พระเมตตา

พระเมตตา

บทเทศน์โดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันฉลองพระเมตตา 27 เมษายน 2557 ณ วัดเซนต์หลุยส์
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง

 

 

พี่น้องที่รัก วันนี้เป็นวันฉลองพระเมตตาให้เรามาเริ่มปฎิบัติกิจเมตตากันอย่างจริงจัง ถ้าโลกของเราไม่มีความตาย ความเมตตาก็ไม่มีความจำเป็น ถ้าไม่มีนรก-สวรรค์ ความเมตตาก็ไม่จำเป็น และถ้าเราไม่ต้องการความสุข ความเมตตาก็คงไม่จำเป็นเช่นกัน พระเมตตาเป็นอาวุธชิ้นสำคัญล่าสุด ที่พระเป็นเจ้าประทานให้กับโลก เพราะโลกของเราไม่ได้มีแต่เรามนุษย์กับพระเท่านั้น แต่ยังมีผีปีศาจอยู่ด้วย และถ้าเราไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ก็จะทำให้ชีวิตเราพลาดสิ่งที่่สำคัญ ที่เมื่อเราทำบาป ก็หลงคิดเอาแต่โทษว่าตนเองเป็นคนเลว เป็นคนแย่ที่ไม่สมควรจะได้พบ ได้อยู่กับพระ นี่เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ความจริงที่เราจะต้องตระหนักนั่นก็คือ ตัวเราเองนั้น”อ่อนแอ” และเมื่ออ่อนแอก็ผิดพลาดได้ง่าย  ความคิดนี้สำคัญ การที่บอกว่า”เราเป็นคนชั่ว” กับการที่จะบอกอีกอย่างว่า “เราอ่อนแอ” มันเป็นคนละความหมายกัน ให้พลังใจแตกต่างกัน และพระเป็นเจ้าก็ไม่เคยด่าลูกว่าชั่ว มีแต่บอกว่าลูกนั้นอ่อนแอและผิดพลาดไปบ้าง และตราบใดที่พระยังให้เรามีลมหายใจอยู่ นั่นคือการให้เราได้มีเวลา มีโอกาสที่จะแก้ตัว ดำเนินชีวิตได้ใหม่   ในตลอดระยะเวลาสองพันกว่าปีที่ผ่านมาพระเจ้าประจักษ์มาเป็นบุคคลสามครั้งเท่านั้น คือ

  

1.การที่พระวาจาออกมาเป็นรูปร่าง บังเกิดเป็นมนุษย์คือพระเยซูเจ้า

 

2.เมื่อประมาณปีค.ศ. 1600กว่า ความรักของพระเจ้าออกมาเป็นรูปพระหฤทัย ความรักที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตา แต่พระเจ้าก็ให้เราสามารถเห็นและสัมผัสความรักพระองค์ได้ ผ่านทางรูปพระหฤทัยนี้


และ 3. ครั้งล่าสุดนี้ ในปีค.ศ.1931 พระเยซูเจ้าประจักษ์มาในฐานะเป็นความเมตตา

  

ในแต่ละครั้งที่พระเจ้าประจักษ์มาแสดงว่าโลกเราอยู่ในช่วงตกต่ำสุดๆ ในตอนที่พระเยซูเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นช่วงเวลากว่าสามร้อยปีที่ไม่มีประกาศกคนใดปรากฏขึ้นเลย และในช่วงปี1600 กว่าที่พระองค์ประจักษ์มาเป็นรูปพระหฤทัย สังคมในขณะนั้นก็ระส่ำระสาย จนล่าสุดมาถึงขณะนี้ก็เช่นกัน ที่พระองค์ประจักษ์มาเป็นรูปพระเมตตา สังเกตได้ว่าโลกของเราตอนนี้เต็มไปด้วยความชั่วช้า สิ่งใดที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น สิ่งที่ไม่เคยได้ยินก็ได้ยิน เป็นยุคที่ความชั่วร้ายแผ่ครอบคลุมไปทั่วโลก ดังนั้นพระเมตตาจึงลงมาและเหมาะกับ ยุคสมัยจริงๆ สังเกตบทสวดสายประคำพระเมตตานั้นสั้นมาก ถ้าสวดแบบไม่ตั้งใจ ประเดี๋ยวเดียวไม่ถึง10นาทีก็จบ นั่นเพราะคนสมัยนี้ขี้เกียจสวด พระจึงให้บทสวดที่สั้นเข้า แต่เป็นเครื่องมือที่เต็มไปด้วยพลัง เป็นเล็กพริกขี้หนู ดังนั้นหากเราไม่ชอบหน้าใคร หรือมีใครไม่ชอบเรา จงสวดสายประคำพระเมตตาให้แก่กัน เพราะที่สังคมทุกวันนี้มีปัญหา ก็เพราะเราขาดความเมตตาต่อกัน เมื่อเกลียดกันก็รู้สึกว่าหายเกลียดกันยากขึ้น คนสมัยก่อนเกลียดกันก็ยังไม่เท่ากับสมัยนี้ เมื่อความเมตตาลดน้อยลง ความชั่วก็เพิ่มมากขึ้น พระเจ้าจึงให้ลูกๆ มีความเมตตา พวกเราหลายคนที่เป็นคนใจร้อน ถ้าสวดดีๆ ช้าๆ จะทำให้ความเมตตามีมากขึ้น ใจก็เย็นมากขึ้น แผลในวิญญาณเราก็จะหายไป คนที่ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด พอมีอะไรมากระทบโดนแผลก็เกิดอาการปรี้ดแตก นั่นเพราะยังมีแผลในวิญญาณอยู่ สังเกตภาพพระเมตตาว่าแสงทั้งสองได้ออกมาจากทรวงอกของพระเป็นเจ้า น้ำและเลือดที่ไหลออกมานั้น เป็นดั่งเลือดในอก ที่ผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกได้ดื่มกิน พระเมตตาเป็นดั่งยาและน้ำนม เป็นทั้งอาหารและยาให้แก่วิญญาณเรา ถ้าเราสวดดีๆ ไม่ว่าจะสายประคำพระเมตตา หรือสายประคำแม่พระ ต่อหน้าพระเมตตา เราจะสัมผัสได้ทันทีว่าวิญญาณของเราสงบขึ้น เพราะแผลในวิญญาณของเราได้รับการรักษา ทำให้เราไม่หงุดหงิด ไม่โมโหง่าย ในชีวิตคนเราพระเป็นเจ้าให้พระเมตตาแก่เรา เพื่อให้เรานำไปใช้ต่อ การที่เราได้รับรู้ว่าพระเจ้าเมตตาต่อเรานั้นยังไม่พอ แต่เราต้องมีความเมตตาต่อคนอื่นต่อไปอีกด้วย  แท้จริงแล้วความเมตตาเกิดขึ้นก็เพราะมีความชั่ว ความแมตตามีขึ้นมาก็เพราะมีความไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อใครเขาไม่ดีต่อเราแต่เรายังคงดีต่อเขา นี่แหละที่เรียกว่า”ความเมตตา” ดังนั้นเมื่อเราเจอคนรอบข้างที่ไม่ดี ไม่ต้องนั่งเสียใจ เป็นทุกข์ แต่จงมอบคำภาวนาให้แก่เขา อย่าให้เรามีคำด่าออกไปให้เขา เพราะคำด่านั้นเต็มไปด้วยพลังผีปีศาจด้านลบ จงเตือน บอกเขาในตอนที่จิตใจเราสงบไม่ใช่ในเวลาที่กำลังโมโห อันดับแรกที่จะทำให้พระเมตตาทำงานได้ คือการที่เราไม่ด่าว่ากัน พูดดีๆ  มีเมตตากับเขา เราต้องเป็นแบบอย่างที่ทำให้เขารู้สึกได้ว่าการไปวัด ไปหาพระแล้วทำให้เรามีความสงบ สันติสุขในใจ  ในวันฉลองพระเมตตานี้ ให้เราขอพระเมตตาให้แก่คนรอบตัว ที่มีทั้งคนดี คนชั่ว เพราะนี่เป็นวันที่พระเมตตาจะหลัง่ไหลลงมาอย่างมากมาย ให้เราได้มีโอกาสแก้บาป รับศีลอย่างดี และขอให้พระเมตตาได้ประทับอยู่กับเราตั้งแต่บัดนี้ตราบจนนิรันดร❧