“คุก” สถานที่ชั่วคราวในโลกนี้




รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371

“คุก” สถานที่ชั่วคราวในโลกนี้

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2558

วันนี้พ่ออยากจะเริ่มแบ่งปันด้วยการแนะนำคณะนักบวชรอยแผลศักดิทธิ์แห่งพระเยซูคริสตเจ้า(สติกมาติน) ที่พ่อสังกัดอยู่ให้พี่น้องได้รู้จักกันดีขึ้น คณะนี้มีองค์อุปถัมภ์คือการวิวาห์อันศักดิ์สิทธิ์ของแม่พระและนักบุญยอแซฟ เป็นรูปของแม่พระและนักบุญยอแซฟขณะกำลังสวมแหวนหมั้นที่มือขวาตามธรรมเนียมโบราณในสมัยของพระเยซูเจ้า การแต่งงานของแม่พระและนักบุญยอแซฟคือการผูกมัดอย่างศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้หวังผลในโลกนี้  ผูกมัดกันเพื่อที่จะเลี้ยงดูพระเยซูเจ้า คณะสติกมาตินก็เช่นกันเป็นการผูกมัดกับพระเจ้าโดยตรงเพื่อที่จะเลี้ยงดูลูกๆ ของพระองค์ให้เติบโตและไปสวรรค์ได้ นักบวชของคณะสติกมาตินจึงแต่งงานกับพระเยซูเจ้าแล้ว โดยมีผ้าคาดเอวสีดำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า เรานั้นได้ผูกมัดตนเองไว้กับพระคริสตเจ้าแล้ว   คณะนี้ได้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี เมื่อประมานปี ค.ศ.1800 ในสมัยที่มีสงครามนโปเลียน เกิดภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด เยาวชนกลายเป็นผู้ร้าย ขโมย คุณพ่อกัสปาร์ แบร์โทนีผู้ตั้งคณะ ได้ทำการรวบรวมบรรดาเยาวชนตามที่ต่างๆ มาฝึกอาชีพ ท่านได้ไปเยี่ยมดูแลคนป่วยและคนคุก อีกทั้งท่านยังได้รับการร้องขอให้ไปดูแลบ้านเณรอีกด้วย จิตตารมณ์ของคณะสติกมาตินคือ พระสงฆ์จะต้องทำได้ทุกอย่าง ทั้งการเทศน์สอน ทั้งดูแลอภิบาลเยาวชน บ้านเณร คนป่วย คนคุก ทำทุกอย่างตามที่พระสังฆราชร้องขอ และเคล็ดลับในการที่จะทำได้ทุกอย่าง คือการมีใจสุภาพในการที่จะวอนขอความรู้จากผู้อื่น เพื่อที่จะรับใช้พระศาสนจักรได้ เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถจะรู้และทำทุกอย่างได้ คุณพ่อแบร์โทนีได้บอกไว้ว่าจงสุภาพ ถ่อมตนถึงขนาดที่ว่าหากสามารถเอาตัวมุดลงไปใต้พื้นได้ก็จงทำ!

อีกเรื่องที่พ่อจะแบ่งปันในวันนี้ คือการที่พ่อได้ไปเยี่ยมเทศน์สอน ถวายมิสซาที่คุกอยู่เป็นประจำทุกเดือนในตอนนี้ ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในคุก เขาห่างพระมาแล้วเป็นสิบๆ ปี เมื่อวันหนึ่งมีบาทหลวงเข้าไปเยี่ยมเยียน พูดเรื่องความเชื่อให้ฟัง เชื่อหรือไม่ว่าเขาฟังแต่ไม่เข้าใจ พ่อจึงต้องสวดให้เขาก่อนแล้วจึงไปเยี่ยม เพื่อที่เราจะสามารถพูดให้เขาเข้าใจได้ จนหลังๆ ปรากฏว่า เขาเริ่มฟังและเข้าใจได้มากขึ้น จากตอนแรกๆ ไม่ค่อยมีใครแก้บาปเท่าไร บางคนเป็นนักโทษขั้นร้ายแรง แต่เวลามาสารภาพกลับมีบาปแค่นิดเดียว แต่เมื่อพ่อสวดภาวนาให้พวกเขาไปเรื่อยๆ บาปก็ค่อยๆ เผยออกมา การที่ใครคนหนึ่งต้องถูกจับเข้าไปอยู่ในคุก ชีวิตของเขาผ่านอะไรมาแล้วอย่างแสนสาหัส ความเจ็บปวดเหล่านั้นมันยังอยู่ในใจเขาตลอดเวลา นักโทษหลายคนมาถามพ่อว่า ทำไมผมต้องมาอยู่ที่นี่ และทำไมพระเจ้าจึงไม่ช่วยตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ติดคุก  พ่อต้องวอนขอพรจากพระจิตเจ้าแล้วจึงได้ให้คำตอบซึ่งเขาเองก็ต้องยอมรับว่า “ลูกเคยคิดไหมว่าถ้ายังอยู่ข้างนอกลูกอาจจะไม่รอด อาจถูกยิงตายไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเราพลาด พระจึงให้โอกาสเรามีเวลาได้พัก ได้หยุดจากการทำชั่ว ก่อนที่จะเข้ามาเราทำผิดใช่ไหม หากไม่ได้ติดคุกลูกก็จะยิ่งถลำตัวทำความผิดมากขึ้นไปเรื่อยๆ ปีศาจมันไม่ยอมปล่อยแน่ ยิ่งคดีค้ายาเสพติด หากคิดจะหยุดเมื่อไหร่ก็ต้องโดนเก็บแน่ พระให้ลูกได้มาอยู่ในคุกที่ซึ่งปลอดภัยจากการถูกฆ่าตาย และการที่เราหยุดทำความชั่วนี้ยังไม่พอ แต่ต้องเริ่มที่จะทำความดี เพื่อเตรียมตัวออกจากคุกเริ่มชีวิตใหม่ด้วย คุกไม่ใช่เป็นที่อยู่ถาวร” คำถามต่อมาคือ อยู่ในคุกแล้วจะทำความดีอะไรได้ ชีวิตที่อยู่ในคุกก็เหมือนสัตว์ที่กัดกัน แย่งกัน ตีกัน เป็นสถานที่รวมคนไม่ดีทั้งหลาย แต่ที่จริงแล้วความดีที่เราสามารถทำได้แม้เวลาที่อยู่ในคุกก็คือ 1. อย่าไปทำความเดือดร้อนให้ใคร ไม่คิดร้ายกับคนอื่น มีอะไรช่วยเหลือได้ก็จงช่วย 2.ความดีที่เราได้ทำและความทุกข์ที่ต้องเจอในคุก เป็นเหมือนสายโลหิตที่จะไหลส่งพระพรไปให้กับคนในครอบครัว ซึ่งเราใช้ร่วมถวายพร้อมกับพระเยซูเจ้าในพิธีมิสซาทุกครั้งที่ได้ร่วม นี่เป็นการเลี้ยงครอบครัวของเราอย่างหนึ่ง และดีกว่าจากแต่ก่อนที่เราใช้ความรู้ความสามารถไปในทางชั่ว ใช้เงินบาปมาเลี้ยงครอบครัว แต่ตอนนี้เราตั้งใจใช้ความดี ถวายความทุกข์ยากของเราร่วมกับพระเยซูเจ้า ผลบุญนี้ก็ส่งจะผลให้ครอบครัวของเรามีความสงบ ร่มเย็น เป็นสุขมากขึ้น  3.เตรียมตัวสำหรับการออกจากคุก อย่าคิดว่าออกไปแล้วจะสบาย มีหลายกรณีที่ออกจากคุกได้ไม่นานก็กลับไปทำชั่วอีก แล้วก็ต้องกลับมาติดคุกเหมือนเดิม เพราะตอนที่อยู่ในคุกไม่ได้สะสมพระพร ความชั่วร้ายก็จะเข้ามาได้ง่าย เพราะสิ่งดีหรือสิ่งชั่วใดๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต มันขึ้นอยู่กับว่าในตัวเรานั้นมีอะไร ถ้าในตัวเรามีความชั่วมาก สิ่งดีก็จะหลบหนีไปหมด พระเป็นเจ้าให้เวลาแก่ลูกแล้ว อย่าให้เวลาสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทำความดีให้มาก ทำอะไรได้ก็จงทำ เวลาที่ได้ร่วมมิสซา ตั้งใจแก้บาป รับศีลให้ดี เพราะนี่คือพระพรที่ใหญ่มากๆ ที่จะกลายเป็นสิ่งดีที่อยู่ในตัวลูก จนเมื่อวันที่ลูกมีมากพอและได้ออกไปจากคุก ลูกก็จะได้เจอกับครอบครัวที่น่ารัก งานที่ดี ชีวิตใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่ แต่หากลูกไม่สะสมพระพรไว้ เชื่อแน่ว่าจะต้องกลับเข้ามาในคุกอีกแน่นอน หรือไม่ลูกก็อาจไม่ได้มีชีวิตมีลมหายใจอยู่อีกก็เป็นได้   ชีวิตของพวกเราที่อยู่ข้างนอกคุกก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนต่างก็ยังติดอยู่ในคุกของโลกนี้ ต้องอยู่ในที่เฉพาะของเรา เราเกิดมาในโลกนี้ พระเป็นเจ้าให้ลูกมาพร้อมกับลมหายใจเพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น และลมหายใจของเราก็ลดน้อยลงทุกวันๆ ลมหายใจของเรามีค่า จงอย่ายึดติดกับสิ่งของบนโลกนี้ อย่าใส่ใจกับคำพูดหรือท่าทีของคนบางคนที่ทำไม่ดีต่อเรา แต่จงให้ทุกลมหายใจมีประโยชน์ อย่างน้อยก็คิดดี ช่วยเหลือ ภาวนาเพื่อผู้อื่น เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อลมหายใจจำนวนนี้หมดลง นั่นก็หมายความว่างานของเราบนโลกนี้ก็จบลงเช่นกัน และนั่นคือการกลับบ้าน เราไม่รู้หรอกว่าพระเป็นเจ้าได้ให้ลมหายใจแก่เรามาจำนวนกี่เฮือก จงเตือนสติตนเองไว้ว่า มันเป็นสิ่งมีค่าอย่าให้อะไรที่ไม่ดีมาทำให้ลมหายใจของเราเป็นมลพิษ เป็นที่น่าเสียดายในสิ่งที่พระได้ประทานให้แก่เรามา

แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 24:4-14

ความทุกข์เริ่มต้น
4  พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “จงระวังอย่าให้ใครหลอกลวงท่านได้ 5  หลายคนจะอ้างนามของเรา กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นพระคริสต์’ และจะหลอกลวงคนจำนวนมากให้หลงผิด 6  ท่านทั้งหลายจะได้ยินข่าวลือเรื่องสงครามทั้งใกล้และไกล จงระมัดระวัง อย่าตกใจ เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่ยังไม่ถึงวาระสุดท้าย 7  ชนชาติหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกชนชาติหนึ่ง อาณาจักรหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกอาณาจักรหนึ่ง ความอดอยากและแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นหลายแห่ง 8  ทั้งหมดนี้จะเปรียบเหมือนความทุกข์ที่เริ่มต้นในการคลอดบุตร  9  “ต่อจากนั้น ท่านจะถูกจับไปทรมานและถูกประหาร ชนทุกชาติจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา 10  ในเวลานั้น หลายคนจะละทิ้งความเชื่อ จะทรยศและเกลียดชังกัน 11  ประกาศกเทียมจำนวนมากจะต้องเกิด และจะหลอกลวงคนมากมาย 12  เพราะความอธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง 13  แต่ผู้ใดยืนหยัดอยู่จนถึงวาระสุดท้าย ผู้นั้นก็จะรอดพ้น 14  “ข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรนี้จะประกาศไปทั่วโลก เพื่อเป็นพยานสำหรับนานาชาติ เมื่อนั้น วาระสุดท้ายจะมาถึง

ในสมัยแรกๆ เราเคยคิดกันว่าโลกวาระสุดท้ายจะต้องมีพระสงฆ์ มิชชันนารีออกไปทั่วโลกเพื่อประกาศข่าวดี แล้วพระเยซูเจ้าจึงจะเสด็จกลับมา สมัยก่อนเราไม่เคยคาดว่าข่าวสารจะสามารถเดินทางจากซีกโลกหนึ่งไปถึงอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ในปัจจุบันนี้ที่พระสงฆ์ และซิสเตอร์มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่ามีทั้งโปรแกรม Facebook, Line, Multi media ต่างๆ และเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ เต็มไปหมด ที่ทำให้ข่าวดีถูกประกาศไปทุกแห่งหนจริงๆ โปรแกรมต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นช่องทางที่ทั้งฝ่ายของพระเจ้าและปีศาจมาใช้ร่วมกัน การสงคราม การปฏิวัติต่างๆ เริ่มต้นจากจุดนี้  สื่อเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายโดยตัวของมันเอง แต่เป็นเพียงช่องทางที่สามารถเชื่อมผู้คนทั้งโลกเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในมือของฝ่ายใด เราจึงต้องตระหนักว่าปีศาจก็ใช้ช่องทางนี้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์ แบ่งปันเรื่องใดก็ตาม ต้องคิดอย่างระมัดระวังรอบคอบ ก่อนที่จะแชร์ต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาอื่น ความเชื่อของคนอื่น ปรากฏการณ์สังคมออนไลน์ที่ทุกสิ่งสื่อถึงกันทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีนี้ เป็นสิ่งที่ชวนให้คิดว่า นี่เรากำลังเข้าสู่ วาระสุดท้าย ตามที่พระเยซูเจ้าได้เคยตรัสไว้หรือยัง?  โลกของเราตอนนี้กำลังเข้าสู่ภาวะที่ไม่ปกติ มีเหตุการณ์ตรึงเครียดเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกแห่งหน ความวุ่นวายต่างๆ ทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ที่พ่อนำมาแบ่งปันก็เพื่อจะเตือนพวกเราว่า ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงมีความเชื่อ และความเชื่อที่มีนั้นไม่ใช่เพียงแค่มี แต่เราจะต้องรักษาและเพิ่มพูนให้สูงขึ้นอีกด้วย หากในตอนนี้เราบอกได้เพียงว่า ตนเองเป็นผู้ที่มีความเชื่อแล้ว นี่นับว่ายังไม่พอ ในขณะนี้เราจะต้องเพิ่มพูนความเชื่อที่มีขึ้นมาด้วย     เราอาจแย้งว่าตอนนี้เรามีพอที่จะ ”อยู่ได้” แล้ว แต่หากเพียงแค่พออยู่ได้ นี่แสดงว่ามาตรฐานเราต่ำ เราต้องสามารถที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ แล้วยังสามารถสวดภาวนา คุยกับพระ ไปวัด แก้บาป รับศีลได้ เพราะในชีวิตคนเราจะต้องเจอกับแบบเรียนต่างๆ มากมายที่ผ่านเข้ามา สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มพูนความเชื่อของเรา มันจึงไม่ใช่แค่การที่เรามีความเชื่อแบบ “พออยู่ได้”เท่านั้น แต่เป็นการที่จะต้องเพิ่มพูนความเชื่อ ที่เมื่อมีปัญหาเข้ามาแล้วเราจะไม่แกว่ง และยังสามารถทำให้ผู้อื่นมีความเชื่อได้ด้วย ดังนั้น เราจึงต้องช่วยเหลือ แบ่งปันความเชื่อให้แก่กันเสมอ ÿ