ความรักของพระเป็นเจ้า





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ความรักของพระเป็นเจ้า

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2557

 

เรื่องราวของคริสต์มาสเป็นเรื่องที่พ่อชอบและนำมารำพึงอยู่บ่อยๆ ดังที่พ่อได้เคยแบ่งปันการเห็นภาพนิมิตเหตุการณ์ที่แม่พระให้กำเนิดพระกุมารเยซูของนักบุญบรียิต และนักบุญแคธเทอรีน แอมเมอลิก การแต่งงานของแม่พระเป็นการแต่งงานที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป แต่เป็นการแต่งงานแบบศักดิ์สิทธิ์ คือการมีชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันในพระเจ้า รักกันด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่มีเรื่องฝ่ายเนื้อหนังเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังเช่นคำว่า ”คู่วิวาห์ผู้ศักดิ์สิทธิ์” ของคณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่พ่ออยู่ คือการแต่งงานผูกมัดตนเองไว้กับพระเป็นเจ้าโดยมีภาพของครอบครอบศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่าง  ในตอนนั้นแม่พระรู้ว่าจะมีพระผู้ไถ่มาบังเกิดจากบรรดาสาวพรหมจารีในพระวิหารตามคำบอกของประกาศก แต่แม่พระไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นตนเอง แม่พระเฝ้ารอคอยที่จะแสดงความยินดีกับหญิงผู้นั้น จนเมื่อทูตสรรค์กาเบรียลได้มาแจ้งสาร แม่พระจึงตกใจมากและวุ่นวายใจว่าจะต้องทำอย่างไร ต้องแต่งงานไหม ต้องมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้กำเนิดบุตรหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นความกังวล แต่ทูตสรรค์กาเบรียลก็ได้บอกแก่แม่พระว่า “นี่เป็นงานของพระจิตเจ้า” เมื่อแม่พระได้ยินดังนั้นก็ตอบรับว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระเจ้า จงเป็นไปตามวาจาของท่านเถิด” เมื่อตอบดังนี้แล้วก็เกิดแสงสว่างเข้าสู่ในครรภ์ เป็นความยิ่งใหญ่มหาศาลที่ได้เข้ามาอยู่ในกายจนแม่พระสลบไป   เหตุการณ์ขณะที่แม่พระให้กำเนิดพระบุตรตามภาพนิมิตของท่านนักบุญนั้น แม่พระได้ทราบล่วงหน้าก่อนแล้ว ว่าถึงเวลาที่พระบุตรจะประสูติ แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นสถานที่ใด ความจริงที่เมืองเบธเลเฮมนั้น นักบุญยอแซฟมีญาติอยู่หลายคนแต่ไม่มีใครสามารถรับท่านและแม่พระไปอยู่ด้วยได้เลยในคืนนั้น       จนเมื่อไปพักที่ถ้ำเลี้ยงสัตว์นักบุญยอแซฟก็จัดที่ให้ตนเองและแม่พระอยู่คนละส่วนกัน แม่พระเตรียมตัวที่จะให้กำเนิดพระบุตร โดยปูผ้าที่ได้เตรียมมาในรางหิน เมื่อปูผ้าเสร็จแม่พระนั่งเข้าฌาน จิตวิญญาณถูกยกขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างจ้าจากครรภ์ออกไปสู่รางหิน แม่พระไม่ได้ให้กำเนิดพระกุมารเหมือนหญิงทั่วไป ในขณะนั้นแม่พระรู้สึกถึงความรอดที่แผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด แม่พระมองเห็นเด็กทารกในรางหินและรับรู้โดยสายสัมพันธ์ของผู้เป็นแม่ว่า นั่นคือพระบุตรที่ตนอุ้มท้องมา แม่พระก้มลงกราบพระกุมาร จนเมื่อพระกุมารส่งเสียงร้อง แม่พระจึงออกจากฌาน รีบเอาผ้าห่อพระกุมาร แล้วจึงอุ้มมากอดแนบอกและเริ่มให้น้ำนม ทุกสิ่งไปโดยธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ณ เวลานั้น ท่านนักบุญแคธเทอรีนได้บอกเล่าภาพนิมิตว่าทั่วโลกต่างเกิดเหตุการณ์ที่พิเศษต่างๆ ขึ้น มีความตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในที่ๆ แห้งแล้งที่สุดก็เกิดฝนโปรยปราย สัตว์ทั้งหลายได้กระโดดโลดเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แสดงให้เห็นว่าการกำเนิดของพระกุมารเยซู เป็นการมาเกิดของพระผู้ไถ่เพื่อลงมาช่วยเหลือพวกลูกของพระองค์อย่างแท้จริง  มีอีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนภาพความรักของพระเป็นเจ้าได้อย่างดี ที่พ่อจะนำมาแบ่งปัน เรื่องของ”หมีฟ้า” ซึ่งเป็นเรื่องไม่ทราบที่มา มีการนำมาเผยแพร่กันในโปรแกรมสนทนาไลน์

หมีฟ้า เจอลูกนกถูกทิ้ง หมีฟ้าจึงเอาลูกนกมาดูแลแล้วเป็นพ่อให้ลูกนก

เมื่อถึงเวลา ลูกนกต้องฝึกบิน

ลูกนกถามหมีฟ้า พ่อจ๋าหนูจะบินได้อย่างไร

หมีฟ้าบอกไปว่า เดี๋ยวพ่อบินให้ดู  

หมีฟ้ากระโดดจากยอดไม้แล้วกระพือแขนเร็วๆ เพื่อให้ลอยขึ้น

แต่ทุกครั้ง หมีฟ้าก็จะหล่นลงพื้น ด้วยความหนักของตัว

หมีฟ้าทำแบบนี้ทุกวัน ให้ลูกนกดู แล้วบอกลูกนก ให้กระพือปีกแรงๆตาม

พ่อไม่เห็นบินได้เลย ลูกนกถาม

เพราะพ่ออ้วนไง แต่ลูกบินได้นะ

ลองทำดูสิ หมีฟ้าบอกลูกนก

พ่อเธอไม่มีทางบินได้หรอก เพราะพ่อเธอไม่ใช่นก   ต้นไม้กระซิบบอกลูกนก

ถ้าพ่อบินไม่ได้ พ่อจะทำอย่างนั้นทุกวันทำไม ลูกนกถามต้นไม้

"วันไหนเธอมีคนที่เธอรักสุดหัวใจ เธอจะเข้าใจเอง" ต้นไม้ตอบ

ลูกนกมองหมีฟ้าที่ตัวเต็มไปด้วยแผล แล้วถามว่า
พ่อบินไม่ได้ พ่อจะพยายามบินทำไม

หมีฟ้ายิ้มแล้วลูบหัวลูกนกเบาๆ พร้อมบอกว่า " การพยายามทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก มันไม่มีขีดจำกัดหรอก มันทำได้ทุกอย่าง

พ่ออยากให้หนูบินได้ เพื่อที่สักวันหนูโตขึ้น จะได้บินออกไปดูโลกกว้าง บินออกไปเห็นอะไรใหม่ๆ บินออกไปหากิน
และเจอคนดีๆที่พร้อมจะเคียงข้างหนู พ่อรักหนูนะ "

ลูกนกไม่ตอบอะไร ปล่อยตัวลงไป กระพือปีกให้แรง

แล้วก็บินออกไปสู้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ มีเพียงหมีฟ้าที่มองจากต้นไม้ต้นนั้น
ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและน้ำตาจากความใจหาย

เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปไหน เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปหาใคร
แต่เขารู้ว่า ลูกนกบินได้แล้ว เขาก็สุขใจ

ตะวันกำลังลับลา
หมีฟ้านั่งเช็ดแผลตัวเอง พร้อมกับมองเงาฝูงนกที่บินตรงขอบฟ้า

แล้วหวังว่าจะมีลูกที่เขารักบินอยู่ในนั้น ก่อนหลับตาไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่สุขใจ............

ไม่ทันได้หลับสนิท ก็มีอะไรแผ่นใหญ่ๆมาห่มไว้ หมีฟ้าลืมตา เห็นลูกนกกำลังบินคาบใบไม้มาห่มให้

พร้อมกับอาหารและหญ้าสมุนไพรไว้ให้ใส่แผล ลูกนกบินลงบนไหล่หมีฟ้าอย่างเบาๆ  แล้วกระซิบที่หูไปว่า " หนูก็รักพ่อนะ "

(^^)ชอบบทความนี้มากอ่านแล้วน้ำตาซึมทุกครั้ง

ขนาดพ่อเองเป็นพระสงฆ์ตอนอ่านเรื่องนี้ก็ยังน้ำตาซึม “หมีฟ้า” เปรียบเหมือนพระคริสตเจ้า พระคริสตเจ้าไม่จำเป็นต้องลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะพระองค์อยู่บนสวรรค์อยู่แล้ว แต่พระองค์ต้องการจะสอนลูกให้รู้จัก “บิน” เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ที่อยู่ที่แท้จริงของลูก ลูกไม่ได้เป็นแค่คนที่จะต้องเดินอยู่บนโลกนี้แต่ชีวิตของลูกนั้น “บินได้” พวกเราเคยชินกับการที่ถูกหลอก ว่าเราอยู่ในโลกนี้ที่ใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้กัน เขาด่าว่ากัน ทำร้ายกัน แต่พระเป็นเจ้าบอกว่า “ไม่ใช่” ชีวิตของลูกนั้นสูงกว่านี้เยอะ พ่อจึงต้องลงมาเพื่อสอนให้ลูกบิน คำว่า “บิน” คือการที่เราจะไม่ดำเนินชีวิตแบบที่คนข้างล่างเขาทำกันดังเช่นสัตว์ป่า ที่วันๆ เอาแต่เดินไป เดินมา และกัดกินสิ่งที่อ่อนแอกว่าตน แต่เราไม่ใช่ เราเป็นลูกพระเจ้าและเราบินได้ เมื่อสัตว์ป่าเดินมาลูกนกต้องบินหนีเป็น พวกเราต่างเป็นเช่นลูกนกเพราะเราอ่อนแอ พระเป็นเจ้าจึงลงมาบังเกิดเพื่อสอนเรา พระองค์เกิดมาในถ้ำเลี้ยงสัตว์ นี่เป็นการแสดงว่าพระองค์เกิดมาต่ำกว่าเรา เพราะถ้ำเลี้ยงสัตว์เป็นสถานที่ที่คนปกติทั่วไปไม่เกิดกัน พระเยซูเจ้าเกิดมาในที่ที่เหม็น ไม่น่าพิสมัยตรงไหนเลย แต่มันก็เปรียบเสมือนหัวใจของลูก ที่แม้ว่ามันจะเหม็นอย่างไรพ่อก็จะเข้าไปอยู่ด้วย พระองค์เข้าไปเพื่อจะทำให้หัวใจของลูกนั้นอุ่นขึ้น มีความสว่างขึ้น ดีขึ้น นุ่มนวลขึ้น นี่คือสภาพที่แท้จริงของหัวใจที่พ่อควรจะเข้าไปอยู่ด้วย รูปปั้นพระกุมารน้อยที่เราไปแสดงความรัก จุมพิตกันอยู่ทุกปี อย่าให้เป็นเพียงแค่การจูบ ใส่เงิน แล้วเดินกลับบ้าน แต่จงจูบและอธิษฐานขอให้พระองค์มาอยู่กับเรา กับครอบครัวของเรา และรับพระองค์มาอยู่ด้วยในตอนที่เรารับศีล ถึงเวลานั้น “ถ้ำ” หรือ “หัวใจ” ของเราก็คงจะถูกเตรียมไว้อย่างดี เหมาะสมกับที่พระจะเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว ดังนั้นแม้หัวใจเราจะแข็ง จะเจ็บปวดอย่างไรไม่สำคัญ ขอเพียงให้เราบอกแก่พระองค์ว่า “พ่อ...ขอพ่อมาอยู่ในหัวใจของลูกเถอะนะ” ส่วนใจของใครที่ยังเป็นคนขี้โมโห โกรธง่าย แสดงว่าเขาเป็นคนที่มีขี้สัตว์สะสมอยู่ในถ้ำหัวใจของเขามาก มันจึงเต็มล้นไปด้วยของเหม็นเน่า คนเราเวลาได้ด่าใครกลับออกไปก็มักจะรู้สึกสบายใจขึ้น นั่นเพราะในเวลาที่เราทำเช่นนั้น มันเป็นการที่เราเอาขี้สัตว์ในใจที่สะสมไว้จนล้น ปาออกไปเหมือนเป็นการได้ระบายของเน่าเสีย ที่มันย่อมส่งผลกระทบให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธ โมโห  ที่สุดแล้วต่างฝ่ายก็ไม่มีความสุขจากการปาของเสียใส่กัน แต่หากเรารับศีลและปรับปรุงใจของตนเองแล้ว เมื่อมีใครนำของเสียมาปาใส่เราอีก อย่าเก็บมันไว้ แต่ให้รู้ว่า นี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ให้เราเอาของเหม็นเน่าที่เขาปาใส่มา โยนทิ้งไป แล้วโยนดอกไม้กลับไปให้เขา การทำดังนี้แหละคือการที่เราเริ่ม “บินสูงขึ้นๆ”                 หากเรายังคงรู้สึกไม่ดีให้ถอยออกห่างมาจากเขาก่อน และรู้ว่าเราโดนสิ่งเน่าเหม็นของเขาเต็มตัวแล้ว ต้องใช้เวลาเพื่อที่จะล้างออก ไปหาพระให้พระช่วยเช็ด ช่วยล้างให้จนหาย สักพักเราก็จะกลับมายิ้มได้ อย่าทำตัวให้อยู่ในระดับเดียวกับเขา แต่จงทำตัวให้สูงกว่าเขา หลายคนมาถามพ่อว่า “ลูกเป็นคริสต์คนเดียวในครอบครัว ควรจะทำตัวอย่างไร?” ลูกไม่ต้องทำอะไรมาก ลูกแค่ “ทำตัวให้ดีกว่าเดิมเท่านั้นเอง” แล้วคนอื่นเขาจะรู้เองว่า เมื่อลูกเป็นคริสต์แล้วลูกนั้นดีจริงๆ บางครั้งเมื่อลูกพูดตักเตือนเขาแล้วกลับไม่มีอะไรดีขึ้น ก็จงเอาคำพูดเหล่านั้นไปคุยกับพระแทน ขอพระกุมารไปอยู่กับเขา และสวดภาวนาให้แก่เขา แล้วเขาจะดีขึ้น เพราะคนเราจิตวิญญาณจะสูงหรือต่ำมันขึ้นอยู่กับคนคนนั้นเอง บางคนจิตต่ำ ดำ มืด มองไม่เห็น เมื่อเราพูดอะไรไป เขาจะไม่เข้าใจและด่ากลับอีกด้วย ดังนั้นก่อนอื่นให้เราสวดภาวนาให้แก่เขาและมีความสงบ สันติเสียก่อน เราเป็นดังลูกนกตัวนั้นที่บินออกไปเพื่อจิกหาอาหาร สมุนไพรจากวัด จากพระวาจา แล้วนำกลับมารักษา หยิบยื่นพระพรให้กับคนในครอบครัวที่เขาอาจไม่ได้ไปวัดอย่างเรา หากเราทำอย่างนี้ได้ พระกุมารก็จะไม่ต้องนอนแต่ในรางหินอีกต่อไป แต่จะเข้ามานอนในชีวิตของเราทุกคน  ยังมีอีกหลายคนนักที่อยากจะบิน แต่ไม่รู้จะบินได้อย่างไร ให้เราสอนเขาด้วยชีวิตของเราเอง