วาระสุดท้ายของชีวิตและวิญญาณในไฟชำระ






รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371




วาระสุดท้ายของชีวิตและวิญญาณในไฟชำระ

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557

วันนี้พ่ออยากจะแบ่งปันเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เราทุกคนจะต้องเจอ มีคนเคยถามมาริโอ โจเซฟ ผู้เป็นคริสตชนที่ร้อนรนว่า “กลัวตายไหม?” เขาตอบว่า “คนที่กลัวตายนั้นเป็นคนโง่! เพราะสิ่งต่างๆ ในชีวิตเราไม่สามารถจะคาดเดาอะไรได้แน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ นอกจากความตายเท่านั้น ที่เราสามารถแน่ใจได้เลยว่าต้องเจอกันทุกคน ดังนั้นเราจะกลัวไปทำไม” เมื่อถามว่าทำไมเขาจึงสามารถเสี่ยงชีวิตประกาศพระวาจาได้อย่างไม่กลัวอันตราย คำตอบคือ“ขณะนี้บ้านพักในสวรรค์ของเขาคงยังสร้างไม่แล้วเสร็จ พระเจ้าจึงยังคงให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ หากบ้านของเขาสร้างเสร็จเมื่อไร ก็คงเป็นวันที่เขาตายเมื่อนั้น” นี่คือตัวอย่างของคนที่มีความเชื่ออย่างสิ้นสุดใจ  เช่นกัน ชีวิตของเราก็ไม่ต้องกลัวความตาย ศาสนาคริสต์ไม่กลัวเรื่องนี้ แต่ให้เราซ้อมเตรียมตัวที่จะตายเสมอ  การตายก่อนตายหรือการซ้อมตาย คือการอยู่กับความจริงของชีวิต ที่มนุษย์ส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยง  ในทุกเช้าที่เราตื่นนอนให้เราบอกกับตัวเองว่า เรากำลังจะจากโลกนี้ไปอีกหนึ่งวันแล้ว หากเราทำเช่นนี้  ฝึกสติทุกวัน ไปเรื่อยๆ  จะพบว่าชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยน เราจะไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เราจะรู้ว่าต้องรีบตั้งสติทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น การฉลองวันเกิดในแต่ละปี ควรเป็นความสุขที่ว่า เรากำลังเข้าใกล้พระมากขึ้นไปอีกหนึ่งปีแล้ว นี่คือความจริง โลกหลอกเราให้ชื่นชมว่าตนเองเกิดมาได้กี่ปีแล้ว แต่สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่จบไปแล้ว เราควรจะคิดถึงสิ่งที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไรกับมันต่อจะดีกว่า ต้องขอบคุณพระที่ไม่อนุญาตให้เรารู้วันเวลาตายของตนเอง ไม่เช่นนั้น เราคงไม่มีใจจะทำอะไร คิดแต่ว่าเดี๋ยวก็ตายแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท เรื่องของวิญญาณในไฟชำระเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเตือนสติเรา ไม่ให้ประมาทในการดำเนินชีวิต คำว่า Purgatory หรือไฟชำระเป็นคำสอนของคาทอลิก ในสังคายนามีการพูดถึงและพัฒนาความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเรื่อยๆ เรื่องไฟชำระมีรากฐานมาจากธรรมประเพณี และการไขแสดงจากพระจิตเจ้า มีหลักฐานการเปิดเผยถึงเรื่องราววิญญาณในไฟชำระว่ามีอยู่จริง


หลักฐานการปรากฎของวิญญาณในไฟชำระ ที่ยังคงเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์

เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่เราอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระเป็นพิเศษ พ่ออยากให้เรานึกถึงวิญญาณในไฟชำระ และคิดถึงตัวเราเองด้วย ว่าวันหนึ่งเราเองก็จะกลายเป็นผู้ล่วงลับเช่นเดียวกัน แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น อย่าคิดแต่ว่าจะตายอย่างเดียว เพราะตอนที่ตาย มันคือการที่เราได้เลือกแล้ว คิดไว้แล้วว่าจะไปไหน มันคือการที่เรากำลังจะเลือกที่เกิด เมื่อตาย เราเชื่อว่ามีสถานที่ที่จะต้องไปอยู่สองที่คือ สวรรค์หรือนรก เมื่อวิญญาณหนึ่งไม่ดีพอที่จะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่ชั่วมากที่จะต้องลงนรก  ไฟชำระเป็นทางผ่านเพื่อชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์พอที่จะไปสวรรค์ได้ มีการถกเถียงกันทางเทววิทยาว่า ไฟชำระเป็นไฟจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่ก็ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับว่า ในไฟชำระนั้นมีความทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน นักเทววิทยายังบอกอีกว่า ไฟชำระมีลำดับชั้นด้วย ชั้นที่ดีสุดอยู่ใกล้สวรรค์ ชั้นที่แย่สุดอยู่ติดกับนรก การดำเนินชีวิตในทุกๆ วันของเราคือการสร้างทางที่เราจะไปหลังจากตายนี้แหละ เรากำลังก่อสร้างทางของเราเอง พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราคือหนทาง ความจริง และชีวิต” ในเมื่อเราจะสร้างทางก็ต้องปรึกษาและร่วมสร้างกับผู้ที่เป็นเจ้าของทางนั้น แล้วเราจึงจะรู้ว่าจะสร้างทางนั้นอย่างไร หากทั้งชีวิตเราสร้างแต่ทางที่ลงไปสู่นรก เมื่อถึงเวลาตาย เราก็จะถูกปีศาจแห่งความบาป ที่ล่อลวงเรามาตลอดทั้งชีวิตวิ่งไล่ให้ต้องลงไปตามทางที่นำไปสู่นรกที่เราได้สร้างขึ้น ปีศาจของความบาปนี้มีอยู่จริงและเป็นสิ่งที่เราต้องพูดถึงมัน แต่ละตัวกำลังล่อลวงมนุษย์อยู่ คนเราเหมือนพลังงานคลื่น ที่ส่งออกไปสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบตัว ถ้าสิ่งที่อยู่ในตัวเราดี ก็จะส่งออกไปกระทบกับสิ่งที่ดี และก่อให้เกิดสิ่งดีงามขึ้นรอบตัว สิ่งดีๆ ก็จะถูกดึงดูดเข้าหาเรา สังเกตว่าคนที่ไม่ดีก็จะสัมผัสดึงดูดเอาคนไม่ดีเข้ามาเจอกัน วิญญาณบางดวงที่ลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดใกล้นรก อาจต้องใช้เวลาในการชำระนานจนถึงสิ้นพิภพจึงจะได้หลุดพ้น บางดวงก็อาจใช้เวลาหลายร้อยปี ดังนั้นจงอย่าประมาทว่าเราได้ทำการขอมิสซาให้ญาติผู้ล่วงลับมากเพียงพอแล้ว เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาจะต้องใช้เวลาในการชำระนานเท่าไร หากเรามีกำลังพอ ก็จงขอมิสซาให้เขาไปเรื่อยๆ แม้เราจะขอมิสซาให้กับผู้ล่วงลับ ที่ได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว การขอของเราก็จะไม่สูญเปล่า แต่พระเป็นเจ้าจะนำไปรวมให้กับวิญญาณอื่นที่ไม่มีใครขอให้ ไม่เช่นนั้น ผลของมิสซานั้นก็จะย้อนกลับมาหาเราซึ่งเป็นผู้ขอเอง มีตัวอย่างหนึ่งที่นักบุญแคทเทอรีน ได้พูดไว้ที่กรุงปารีส เมื่อปี คศ.1817 เป็นเรื่องราวของสาวใช้ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งเป็นคนที่มีใจศรัทธา ทุกเดือนเธอจะขอมิสซาให้กับวิญญาณในไฟชำระ ต่อมาเธอล้มป่วยต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน เธอจึงตกงาน หลังออกจากโรงพยาบาลเธอไปที่โบสถ์เพื่อสวดภาวนา เธอนึกขึ้นได้ว่าเดือนนั้นยังไม่ได้ขอมิสซาให้วิญญาณในไฟชำระเลย แต่เธอกำลังตกงานและต้องจ่ายเงินเป็นค่ารักษาตัวเองไปเป็นจำนวนมาก เธอเหลือเงินติดตัวอยู่เพียงแค่เพนนีเดียวเท่านั้น หลังจากลังเลใจอยู่พักหนึ่ง เธอก็อุทิศเงินนั้นเพื่อขอมิสซา เมื่อเสร็จพิธีมิสซาเธอก็ออกจากโบสถ์ไปโดยไม่มีเงินติดตัวเลย ในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน เธอพบชายผู้หนึ่งมีลักษณะท่าทางเป็นผู้ดี เข้ามาทักทายและถามว่า “กำลังต้องการหางานทำใช่ไหม?” เธอตอบว่าใช่ เขาจึงให้ที่อยู่ของบ้านหลังหนึ่งที่กำลังต้องการสาวใช้ เธอกล่าวขอบคุณเขาและรีบไปตามที่อยู่นั้นทันที เมื่อเธอไปพบกับหญิงเจ้าของบ้านนั้น เขาแปลกใจมากที่เธอทราบได้อย่างไรว่าเขากำลังต้องการจะหาสาวใช้ เธอจึงเล่าเรื่องชายหนุ่มผู้ดีที่ได้บอกแก่เธอ บังเอิญสายตาเธอก็ได้เห็นรูปภาพที่ติดอยู่บนผนังบ้าน ซึ่งเป็นรูปของชายคนนั้นเอง จึงบอกแก่หญิงเจ้าของบ้านว่าเป็นชายคนนี้ที่บอกแก่เธอ หญิงเจ้าของบ้านจึงบอกว่านั่นเป็นลูกชายของฉันเอง เขาเสียชีวิตไปเมื่อสองเดือนก่อน หญิงทั้งสองจึงเข้าใจว่าพระเป็นเจ้าต้องการให้รางวัลแก่สาวใช้ใจศรัทธาผู้นี้ จึงทรงช่วยเหลือตามการวอนขอของวิญญาณในไฟชำระ ดังนั้น เราจึงควรขอมิสซาให้กับวิญญาณในไฟชำระบ่อยๆ เริ่มจากญาติพี่น้องของเราก่อน เวลาขอมิสซาบางคนเขียนมาเต็มซองทำให้พระสงฆ์ยากลำบากมากในการอ่าน ดังนั้นเวลาที่เขียนขอมิสซาให้เราตั้งจิตอธิษฐานว่าจะให้ใครบ้าง และเขียนเพียงว่า “ขอมิสซาอุทิศให้แก่วิญญาณในไฟชำระตามเจตนาของผู้ขอ” เช่นนี้ก็จะช่วยให้พระสงฆ์ถวายมิสซาให้โดยไม่ขาดๆ เกินๆ  การขอมิสซาให้วิญญาณในไฟชำระเหมือนเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ในนรกและสวรรค์ไม่มีเวลาเพราะเป็นนิรันดร แต่ในไฟชำระนั้นมีเวลา เวลาในไฟชำระไม่เหมือนเวลาในโลก นักบุญอันตนได้เล่าเรื่องของคนป่วยคนหนึ่งซึ่งเจ็บหนักมาก เขาคิดว่าความเจ็บปวดของเขานั้น มากเกินกว่าที่จะมีมนุษย์คนไหนเคยได้รับ เขาจึงสวดวอนขอให้เขาตายเสีย วันหนึ่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้มาหาเขาและบอกว่า พระเป็นเจ้าส่งเรามาเพื่อเสนอทางเลือกให้ท่าน ท่านสามารถอยู่บนโลกนี้หนึ่งปีด้วยความทรมานนี้ หรืออยู่อย่างทรมานในไฟชำระหนึ่งวัน ชายคนนั้นเลือกประการหลัง เขาจึงตายลงทันทีและวิญญาณไปอยู่ในไฟชำระ เมื่อทูตสวรรค์ได้ไปเยี่ยมเพื่อปลอบใจ เขาดีใจมากแต่คร่ำครวญว่า “ท่านทูตสวรรค์ ท่านหลอกลวงข้า ตอนนี้เวลาผ่านไปอย่างน้อยก็ยี่สิบปีแล้วมันช่างทรมานยิ่งนัก ท่านบอกว่าข้าจะต้องอยู่ในไฟชำระเพียงแค่หนึ่งวันมิใช่หรือ” ทูตสวรรค์ตอบว่า “วิญญาณที่น่าสงสารเอ๋ย ขณะนี้ร่างกายของเจ้าบนโลกยังไม่ถูกฝังเลยด้วยซ้ำไป!” ความหมายคือเวลาที่เขารู้สึกว่ายาวนานเป็นสิบๆ ปี ในไฟชำระนั้น มันเท่ากับยังไม่ถึงหนึ่งวันตามเวลาในโลกเลย แต่เพราะความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจึงทำให้เวลาในความคิดของเขาผิดเพี้ยนไป ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความจริง เวลาที่มีความสุข เรามักจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่างกับเวลาที่เรามีความทุกข์ ที่รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน เพราะฉะนั้น เวลาที่เราอยู่ในโลกนี้ เมื่อเจ็บป่วย ทรมาน อย่าต่อว่าพระ อย่าขอพระองค์ว่าให้ลูกหายโดยเร็ว ถ้าไม่จำเป็นจงอย่าขอเช่นนั้น เพราะการจะหายหรือไม่หายนั้น พระองค์รู้ดีว่าอะไรที่จะมีผลดีต่อวิญญาณมากกว่ากัน เราจงวอนขอว่า “โปรดให้ลูกสามารถรับน้ำพระทัยของพระองค์ได้จนหมด” ช่วงสุดท้ายของชีวิตนั้นเรามักจะไม่กล้าขอดังนี้ มักจะขอให้พระองค์ยกไปให้พ้นความทรมานโดยเร็ว ปรากฎว่าเมื่อพระยกไปก่อนเวลาอันควร วิญญาณก็ต้องไปทรมานในไฟชำระต่ออีกหลายปี แม้แต่การที่เราไปเฝ้าไข้ผู้ป่วย ก็จงขอเช่นเดียวกันนี้ เนื่องเพราะวิญญาณของเขาอาจกำลังถูกชำระให้สะอาดอยู่ ผ่านทางการเจ็บป่วย เมื่อชำระจนสะอาดเกลี้ยงแล้วก็จะหายและหายอย่างสนิท หรือหากตาย เมื่อวิญญาณออกจากร่างก็จะตรงขึ้นสู่สวรรค์ไม่ต้องไปไฟชำระ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยในช่วงท้ายของชีวิต จงน้อมรับและถวายแด่พระ ถือเป็นการพลีกรรมใช้โทษบาปของเรา ไฟชำระจึงไม่ใช่ที่ที่เราต้องไป เพราะเราเลือกที่จะไม่ไปก็ได้ หากรักษาสุขภาพวิญญาณของเราในโลกนี้ให้ดี

พ่อจะแบ่งปันเรื่องของมาเรีย ซิมมา ผู้มีประสบการณ์ได้ไปทั้งสามที่ คือสวรรค์ นรก และไฟชำระ เธอได้เล่าเรื่องราวผ่านหนังสือ “The Amazing Secret of the Souls in Purgatory” ว่าเธอได้สัมผัสกับวิญญาณในไฟชำระมาตั้งแต่อายุ25ปี เธอเล่าว่าในระบบของวิญญาณนั้น มักจะ
พูดน้อยจนแทบจะไม่พูดเลย และถ้าเราถามไม่ถูกหรือไม่ตรงกับความต้องการของเขา เขาก็จะไม่ตอบ ครั้งหนึ่ง เมื่อเธอได้สัมผัสกับวิญญาณและได้ถามว่าเขาเป็นใคร เธอไม่ได้รับคำตอบ แต่เมื่อเธอถามว่าเขาต้องการอะไร วิญญาณจึงตอบว่า “ขอมิสซาให้เขาสักครั้ง แล้วเขาจะได้รับการปลดปล่อย” มาเรียได้ให้คำจำกัดความของคำว่าวิญญาณในไฟชำระว่า “เป็นความปรารถนาดีอย่างที่สุดของพระเป็นเจ้า” โดยได้ให้ภาพสมมุติว่า หากวันหนึ่งมีประตูเปิดออกไปเห็นด้านนอก ซึ่งเป็นสถานที่ที่สวยงามมาก ยิ่งกว่านั้นคุณพบว่าพระเจ้ารักคุณมาก มากจนคุณไม่เคยคิดว่าจะมีใครรักคุณมากเท่านี้มาก่อน คุณสัมผัสได้ว่าพระองค์รักและสนใจแต่คุณเพียงผู้เดียว ไฟแห่งความรักนั้นมันทำให้คุณอยากไปอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์ ในเทวศาสตร์และไบเบิ้ลก็บอกถึงลักษณะของวาระสุดท้ายนี้ไว้คล้ายกัน เมื่อเราตายไปอยู่ต่อหน้าพระเป็นเจ้า เราจะร้องสรรเสริญพระองค์ตลอดนิรันดร เพราะโดยธรรมชาติของวิญญาณที่อยู่ในสวรรค์ การร้อง “ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์” สรรเสริญพระเจ้า เป็นความปลื้มปิติ อิ่มเอิบ เป็นความสุขที่เหลือจะพรรณนา   แต่หากคุณพบว่า ตัวคุณนั้นเหม็น สกปรก ไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเวลานานมากแล้ว คุณจะบอกตัวเองว่า “ไม่ได้” ฉันจะไปหาพระองค์ในสภาพเช่นนี้ไม่ได้ ฉันต้องไปอาบน้ำให้สะอาดก่อน ทั้งที่ใจหนึ่งก็อยากที่จะรีบไปหาพระองค์อย่างที่สุด แต่ก็ไปไม่ได้ด้วยสภาพของตนเอง มันเป็นความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส การต้องเลื่อนเวลาที่จะได้ออกไปพบพระองค์นั้นคือความทุกข์ทรมานที่มากขึ้น ความรู้สึกแบบนี้แหละคือไฟชำระ เราอาจจะยังไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนนี้ แต่ให้เราจำเอาไว้ เพราะโดยธรรมชาติของวิญญาณเมื่อออกจากร่างกายที่ตายแล้ว ก็อยากที่จะกลับไปหาต้นกำเนิดสิ่งที่ตนจากมาอย่างที่สุด วิญญาณจะอยากกลับไปอยู่กับพระเจ้าอย่างที่สุด มาเรียบอกว่าบาปที่ทำให้ต้องไปอยู่ไฟชำระคือ บาปที่ผิดต่อความรัก ขาดความเมตตา มีความเกลียดชัง การให้ร้าย ใส่ความ การปฏิเสธต่อคนที่เราไม่ชอบ ปฏิเสธที่จะสร้างสันติ ปฏิเสธที่จะให้อภัย และเก็บความแค้นไว้ในใจ  เพราะความแค้นเคืองไม่ได้เป็นของใคร แต่เป็นเราเองที่เก็บมันไว้ เหมือนมีคนเอามีดมากรีดเรา สิ่งที่เราควรจะทำก่อนก็คือรักษาแผล โดยการไปหาหมอ แต่หากเมื่อโดนมีดบาด แทนที่จะไปหาหมอรักษาแผล แต่เรากลับเอาแต่ด่าว่า เกลียดชังเขา การที่โดนมีดบาดคือการที่เราถูกกระทำ แต่การที่ไม่ยอมไปหาหมอรักษานี่คือการกระทำของเราเอง การที่เราเก็บความแค้นไว้จึงเป็นเรื่องของเราไม่เกี่ยวกับใครแม้แต่คนที่ทำ ร้ายเรา ไม่มีความจำเป็นต้องไปต่อว่าเขา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ แม้แต่ความชั่ว แต่ละคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ไม่ต้องถามว่าทำไมเขาจึงทำอย่างนี้กับเรา แต่จงถามว่าเราจะทำอย่างไรกับเขา นี่ต่างหากที่สำคัญ เราห้ามคนไม่ให้ทำชั่วไม่ได้ นี่เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนมีรวมทั้งเราด้วย การที่เราเก็บความแค้นไว้ในใจคือการที่เราไม่ยอมรักษาแผลในวิญญาณของเรานั่น เอง มันจึงเจ็บปวด เมื่อมีใครพูดหรือทำอะไรคล้ายกันนั้นกับเราอีก เหมือนเป็นการที่เขาเอามือไปจี้โดนแผลนั้นของเรา เมื่อโดนสะกิดเราก็จะเกิดอาการสติแตก ด่าว่าขึ้นมาอีก สภาพของวิญญาณก็เป็นเช่นนี้ ไฟชำระคือสถานพยาบาลของพระเจ้า เมื่อแผลบนโลกไม่ถูกรักษาเพราะเราไม่ยอมที่จะรักษา การไปแก้บาปคือการรักษาในโลกนี้ เปรียบเหมือนสถานีอนามัยของพระเจ้า เมื่อเราไปแก้บาป แผลของเราก็จะดีขึ้น ตื้นขึ้น ต่อไปเราก็จะไม่เจ็บปวดจากแผลนี้อีก แต่ถ้าเราไม่รักษาในโลกนี้ เราก็ต้องไปรักษาในไฟชำระ ที่ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่จะทำการรักษาให้เราตลอดเวลา มันจึงต้องเจ็บปวดทรมานมาก จงสวดภาวนาให้กับเขาแล้ววิญญาณของเราก็จะถูกรักษา เราจะรู้สึกไม่โกรธ ไม่โมโห แต่มีสันติ เมื่อเราเจอคนที่เรารู้สึกว่าห่วยแตก อย่าไปด่าว่าเขา จงเชื่อว่าพระเจ้ามีพระพรเพียงพอสำหรับทุกคน รวมทั้งเราและเขาด้วย แถมยังจะเหลืออีกด้วย เพียงแต่เราจะหันหาพระ ขอกำลังจากพระองค์ ที่เราจะไม่ตอบโต้โดยการทำให้แผลของทั้งเราและเขาใหญ่ขึ้นอีก เราจะรู้สึกสงบและสามารถสู้ได้ จนที่สุดเราจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีอีก พระเยซูเจ้าจึงสอนให้เรายื่นแก้มอีกข้างให้เขาตบ นั่นคือการสร้างสันติ  คือคนที่อยู่เหนือคน ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของปีศาจที่คอยยุให้ตีกัน และนี่คือคนที่เป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า มาเรียได้เล่าเรื่องของวิญญาณดวงหนึ่งที่อยู่ในไฟชำระชั้นที่ต่ำที่สุดได้มา เล่าให้เธอฟังว่า เมื่อตอนมีชีวิตอยู่เขาได้เป็นศัตรูกับเพื่อนของตนเอง ไม่ยอมคืนดีกับเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ว่าเพื่อนจะพยายามมาขอคืนดีอย่างไรก็ตาม  เธอยังได้เล่าถึงวิญญาณอีกสองดวงที่มีคนขอให้เธอตามหาว่าทั้งสองอยู่ในไฟ ชำระหรือไม่ ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิงที่ตายในขณะกำลังทำแท้ง อีกดวงเป็นผู้ชายที่ศรัทธาเข้าวัดเป็นประจำ มาเรียได้พบสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจมากว่าวิญญาณผู้หญิงนั้นกลับได้ขึ้นสวรรค์ ส่วนผู้ชายยังอยู่ในไฟชำระ มาเรียสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรกัน เมื่อค้นหาเธอก็ได้พบว่า ผู้หญิงคนนั้นได้สำนึกผิดอย่างมากถึงบาปที่เธอได้ทำ และเธอเป็นคนที่ถ่อมตัวมาก ส่วนผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ชอบบ่น ว่าร้ายคนอื่น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงยังต้องอยู่ในไฟชำระ ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นได้ขึ้นสวรรค์ไปก่อนแล้ว  มาเรียได้สรุปว่า เราไม่ควรตัดสินคนจากภายนอก  ในปัจจุบันพระศาสนจักรคาทอลิกจึงทำมิสซาให้กับวิญญาณทุกดวง ไม่เว้นแม้แต่คนที่ฆ่าตัวตาย หรือตกอยู่ในบาปหนัก เพราะถือว่าเราไม่สามารถตัดสินคนจากภายนอกได้ เป็นเรื่องของเขากับพระ เมื่อเราตัดสินไม่ได้ จึงต้องถวายมิสซาให้กับวิญญาณทุกดวง วิญญาณในไฟชำระไม่สามารถทำความดีช่วยเหลือตนเองได้ ต่างกับมนุษย์ที่ยังทำได้ เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราตายนั้นคือการที่หมดเวลาแล้ว ในขณะคนที่ยังอยู่บนโลกยังสามารถแก้ไขสิ่งผิดที่ตนเองทำได้ แต่วิญญาณไฟชำระหมดโอกาสแล้ว พวกเขาทำอะไรเองไม่ได้เลย วิญญาณไฟชำระที่สวดให้กับเราไม่ใช่เพราะเขาทำเพื่อจะสวดเพื่อช่วยเหลือตนเอง เพราะเขาหมดเวลาไปแล้ว แต่มันเป็นธรรมชาติของเขาแล้วที่จะทำความดี เพราะในสวรรค์มีธรรมชาติเดียวคือการทำความดี โดยที่ไม่ต้องมีใครมาขอ ไม่ต้องหวังว่าได้อะไรตอบแทน วิญญาณในไฟชำระจึงสวดให้เราหรือคนอื่นๆ ได้ แต่สวดให้ตนเองหรือวิญญาณในไฟชำระด้วยกันไม่ได้ สิ่งที่เราจะช่วยวิญญาณในไฟชำระได้มีวิธีดังต่อไปนี้ 1.มิสซา 2.การสวดสายประคำ 3.พระคุณการุณย์ หรือเดินรูป14ภาค  บทบาทของพระแม่มารีที่มีต่อวิญญาณในไฟชำระคือ แม่พระได้ไปเยี่ยมที่ไฟชำระบ่อยๆ และปลอบประโลมวิญญาณ ในวันฉลองสำคัญๆ ทั้งหลาย แม่พระได้ช่วยปลดปล่อยวิญญาณทั้งหลายในไฟชำระ


แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่25 :31-46

การพิพากษาครั้งสุดท้าย
31“เมื่อบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์ พร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ทั้งหลาย พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ 32บรรดาประชาชาติ จะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็นสองพวก ดังคนเลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ 33ให้แกะอยู่เบื้องขวา ส่วนแพะอยู่เบื้องซ้าย 34แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่ผู้ที่อยู่เบื้องขวาว่า ‘เชิญมาเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก 35เพราะว่า เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ 36เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา’  37“บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า ‘พระเจ้าข้า เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิว แล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหาย แล้วถวายให้ทรงดื่ม 38เมื่อใดเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า แล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้า แล้วถวายให้ 39เมื่อใดเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม’ 40พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา’ 41“แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องซ้ายว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ถูกสาปแช่ง จงไปให้พ้น ลงไปในไฟนิรันดรที่ได้เตรียมไว้ให้ปีศาจและพรรคพวกของมัน 42เพราะว่า เมื่อเราหิว ท่านไม่ให้อะไรเรากิน เรากระหาย ท่านไม่ให้อะไรเราดื่ม 43เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ไม่ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ไม่ให้เสื้อผ้า เราเจ็บป่วยและอยู่ในคุก ท่านก็ไม่มาเยี่ยม’
44พวกนั้นจะทูลถามว่า ‘พระเจ้าข้า เมื่อไรเล่าที่ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือไม่มีเสื้อผ้า เจ็บป่วย หรืออยู่ในคุก และไม่ได้ช่วยเหลือ’ 45พระองค์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดต่อผู้ต่ำต้อยของเราคนหนึ่งท่านก็ไม่ได้ทำสิ่งนั้นต่อเรา’ 46แล้วพวกนี้ก็จะไปรับโทษนิรันดร ส่วนผู้ชอบธรรมจะไปรับชีวิตนิรันดร”

แกะกับแพะนั้นมีลักษณะเหมือนกันมาก ต่างกันตรงที่แพะมีความคล่องแคล่วว่องไวมาก และเห็นแก่ตัว กินทุกอย่างไม่เลือกหน้า กินได้ทุกพื้นที่ เมื่อไปที่ไหนก็ทำให้ที่นั้นเสียหายหมด พระเยซูเจ้าเปรียบคนสองพวกเป็นแกะกับแพะ นั่นก็คือ แพะเปรียบเหมือนคนที่เห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงคนอื่นนอกจากตนเอง สนใจแต่ความรู้สึก ความต้องการของตนเอง ซึ่งชาวยิวเมื่อได้ฟังเรื่องนี้จะเข้าใจได้ทันที ว่าแพะกับแกะต่างกันอย่างไร การที่พระวาจาในตอนนี้พระเยซูเจ้าพูดถึงแต่แกะกับแพะนั้นน่าทึ่งมาก เพราะไม่ได้มีการพูดถึงมิสซา การสวดภาวนาเลย  ทั้งที่โดยทั่วไปเราส่วนใหญ่เข้าใจว่าการที่เราไปวัด สวดภาวนานั้นจะทำให้เราได้ไปสวรรค์ แต่การที่พระเยซูเจ้าไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทำ ตรงกันข้ามหากเราได้ทำทั้งสองสิ่งนี้อย่างดีแล้ว เราจะไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้ เพราะมันจะส่งผลผลักดันให้เรามีใจที่อยากจะช่วยเหลือคนอื่นที่เขาลำบาก พระจะเปลี่ยนเราจากคนที่คิดถึงแต่ตนเอง กลายเป็นคนที่มีใจคิดสงสาร อยากช่วยคนอื่นเสมอ

คำถาม-คำตอบ หากเราร่วมมิสซาโดยการตั้งจิตเฉยๆ ไม่ได้ทำการขอมิสซา จะส่งผลต่างกันไหม? แน่นอนหากเราร่วมและตั้งเจตนาเฉยๆ ในการร่วมมิสซา วิญญาณก็จะได้รับ เพียงแต่อาจจะไม่ได้รับมากเท่ากับการที่เราตั้งใจขอมิสซาให้กับเขา เพราะการขอมิสซาให้ มันเป็นการตั้งใจที่สูงกว่าแค่การที่เราเอาแต่คิดเพียงอย่างเดียว คือการที่เราได้ออกแรงขอมิสซาให้กับเขาโดยไม่ใช่เป็นแค่ความคิด แต่แสดงออกมาเป็นการกระทำด้วย มันไม่ใช่เรื่องว่าขอหรือไม่ แต่คือการที่เราให้ความสำคัญกับการขอมิสซาแค่ไหน และไม่ได้อยู่ที่ว่าเราใส่ซองมากน้อยแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าหากเรามีศักยภาพพอที่จะขอมิสซาให้กับเขาได้แต่เราไม่ขอ เอาแต่คิดเฉยๆ ไม่ลงมือทำ แรงที่จะส่งผลให้กับวิญญาณนั้นๆ ก็ย่อมน้อยกว่าการที่เราตั้งใจและลงมือทำให้กับเขาอย่างแน่นอน

หากคนที่รู้จักหรือญาติที่เสียชีวิตไปแล้วแต่เขาไม่ได้เป็นคริสต์ เราจะทำบุญให้เขาอย่างไรได้บ้าง? เราคริสตชนสามารถทำบุญให้กับคนต่างศาสนาได้โดยการขอมิสซาให้กับเขาได้ ไม่ต้องไปทำอย่างอื่น การทำบุญนั้นประกอบไปด้วย 1. เนื้อบุญ 2. แรงส่ง คือความศรัทธา หากเราเป็นคริสต์แต่ไปทำบุญแบบอื่น ก็จะขาดองค์ประกอบข้อ2 คือเราจะไม่มีแรงศรัทธาที่จะส่งผลบุญนั้นไปได้