเขาจะนำเราไปยังห้องผ่าตัด“Social Seguro” พวกเขานำฉันไปยังโรงพยาบาลสาธารณะก่อน  ที่ซึ่งมีผู้ป่วยมากมาย  หลายคนได้รับบาดเจ็บ  หลายคนเป็นทุกข์  และไม่มีที่สำหรับวางแคร่ที่ฉันนอนอยู่เลย”

“แต่ฉันยังพอมีสติอยู่  และพึมพำด้วยความเจ็บปวด  หมอไม่มาดูฉันเลย  มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยู่ในความสงบ  ไม่ร้อง เพราะฉันได้เห็นพระเยซูเจ้า  พระองค์ทรงก้มลงมาใกล้ชิดฉันมาก  พระองค์สัมผัสศีรษะของฉันและปลอบประโลมใจฉัน  คุณพอจะจินตนาการได้ไหม  ถึงความอ่อนโยนของพระองค์?  ฉันคิดว่านี่เป็นเพียงภาพมายา  จะเห็นพระเยซูเจ้าที่นี่ได้อย่างไร?  ฉันปิดตาลงแล้วเปิดใหม่  และฉันก็ยังเห็นพระองค์อยู่ที่นั่น  พระองค์ตรัสด้วยความอ่อนโยนกับฉันว่า “ลูกมองเห็นเรา  เด็กน้อย  ลูกกำลังจะตาย จงรู้สึกถึงความต้องการพระเมตตาของเราเถิด”  ลองนึกดู...และพระองค์ตรัสอีกว่า  “พระเมตตา, พระเมตตา”  แต่ในเวลานั้นฉันคิดว่า “ต้องการพระเมตตาทำไม?  ฉันเคยทำสิ่งเลวร้ายอะไรหรือ?” ฉันไม่รู้สึกถึงความผิดพลาดของฉัน  แต่ฉันรู้แน่ว่าฉันกำลังจะตาย  ฉันรู้สึกเศร้าใจ...”อนิจจา  ฉันกำลังจะตาย!!!....อนิจจา แหวนทองของฉัน!!!”  ฉันนึกถึงแหวนทองของฉันขึ้นมาทันที  ฉันมองดูที่นิ้ว  มันถูกเผาไหม้ทั้งหมด  ราวกับว่ามันถูกระเบิดจนเละ แต่ฉันยังพูดกับตัวเอง  “ฉันต้องถอดแหวนออก  มันมีราคาแพงมาก  ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจทำมันแตก  และมันจะไม่มีค่า”  ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย  คุณไม่รู้หรอกว่า กลิ่นของเนื้อที่ถูกเผานั้นไม่น่าพอใจเลย  และยิ่งฉันถอดแหวน  มันยิ่งทำให้เนื้อเน่าเหม็น  แต่ฉันยังยืนกราน  ต้องทำให้สำเร็จ  ในที่สุดฉันก็ถอดแหวนออกได้สำเร็จ  แต่ทันใดฉันก็คิดขึ้นมาว่า  “ไม่นะ  ฉันกำลังจะตาย  และพยาบาลจะขโมยแหวนไป”  เวลานั้นน้องเขยของฉันก็มาถึง  ฉันดีใจมาก  ฉันบอกเขาว่า “รักษาแหวนของฉันด้วย” และเอาแหวนยัดใส่มือของเขา  เพราะเขาเป็นหมอ  และเขาอาจไม่เก็บแหวนเอาไว้  เขาอาจโยนมันทิ้ง  เพราะแหวนมีเศษเนื้อของฉันติดอยู่ด้วย  เขาบอกฉันว่าเขาจะนำไปให้เฟอร์นันโด  สามีของฉัน  ฉันพูดกับเขาว่า  “บอกน้องสาวของฉันให้ดูแลลูกๆของฉันด้วย  ช่างน่าสงสาร พวกเขาจะไม่มีแม่แล้ว  อันที่จริง  ฉันก็ไม่ได้ทำหน้าที่แม่เลย”  ในเวลาใกล้ตายนี้  สิ่งที่แย่สำหรับฉันก็คือ  ฉันไม่ได้ใช้เวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์จากสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงมอบให้แก่ฉัน  ในการวิงวอนขอพระเมตตาและอภัยโทษจากพระองค์  แต่ฉันจะขออภัยโทษได้อย่างไร  ในเมื่อฉันคิดว่าฉันไม่มีบาป?  ฉันคิดว่าตัวเองเป็นนักบุญ  เมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่าเราเป็น “นักบุญ”  เมื่อนั้นก็เท่ากับเราสาปแช่งตัวเอง เมื่อฉันถอดแหวนออกและมอบให้กับน้องเขย  เพื่อที่เขาจะได้นำไปให้สามีของฉัน  ฉันก็พูดปลอบใจตัวเองว่า “ในที่สุด  ฉันก็ตายได้แล้ว”  และความคิดสุดท้ายก็คือ “อนิจจา  พวกเขาจะทำศพของฉันด้วยเงินจากที่ไหน  ในเมื่อตัวเลขในบัญชีธนาคารยังเป็นตัวแดงอยู่เลย?...” พระเป็นเจ้า พระบิดา  ทรงรักพวกเราทุกคน  และเราแต่ละคน  ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีหรือคนเลว  และถึงแม้เราจะอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต  พระองค์เสด็จมาหาเราด้วยพระทัยอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง  ทรงสวมกอดเราด้วยความรักทั้งหมดของพระองค์....ทรงประสงค์จะช่วยเราให้รอด  แต่ถ้าหากเราไม่ต้อนรับพระองค์  ถ้าเราไม่วอนขออภัยโทษและพระเมตตาของพระองค์ และสำนึกในความผิดของเรา  พระองค์ต้องทรงยอมให้อิสระแก่เราที่จะเลือกว่าจะติดตามสิ่งใด  ถ้าหากเรามีชีวิตที่ปราศจากพระเป็นเจ้า  ในเวลานั้นเราจะปฏิเสธพระองค์  และพระองค์ทรงเคารพอิสรภาพของเรา  พระองค์ไม่บังคับเราให้ยอมรับพระองค์ แล้วหนังสือแห่งชีวิตของฉันก็ถูกปิดลง” หากเราดำเนินชีวิตที่ปราศจากพระเป็นเจ้า ณ เวลานั้นเราจะปฏิเสธพระองค์อย่างแน่นอน ดังนั้นในการพิพากษาหลังความตาย จึงไม่ใช่เป็นการตัดสินลงโทษในวันสุดท้ายเท่านั้น แต่คือผลรวมจากการเลือกมาทั้งชีวิตของเรา ตลอดชีวิตจะมีทางเลือกต่างๆ เข้ามาหาเราเสมอ และผลรวมเหล่านั้นจะส่งไปถึงในวาระสุดท้าย ถ้าตลอดชีวิตเราเลือกสิ่งที่ดีมากกว่าสิ่งที่ชั่ว ในวาระสุดท้ายเราก็จะบอกได้ว่า “ลูกขอโทษในสิ่งที่ลูกทำผิด” เราจะไม่รู้สึกเกลียดพระเจ้า แต่ถ้าในระหว่างการใช้ชีวิต เราเลือกแต่สิ่งที่ไม่ดีมาโดยตลอด ในวาระสุดท้าย ต่อหน้าพระเป็นเจ้า เราจะปฏิเสธพระองค์ เพราะมันป็นผลจากการเลือกของเราในระหว่างที่มีชีวิต เลือกที่จะไม่ต้องการพระองค์มาโดยตลอด

การกลับมา

“เมื่อหนังสือแห่งชีวิตของฉันถูกปิดลง  รู้ไหมว่าฉันรู้สึกอย่างไร  ฉันอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่ง  ฉันเห็นตัวเองหัวกลับลงและรู้สึกว่ากำลังตกลงไปสู่ขุมไฟ  แล้วขุมไฟนั้นก็เปิดออกดูคล้ายกับรูขนาดใหญ่  ฉันตกลงไปข้างในนั้น  ฉันเริ่มร้องด้วยความกลัวเรียกชื่อนักบุญทุกองค์ให้มาช่วยฉัน  รู้ไหมว่าฉันเรียกชื่อนักบุญมากมายแค่ไหน  น.อัมโบรส  น. อิสิดอร์  น.ออกุสติน  ฯลฯ. ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจำชื่อนักบุญมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร  ทั้งๆที่ฉันเป็นคริสตชนที่ไม่ดี  แต่เมื่อฉันเรียกชื่อนักบุญทุกองค์เท่าที่จำได้เสร็จแล้ว  ฉันก็เงียบ....รู้สึกเหมือนตัวเองว่างเปล่า  ความเจ็บปวด  ความอับอายมากมายเหลือคณา  ฉันตระหนักว่าไม่มีใครสามารถช่วยฉันได้  ฉันจึงพูดกับตัวเองว่า  “...คนทั่วไป..บนโลก..ที่คิดว่าฉันเป็นนักบุญ...ที่หวังว่าเมื่อฉันตาย  จะได้วอนขอพระหรรษทานผ่านทางฉัน ‘ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?’  ฉันเงยหน้าขึ้นมองและได้เห็นคุณแม่ของฉัน  ฉันรู้สึกเศร้าใจมาก  ปวดร้าวใจยิ่งนัก เพราะคุณแม่ต้องการนำฉันไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า  ฉันร้องด้วยความสับสนและเป็นทุกข์ทรมานใจว่า “แม่จ๋า  ช่างน่าอายเหลือเกิน
ลูกได้สาปแช่งตัวเอง  ลูกกำลังจะไปที่ไหน  ลูกจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้ว” แต่ในขณะนั้น  พระเยซูเจ้าทรงประทานพระหรรษทานที่สวยงามมาก  คุณแม่ยืนอยู่อย่างเงียบๆ  และพระเป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านชี้นิ้วขึ้นเบื้องบน   เชื้อเชิญให้ฉันมองไปที่นั่น  ฉันมองเห็นตัวเองจากสายตาอีกคู่หนึ่งที่กำลังเจ็บปวด  มันเป็นความตาบอดฝ่ายจิตที่หลุดพ้น  และในชั่วขณะนั้นฉันได้เห็นที่นั่น
ในช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์     วันหนึ่ง  คนไข้ของฉันคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “คุณหมอ  ฉันรู้สึกเสียใจและเจ็บปวดแทนคุณหมอเป็นอย่างยิ่ง  เพราะคุณหมอยึดติดกับวัตถุนิยมมากเกินไป  แต่วันหนึ่งหากคุณหมอพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายร้ายแรง
ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม  ขอให้คุณหมอวิงวอนต่อพระเยซูคริสตเจ้าให้ทรงรักษาคุณหมอด้วยพระโลหิตของพระองค์  และคุณหมอจะได้ขออภัยต่อพระองค์ เพราะพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งคุณหมอเลย  พระองค์ทรงใช้พระโลหิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คุณหมอแล้ว”  ดังนั้นด้วยความอับอายและเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง  ฉันเริ่มต้นร้องออกมาว่า “พระเยซูเจ้าข้า  โปรดทรงเมตตาต่อลูกด้วยเถิด โปรดอภัยแก่ลูกด้วย  พระเยซูเจ้าข้า  โปรดอภัยลูกด้วย  โปรดให้โอกาสครั้งที่สองแก่ลูกด้วยเถิด”
“มันเป็นช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์  น่ามหัศจรรย์ที่สุด  ฉันไม่อาจหาคำใดมาอธิบายได้  เพราะพระเยซูเจ้าทรงโน้มพระกายลงมาดึงตัวฉันออกจากขุมไฟนั่น  พระองค์ทรงยกฉันขึ้นมาไว้บนพื้น  และตรัสกับฉัน...ด้วยความรัก...ว่า “ใช่แล้ว  ลูกจะได้กลับไป และลูกจะมีโอกาสครั้งที่สอง....ไม่ใช่เพราะการสวดภาวนาของครอบครัวของลูกหรอกนะ  เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะต้องวิงวอนขอเพื่อลูกอยู่แล้ว  แต่เป็นเพราะการวอนขอของประชาชนทุกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับลูกเลย  พวกเขาได้ร้องขอเพื่อลูก  สวดภาวนาและยกจิตใจของพวกเขาด้วยความรักเพื่อลูก”  “ฉันได้เห็นลูกไฟลูกเล็กๆเป็นพันๆลูกลอยขึ้นมา...ช่างสวยงามเหลือเกิน...ลอยขึ้นสู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูเจ้า  พวกมันเป็นลูกไฟเล็กๆสีขาวที่เจิดจรัสอบอุ่นด้วยความรัก  พวกมันคือคำภาวนาของคนจำนวนมาก  พวกเขาสวดภาวนาเพื่อฉัน  เพราะรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ดูทีวีและอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน  พวกเขาร้องไห้และขอมิสซาอุทิศให้ฉัน  พระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถให้แก่คนอื่นได้ก็คือมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์  ไม่มีสิ่งใดที่ทรงประสิทธิภาพซึ่งสามารถช่วยเหลือคนเราได้มากเท่ากับมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์  เป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยมากที่สุด ที่เห็นลูกๆของพระองค์วอนขอเพื่อเพื่อนมนุษย์ของตนและช่วยเหลือพี่น้องของตนเอง  พิธีมิสซาไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ แต่เป็นผลงานของพระเป็นเจ้า ในท่ามกลางลูกไฟเล็กๆเหล่านี้  มีลูกไฟลูกหนึ่งที่ใหญ่และเจิดจรัสยิ่งกว่าลูกอื่น  สวยงามยิ่งนัก มันยิ่งใหญ่กว่าลูกไฟทุกดวง รู้ไหมว่าทำไมฉันจึงมาอยู่ที่นี่ได้?  ทำไมฉันจึงกลับฟื้นคืนชีวิต?  เป็นเพราะในดินแดนของฉันมีนักบุญอยู่องค์หนึ่ง  ฉันเพ่งดูด้วยความอยากรู้  เพื่อจะรู้ว่าใครคือผู้นั้นที่รักฉันมากและสวดภาวนาให้ฉัน  และพระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า “ชายผู้นั้นที่ลูกเห็น  คือผู้ที่รักลูกมากๆ และเขาไม่รู้จักลูกด้วยซ้ำไป”  พระองค์ทรงให้ฉันเห็นชายชาวนาผู้ยากจนคนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่เชิงเขาใน เซียรา เนวาดา แห่งเซนต์มาร์ทา ชายผู้นี้ยากจนมาก  เขาไม่มีอะไรจะกิน  เพราะพืชที่เขาเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวถูกไฟเผาไหม้หมด  แม้แต่ไก่ที่เลี้ยงไว้ ก็ถูกขโมยไปโดยพวก”ผู้ก่อการร้าย”  พวกนี้ยังพยายามจะเอาตัวลูกชายคนโตของเขาไปด้วย  ชายชาวนาผู้นี้ได้เดินลงจากเขาเพื่อไปร่วมพิธีมิสซา  พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันได้ยินคำสวดภาวนาของเขา  “พระเยซูเจ้าข้า  ลูกรักพระองค์  ขอขอบพระคุณที่ทรงประทานสุขภาพที่ดี  ขอบพระคุณสำหรับลูกๆของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่ทรงประทานแก่ลูก ลูกขอสรรเสริญพระองค์” คำภาวนาของเขามีแต่การสรรเสริญ  ขอบพระคุณพระเป็นเจ้าเท่านั้น  พระเยซูเจ้าทรงให้ฉันเห็นเงินในกระเป๋าของเขาซึ่งมีธนบัตร 5,000 เปโซ หนึ่งใบ  และ 10,000 เปโซ อีกหนึ่งใบ  และนี่เป็นทั้งหมดที่เขามี  และเขาทำอย่างไรรู้ไหม?...เขาให้เงิน 10,000 เปโซแก่โบสถ์ และเก็บเงิน 5,000 เปโซเอาไว้ เขาให้เงินจำนวนมากที่มี  แต่เก็บเงินจำนวนน้อยไว้  ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเงินทั้งหมดของเขา แต่เขาก็ไม่ได้เสียดาย หรือบ่นว่าในความยากจนของตน  แต่เขาขอบพระคุณและสรรเสริญพระเป็นเจ้า  หลังจากนั้น...เขาออกจากโบสถ์และไปซื้อสบู่ก้อนหนึ่ง สบู่ถูกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์“O Espectador”ฉบับเมื่อวาน ในหนังสือพิมพ์มีเหตุการณ์ของฉันและรูปภาพของฉันซึ่งร่างกายทั้งหมดถูกเผาไหม้ เมื่อเขาเห็นรูปภาพและอ่านข่าวอย่างช้าๆ  เขารู้สึกสะเทือนใจมากและร้องไห้เสียใจราวกับว่า  สำหรับเขาแล้ว...ฉันเป็นคนที่เขารักมากที่สุด   เขาก้มหน้าลงกับพื้นดิน  วิงวอนต่อพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจของเขา...กล่าวว่า “พระบิดา  พระเจ้าของลูก  โปรดเมตตาน้องสาวคนเล็กผู้นี้ของลูกด้วยเถิด  โปรดช่วยเธอด้วย  พระเจ้าข้า  โปรดช่วยเธอด้วยเถิด  ถ้าพระองค์ช่วยน้องสาวผู้นี้ของลูก ลูกสัญญาว่าจะไปแสวงบุญที่“Sanctuary of Buga”เป็นการทดแทน  แต่ขอพระองค์ช่วยเธอด้วยเถิด”  คิดดูเถิด ชายผู้ยากจน  ผู้ไม่เคยกล่าวคำสบถ หรือบ่นว่าความทุกข์ ความอดอยากของครอบครัว  แต่ตรงกันข้าม เขาสรรเสริญและขอบพระคุณพระเป็นเจ้า...และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง  แม้ว่าจะไม่มีอะไรจะกิน  แต่เขาก็ยังข้ามภูเขาของเมืองเพื่อทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อคนที่เขาก็ไม่รู้จัก เมื่อเราได้พบเห็นข่าวสะเทือนใจ อย่างน้อยสิ่งที่เราควรจะทำก่อนนอน ให้เราสวดภาวนาให้พวกเขา เมื่อเราเห็นข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ อย่าตัดสินว่าใคร ดี เลว ตามข่าวที่ได้อ่าน การที่เราไม่ตัดสินใคร จะทำให้จิตใจของเราเปิดออกง่ายขึ้น ใจเราจะกว้างมาก จนคิดได้ว่าทุกคนล้วนเป็นลูกของพระเจ้า แล้วเราก็จะมีจิตที่พัฒนาขึ้นใกล้เคียงกับพระเป็นเจ้าและเป็นสุข  ถ้าเราคิดจะสวดให้แต่คนที่ดี แสดงว่าจิตของเรายังปิดอยู่ และจงอย่าดูถูกคำภาวนาของตนเอง ทุกคำภาวนาที่ออกมาจากใจ พระเป็นเจ้าทรงสดับฟังทั้งหมด

“พระเยซูเจ้าตรัสว่า “นี่คือความรักที่แท้จริงต่อเพื่อนมนุษย์  เช่นนี้แหละที่ลูกต้องทำในการรักเพื่อนมนุษย์...” และด้วยเหตุการณ์นี้...พระองค์ทรงมอบภารกิจให้แก่ฉัน  “ลูกจะกลับไป  เพื่อเป็นพยานยืนยันในเรื่องนี้  และลูกต้องเป็นพยานไม่เพียง 1,000 ครั้งเท่านั้น  แต่ 1,000 x 1,000 ครั้ง  วิบัติแก่ผู้ที่ได้ฟังเรื่องของลูก   แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง  เพราะเขาจะถูกพิพากษาอย่างรุนแรงยิ่งนัก  และเป็นเช่นเดียวกันสำหรับลูกด้วยในการกลับสู่ชีวิตครั้งที่สอง  สำหรับนักบวชคือพระสงฆ์ของเรา  และแม้แต่คนที่ไม่ได้ฟังเรื่องของลูก  เพราะไม่มีคนหูหนวกคนใดที่ไม่ต้องการได้ยิน  และไม่มีคนตาบอดคนใดที่ไม่ต้องการเห็น    "ข้อความนี้หมายความว่า เรื่องเหล่านี้เราต้องฟัง แล้วเอาไปคิด และปฎิบัติตาม

“นี่แหละ  พี่น้องที่รัก  นี่ไม่ใช่การบังคับ  ตรงกันข้าม  พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการบังคับใคร  นี่เป็นโอกาสครั้งที่สองของฉัน และมันเป็นโอกาสของพวกคุณด้วย นี่เป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระเป็นเจ้าทรงรักพวกเรา  และทรงนำกระจกนี้วางไว้ต่อหน้าสายตาของพวกคุณ  ซึ่งก็คือตัวฉันเอง กลอเรีย โปโล  เพราะพระเป็นเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราสาปแช่งตัวเราเอง  แต่ปรารถนาให้เราได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์  แต่เพื่อสิ่งนี้เราต้องยอมให้พระองค์ปรับเปลี่ยนตัวของเรา  เมื่อเวลาของเรามาถึงที่จะต้องจากโลกนี้ไป  พวกเราแต่ละคนจะเปิด “หนังสือแห่งชีวิต”ของตนเองเมื่อตายไป  พวกเราทุกคนต้องผ่านช่วงเวลานี้  เหมือนเช่นที่ฉันได้ผ่านมาแล้ว  ที่นั่น...เราจะได้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนเวลานี้  แต่แตกต่างออกไป  เราจะได้เห็นทั้งความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของเรา  การกระทำต่างๆและผลต่อเนื่อง  การละเว้นไม่กระทำและผลต่อเนื่องของมัน....ทั้งหมดจะอยู่เบื้องเฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้า  แต่สิ่งที่สวยงามมากที่สุดก็คือเราแต่ละคนจะได้เห็นพระเป็นเจ้า...หน้าต่อหน้า  และสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากเราคือขอให้เรากลับใจ  แม้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  พระองค์ก็จะยังทรงขอสิ่งนี้จากเรา  เพื่อที่เราจะเริ่มต้นเป็นสิ่งสร้างใหม่ของพระองค์ในพระสัจจะธรรม  เพราะถ้าปราศจากพระองค์  เราจะทำอะไรไม่ได้เลย เราทุกคนต่างกำลังเขียนหนังสือชีวิตของตนเองอยู่ในเวลานี้ จงเขียนสิ่งที่ดีลงไป สิ่งที่ดีจะถูกบันทึกไว้ ไม่ใช่ด้วยมือของเรา แต่ด้วยวิญญาณของเรา ซึ่งเราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลย

โปรดติดตามตอนต่อไป>>
สามารถอ่านประสบการณ์ตายแล้วฟื้นของ ดร.กลอเรีย โปโล ฉบับเต็มได้ที่ http://freewillpalangjai.blogspot.com/


แบ่งปันพระวาจา
  มธ 13:44-52 เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับประชาชนว่า “อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มีเงินมาซื้อนาแปลงนั้นอาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม เมื่อได้พบไข่มุกที่มีค่าสูง เขาจะไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่” บรรดาศิษย์ทูลตอบว่า “เข้าใจแล้ว” พระองค์จึงตรัสว่า “ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”
พระวาจาตอนนี้ ประเด็นใหญ่พูดถึงขุมทรัพย์ ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือไข่มุกแห่งพระอาณาจักรสรรค์นั้น พระเป็นเจ้าได้หยอดลงในชีวิตของเราทุกคนแล้วตั้งแต่ก่อนเกิด ไข่มุกจากแผ่นดินที่เขาขุดหานั้น ความจริงก็คือตัวของเขาเอง หลายคนไม่เจอความสงบสุขที่แท้จริงของชีวิต เพราะเขามัวแต่แสวงหาจากภายนอกตนเอง เปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะเรามองแต่คนอื่น ทั้งที่ความดีในตัวเรามันมีอยู่แล้ว ความดีต้องเริ่มจากตัวเราที่มีและแจกจ่ายออกไป ไม่ใช่การไปเรียกร้องให้คนอื่นทำความดีตามความคิดของเรา ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วไม่มีความดีงาม ทุกคนเกิดมาแล้วต้องมีอะไรที่ดีอยู่ในตัวเอง ใครที่ค้นพบความดีงามของตนเอง ก็เสมือนพบขุมทรัพย์คนที่ค้นพบขุมทรัพย์คือคนที่พบความดี พระพรในตัวเอง และเอาออกมาใช้ ไม่ใช่คนที่มีขุมทรัพย์แต่เก็บไว้เฉพาะแก่ตนเอง ซึ่งคือคนที่เห็นแก่ตัว จงค้นหาขุมทรัพย์ความดีงามของตนเอง ว่าพระเจ้าได้หยอดไข่มุกอะไรไว้กับเรา แล้วนำมาชื่นชมแบ่งปันแก่ผู้อื่น ขุมทรัพย์ที่เรามีในตัวเองจะต้องช่วยให้ชีวิตเราเจริญขึ้น พระเป็นเจ้าให้ทุกสิ่งในร่างกายนี้แก่เรา เป็นการให้ยืมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หัว สมอง ทุกสิ่งของเราล้วนเป็นของยืมมา สังเกตว่าในเวลาที่เราปวดหัว เราสามารถสั่งได้หรือไม่ว่า ให้หายปวดเดี๋ยวนี้ตามใจเรา ทั้งที่หัวก็เป็นของเรา แต่เราไม่สามารถสั่งให้มันไม่เจ็บ ไม่ปวดได้ เมื่อเราสั่งไม่ได้ มันก็ย่อมไม่ใช่ของเราและไม่ใช่เราที่เป็นเจ้านายของมัน บางครั้งเราอาจสั่งได้บ้างก็จริงแต่เมื่อถึงเวลาที่มันต้องการเป็นตัวของมันเอง เราก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่เรามีอยู่มันเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ให้ยืม เราจะต้องดูแลและใช้มันอย่างดี ใช้ให้เกิดคุณค่า ไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไปอยู่ต่อหน้าพระเป็นเจ้าแล้ว อวัยวะต่างๆ ของเราก็จะเป็นพยานยืนยันถึงการกระทำต่างๆ ของเรา มือของเราอาจกล่าวรายงานการกระทำที่ไม่ดี ที่เราได้เคยทำ ที่มันต้องฟ้องต่อพระเป็นเจ้าเพราะพระองค์คือเจ้านายที่แท้จริง “อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป”  ปลาทุกชนิดหมายถึงในวันหนึ่งเราทุกคนจะต้องตาย และลมหายใจที่มีอยู่นี้ เป็นลมหายใจที่นับถอยหลังทุกวัน ปลาเติบโตได้อย่างไร ก็โดยการกินอาหาร ชีวิตของเราก็เหมือนกัน เป็นการใช้ชีวิตโดยมีพระวาจาหล่อเลี้ยงในทุกๆ วัน และวิญญาณของเราก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้พระพรที่พระให้มามากน้อยแค่ไหน ขนาดของวิญญาณไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย เราจึงเห็นนักบุญหลายท่านที่เป็นนักบุญตั้งแต่ยังเล็ก  เช่นนักบุญกอแรตตี ที่เสียชีวิตและได้ให้อภัยแก่ฆาตกรที่พยายามจะข่มขืนเธอ นี่คือพระพรขั้นสูงสุดคือการให้อภัยแก่ศัตรูได้

พระอาณาจักรสวรรค์ของพระได้อยู่ในตัวเราทุกคนแล้ว ดังนั้น จงนั่งลงถามตนเองว่า ฉันมีอะไรที่เป็นความดีงาม เป็นขุมทรัพย์ของฉันบ้าง รอยยิ้ม คำพูดบางคำของเราก็สามารถเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้ หาให้เจอและใช้มันให้เต็มที่โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น พระเป็นเจ้าให้ไข่มุกแก่เราแต่ละคนแตกต่างกันไป เราอาจต้องช่วยเพื่อนพี่น้องของเราในการค้นหานี้ด้วย หลายคนท้อแท้ไม่มีความหวังในชีวิต ถ้าเราสามารถช่วยเขาให้ค้นพบความดีงามในตัวเอง เขาจะมีกำลังใจที่จะทำความดี เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีได้ อาณาจักรสรรค์เริ่มขึ้นจากตรงนี้ ที่เราเริ่มพบความดีงามในตัวเองและแบ่งปันมันออกไป และเมื่อคนอื่นเขาได้รับจากเรา เขาก็จะเริ่มแบ่งปันความดีงามออกไปเช่นกัน แต่โลกทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนี้ แต่เป็นการส่งต่อความชั่วร้ายให้แก่กัน เรากำลังอยู่ในกระแสของความชั่ว ข่าวการประหารชีวิตฆาตรกรฆ่าข่มขืน เป็นการตอบโต้ด้วยความเกลียดชังต่อกัน เราทุกคนต่างตกอยู่ในการประจญล่อลวงทั้งหมด ฆาตรกรฆ่าข่มขืนเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด จนไม่มีแรงฝืนต้านทานความชั่วที่เข้ามาครอบงำ คนที่ตายเพราะฆาตรกรฆ่าข่มขืนจึงเป็นเหยื่อของความชั่ว การประหารฆาตรกรคนหนึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาเพราะเมื่อคนอ่อนแอคนหนึ่งตายไป ก็จะมีคนอ่อนแอคนอื่นๆ ที่ถูกความชั่วครอบงำมาแทนที่และพลังความชั่วก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย เราจึงต้องสวดภาวนาให้แก่ทุกฝ่าย นี่จึงเป็นการต่อสู้โดยใช้พระอาณาจักรสวรรค์ต่อสู้กับนรก