การอด




รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371

การอด

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558

แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 4:1-11

พระเยซูเจ้าทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร

1 เวลานั้น พระจิตเจ้า ทรงนำพระเยซูเจ้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ปีศาจ มาผจญพระองค์ 2  เมื่อทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว ทรงหิว 3  ปีศาจผู้ผจญจึงเข้ามาใกล้ ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปังเถิด” 4  แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” 5  ต่อจากนั้น ปีศาจอุ้มพระองค์ไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ วางพระองค์ลงที่ยอดพระวิหาร แล้วทูลว่า 6  “ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้า จงกระโดดลงไปเบื้องล่างเถิด เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระเจ้าทรงสั่งทูตสวรรค์เกี่ยวกับท่าน ให้คอยพยุงท่านไว้ มิให้เท้ากระทบหิน” 7  พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ในพระคัมภีร์ยังมีเขียนไว้ด้วยว่า อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านเลย” 8  อีกครั้งหนึ่งปีศาจนำพระองค์ไปบนยอดเขาสูงมาก ชี้ให้พระองค์ทอดพระเนตรอาณาจักรรุ่งเรืองต่างๆ ของโลก 9  แล้วทูลว่า “เราจะให้ทุกสิ่งนี้แก่ท่าน ถ้าท่านกราบนมัสการเรา” 10  พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เจ้าซาตาน จงไปให้พ้น ยังมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน และรับใช้พระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น”
 11  ปีศาจจึงได้ละพระองค์ไป แล้วทูตสวรรค์ก็เข้ามาปรนนิบัติรับใช้พระองค์

พระวาจาตอนนี้พูดถึงเรื่องการผจญ พระเยซูเจ้าถูกนำไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อให้มารผจญ  การที่มารมาผจญพระเยซูเจ้าได้นั้น ก็เพราะพระเยซูเจ้าทรงรับสภาพความเป็นมนุษย์ และการที่พระองค์ถูกผลักออกไปที่ทะเลทรายก็เพื่อแสดงว่า ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าก็มีประสบการณ์เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ทะเลทรายหมายถึงภาวะที่ยากลำบาก คนเรามักจะทิ้งพระในช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต หลายคนที่สวดภาวนามาตลอด แต่เมื่อเจอมรสุมชีวิตก็ต่อว่าและทิ้งวัด  เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ก็เคยเกิดกับพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ถูกผลักให้ไปอยู่กลางทะเลทราย ที่ซึ่งไม่มีการบรรเทาใจใดๆ และเมื่อสี่สิบวันผ่านไปก็มีซาตานมาล่อลวงให้กินก้อนหินแทนขนมปัง แต่พระเยซูเจ้าไม่กิน นี่แสดงว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือกว่าซาตาน คนเราเมื่อเจอเวลาที่ยากลำบากก็จะถูกล่อลวงให้ออกจากเส้นทางของพระ แต่หากเขาอดทนอีกสักนิดทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ ตลอดทั้งชีวิตของพ่อเองยังไม่เคยพบเจอเลยว่า ใครที่มีความเชื่อแล้วชีวิตจะพินาศ ประสบความหายนะ เพียงแต่บางครั้งอาจจะแย่ ซวนเซ ลำบากไปบ้าง แต่สุดท้ายก็รอดปลอดภัยได้ทุกคน    เมื่อซาตานนำพระเยซูเจ้าขึ้นไปยอดพระวิหาร ซึ่งหมายความถึงอำนาจ ซาตานล่อลวงว่าพระองค์มีอำนาจที่จะทำได้  เรื่องอำนาจ การบริโภค และทรัพย์สิน ทั้งสามสิ่งนี้มันจะคอยล่อลวงเราอยู่ตลอดเวลา ซาตานรู้จักพระคัมภีร์ดีมากและใช้เพื่อล่อลวง เพราะซาตานคือเทวดามาก่อน แต่ทั้งที่รู้จักพระคัมภีร์ ซาตานก็ยังคงเป็นซาตาน เพราะมันไม่เคยเอาพระวาจาในพระคัมภีร์ไปปฎิบัติเลย ดังนั้นการอ่าน รู้จักพระคัมภีร์ดีนั้น ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะได้รอด จนกว่าจะนำไปปฎิบัติ เพราะซาตาน ฟาริสี คัมภีราจารย์ทั้งหลายต่างก็รู้พระคัมภีร์ดีและละเอียดอย่างยิ่ง แต่ก็ยังถูกพระเยซูเจ้าตำหนิ พระคัมภีร์จึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่เรานำเอาไปตั้งไว้บนหิ้ง แล้วบอกว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่พระคัมภีร์ต้องลงไปอยู่ในตัวเราและนำไปใช้  ดังนั้นการอดในมหาพรตนี้จะช่วยให้ชีวิตจิตเราเข้มแข็ง มีกำลังมากขึ้น
การอดใจจะทำให้เราค่อยๆ เอาชนะซาตานที่คอยล่อลวงเราได้ อดใจเพื่ออุทิศให้แก่ลูกหลานที่ทิ้งวัด ทำให้ซาตานที่คอยล่อลวงเขาอ่อนแอลง เวลาเราพูดอะไรไปเขาจะฟังเรามากขึ้นและเกิดการกลับใจ หลายครั้งที่เราพูดอะไรไปเขาไม่ยอมฟัง ให้เราอดอาหารอุทิศให้กับเขา จิตชั่วที่ยู่ข้างเขาก็จะอ่อนกำลังลง เขาก็จะเริ่มฟังเรา จากแต่ก่อนที่ไม่ยอมฟังเพราะปีศาจมันปิดหูอยู่ การอดไม่จำเป็นต้องเป็นวันศุกร์ก็ได้ การอดเนื้อวันศุกร์คือขั้นต่ำที่สุด บางคนยังทำการขอมิสซาและอดอาหารเพื่ออุทิศแก่วิญญาณในไฟชำระอีกด้วย ซึ่งจะได้รับพระพรสูงมาก   การอดคือการอดใจ ให้เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน และสอนลูกหลานให้รู้จักอดด้วย ทีละเล็กทีละน้อยก็จะทำให้จิตวิญญาณของเราแข็งแรงขึ้น การอดไม่จำเป็นต้องเยอะแต่ให้ทำเป็นประจำ วันละอย่างสองอย่าง แล้วเราจะค่อยๆ เห็นพัฒนาการ สมมุติว่าวันนี้ตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ เช่น ตั้งใจว่าจะไม่กินข้าวหมูแดงเจ้าประจำ รับรองว่าจะถูกประจญให้อยากกินข้าวหมูแดงมากเป็นพิเศษ หรือวันนี้ตั้งใจจะไม่ขึ้นรถไฟฟ้า แต่ยอมลำบากนั่งรถเมล์แทน ให้เราทำการอดใจอย่างนี้ทุกวันๆ แล้วลองสังเกตตนเอง พฤติกรรมการสวดภาวนาของเราจะดีขึ้น มันเกี่ยวเนื่องกัน เพราะจิตวิญญาณจะเข้มแข็งขึ้น และเมื่อเราทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในเทศกาลมหาพรต สุดท้ายเมื่อเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนเข้าสู่ปัสกา เราจะรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน  
การที่พ่อนำพระวาจาตอนนี้มาแบ่งปันในช่วงมหาพรต ก็เพราะเทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาที่ให้เราหยุดในช่วงหนึ่งของชีวิตก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป หลายคนเดินทางในชีวิตโดยไม่รู้จักหยุดพักเสียบ้าง มีเรื่องเล่าของชายตัดต้นไม้เรื่องหนึ่ง ตลอดเวลาในชีวิตของเขาเอาแต่ทำงานใช้ขวานตัดต้นไม้โดยไม่หยุดหย่อน จนมาวันหนึ่งเขาเหนื่อยล้า บ่นออกมาว่า “ผมรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ผมได้ใช้เวลาทำงานโค่นต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่ามานานหลายปีแล้ว ตอนนี้ผมจะเลิกเสียที” มีเสียงถามชายผู้นี้ขึ้นมาว่า “แล้วคุณได้ลับขวานของคุณครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เขาจึงได้คิดว่าในชีวิตไม่เคยได้หยุดพักจากงานตัดต้นไม้ เพื่อที่จะมีเวลาได้ลับขวานเสียบ้าง จนเมื่อเขาได้หยุดและลับขวานของตน ก็พบว่า สามารถทำงานตัดต้นไม้ได้เหมือนเดิม พละกำลังที่มีก็เท่าเดิม มีพลังที่จะทำงานตัดต้นไม้ของตนต่อไปได้ เพียงเพราะเขาได้หยุดเพื่อที่จะลับขวานเท่านั้นเอง ชีวิตคนเราก็เช่นกัน หลายครั้งที่เราดำเนินชีวิตโดยไม่เคยได้ไตร่ตรองเลยว่า เราเป็นใคร มาจากไหน กำลังทำอะไรอยู่ และกำลังจะไปที่ไหน หลายครั้งเรามุ่งหน้าที่จะเดินเพียงอย่างเดียว พร้อมกับบ่นด่าไปตลอดทางว่าเราเหนื่อยเหลือเกิน อย่างนี้ไม่ใช่การเดินแต่เป็นการไหล ไม่มีทิศทาง พระจึงให้เรามีโอกาสที่จะหยุดเสียบ้าง และมหาพรตเป็นเทศกาลที่เราจะหยุดในช่วงหนึ่งของชีวิตก่อนที่จะเดินต่อไป เป็นเทศกาลที่เราจะเริ่มล้างตัวเอง เหมือนคนจีนที่เขาจะล้างทำความสะอาดบ้านเมื่อจะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีนเริ่มต้นชีวิตใหม่ เทศกาลมหาพรตก็เช่นกัน ให้เรามีโอกาสได้ชำระล้างตัวเอง มีการอดอาหาร สังเกตว่ายิ่งเป็นเวลาที่ต้องอด เราก็จะยิ่งรู้สึกอยากมากขึ้น ทั้งที่ในเวลาปกติที่ไม่ใช่เวลาอดก็ไม่ได้รู้สึกจะอยากอะไร นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้รู้ว่าซาตาน การล่อลวงนั้นมีอยู่จริง ในปัจจุบันนี้คำสอนเรื่องซาตานมีน้อยมาก ทำให้ดูเหมือนว่าเรื่องซาตานเป็นเรื่องเหลวไหลเหมือนเรื่องผีสาง มีบางคนไปตีความในพระคัมภีร์ว่า ที่พระเยซูเจ้าพูดถึงซาตานนั้นหมายถึงคนเลว คนชั่ว แต่ความจริงแล้ว พระเป็นเจ้าเจอกับซาตานและพระองค์ลงมาเพื่อต่อสู้กับมันโดยเฉพาะ เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกของพระองค์จากเงื้อมมือของซาตาน พระเยซูเจ้าจึงไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนี้คือ “นำลูกกลับบ้าน” ช่วงเวลาของมหาพรตเป็นการระลึกถึงความรักของพ่อ ความรักของพระเจ้า ในขณะเดียวกันก็ระลึกว่าเรานั้นเป็นลูกของพระเจ้า เราจึงไม่เดินตามซาตานแต่เดินตามพระนั่นเอง ซาตานมีอยู่จริงและมันก็ล่อลวงเราตลอดเวลา แม้กระทั่งในวัด พระจึงฝึกให้เรารู้จักที่จะอด การอดเนื้อ อดอาหารยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่จริงแล้ววัฒนธรรมการอดเนื้อนี้มาจากยุโรปที่เขาชอบกินเนื้อเป็นหลัก การอดที่สำคัญที่สุดคือ การอดใจต่างหากคือสาระสำคัญ และที่โลกปัจจุบันนี้มีปัญหาก็เพราะเราอดใจกันไม่เป็น เห็นใคร ถูกใจใคร แม้เขาจะมีครอบครัวแล้วก็ยังอยากได้ เพราะไม่เคยที่จะฝึกอดใจ เมื่อมีเรื่องใหญ่ๆ เข้ามาในชีวิตมันจึงอดไม่ได้ เดินตามกิเลส ปล่อยให้กิเลสนำ กิเลสหนาจนกระทั่งไม่สามารถจะปฏิเสธมันได้ ความบาปเกิดขึ้นจากสองประการคือ 1.ความอ่อนแอ 2.การล่อลวงของซาตาน เราจึงรู้สึกว่าเด็กในปัจจุบันนี้อดทนไม่เป็น นั่นเพราะอดใจไม่เป็น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักสอนลูกหลานให้รู้จักอดใจเสียบ้าง การสอนให้รู้จักอดจะช่วยให้จิตชั่วนั้นมีพลังลดลง ทำให้ใจนำกิเลสไม่ใช่ให้กิเลสนำ หลายครั้งที่ชีวิตเรามีความทุกข์เพราะเจอกับคนรอบข้างไม่ดี การที่เราก็ทำสิ่งไม่ดีต่อกัน ก็เหมือนการโยนหนามใส่กัน ชีวิตก็มีแต่ความทุกข์จากกอหนามที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า แต่หากเราเปลี่ยนเป็นโยนดอกไม้ให้เขาแทน ทำพลีกรรมใช้โทษบาปให้กับเขาไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เหมือนมีดอกไม้เพิ่มขึ้นๆ รอบตัวเรา จนในที่สุดเราก็จะพบว่าคนที่อยู่รอบข้างของเราดีขึ้นด้วย ให้เราหว่านความดีเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สิ่งรอบตัวเราจะดีขึ้นอย่างแน่นอน และจะขยายวงเพิ่มอีกด้วย เพราะคนรอบข้างเราเมื่อเขาดีขึ้นแล้ว เขาก็จะหว่านความดีออกไปเช่นกัน ในเทศกาลมหาพรตเราจึงต้องนำความรักใส่กัน และแผ่ขยายออกไปมากขึ้นๆ มหาพรตคือช่วงเวลามาหาพระ จิตตารมณ์ของมหาพรตเป็นจิตตารมณ์แห่งความรัก เป็นเทศกาลแห่งความรักที่ชัดเจนที่สุด  ยิ่งถ้าเรามีลูกหลาน มีคนที่รัก จะยิ่งเข้าใจว่าทำไมพระเยซูเจ้าถึงยอมทรมานได้ขนาดนี้ หากการที่เราได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงแบกกางเขนแล้วเพียงแค่รู้สึกสงสารเท่านั้น แสดงว่าเรายังเข้าไม่ถึงจิตตารมณ์ของมหาพรต แท้จริงแล้วจิตตารมณ์ของมหาพรตไม่ใช่เรื่องของความโศกเศร้าแต่เป็นเรื่องของความรัก และเป็นความรักที่หาไม่ได้จากที่อื่น เว้นแต่จากผู้ที่เป็นพ่อแม่เท่านั้น❧