ภาวนาเพื่อพี่น้องที่ถูกเบียดเบียน






รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371








ภาวนาเพื่อพี่น้องที่ถูกเบียดเบียน


แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2557

 พระศาสนจักรของเราขณะนี้กำลังถูกเบียดเบียน โลกของเรากำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่ เวลาที่จะเกิดการเปลี่ยนยุคก็มักจะมีการชำระล้างครั้งใหญ่  เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ พระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่า ณ เวลานี้ คริสตชนถูกเบียดเบียนมากกว่าสมัยแรกๆ เสียอีก หมายความว่าความรุนแรงไม่ได้ลดน้อยลงเลยนับตั้งแต่อดีต แต่มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบซีเรีย อิรัก ที่มีกลุ่มคริสตชนอยู่มาก ถูกเบียดเบียนอย่างหนัก ผู้ชายถูกนำไปยิงทิ้ง ผู้หญิงถูกส่งเข้ากองทัพเพื่อให้ทหารข่มขืน วันนี้พ่อนำภาพการเบียดเบียนมาให้ดูกัน เพื่อให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง บางภาพดูโหดร้าย ทารุณ แต่นี่เป็นสิ่งที่พี่น้องคริสตชนเรากำลังต้องเผชิญอยู่จริงๆ กลุ่ม ISIS คือกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ที่แม้แต่พวกมุสลิมเองก็ไม่ยอมรับกลุ่มนี้ เพราะใช้ความรุนแรง กลุ่มนี้กำลังพยายามโปรโมทโดยใช้วิธีโหดร้ายต่างๆ การนำคริสตชนที่ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อไปมัดมือ และยิงทิ้ง ภาพความรุนแรงเหล่านี้มาจากกลุ่มนี้เองที่นำออกมาเผยแพร่ กลุ่มISIS นี้ มีประชาชนชาวยุโรปเริ่มเข้าไปเป็นสมาชิก เช่นเยอรมันนี อังกฤษ อเมริกา ที่แอบลักลอบเข้าไปเป็นสมาชิก ซึ่งน่ากลัวมากเพราะกลุ่มนี้เมื่อเข้าไปก็จะถูกล้างสมอง แล้วส่งกลับไปประเทศของตนเอง มีการซ่องสุม เป็นขบวนการ  ตอนนี้โลกของเรากำลังอยู่ในยุคความรุนแรง การถูกเบียดเบียน เรื่องนี้หากเราไม่ช่วยกันสวดภาวนา มันจะลามมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน ตอนนี้จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา ก็เริ่มลามมาที่สงขลาแล้ว กรุงเทพเองก็เกือบจะถูกวางระเบิดมาแล้วหลายครั้ง เราจึงต้องช่วยกันสวดภาวนา เพราะเราไม่ได้สู้อยู่กับคนแต่สู้กับปีศาจ และตอนนี้ปีศาจก็กำลังทำงานอย่างหนัก ที่อิรักเกิดเหตุการณ์รูปปั้นแม่พระมีน้ำตาไหลออกมา แม่พระร้องไห้ แต่แรกเป็นน้ำตาธรรมดา ภายหลังไหลออกมาเป็นเลือด แม่พระรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีมรณะสักขีเกิดขึ้นอย่างมากมาย สงครามโลกครั้งที่สามอยู่ไม่ไกล พระสันตะปาปาตรัสแล้วว่า เหมือนเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่สามแล้ว ขณะนี้จิตชั่วกำลังทำงานอยู่ทุกหนแห่ง ให้เราช่วยกันสวดภาวนา เพราะตอนนี้คนเรากำลังอ่อนแอลงทุกวันๆ ในขณะที่พ่อภาวนาก็ได้พบสัจธรรมข้อหนึ่งว่าวิญญาณของคนเราเหมือนคนเป็นหวัด หวัดคือสภาวะที่ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เชื้อหวัดกระจายอยู่รอบตัวเรา เป็นสิ่งที่เราหายใจเข้าไปอยู่แล้ว ถ้าร่างกายแข็งแรง เชื้อหวัดก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ วิญญาณของเราก็เช่นเดียวกัน ปีศาจนั้นแท้จริงอยู่รอบตัวเรา นักบุญเปโตรบอกไว้ว่า ปีศาจเหมือนสิงโตที่วนเวียนอยู่รอบๆ ดังนั้นหากจิตเราตก จิตชั่วจะทำงานทันที เราจะกลายเป็นคนเครียด สับสนในชีวิต จนเริ่มระรานผู้อื่น มีลักษณะเหมือนสิงโต หลายคนที่มีปัญหาในชีวิตกลายเป็นคนที่ระราน ทำร้ายผู้อื่น เราจึงจำเป็นต้องสวดภาวนาเสมอ เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันจิตตก จิตชั่วก็จะทำอะไรเราไม่ได้ หากพบเห็นใครที่มีปัญหา การส่งคำภาวนาให้เขาเป็นยาชั้นดี จนสุดท้ายเขาจะค่อยๆ ดีขึ้น คำภาวนาด้วยความรักเท่านั้นที่จะช่วยได้ การสวดภาวนาไม่ว่าจะเป็นสายประคำพระเมตตา หรือสายประคำแม่พระ อันดับแรกสวดให้ตนเองก่อน เพื่อเป็นการปิดช่องไม่ให้จิตชั่วเข้าได้ แล้วจึงสวดภาวนาให้ผู้อื่น การสวดภาวนาอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระหรือผี หากกลัวโดนวิญญาณรบกวน รังควาน พ่อใช้วิธีอธิษฐานหลังจากสวดภาวนาทุกครั้งแล้วว่า “ขอให้วิญญาณที่ถึงแก่กรรมแล้วจงประสบสุข เดชะพระเมตตาของพระเป็นเจ้าเทอญ” และ “ลูกไม่อนุญาตที่จะสัมผัสกับดวงวิญญาณใดทั้งสิ้น”


แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่20 :1-16

1อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น

“อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อบ้านผู้หนึ่งซึ่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจ้างคนงานมาทำงานในสวนองุ่น 2ครั้นได้ตกลงค่าจ้างวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแล้ว ก็ส่งไปทำงานในสวนองุ่น 3ประมาณสามโมงเช้า พ่อบ้านออกมาก็เห็นคนอื่นๆ ยืนอยู่ที่ลานสาธารณะโดยไม่ทำงาน 4จึงพูดกับคนเหล่านี้ว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร’    5คนเหล่านี้ก็ไป พ่อบ้านออกไปอีกประมาณเที่ยงวันและบ่ายสามโมง กระทำเช่นเดียวกัน 6ประมาณห้าโมงเย็น พ่อบ้านออกไปอีก พบคนอื่นๆ ยืนอยู่ จึงถามเขาว่า ‘ทำไมท่านยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร’ 7เขาตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครมาจ้าง’ พ่อบ้านพูดจึงว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด’

8“ครั้นถึงเวลาค่ำ เจ้าของสวนบอกผู้จัดการว่า ‘ไปเรียกคนงานมา จ่ายค่าจ้างให้เขาโดยเริ่มตั้งแต่คนสุดท้ายจนถึงคนแรก’ 9เมื่อพวกที่เริ่มงานเวลาห้าโมงเย็นมาถึง เขาได้รับคนละหนึ่งเหรียญ 10เมื่อคนงานพวกแรกมาถึง เขาคิดว่าตนจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเช่นกัน 11ขณะรับค่าจ้างเขาก็บ่นถึงเจ้าของสวนว่า 12‘พวกที่มาสุดท้ายนี้ทำงานเพียงชั่วโมงเดียว ท่านก็ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากับเรา ซึ่งต้องตรากตรำอยู่กลางแดดตลอดวัน’ 13เจ้าของสวนจึงพูดกับคนหนึ่งในพวกนี้ว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ฉันไม่ได้โกงท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ 14จงเอาค่าจ้างของท่านไปเถิด ฉันอยากจะให้คนที่มาสุดท้ายนี้เท่ากับให้ท่าน 15ฉันไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ’

16“ดังนี้แหละ คนกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มแรก และคนกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้าย”

หลายคนบอกว่าพระวารสารตอนนี้ดูเหมือนพระเป็นเจ้าจะไม่ยุติธรรม แต่ที่จริงแล้วพระวารสารตอนนี้มีอะไรซ่อนอยู่เยอะ และเป็นบททดสอบชีวิตจิตของเราด้วยว่า เราเข้าใจพระเจ้าเพียงใด ถ้าเราอ่านเพียงผิวเผินจะดูเหมือนว่าพระเจ้านั้นไม่ยุติธรรม แท้จริงแล้วพระเจ้านั้นยุติธรรมที่สุด แต่เหนือกว่าความยุติธรรมคือความเมตตา ตัวนี้ต่างหากที่เราลืมไป พระเยซูเจ้าสอนอุปมาเรื่องนี้แก่เราเพื่อจะสอนเราหลายเรื่อง และในเรื่องนี้สอนเราเรื่องความเมตตา ชาวยิวมีครบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องความมีเมตตา เพราะเขาใช้สมองจึงไม่เข้าใจเรื่องความเมตตา เรื่องนี้ปีศาจก็ไม่เข้าใจ ในตอนที่พระเยซูเจ้าถูกให้แบกกางเขน ทรมาณจนตาย เบื้องหลังคือปีศาจมันล่อลวงคน มันตั้งใจว่าถ้าพระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนตายเมื่อไหร่ มนุษย์ทั้งโลกย่อมถูกพระเจ้าทำลายสิ้น เพราะนี่เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เมื่อโลกนี้ถูกสร้างขึ้น กฎเหล่านี้ก็มีมาแล้ว เพื่อทำให้โลกของเรามีระเบียบ กฏแห่งกรรมของคริสต์คือ เมื่อท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำอย่างนั้นกับเขา ภาษาที่ชอบพูดกันคือพระเจ้าลงโทษ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นตนเองที่ทำผิด แต่บอกว่าพระเจ้าลงโทษ เมื่อเราทำอะไรลงไปสิ่งนั้นมันรอเราอยู่ มันเป็นกฎของโลกนี้ ทุกที่มีกฎเพื่อให้มีระเบียบ กฎในบ้าน ในโรงเรียน บางที่อาจมีกฎมากหรือน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย แต่เหนือกว่ากฎเหล่านี้เป็นเรื่องของหัวใจ เมื่อตอนที่พระเยซูเจ้าถูกฆ่าตาย กฎของมันคือโลกทั้งโลกจะต้องถูกทำลาย และถ้าถูกทำลาย ณ เวลานั้น มนุษย์ทุกคนจะต้องตกนรกหมด เพราะบาปของการฆ่าพระเจ้านั้นมันสูงมาก สูงจนไม่มีใครจะแก้ไขได้ ถ้ามนุษย์ทุกคนตกนรกปีศาจได้เตรียมขยายนรกรอรับไว้แล้ว แต่ปรากฎว่าพระเจ้าใช้กฏของความรัก ความเมตตา แทนที่จะลงโทษโลก พระองค์กลับใช้ความตายของพระองค์นี้แหละ ไม่ให้กฎแห่งกรรมทำงานแต่ให้กฏของความรักทำงาน กลายเป็นว่าการที่พระองค์ตายนั้น ไม่ได้ตายเพื่อการลงโทษ แต่ตายเพื่อใช้โทษให้กับมนุษย์ทุกคน ตรงนี้ปีศาจคิดไม่ออก เพราะปีศาจไม่มีเรื่องความเมตตาในหัว ปีศาจไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก จนในที่สุดพระเจ้าก็ใช้ตนเองลงไปใต้บาดาลของความตาย ปกติมนุษย์ทุกคนจะกลัวตาย เพราะหลังความตายมันดำมืด แต่พระเจ้าใช้จังหวะนี้เองลงไปใต้บาดาล ณ เวลานั้นวิญญาณนับตั้งแต่อาดัม เอวา มาจนถึงพระเยซูเจ้า ไม่มีวิญญาณดวงไหนได้ขึ้นสวรรค์ แม้กระทั่งโมเสส อิสยาห์ บรรดาประกาศกทั้งหลาย เวลาตายแล้วจะไปอยู่ในที่ซึ่งเรียกว่าใต้บาดาล เพราะยังไม่มีใครที่จะเชื่อมสะพานระหว่างโลกกับสวรรค์ แต่เมื่อพระเยซูเจ้าตาย เป็นวิญญาณของพระองค์เองลงไปเปิดประตูใต้บาดาล ให้วิญญาณทั้งหลายได้เข้าสู่สวรรค์ ความตายจึงไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะพระเจ้าผ่านมาแล้ว และพระองค์ได้ถางทางไว้ให้เราเรียบร้อย ถ้าเราไปพร้อมกับพระองค์ ชีวิตเราจะผ่านความตายขึ้นมาได้ เห็นหรือไม่ว่านี่เป็นความสลับซับซ้อน เปรียบหมากรุกกินหลายชั้น ปีศาจเล่นได้แค่ทีละตา สู้กับพระเจ้าไม่ได้ ความเมตตาตัวนี้แหละ ที่จะทำให้เราได้เข้าสวรรค์หรือไม่ได้เข้า หลายคนถามว่าไม่ใช่การไปวัด รับศีล ใส่ถุงทานหรือ? สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ทำให้เราได้ไปสวรรค์แน่นอน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น การไปวัดเป็นการไปเพื่อรับพระพรให้มีกำลังเพียงพอ ที่เมื่อออกจากวัดแล้วทำให้เราสามารถทำความดีได้กับทุกๆ คนที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะคนที่แย่ๆ ที่ทำด้วยยากที่สุด ถ้าไม่มีกำลังจะทำไม่ได้ การไปวัดรับพระพรทำให้เราแข็งแรง ทำให้เราสามารถอดทนได้ ถ้าไม่มีพระชีวิตเราคงทำไม่ได้ เพราะกำลังของมนุษย์เราไม่มี แต่เมื่อมีพระ ถ้าเราไปวัด แก้บาป รับศีลดีๆ รับพระพรมาอย่างเต็มที่ เราอาจจะเจอบางคนที่เขาไม่ดี เราจะรู้สึกเฉยๆ ไม่โกรธ แม้ว่าเขาจะด่าเราก็ตาม และเราจะสามารถนำพระพรนี้ไปให้กับเขาเรื่อยๆ คนที่เขามีปัญหา สาเหตุหลักคือขาดความรัก เมื่อเรานำพระพรไปให้ จนเขาเต็มไปด้วยความรัก เหมือนเขาได้กินอาหารมื้อใหญ่จนอิ่มก็ไม่ต้องการจะกินอะไรอีก เหมือนคนที่นอนพักผ่อนจนเพียงพอ ให้เราภาวนาให้เขา “พระองค์ขอพระพรที่ได้รับมาในที่นี้ ขอพระองค์ได้โปรดมอบให้กับเขา ชื่อ... ให้เขาได้รับ ให้วิญญาณเขาอิ่มด้วยเถิด” เมื่อเขาอิ่ม เขาจะดีขึ้นทันทีเพราะจิตเขาจะสูงขึ้น ชีวิตเขาจะสงบไม่หิวอะไรอีก ความเมตตาตัวนี้ต้องมาจากการภาวนา ถ้าเราไม่มี เราจะให้อะไรใครไม่ได้นอกจากความบาปที่เรามี เราจะไม่มีพระพรให้เขา

พระวารสารตอนนี้เป็นเรื่องของพ่อบ้านที่ออกไปจ้างคนงานมาทำงานในสวน เริ่มเวลางานตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็นได้ค่าจ้างเป็นเงินหนึ่งเหรียญ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่คนงานพอใจ แต่เนื่องจากสวนองุ่นเมื่อเป็นช่วงปลายหน้าร้อนเข้าหน้าฝน หากเก็บผลองุ่นไม่ทันก่อนที่จะเข้าหน้าฝน องุ่นก็จะเสียหายทั้งหมด เขาจึงต้องพยายามเก็บองุ่นให้ได้มากที่สุด เมื่อเลยช่วงเช้าไปแล้วก็ยังเก็บองุ่นไม่หมด พระวารสารเล่าต่อไปว่า 3ประมาณสามโมงเช้า พ่อบ้านออกมาก็เห็นคนอื่นๆ ยืนอยู่ที่ลานสาธารณะโดยไม่ทำงาน 4จึงพูดกับคนเหล่านี้ว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร’             5คนเหล่านี้ก็ไป พ่อบ้านออกไปอีกประมาณเที่ยงวันและบ่ายสามโมง กระทำเช่นเดียวกัน 6ประมาณห้าโมงเย็น พ่อบ้านออกไปอีก พบคนอื่นๆ ยืนอยู่ จึงถามเขาว่า ‘ทำไมท่านยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร’ 7เขาตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครมาจ้าง’ พ่อบ้านพูดจึงว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด’ การที่คนงานต้องยืนอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีใครมาจ้าง สื่อให้เห็นว่าไม่ได้เป็นความผิดของเขาที่ไม่มีงานทำ เขาได้พยายามแล้วแต่ไม่มีใครมาจ้าง ครั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงานคือหกโมงเย็นงานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ค่าจ้างสำหรับคนงานที่มาทำงานตอนห้าโมงเย็นได้หนึ่งเหรียญนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงในตอนแรก ที่บอกเพียงว่าตามสมควร การจ่ายเงินหนึ่งเหรียญให้กับคนงานพวกแรกตามที่ได้ตกลงกันไว้ การตกลงกันคือคำมั่นสัญญา เป็นข้อตกลงร่วมกันเมื่อเป็นไปตามนั้น นี่คือความยุติธรรมแล้ว ถ้าคิดตามกฏของโลก คนงานที่มาในชั่วโมงสุดท้ายของการทำงานควรจะได้ค่าแรงเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของเงินหนึ่งเหรียญ แต่เงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งเหรียญนั้นไม่พอกินสำหรับเขา ถามว่า ไม่ยุติธรรมตรงไหน? ความยุติธรรมคือเงินหนึ่งเหรียญ ความเมตตาคือเงินที่ได้เท่ากัน แม้จะมาทีหลัง ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นเมื่อมีการเปรียบเทียบ เปรียบเทียบกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตน เมื่อมีความคิดเช่นนี้งานของจิตชั่วก็เริ่มเข้ามาแทรก สมมุติว่าเราไม่ได้เป็นคนงานพวกแรก แต่เป็นคนงานที่ได้เข้ามาทำงานในชั่วโมงสุดท้าย คนที่ถูกจ้างในชั่วโมงสุดท้ายของวันเขาย่อมต้องคิดกังวลอยู่ว่าจะได้รับเงินซักกี่บาท อาจจะได้ซักห้าบาท สิบบาทก็ยังดี ในทางกลับกัน ถ้าคนงานพวกแรกเปลี่ยนมาเป็นคนงานพวกสุดท้าย เขาไม่มีทางที่จะคิดว่า อยากจะได้รับเงินแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของหนึ่งเหรียญ นี่จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องของความอิจฉาริษยา ซึ่งไม่ได้มาจากพระเจ้าแต่มาจากใจของเขา เป็นความอิจฉาที่มาจากปีศาจ ความอิจฉานี้ ถ้าเรามีในใจจะทำให้เราเข้าสวรรค์ลำบากมาก มันจะทำให้เราเห็นว่าตนเองใหญ่มาก ความอิจฉาอยู่ในส่วนเดียวกับความจองหองซึ่งเป็นบาปแรกที่อาดัม เอวาได้ทำ เป็นความบาปที่ทำให้ไม่สามารถอยู่ในสวรรค์ การปราบความอิจฉาในใจเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน คนขี้อิจฉาจะรู้สึกร้อนในใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากพระ มันจึงร้อนรุ่ม คนอิจฉาเป็นคนใจแคบ ให้เราฝึกจนเป็นคนใจกว้าง เมื่อเห็นใครได้ดี จงขอบคุณพระเสมอที่ให้พระพรแก่เขา จงฝืนที่จะชื่นชมเมื่อเห็นเขาได้ดี หากเราสามารถกล่าวอวยพรแก่ผู้ที่เราอิจฉา พระพรก็จะหลั่งไหลมาจากเบื้องบน สังเกตว่าผู้ที่ให้พรผู้อื่น ผู้นั้นจะหน้าตาดี สดชื่น มีความสุข นี่เป็นชีวิตที่เราควรจะต้องเป็นเช่นนั้น อย่าเปรียบเทียบว่าทำไมเรากับเขาจึงต่างกันตรงนั้นตรงนี้ แต่ละคนพระเจ้าให้พระพรต่างกันและเหมาะสมสำหรับทุกคน และพระพรนี้กำลังนำเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ยกตัวอย่างของพ่อเอง เมื่อตอนเป็นเณรก็มักจะอิจฉาคนอื่น น้อยใจหน้าตาของตัวเองอยากจะหล่ออย่างคนอื่นเขา ถึงแม้หน้าตาจะไม่ดี แต่สิ่งที่พระให้แก่พ่อคือปาก หลายคนบอกว่าพ่อพูดแล้วรู้สึกอบอุ่น เหมือนคนที่เข้าใจคนอื่นดี และลองคิดดูว่าและถ้าหากว่าหน้าตาดีแล้วยังปากดีด้วย มีหวังคงไม่ได้บวชแน่ๆ เมื่อตอนเที่ป็นคนขี้อิจฉา พ่อก็รู้ตัวและรู้สึกไม่สบายใจ ไปวัดก็ขอพระว่าโปรดช่วยเปลี่ยนแปลงตัวลูกด้วยเถิด เพราะลูกไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ จนวันหนึ่งที่พ่อสามารถชื่นชมคนอื่นที่เราเคยอิจฉาได้ ก็รู้สึกสงบ อิ่มเอิบใจ รู้สึกว่าทำให้เราเข้าใกล้พระไปอีกขั้นหนึ่ง นี่แหละจึงทำให้พ่อคิดได้ และเห็นความดีในความต่างของพระพร ไม่คิดอิจฉาใครอีก หลายครั้งคนที่เราไปรู้สึกอิจฉาเขา เขาเองยังไม่มีความสุขเท่าเราเลย หากเรามองให้ดี ชีวิตของคนทุกคนไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วไม่มีความทุกข์เพียงแค่เขาจะบอกหรือไม่เท่านั้นเอง แล้วเราต้องทำอย่างไรกับความรู้สึกอิจฉา? เราต้องทำใจกว้างๆ ความใจกว้างเป็นคุณสมบัติของลูกพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความอิจฉา ถ้าคนงานคนแรกรู้สึกขอบคุณที่ได้รับหนึ่งเหรียญตามที่ได้ตกลงกันไว้ และสรรเสริญความใจดี ที่พ่อบ้านมีให้กับคนงานสุดท้าย คนงานคนแรกก็คงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นผู้จัดการดูแลสวน เพราะเจ้าของสวนเป็นคนใจกว้างเขาย่อมต้องเลือกคนที่มีนิสัยใกล้เคียงกับเขาเข้ามาทำงานด้วย เจ้าของสวนไม่มีวันเลือกคนที่มีนิสัยตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น ถ้านิสัยของเราไม่ใจกว้าง พระเจ้าก็จะไม่เลือกเราเข้าสวรรค์เช่นเดียวกัน เพราะสวรรค์เป็นที่ของคนใจกว้าง จงชื่นชมและเห็นคนอื่นเป็นเหมือนพี่น้องของเรา ช่วยอะไรเขาได้ก็จงช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็สวดภาวนาให้แก่เขา เมื่อช่วยคนอื่นอย่านำมาเป็นความทุกข์กับตนเอง ช่วยเท่าที่เราช่วยได้ ส่วนที่เกินกำลัง ที่เราไม่สามารถช่วยได้ จงถวายให้กับพระแล้วเดินจากไป นี่เป็นสิ่งที่ไม่ผิดและไม่บาป แต่เมื่อเราเดินจากมาแล้วจงสวดภาวนาให้แก่เขาเสมอ ซึ่งจะทำให้เขาได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นที่ดีกว่าเรา และถ้าคนงานคนแรกเป็นพี่ชายของคนงานสุดท้าย ซึ่งเป็นน้องชายที่มีลูกเมียรออยู่ที่บ้านอีกสี่คน เขาก็คงจะไม่ต่อว่าพระเจ้าที่ให้น้องชายคนนี้ของเขาเป็นเงินหนึ่งเหรียญเท่ากับตน เขาคงจะอ้อนวอนเจ้าของสวนให้ค่าแรงแก่น้องชายเป็นค่าแรงขั้นต่ำที่จะสามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้ พื้นฐานของเรื่องนี้คือ เราต้องมองคนอื่นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เมื่อคนอื่นทุกข์เราจงเข้าใจความทุกข์ของเขา ผู้ใดที่มีความเมตตาแล้ว เขาก็จะมีความยุติธรรมด้วย มาตรฐานเขาจะไม่ต่ำ เขาจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากกว่าคนอื่นๆ ต่างจากคนที่เอาแต่เรียกร้องความยุติธรรม เมื่อเขาได้ให้ไปแล้ว ก็มักจะเรียกร้องการตอบแทนกลับคืน

คำถาม-คำตอบ เคยได้ยินว่าตอนนี้วิญญาณในไฟชำระมีเยอะขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก เราจำเป็นต้องสวดภาวนาให้พวกเขามากขึ้นจริงหรือไม่? เนื่องจากโลกปัจจุบันนี้คนทำความดีกันน้อยลง ทำความชั่วกันมากขึ้น วิญญาณจึงต้องไปอยู่ในไฟชำระกันนานขึ้น วิญญาณในไฟชำระมีอยู่จริง ที่พระเป็นเจ้าอนุญาตให้มาสัมผัสกับเราเพื่อขอคำภาวนาและเราต้องสวดภาวนาให้แก่พวกเขา รวมทั้งสวดให้กับเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ด้วย เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องมีวิญญาณที่ต้องไปอยู่ในไฟชำระเพิ่มขึ้นอีก