พระทรมานของพระเยซูเจ้า





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371





พระทรมานของพระเยซูเจ้า

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2558

พระทรมานของพระเยซูเจ้าไม่ได้เริ่มต้นที่สวนเกทเสมนี แต่ได้เริ่มตั้งแต่ตอนที่พระเยซูเจ้าอยู่ในครรภ์ของแม่พระ การไถ่กู้ของพระองค์เริ่มตั้งแต่ตอนปฏิสนธิแล้ว ตามคำบอกเล่าของนักบุญหลายองค์ที่สามารถสื่อถึงพระเยซูเจ้าได้ พระองค์ไม่ได้เป็นแค่เด็กทารกเท่านั้น แต่มีทั้งสองพระธรรมชาติ คือธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติพระเจ้า แม้จะอยู่ในครรภ์ของแม่พระ แต่โดยพระธรรมชาติของพระเจ้านั้นรู้เรื่องแล้ว ดังนั้นพระองค์จึงรับรู้ทั้งหมดว่าเวลาที่ลิ้นยังพูดไม่ได้ หูยังไม่ได้ยิน ตายังมองไม่เห็น มันเป็นอย่างไร เมื่อนักบุญบรียิตทูลตัดพ้อถึงความทุกข์ของตนต่อ

พระเยซูเจ้าว่าทรมานมาก พระองค์ทูลตอบว่า "แล้วลูกคิดว่าเราทรมานนานเท่าไหร่ เราทรมานตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิแล้ว" ในธรรมชาติของพระเจ้าจะรู้สึกได้มากกว่า ละเอียดกว่าเรามนุษย์ที่มีสภาพร่างกายที่หยาบ เรามีความคิด ความรู้สึกที่หยาบ การรับรู้ความรู้สึกของพระเป็นเจ้านั้นละเอียดกว่าเรามาก เมื่อละเอียดมากก็เจ็บปวดกว่ามากหลายร้อยเท่า เวลารู้สึกก็มากกว่าหลายพันเท่า เวลาที่พระเจ้าเห็นมนุษย์และรับรู้ถึงความจริงใจที่มีให้ แม้เพียงนิดเดียวพระองค์ก็ดีใจมากกว่าที่คนทั่วไปจะดีใจ ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลูกตกในบาปก็รู้สึกเสียใจมากกว่าเช่นกัน

พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 26:36-46 ภายในสวนเกทเสมนี

 36เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาพร้อมกับบรรดาศิษย์ถึงสถานที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี พระองค์ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานภาวนาที่โน่น37แล้วทรงพาเปโตรและบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าและสลดพระทัยอย่างยิ่ง 38จึงตรัสแก่เขาทั้งสามคนว่าใจเราเป็นทุกข์แทบสิ้นชีวิต จงอยู่ที่นี่และตื่นเฝ้ากับเราเถิด39แล้วพระองค์ทรงพระดำเนินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย ทรงซบพระพักตร์ลงกับพื้นดิน อธิษฐานภาวนาว่าพระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด40พระองค์เสด็จกลับมาพบบรรดาศิษย์ ทรงพบเขาเหล่านั้นกำลังหลับอยู่ จึงตรัสกับเปโตรว่าท่านตื่นเฝ้าอยู่กับเราสักหนึ่งชั่วโมงไม่ได้หรือ 41จงตื่นเฝ้าและอธิษฐานภาวนาเพื่อจะได้ไม่เข้าสู่การทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่เนื้อหนังอ่อนกำลัง 42พระองค์เสด็จไปอีกครั้งหนึ่ง ทรงอธิษฐานภาวนาว่าพระบิดาเจ้าข้า ถ้าข้าพเจ้าต้องดื่มจากถ้วยนี้โดยหลีกเลี่ยงมิได้แล้ว ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด43 ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงพบเขาหลับอยู่อีก เพราะนัยน์ตาลืมไม่ขึ้น 44  พระองค์จึงเสด็จจากเขาทั้งสามคน ไปอธิษฐานภาวนาอย่างเดียวกันเป็นครั้งที่สาม 45แล้วเสด็จกลับมาพบเขา ตรัสว่าเดี๋ยวนี้ ท่านหลับต่อไปและพักผ่อนได้ เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาปมาถึงแล้ว 46จงลุกขึ้น ไปกันเถิด ผู้ทรยศต่อเราอยู่ที่นี่แล้ว เปโตรเปรียบเหมือนมนุษย์เราที่ยังอ่อนแอ หลายครั้งเราไม่เตรียมพร้อมที่เผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เหมือนคนนอนหลับ พอถึงเวลาที่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาปะทะทันทีทันใดจะรับไม่ได้ สู้ไม่ไหว และรู้สึกย่ำแย่ แต่ถ้าเราเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตไว้เสมอ เราจะรู้สึกว่าสู้ได้ ทนได้ และก็ผ่านไปได้ การเตรียมพร้อมนี้เป็นการเตรียมตลอดชีวิตของเรา คือการที่มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง พระเยซูเจ้าเตือนว่า เราไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรจะเข้ามาในชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือพวกเราจงมีพระเจ้าอยู่กับตนเองเสมอ คำว่าอยู่กับเราสักหนึ่งชั่วโมงไม่ได้หรือ คือการให้เรามีพระเจ้าอยู่ด้วยตลอดเวลา คือการที่เราสละเวลาให้กับพระ สักวันละชั่วโมง หรือครึ่งชั่วโมงก็ยังดี มีเวลาอยู่กับพระเพื่อทำให้จิตวิญญาณเราแข็งแรง

ในสวนเกทเสมนี มีนักเทวศาสตร์ตีความความทุกข์ทรมานในเวลานี้ของพระเจ้าว่า เป็นเพราะพระองค์เห็นความทรมานทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์ จึงขอให้ถ้วยกาลิกส์นี้ผ่านไป แต่นี่ยังไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด เพราะพระเยซูเจ้าไม่ใช่เพิ่งจะเห็นเครื่องทรมาน แต่เห็นมานานแล้ว เห็นมาตลอดชีวิตของพระองค์ว่าจะจบอย่างไร ตนเองจะทรมาน และตายอย่างไร
พระเจ้าเห็นความทรมานของพระองค์ก็จริง แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่ทรมานพระองค์มากที่สุด คือการที่มีลูกหลายคนไม่ตอบ “Yes” กับพระองค์ พระทรมานของพระองค์ที่สวนเกทเสมนีเป็นกระบวนการที่รวมความทรมานเข้ามาทั้งหมด และหนึ่งในความทรมานของพระองค์ มีชีวิตของพวกเราทุกคนรวมอยู่ในกางเขนของพระองค์ด้วย  ณ เวลานี้จึงไม่ใช่เครื่องทรมานที่พระองค์บอกว่าไม่เอา แต่เป็นคำพูดของพวกเราเองต่างหากที่บอกว่า “ไม่เอา” มันเป็นคำพูดของเราที่ไปอยู่ในชีวิตของพระเยซู การปฏิเสธขอให้ถ้วยนี้ผ่านไปจึงไม่ใช่คำพูดของพระองค์เท่านั้น แต่เป็นคำพูดของมนุษย์ทุกคนที่บอกว่าไม่เอาความทรมาน ความลำบาก ความเจ็บปวด ทำไมเหตุเหล่านี้จึงต้องเกิดขึ้นกับฉัน เป็นคำพูดของลูกที่ไม่เอากับพระองค์  เพราะสำหรับเรามนุษย์มีเวลาที่จำกัด แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว เวลาเป็นนิรันดร ณ เวลานี้พระองค์พยายาม รวบรวมทุกเวลา รวบรวมจิตวิญญาณทั้งหมดมาอยู่กับพระองค์ เหงื่อที่ไหลออกมาเป็นดังสายเลือด นั่นคือความพยายามอย่างสูงสุด ที่จะให้มนุษย์ตั้งแต่คนแรกไปจนถึงคนสุดท้ายที่ยังไม่เกิดมา ตอบรับน้ำพระทัยของพระ พระองค์กำลังรวบรวมลูกๆ ทุกคนให้ตอบ “Yes” กับพระเจ้า ความทุกข์ทรมานนี้จึงไม่ใช่ของพระองค์เท่านั้น แต่คือจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่มาอยู่กับพระองค์ ทรงกอดเอาชีวิต จิตวิญญาณของลูกเข้ามาไว้ในตัวของพระองค์เอง ความกลัวมันจึงขึ้นมาเหลือคณานับ ความกลัวของมนุษย์ทุกคน ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้าย จึงอยู่ในพระเยซูเจ้าทั้งหมดในเวลานี้  และการที่พระเยซูเจ้าตอบรับว่า “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย” ก็ไม่ใช่คำพูดของพระเยซูเจ้าผู้เดียวเท่านั้น เป็นชีวิตของเราทุกคนที่ไปอยู่ร่วมด้วยในพระเจ้า พระองค์ใช้พลังทั้งหมดในการที่จะรวบรวมคำพูดของลูกทุกคนให้เป็นการตอบออกมาให้ได้ว่า “Yes” “ครับ” “ค่ะ” คือการยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าตลอดชีวิต เพราะถ้าไม่ยอมรับ ชีวิตของลูกก็จะผ่านไปสู่สวรรค์ไม่ได้ และการตายของพระเจ้าจะไม่เกิดผล เกิดประโยชน์เลย ต่อให้พระเยซูเจ้าตาย แต่เราไม่ยอมรับน้ำพระทัยของพระ ชีวิตของเราก็ไม่ได้รับความรอด พระองค์ได้รวบรวมคำพูดเหล่านี้ทั้งหมดจนกระทั่งสามารถพูดออกมาได้ใหม่ว่า “อย่าให้เป็นไปตามน้ำใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” แล้วนั้นวิญญาณทุกดวงจึงได้รับความรอด ความรอดจึงไปจ่อรออยู่ที่ประตูของมนุษย์ทุกคนไม่เว้นใครเลย อยู่ที่ว่าเขาจะเปิดประตูยอมรับเอาความรอดเข้ามาในชีวิตเมื่อใด ดังนั้นการตายของพระเยซูเจ้าจึงสมบูรณ์แล้ว และมนุษย์ทุกคนก็ได้รับความรอดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือเปิดประตูของตนรับเท่านั้นเอง

พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 26:14-25 ยูดาสทรยศต่อพระเยซูเจ้า

 14คนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกสิบสองคน ชื่อ ยูดาส อิสคาริโอท ไปพบบรรดาหัวหน้าสมณะ ถามว่า 15ถ้าข้าพเจ้ามอบเขาให้ท่าน ท่านจะให้อะไรแก่ข้าพเจ้าบรรดาหัวหน้าสมณะจ่ายเงินสามสิบเหรียญ ให้แก่ยูดาส
16ตั้งแต่นั้นมา ยูดาสก็หาโอกาสที่จะมอบพระองค์
การเตรียมงานเลี้ยงปัสกา

17วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ บรรดาศิษย์เข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่าพระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน18พระองค์ตรัสว่าจงเข้าไปในกรุง ไปพบชายคนหนึ่ง บอกเขาว่าพระอาจารย์บอกว่าเวลากำหนดของเราใกล้เข้ามาแล้ว เราจะกินปัสกากับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน19บรรดาศิษย์ก็กระทำตามที่พระเยซูเจ้าทรงบัญชา และจัดเตรียมปัสกา
พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงการทรยศของยูดาส
20ครั้นถึงเวลาค่ำ พระองค์ประทับร่วมโต๊ะกับศิษย์ทั้งสิบสองคน 21ขณะที่ทุกคนกำลังกินอาหารพร้อมกับพระเยซูเจ้าอยู่นั้น พระองค์ตรัสว่าเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในที่นี้จะทรยศต่อเรา22บรรดาอัครสาวกรู้สึกสลดใจและทูลถามพระองค์ทีละคนว่าเป็นข้าพเจ้าหรือ พระเจ้าข้า23พระองค์ตรัสตอบว่าคนที่จิ้มอาหารในชามเดียวกันกับเรานี่แหละ จะทรยศต่อเรา 24บุตรแห่งมนุษย์จะจากไปตามที่มีเขียนเกี่ยวกับพระองค์ในพระคัมภีร์ วิบัติจงเกิดแก่คนที่ทรยศต่อบุตรแห่งมนุษย์ ถ้าเขาไม่ได้เกิดมาก็จะดีกว่า25ยูดาสผู้ทรยศต่อพระองค์ ทูลถามว่าเป็นข้าพเจ้าหรือ พระอาจารย์พระองค์ตรัสตอบว่า ใช่แล้ว

สาวกเองก็คงยังไม่แน่ใจในตนเองว่าดีหรือชั่วกันแน่ เพราะการมาติดตามพระองค์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนด้วย ยังกึ่งดีกึ่งชั่วอยู่ ในตอนนี้สาวกยังไม่รู้จักตนเองดี จะรู้จักดีก็ต่อเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมา การที่ทุกคนต่างถามว่า “เป็นตนเองหรือ” แสดงว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทรยศพระองค์ได้หมด ไม่มีใครมั่นใจเลยว่ามาติดตามพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ การมาติดตามพระ ก็ทำตามใจพระองค์มั่ง ตามใจข้าพเจ้าเองมั่ง ทุกวันนี้เราติดตามพระจริงหรือไม่ หรือเราตามพระมั่ง ตามใจเรามั่ง หรือดีไม่ดี เราอาจบอกพระด้วยว่าให้ตามใจเรามากๆ หน่อย ดังนี้แหละ เราทุกคนจึงต้องคิดว่าตนเองเป็นคนบาปเสมอ ชีวิตของยูดาส บรรดาสาวก และของพวกเราเองก็เหมือนๆ กัน ที่เราก็ยังรู้สึกว่าทุกวันนี้ ก็ยังตามพระไม่เต็มร้อย เคยถามพระหรือไม่ว่า “เป็นข้าพเจ้าหรือเปล่าที่ทรยศพระองค์?” การทรยศไม่ใช่เพียงแค่การไม่เชื่อ แต่ยังเอาความไม่เชื่อนั้นไปดัดแปลง แล้วสอนคนอื่นผิดๆ ด้วย พระเยซูเจ้าบอกไว้ว่า ถ้าใครสอนผู้บริสุทธิ์ในทางที่ผิด ให้เอาหินโม่ผูกคอถ่วงน้ำยังจะดีเสียกว่า ปัสกาไม่ได้เป็นเรื่องของคนบริสุทธิ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนบาปที่จิ้มลงไปในถ้วยเหล้าองุ่นของพระองค์ด้วย เราเองต้องสำนึกว่าเป็นคนบาปและไม่ได้ดีไปกว่ายูดาส ความจริงยูดาสเหมือนกับเราทุกอย่าง ต่างกันแค่นิดเดียวในตอนสุดท้ายเท่านั้นเอง ที่ทำให้ยูดาสต่างจากคนอื่น คำว่า วิบัติจงเกิดแก่คนที่ทรยศต่อบุตรแห่งมนุษย์ ถ้าเขาไม่ได้เกิดมาก็จะดีกว่า เหมือนจะบ่งบอกว่ายูดาสไม่รอด แต่เราก็ไม่สามารถฟันธงบอกได้ว่าใครตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะของพระเจ้ากับบุคคลนั้น แต่คำว่าถ้าเขาไม่ได้เกิดมาก็จะดีกว่า โดยปกติพระเยซูเจ้าจะไม่ใช้ เพราะการที่คนหนึ่งเกิดมาแล้วตกในบาปแต่ถ้าในตอนสุดท้ายเขาได้กลับใจ ขอโทษต่อพระเจ้า ชีวิตเขาก็รอด และเขาก็สมควรจะได้เกิดมาอยู่ดี แต่พระเยซูเจ้าใช้คำนี้กับยูดาส แสดงว่าการตายของเขานั้นไม่ดี ปีศาจยังคงครอบงำยูดาสอยู่จนในช่วงสุดท้ายของชีวิต ที่แม้ว่าพระเยซูเจ้าจะบอกว่า “ใช่แล้ว” ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้จิตใจของยูดาสหยุดอยู่กับพระองค์ได้ แสดงว่ายูดาสหล่อเลี้ยงบาปตัวนี้มานาน จนกระทั่งมันมีอำนาจอยู่เหนือยูดาส ที่แม้แต่พระวาจาของพระเจ้าก็ยังไม่สามารถเข้าไปในชีวิตของยูดาสได้เลยแม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น บาปใดๆ ก็ตาม จงอย่าให้มันหล่อเลี้ยงชีวิตของเรานานเกินไป จงแก้ไขตนเอง สารภาพผิดต่อพระเจ้า แก้บาปให้เรียบร้อย มันจะเป็นการตัดทอนการครอบครองของจิตชั่ว ไม่ให้มันมีอำนาจเหนือเรา ในเรื่องของดร.กลอเรีย โปโลที่พ่อเคยแบ่งปัน เธอโดนฟ้าผ่าและในขณะกำลังจะเสียชีวิต วิญญาณของเธอกำลังวิ่งลงทางไปสู่นรก เพราะทางนั้นเป็นทางที่เธอสร้างไว้ตลอดชีวิตของเธอ ดังนั้น หนทางที่เราจะขึ้นสวรรค์ หรือลงนรกมันเป็นหนทางของเราที่สร้างขึ้นมาเองในแต่ละวัน ในขณะที่วิญญาณเธอกำลังอยู่ที่ปากเหวของนรก พร้อมกับปีศาจหลายตนที่วิ่งไล่กวดเธอมาตามทาง มีปีศาจตนหนึ่งที่ยังคงตามติดข้างตัวเธอ แม้เมื่อได้อยู่ต่อหน้าพระเยซูเจ้าแล้ว ปีศาจตนนี้มันล่อลวงดร.กลอเรียมาโดยตลอด จนในวาระสุดท้ายของเธอ และมันบอกว่าเธอเป็นของมัน ทั้งที่โดยปกติแล้ว เมื่อเราล้างบาปพระเจ้าจะเป็นเจ้าของเรา ดังนั้น จงพยายามอย่าให้บาปใดบาปหนึ่งอยู่กับเรานาน ต้องสู้กับมันบ้าง เช่น อาทิตย์นี้สู้บาปนี้ อาทิตย์หน้าสู้บาปนั้น อาทิตย์นี้โกหกมาหลายหนแล้ว อาทิตย์หน้าจะพูดแต่ความจริงทั้งอาทิตย์ สัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์จะไม่ร่วมมือในการนินทาใคร ไม่พูดถึงใครในแง่ไม่ดี เจอใครเขานินทากันเราก็จะเงียบ ปีศาจก็จะตัวเล็กลงๆ จนในที่สุดความอยากที่จะนินทาของเราก็จะหายไป พ่อแนะนำให้ทำจริงๆ นะพี่น้อง เพราะบางคนคิดแต่ว่าตนเองอ่อนแอ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นอย่างนั้นตลอดไป  ในความบาปนั้นเรามีอยู่ตลอดเวลา แต่จงสู้เป็นชนิดๆ ไป ตัวไหนสู้ได้ก็จงสู้ ตัวไหนใหญ่แข็งแรงสู้ยาก เช่นปีศาจนินทา ต้องค่อยๆ อาศัยเป็นช่วงๆ ไป ดังนั้นการต่อสู้มันไม่ใช่แค่การที่เราบอกว่าจะไม่ทำเลย เพราะบางทีเราก็ยังทำไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะสร้างความคุ้นเคยกับบาป กับซาตานก่อนได้ อย่าไปปฏิเสธมันทีเดียว แต่ให้รู้ว่ามันมีอยู่และกำลังล่อลวงเรา แต่ช่วงนี้ สัปดาห์นี้เราจะไม่ร่วมมือกับมัน พ่อเองก็ใช้วิธีนี้แหละในการต่อสู้กับผี ปีศาจ ความบาปของตนเอง พยายามสู้ และบอกกับมันว่าไม่เอา ไม่ร่วมมือด้วย จนในที่สุดผีมันก็จะค่อยๆ ตัวเล็กลงๆ จนหายไปในที่สุด

พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 27:3-10 ยูดาสฆ่าตัวตาย

 3เมื่อยูดาสผู้ทรยศต่อพระเยซูเจ้าเห็นว่าพระองค์ทรงถูกตัดสินประหารชีวิต ก็เสียใจ จึงนำเงินสามสิบเหรียญไปคืนให้หัวหน้าสมณะและผู้อาวุโส 4พูดว่า “ข้าพเจ้าทำบาปที่ได้ทรยศต่อผู้บริสุทธิ์” เขาเหล่านั้นตอบว่า “ธุระอะไรของเราเล่า เป็นเรื่องของเจ้าต่างหาก” 5ยูดาสจึงโยนเงินทิ้งไว้ในพระวิหาร แล้วไปแขวนคอตาย 6บรรดาหัวหน้าสมณะจึงเก็บเงินนั้น กล่าวว่า “เป็นการไม่ถูกต้องที่จะเก็บเงินนี้ไว้ในคลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันเป็นค่าโลหิต” 7เขาทั้งหลายจึงปรึกษากัน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อนาแปลงหนึ่งของช่างหม้อทำเป็นสุสานสำหรับคนต่างเมือง 8เพราะฉะนั้นนาแปลงนั้นจึงมีชื่อว่า“นาเลือด” จนถึงวันนี้ 9ดังนี้ พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกเยเรมีย์ จึงเป็นความจริงว่า “เขาทั้งหลายนำเงินสามสิบเหรียญอันเป็นราคาค่าตัวซึ่งลูกหลานอิสราเอลตีราคาเขาไว้ 10ไปซื้อนาของช่างหม้อ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้า”

หลายคนมักจะพูดถึงยูดาสว่ามีส่วนที่ทำให้ความทรมาน ความตายของพระเจ้าสำเร็จไป จนกระทั่งมีการสร้างสารคดีเรื่อง “พระวารสารของยูดาส” มีคนบอกว่าถ้าไม่มียูดาส การไถ่กู้ก็จะไม่สำเร็จ กลายเป็นให้ความสำคัญกับยูดาส แต่แท้จริงแล้ว ความบาปของยูดาสแค่มีส่วนในความตายของพระเจ้าเท่านั้น แต่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญ ถึงยูดาสไม่ทำก็จะมีคนชั่วอื่นๆ ทำ อย่างไรแผนการของพระเจ้าก็จะสำเร็จไป ยูดาสต้องการทรยศพระเยซูเจ้า เพราะต้องการเงินจำนวนที่ไม่เยอะเลยคือสามสิบเหรียญ เทียบเท่าประมาณค่าแรงสามสิบวัน แต่เหตุที่ยูดาสยอมขายพระเยซูเจ้า เพราะยูดาสไม่เคยเห็นแม้แต่ครั้งเดียวว่าจะมีใครทำอะไรพระเยซูเจ้าได้ ยูดาสมั่นใจว่า หากทหารไปจับพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์กวาดมือทีเดียวทหารก็จะล้มลงพ่ายแพ้ไป แล้วพระเยซูเจ้าก็จะเดินผ่านไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าถูกรุมล้อม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดในชีวิตของพระองค์ และสาวกก็เห็นมาตลอดในสามปีที่ผ่านมา เห็นมาตลอดว่าพระเยซูเจ้าเคยถูกรุม ถูกจะผลักลงเหว จะถูกหินขว้าง แต่พระองค์ก็เดินผ่านได้อย่างสบาย บรรดาสาวกก็คงจะอกสั่นขวัญแขวนมาโดยตลอด เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนความตายตลอดเวลาที่มาติดตามพระเยซูเจ้า แต่ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า ทุกครั้งพระเยซูเจ้าก็ผ่านได้โดยตลอด ไม่มีใครทำอะไรได้ จนกระทั่งบรรดาสาวกเริ่มรู้สึกถึงอำนาจของพระเยซูเจ้าว่าไม่ธรรมดา ยูดาสจึงหากินกับอำนาจของพระเยซูเจ้า และคิดว่าสามสิบเหรียญนี้ ถึงจะไม่มากก็เอา เพราะเดี๋ยวพระเยซูเจ้าก็ผ่านได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไร เพราะยูดาสหากินกับพระเยซูเจ้ามานานแล้ว  การเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้าของยูดาสจึงไม่ได้เป็นการติดตามเพื่อพระเยซูเจ้า แต่เป็นการติดตามเพื่อตอบสนองกิเลสของตนเอง นี่คือความจริง สาวกคนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน นักบุญยอห์นและนักบุญยากอบก็เคยบอกแม่ให้ขอพระเยซูเจ้าว่า ให้ตนได้นั่งข้างซ้าย ขวา บนบัลลังก์ของพระองค์ สาวกทุกคนต่างก็มีความรู้สึกอิจฉาและอยากเป็นใหญ่ พวกเขาต่างก็มาจากคนระดับล่าง เมื่อเห็นโอกาสได้ขึ้นเป็นใหญ่ ยิ่งพระเยซูเจ้าได้รับการยอมรับมาก พวกตนก็สูงมากขึ้นตามไปด้วย บรรดาสาวกในตอนนั้นการติดตามพระเยซูเจ้าเป็นไปเพื่อตอบสนองความอยากของตนเอง แต่ยูดาสคงจะมีมากกว่าและใช้มันอย่างเข้มข้น ทำให้เมื่อถึงเวลาสุดท้ายยูดาสไม่สามารถจะสะบัดตัวเองออกจากมันได้   การที่ยูดาสเลือกเอาเงินสามสิบเหรียญแล้วทรยศต่อพระเยซูเจ้า เป็นเพราะยูดาสหล่อเลี้ยงตนเองด้วยความรู้สึกโลภมาโดยตลอด เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีเป็นครั้งแรก แต่เคยมีเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น เหตุการณ์ที่มีหญิงคนหนึ่งนำน้ำมันหอมราคาแพงมาชะโลมพระบาทพระเยซูเจ้า และยูดาสพูดว่า “น่าจะนำไปขายแล้วเอาไปช่วยคนจน” ในขณะที่พระเยซูเจ้าไม่ได้พูดอะไร แต่ยูดาสกลับพูด นี่ไม่ได้แสดงว่ายูดาสมีคุณธรรมมากกว่าพระเยซูเจ้า แต่แท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้ารู้ถึงจิตใจของหญิงผู้นั้น ค่าของน้ำมันหอมราคาแพงยังน้อยกว่าคุณค่าจิตใจของเธอที่สูงกว่ามาก เพราะเธอกำลังกลับใจและมีชีวิตใหม่ แต่ยูดาสไม่เข้าใจ ยูดาสเป็นคนถือเงิน ถือผลประโยชน์ไว้ในมือ และเขาหล่อเลี้ยงจิตใจตนเองอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้เรื่อยมา พ่อเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงรู้ดีและสอน แต่ยูดาสก็แอบทำและก็ทำมาเรื่อยๆ คิดว่าพระเยซูและคนอื่นๆ ไม่รู้ การหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้ มันทำให้มีเยื่อใยของปีศาจ ทำให้ปีศาจมีช่องทางเข้าไปในชีวิตของยูดาส     จนในที่สุดในเวลาที่ยูดาสได้ทรยศต่อพระเยซูเจ้านั้น เป็นความบาปของเขาเองที่ครอบงำเขาไว้ มันแสดงฤทธิ์ออกมาอย่างเต็มที่ เงินสามสิบเหรียญที่ยูดาสคิดว่าได้มาเปล่าๆ ไว้เก็บเล่น เพียงแค่พาคนไปจับพระเยซูเจ้า ประเดี๋ยวพระเยซูเจ้าก็ผ่านไปได้สบายเหมือนทุกครั้ง แล้วตนค่อยตามไปสมทบติดตามพระองค์ทีหลังได้ ความคิดของยูดาสก็ไม่ได้แตกต่างจากสาวกคนอื่นๆ   
มีเรื่องเล่าเตือนใจเรื่องหนึ่ง บาทหลวงคนหนึ่งจ้างรถไปต่างเมือง เมื่อถึงที่หมายก็จ่ายเงินค่ารถ แต่ปรากฏว่าคนขับรถทอนเงินเกินมา 5 บาท บาทหลวงคนนี้ก็ดีใจ คิดว่าคงเพราะพระเจ้าอวยพร แต่ในขณะที่ก้าวลงจากรถ บาทหลวงก็เปลี่ยนใจยื่นเงินทอน 5 บาทนั้นคืนให้แก่คนขับรถ คนขับหันมามองหน้าและถามว่า “คุณเป็นคนต่างถิ่นใช่ไหม?” บาทหลวงจึงตอบว่า “ผมเป็นบาทหลวงย้ายมาประจำโบสถ์ที่นี่” คนขับรถบอกว่า “ผมไม่เคยเห็นบาทหลวงดีๆ อย่างคุณมาก่อนเลย เงิน 5 บาทคุณก็คืนให้ผม ผมไม่ได้ไปวัดมานานแล้ว โอกาสนี้ผมจะได้ไปแก้บาป รับศีล กับคุณพ่อด้วยเลย” ภายหลังบาทหลวงได้เล่ากับคนอื่นว่า “ผมเกือบขายพระเยซูเจ้าด้วยเงินแค่ 5 บาทเสียแล้ว!”  ถามว่าจริงๆ แล้วยูดาสเสียใจไหมที่ทรยศ เสียใจแน่นอนเพราะยูดาสไม่ได้อยากจะขายพระเยซู แต่หากินกับพระเยซูเจ้าเท่านั้น และไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ ในเวลาที่พระเยซูเจ้าถูกจับ ยูดาสคงแปลกใจว่าทำไมพระองค์จึงถูกจับและก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ยูดาสเอาเงินไปคืนเพราะคิดว่าพวกเขาจะปล่อยพระเยซูเจ้า แต่ยูดาสคิดผิด ความคิดของยูดาสก็เป็นความคิดของพวกเรานี่แหละ บางครั้งเราก็คิดอะไรกันง่ายๆ เงิน 5 บาท 10 บาท ก็เอากันไว้ ไม่คืนให้เขา หลายครั้งก็นำผลที่ไม่ดีตามมา คนที่เลวร้ายไม่ได้เริ่มจากสิ่งใหญ่โต แต่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน คนที่เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ ก็ไม่ได้เริ่มจากคดีอุกฉกรรจ์ในทีแรก  แต่เริ่มจากอบายมุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เขาค่อยๆ เติบโต จนกระทั่งกลายเป็นมือปืนรับจ้างยิงคนตายในที่สุด ก่อนที่จะยิงคน ก็เริ่มจากยิงของ ยิงสัตว์เล่นก่อน เพื่อฝึกความใจกล้า นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา แต่เขาหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งเหล่านั้นจนกระทั่งเกิดความเคยชิน จนสามารถสามารถฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกอะไร นี่เป็นประสบการณ์ของคนในคุกจริงๆ ที่พ่อได้สัมผัสมา      เมื่อยูดาสไปแขวนคอตาย ปัญหาอยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงที่ว่าเมื่อสำนึกผิด ถ้ายูดาสบอกว่าขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย ยูดาสก็จะได้รอด แต่ยูดาสกลับหนีไป และใช้ความเป็นตัวของตัวเองตัดสินใจฆ่าตัวตาย ชีวิตไม่ใช่ของเรา เราจึงตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตายไม่ได้ ที่ยูดาสตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะยูดาสตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง นั่นคือยูดาสจองหองเหมือนอาดัม เอวาที่คิดว่าตนเองเท่ากับพระเจ้า ยูดาสคิดว่าตนอยู่เหนือคนอื่นตลอดเวลา แม้กระทั่งการที่เขาคิดฆ่าตัวตาย ก็คือความจองหอง และมันเป็นบาปเดียวกันที่ทำให้อาดัมและเอวาต้องออกจากสวนเอเดน บาปนี้เป็นบาปต้นและเป็นบาปที่ทำให้ยูดาสฆ่าตัวตาย เพราะถ้ายูดาสไม่จองหองยูดาสจะต้องกลับไปหาพระและขอโทษ  แต่ความรู้สึกของการกลับมันถูกแทนที่ด้วยความจองหองว่ากลับไม่ได้ เพราะตนเองเป็นคนเลวจะกลับไปไม่ได้ ต้องทำร้ายตนเอง นี่เป็นความคิดของคนจองหอง คิดว่าพระเจ้าไม่มีอำนาจจะช่วยอะไรตนได้ ความคิดแบบนี้จึงทำให้ยูดาสไม่สามารถจะกลับเข้าสู่สวรรค์ได้ วิญญาณในนรกไม่ใช่วิญญาณที่ไม่รู้ว่าตนเองผิดอะไร แต่รู้ตัวเองทั้งครบ วิญญาณในนรกเสียใจ แต่สิ่งหนึ่งที่วิญญาณในนรกกับวิญญาณในสวรรค์ต่างกันคือ วิญญาณในนรกไม่ยอมที่จะกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า แต่กลับเตลิดเปิดเปิงและตัดตัวเองออก เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกว่าตนนั้นยังเป็นของตนเองอยู่ เขาไม่มอบตนเองให้กับพระเจ้า นี่คือความจองหอง ถ้าเขายอมมอบเหมือนเช่นนักบุญเปโตร ที่แม้จะพลาดพลั้ง ปฏิเสธพระไป แต่ก็กลับเข้าไปหาพระ การกลับไปหาคือความสุภาพ เวลาที่เราทะเลาะกับใคร แล้วจะให้ต้องเป็นฝ่ายไปขอโทษก่อนเป็นสิ่งที่ยาก ยิ่งถ้าเราคิดว่าไม่ผิดก็ยิ่งยากมาก ความจองหองเป็นปีศาจตัวใหญ่ที่สุดที่ล่อลวงยูดาส มาโดยตลอด การที่ยูดาสคิดจะมีเงินเป็นของตนเอง แสดงถึงการที่ยูดาสอยากจะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ความจองหองนี่เอง ที่ทำให้ยูดาสไม่ยอมที่จะกลับไปหาพระเจ้า และปีศาจในนรกทุกตัว คือปีศาจที่ไม่ยอมกลับไปหาพระเจ้า นั่นคือติดอยู่ในความจองหองของตนเอง เพราะฉะนั้นคนที่แข็งแรงที่สุดคือคนที่ขอโทษเร็วที่สุด ในขณะที่โลกบอกว่า ด้วยศักดิ์ศรีหากฉันไม่ผิดจะต้องไม่เป็นฝ่ายที่ยอมขอโทษก่อน นี่เป็นทิฐิ เป็นการหลงผิด เมื่อเราขอโทษใคร เราจะเป็นอิสระ ความรู้สึกว่าเราถูกเสมอเป็นการยึดมั่นว่าเราเหนือกว่าคนอื่น แต่ที่จริงคือการมัดตนเอง จงเป็นคนสุภาพและจงสบายใจ คนที่บริสุทธิ์ใจหน้าตาจะไม่เศร้าหมอง แต่กลับสดชื่น ผ่องใส เพราะหากจิตชั่วผูกมัดไว้ หน้าจะหมองเพราะความบาป การผูกคอตายของยูดาสสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้บอกว่า บุคคลนี้ถ้าไม่ได้เกิดมาจะดีกว่า มันน่าเศร้าใจ แต่พระเยซูเจ้าเศร้าใจกว่าเราเยอะ เพราะการตายของพระองค์ พระองค์ตั้งความหวังไว้ว่า ลูกทุกคนต้องได้ขึ้นสวรรค์ มีแม่คนไหนหรือ ที่ยอมลำบากแล้วอยากให้ลูกบางคนสบาย บางคนลำบาก ที่แม่ยอมลำบากก็ย่อมอยากให้ลูกทุกคนสบาย การตายของพระองค์ไม่ใช่การตายเพียงเพื่อคาทอลิกหรือคนที่รู้จักพระเจ้า แล้วจะได้รอดเท่านั้น แต่คือมนุษย์ทุกๆ คน ทุกศาสนา สำหรับพระเจ้าไม่มีศาสนาเพราะทุกคนคือลูกของพระองค์ แต่มันน่าเศร้าที่การตายของพระเจ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถที่จะช่วยลูกของพระองค์คนหนึ่ง ที่ได้ดำเนินชีวิตติดตามพระองค์มาตลอดสามปีได้รอด ยูดาสอยู่กับพระเยซูเจ้ามาตลอดสามปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเข้าไปในชีวิตของยูดาสเลยก็คือ “พระวาจาของพระเจ้า” ยูดาสกลับไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระเยซูเจ้านั้นให้อภัยได้ตลอด พ่อเชื่อเหลือเกินว่าพระเยซูเจ้าเศร้าเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ

แต่ความตายของพระองค์กลับมีผลต่อโจรที่ถูกตรึงกางเขนอยู่ข้างๆ และโจรคนนี้ได้รอด โจรสองคนนี้เปรียบเหมือนยูดาสกับเปโตร คนหนึ่งเมื่อผิดก็ไม่ได้ยอมรับผิดยังดื้อด้านอยู่ในความผิดของตน แต่อีกคนหนึ่งขอความเมตตา ดังนั้นจงอย่าติดสินคนเฉพาะจากที่เราเห็น ชีวิตคนเรา เราไม่สามารถเห็นเบื้องลึก เบื้องหลังของเขาทั้งชีวิตได้ โจรคนขวามืออาจทำชั่วด้วยความจำใจ แต่ที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าพระเจ้าทุกสิ่งจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นคนดีหรือเลว เขาได้ขอโทษพระเยซูเจ้า และขอพระองค์ว่า “เมื่อเข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเถิด” แสดงว่าเขาไม่ได้เป็นคนชั่ว แต่ถูกตัดสินว่าทำผิด

การเดินรูป 14 ภาค เกิดขึ้นในยุคกลาง สมัยก่อนมีการเดินรูปในกรุงเยรูซาเลมเป็นธรรมเนียม ในทางที่ไปเขากัลวารีโอ ซึ่งเชื่อกันว่าพระเยซูเจ้าเคยแบกกางเขนผ่านไป หากใครได้ไปแสวงบุญ และได้ไปเดินที่นั่นร่วมทางเดียวกับพระเยซูเจ้า บาปของเขาที่มีทั้งหมดจะได้รับการชำระ เป็นพระคุณการุณย์บริบูรณ์ แต่เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่จะไปได้ตามฐานะที่ต่างกัน จึงมีการคิดระบบการเดินรูป14ภาคขึ้นมา เป็นการจำลองเส้นทาง เพื่อให้สามารถคิดถึงเหตุการณ์และเดินที่บ้านตัวเอง หรือที่วัดได้โดยไม่ต้องไปถึงประเทศอิสราเอล แต่ก่อนไม่มีการคิดเป็นรูปแบบมากมาย แค่เดินไปเรื่อยๆ แล้วนึกถึงความลำบากของพระ จนกระทั่งนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ได้เริ่มวางระบบให้เป็นการเดินรูป14 ภาค บางวัดมีเดินรูป15ภาค ภาคที่15 คือพระเยซูเจ้ากลับคืนชีพ ซึ่งในเทศกาลปกติเราสามารถเดินรูปถึงภาคที่15 ได้ แต่ในเทศกาลมหาพรต จะเดินถึงแค่ภาคที่14 เท่านั้น

สถานที่1 พระเยซูเจ้าทรงถูกตัดสินประหารชีวิต เหตุการณ์ตอนนี้ เป็นตอนที่พระเยซูเจ้ายอมรับการถูกตัดสินอย่าง
อยุติธรรม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เราจะเจอในชีวิตอยู่ตลอดเวลา การเดินรูปในภาคแรกนี้ พ่ออยากให้เรานึกถึงคนที่เราเกลียดชัง บุคคลที่เราด่าเขา หรือบุคคลที่ด่าเรา ใส่ร้ายเรา บุคคลที่ตัดสินเราอย่างไม่ยุติธรรม รวมถึงคนที่พูดถึงเราและเราพูดถึงเขาในแง่ไม่ดีด้วย ให้เราคิดถึงคนเหล่านี้ พระพรจะช่วยให้พวกเขาและเราดีขึ้น ทำให้ตัดสินผู้อื่นด้วยความยุติธรรม ถูกต้องมากขึ้น การถูกตัดสินอย่างอยุติธรรม แสดงว่าชีวิตของเราเข้าใกล้กับพระเยซูเจ้ามาก คริสตชนจึงง่ายที่จะขอโทษก่อน คนที่แข็งแรงที่สุดจึงเป็นคนที่ขอโทษด้วยความจริงใจก่อน และเป็นอิสระ การขอโทษเป็นเรื่องของเรา ส่วนเขาจะยกโทษให้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราได้คลี่คลาย ปลดโซ่ตรวนของเราแล้ว แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้ จงเริ่มสวดให้เขาก่อน เพราะน้อยมากที่จะสามารถเข้าไปขอโทษได้ทันที เพราะปีศาจจองหองนี้ตัวมันใหญ่มาก    

สถานที่2 พระเยซูเจ้ารับแบกไม้กางเขน นักบุญหลายท่านที่เห็นนิมิต บอกว่าพระเยซูเจ้าแบกไม้กางเขนทั้งอันแล้วลากไป แผลใหญ่ที่ไหล่ขวาของพระองค์ เวลาดูผ้าห่อพระศพตูรินเห็นเป็นบาดแผลตรงบริเวณนี้ใหญ่มาก เวลาลากกางเขนไปตามถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ ยิ่งเป็นถนนโรมันจะมีหินเป็นก้อนๆ วางไว้ เวลาเดินลากไป กางเขนก็กระแทก เสียดสีกับแผลซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความเจ็บปวดมาก การรับแบกไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าเป็นการรับแบกไม้กางเขนของพวกเราทุกคน การเดินรูปทุกครั้ง อย่ามองเพียงว่าพระเจ้ากำลังรับทรมาน แต่ให้มองว่าพระเจ้านั้นรักลูกของตนเองเหลือคณา “ถ้าบาปนี้ลูกของเราต้องแบก เราขอแบกเองก็แล้วกัน” ความรักเช่นนี้ลองไปหาดูได้ตามโรงพยาบาล จะพบเห็นแม่ที่นั่งหน้าตาเศร้าโศกเฝ้าดูลูกเจ็บป่วย แม่ที่อยากจะเจ็บแทน แม้จะต้องเจ็บมากกว่าลูกเป็นร้อยเท่าก็ยินดี ถ้าจะทำให้ลูกหาย ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกของหัวอกพระเป็นเจ้า ในการแบกกางเขนของพระเยซูเจ้า จึงมีรอยยิ้มของพระองค์อยู่ด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่ความเจ็บปวดอย่างเดียว เป็นยิ้มที่ดีใจว่าเมื่อเราแบกกางเขนของลูกแล้ว อย่างน้อยลูกก็จะสบายมากขึ้น เหมือนคนเราทำงานต่อให้หนักแสนหนัก แต่เมื่อนึกถึงหน้าลูกน้อย เราก็มีจะรอยยิ้มออกมาได้ และยินดีที่จะทำงานหนักต่อไป เพื่อให้ลูกได้มีชีวิตที่สบายขึ้น   กางเขนชีวิตที่เราทุกคนต้องแบก จึงไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะน้ำหนักส่วนใหญ่นั้น พ่อของเราได้แบกไปเกือบหมดแล้ว ที่เราต้องแบกบ้างก็ถือว่าเพียงเล็กน้อย แต่เราก็ยังแบกกันไปบ่นกันไป ทั้งที่พ่อของเราต้องแบกกางเขนให้เรา โดยไม่ได้คิดถึงชีวิตตนเองเลย ในพระประวัติภายในของพระเยซูเจ้าบอกว่า ความจริงแล้วพระเยซูเจ้าหมดแรงตั้งแต่ตอนถูกเฆี่ยนแล้ว และหากเป็นมนุษย์ทั่วไปก็คงจะตายแล้ว พระเยซูเจ้ามีพระธรรมชาติพระเจ้าแต่พระองค์ไม่เคยเอาอำนาจของพระเจ้ามาใช้เพื่อตนเองเลย แต่พระองค์ขอใช้เพียงแค่ครั้งเดียวคือในตอนนี้ ที่กำลังแบกกางเขนแล้วจะไปต่อไม่ไหว พระองค์ขออำนาจแค่การมีกำลังเพียงพอที่จะแบกกางเขนไปจนถึงเขากัลวารีโอ แม้จะไปด้วยความยากลำบาก   

สถานที่3 พระเยซูเจ้าทรงหกล้มครั้งที่หนึ่ง จากสภาพร่างกายที่ไม่ได้ทานอะไรเลยและมีเลือดไหลตลอดเวลา โดยธรรมชาติของร่างกายย่อมรับไม่ไหว พระเยซูเจ้าจึงล้มลง ทุกครั้งที่ล้ม เป็นการล้มลงกระแทกกับพื้นและมีไม้กางเขนที่แบกอยู่ทับลงมาด้วย การล้มของพระเจ้าคือการเตือนใจเราว่า ชีวิตของเราอย่าคิดถึงความสมบูรณ์แบบ เพราะหากคิดเช่นนั้น เมื่อล้มแล้วจะลุกไม่ได้เลย เพราะเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องล้ม จงตระหนักไว้เสมอว่าเรานั้นอ่อนแอ การที่พระเยซูเจ้าล้มลงแสดงให้เห็นว่าชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งที่เปราะบางยิ่งนัก จงอย่ามั่นใจในกำลังของตนเอง แต่จงมั่นใจในกำลังของพระเจ้า และแม้จะล้มก็จงลุกขึ้น นี่คือภาพของศีลอภัยบาปที่ดีที่สุด ความบาปคือการล้ม และสำหรับพระเจ้าการล้ม หรือบาปนั้นไม่มีค่า ไม่มีความหมายสำหรับพระองค์ เมื่อตกลงไปในบาปแล้วสิ่งสำคัญคือต้องรีบลุกขึ้น นี่ต่างหากคือคุณค่าของการล้มในสายตาของพระเจ้า เมื่อล้มแล้วลุกขึ้น นี่แหละคือลูกของพระ แต่ถ้าเป็นปีศาจหากล้มเมื่อไหร่ นั่นแหละเราจะต้องเป็นของมัน การแก้บาปไม่ใช่เป็นการจมอยู่ในบาป แต่เป็นการที่จะลุกขึ้นมาจากบาป การแก้บาปไม่ใช่การเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นคนบาปแต่เป็นความตั้งใจว่าจะเลิกทำบาปเสียทีแล้วลุกขึ้นมา แต่แน่นอนที่มนุษย์นั้นยังอ่อนแอ พระเยซูเจ้าก็ยังหกล้มถึงสามครั้งด้วยกัน เป็นการเตือนใจเราว่า ในชีวิตไม่ว่าจะต้องล้มสักกี่ครั้งก็ตาม แต่ทุกครั้งต้องลุกให้ได้ และที่พระเจ้าลงมา ก็เพื่อช่วยให้ลูกลุกขึ้นมาให้ได้ แต่มนุษย์กลับคิดว่าพระเจ้านั้นจะเหยียบซ้ำ แท้จริงเป็นเราเองทั้งนั้นที่ทำให้เหตุการณ์ไม่ดีทั้งหลายเกิดขึ้นกับตนเอง และเป็นพระเจ้าต่างหากที่คอยพยุง ดึงเราให้ก้าวเดินต่อไปได้ หลายครั้งชีวิตเรามีปัญหาเพราะเรามั่นใจในกำลังของตนเอง เมื่อวันแห่งความผิดหวังมาถึงเราจึงรับไว้ไม่ได้ บางคนรับไม่ได้ถึงขั้นฆ่าตัวตาย หลายคนทุกข์ใจแสนสาหัสว่าแต่ก่อนเคยทำได้ ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้  หากเราไว้ใจในกำลังตนเอง วันหนึ่งพระจะให้เราเจอปัญหาหนักในชีวิต เพื่อทำให้ความจองหองของเราลดลง เพราะมิฉะนั้น เราจะจองหองจนไม่สามารถเข้าสวรรค์ได้  

สถานที่4 พบปะพระมารดา  นี่คือหัวอกของคนเป็นแม่ แม่พระมีกำลังทุกอย่าง สามารถจะสู้กับทหารโรมันได้จนตัวตาย แม่พระพร้อมที่จะไปปกป้องพระเยซูเจ้าด้วยชีวิต แต่แม่พระถูกสั่งห้ามไว้ เป็นความรู้สึกที่แม่พระรู้ตัวเองว่าเหตุการณ์เรื่องการทรมานของลูก  ตนเองจะยุ่งไม่ได้ การที่ต้องเห็นแล้วช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่สามารถช่วยได้มันทรมานที่สุด แม่พระจึงเป็นมารดาแห่งมรณะสักขี เพราะชีวิตของแม่พระเป็นชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับพระเยซูเจ้าจนถึงกัลวารีโอ เมื่อลูกเจ็บ คนเป็นพ่อ แม่จะรู้สึกเจ็บกว่าลูก มารดาของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เจ็บฝ่ายร่างกาย แต่เป็นหัวใจ ถ้าเป็นแม่ซึ่งเป็นมนุษย์ทั่วไป คงจะขาดใจตายไปแล้ว ที่ต้องทนเห็นลูกถูกทรมานให้ค่อยๆ ตายบนไม้กางเขนอย่างนั้น แม่พระมองเห็นทุกวินาทีของลูกว่าคนที่กำลังใกล้จะตายเป็นอย่างไร เป็นความทุกข์ทรมานเกินกว่าที่จะบรรยายได้ ดังนั้น ในการเดินรูปอย่าคิดถึงแต่ความทรมานของพระเยซูเจ้า แต่ให้นึกถึงความรักของพ่อ-แม่ที่รักลูกสุดหัวใจ นี่จึงจะทำให้การเดินรูปของเรานั้นสมบูรณ์      

โปรดติดตามตอนต่อไป>>

คำถาม-คำตอบ

เราจะรู้สึกตัวอยู่ว่าต่อหน้าพระตลอดเวลาได้อย่างไร? ช่วงเวลาที่รับศีลเป็นช่วงเวลาที่จับต้องได้มากที่สุด ให้เราตระหนักว่ากำลังหยิบพระเจ้าเข้าปาก เราจะเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเรานั้น พระเจ้าเข้ามาอยู่ในตัว จากนั้นจงเริ่มที่จะคุยกับพระที่อยู่ในตัวของเรา ในทุกเวลา ทุกแห่ง ทุกสถานการณ์ ที่เราพบเจอ มนุษย์เรามีความคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา ความคิดหนึ่งที่ควรมีอยู่ด้วยเสมอคือ “พระเจ้าอยู่กับเรา” การพูดคุยกับพระเจ้าในใจเสมอ จะทำให้ความรู้สึกมีพระเจ้าอยู่ของเราเด่นขึ้น ชัดขึ้น ส่งผลให้ความเป็นพระเจ้าในตัวเราชัดเจนขึ้น ความสุขก็จะยังคงอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เมื่อชีวิตไม่แกว่งความสุขก็เกิดแล้ว ความสุขไม่ได้เกิดจากการไปรับจากข้างนอก แต่มันเกิดจากข้างใน ยิ่งเรามีพระอยู่ในตัว สถานการณ์ต่างๆ จะไม่มีผลกระทบในเชิงลบกับเราเลย