อาหารของจิตวิญญาณ





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371



อาหารของจิตวิญญาณ

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2557

เราทุกคนต่างมีวิญญาณของตนเอง และปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดมาจากวิญญาณที่หิวโหยอย่างมาก สงครามไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างประเทศแต่เกิดจากจิตวิญญาณที่หิวโหย เราต่างก็รู้ว่าทุกคนมีวิญญาณของตน แต่เราก็บรรเทาความหิวของวิญญาณไม่เป็น เราจึงหิว เราจึงโหย แล้วก็เติมเอาสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่วิญญาณต้องการอย่างแท้จริง และนี่แหละคือต้นตอของปัญหาทั้งมวล นี่คือสาเหตุของความโลภ ความโลภคือการหิวแต่ไม่รู้ว่าหิวอะไร จึงอยากจะกอบโกยทุกอย่างที่เอาได้ แต่มันก็ไม่เคยอิ่ม เพราะมันไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหิวอะไร   เมื่อหิวมากๆ และไม่ได้รับการบรรเทา บรรเทาความหิวกันไม่เป็น คนเราก็ฆ่ากันได้ ผลร้ายก็เกิดขึ้น เหมือนสัตว์ที่เมื่อหิวก็กัดกัน ทำร้ายกัน เหมือนสิงโตที่ดุร้าย ในเวลาหิวโหยอะไรก็เอาไม่อยู่ แต่ผิดกับในยามที่มันอิ่มแล้วก็จะไม่ทำอันตรายใครอีก พวกเราเคยไปสั่งอาหารตอนหิวหรือไม่ เราจะหน้ามืดตาลายสั่งทุกอย่างที่ขวางหน้ามาเต็มโต๊ะแล้วก็กินไม่หมด วิญญาณของเราก็เช่นเดียวกัน วิญญาณที่เราไม่รู้จักให้อาหาร มันก็จะโลภ จะกินทุกอย่าง ธรรมชาติของมนุษย์เรามีตัวนี้อยู่เช่นเดียวกัน แต่เมื่ออิ่มแล้วก็จะไม่มีความอยาก เมื่ออิ่มแล้วเราจึงเริ่มจะคิดถึงผู้อื่น ทุกวันนี้ที่เราคิดถึงแต่ตัวเองเพราะเรายังหิว หากเราอิ่มเราจะเริ่มมีความคิดที่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่มีให้กับผู้อื่น ชีวิตของเราถ้ามันอิ่มเราจะเริ่มคิดถึงผู้อื่น ถ้าเราไม่อิ่มต่อให้มีคนมายืนรอขอความช่วยเหลือเราก็จะไม่สนใจ เพราะต้องการที่จะอิ่มก่อน นี่คือธรรมชาติของเรา และธรรมชาติของวิญญาณก็เช่นเดียวกัน หากวิญญาณอิ่ม ความโลภ ความอิจฉาย่อมไม่เกิดขึ้น สาเหตุของบาปทั้งหมดเกิดจากจุดนี้จุดเดียวคือจากจุดในระดับของวิญญาณ  คำว่า free will คือวิญญาณเจตจำนงอิสระตัวนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพวิญญาณของเราว่ามันดีหรือไม่ ถ้าคุณภาพไม่ดีมันจะไปกดดัน free will ให้คิดชั่ว คิดถึงแต่ตนเอง ดังนั้นปัญหาของคนรอบข้างเราที่เกิดขึ้นจึงต้องเติมวิญญาณของเขาให้เต็มด้วยการสวดภาวนา ช่วยเหลือ และอดทนต่อเขาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น คนเราเมื่อรู้สึกตัวเองว่าอิ่มมันก็จะพอ เราจึงต้องรู้จักเสริมสร้างวิญญาณของเรา และสอนผู้อื่นให้รู้จักเสริมสร้างวิญญาณของตนให้อิ่มด้วยเช่นกัน อาหารวิญญาณไม่เหมือนกับความอยากหรือความชอบส่วนตัวของเราแต่ละคนที่แตกต่างกันไป และนี่คือพระพรที่พระให้มาต่างกัน จะเกิดอะไรขึ้นหากทุกคนชอบกินปลาเหมือนกัน ปลาก็คงจะสูญพันธุ์หมดโลกเป็นแน่ แต่ความสุขของวิญญาณทุกดวงไม่แตกต่างกัน พระเป็นเจ้าคือความอิ่มของเราทุกคน  และที่พระเจ้ายอมลงมาลำบากก็เพื่อให้วิญญาณของลูกได้อิ่ม   ดังพระวาจาที่ว่า ท่านทั้งหลายที่กระหาย จงมาดื่มน้ำ แม้ผู้ไม่มีเงิน จงมาเถิด จงมาซื้อและกิน แม้ไม่มีเงิน จงมาซื้อเหล้าองุ่นและน้ำนม โดยไม่ต้องเสียเงิน(อสย55:1)

อาหารของวิญญาณมีอยู่ด้วยกัน 4 อย่างคือ 1.การทำความดี โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน การทำดีแบบคริสต์คือการที่เมื่อมีพระพรผ่านมาที่ตัวเรา เราจึงต้องแจกจ่ายออกไปโดยไม่หวังว่าเขาจะต้องมาตอบแทนบุญคุณกลับ คนคริสต์จริงๆ จึงไม่มีบุญคุณติดค้างต่อกัน เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า พระพรที่เราแบ่งปันออกไปให้ เขาก็จะแบ่งปันกลับมา เป็นการแบ่งปันพระพรต่อกัน เมื่อเราแบ่งปันให้ใครแล้วก็จงถวายให้แก่พระโดยไม่คาดหวังแม้แต่คำขอบคุณ เพราะเราก็ได้รับพระพรจากพระเป็นเจ้าแล้ว 2.การสวดภาวนา คำภาวนาเป็นพลังบวกโดยธรรมชาติ เวลาสวดภาวนาให้สวดออกมาจากใจอย่างช้าๆ คุยกับพระเจ้าช้าๆ แล้วพลังบวกก็จะออกมา จิตจะเริ่มนิ่ง มีหลายคนที่สวดสายประคำมานานแต่ก็ยังไม่รู้สึกดี ไม่รู้สึกชอบที่จะสวด แต่หากว่าเรายังมีความพากเพียรที่จะสวด นี่ถือเป็นพระพรที่เราได้มีความพยายาม นักบุญเทเรซา แห่งกัลกัตตาได้บอกไว้ว่า ท่านไม่เคยได้รับความบรรเทาใจเลยในขณะที่สวด ท่านสวดภาวนาด้วยความพากเพียรแต่ก็ไม่เคยได้รู้สึกถึงความสุขของการสวด 3.ศีลมหาสนิท คืออาหารที่ทำให้จิตวิญญาณของเราเติบโตอย่างเต็มที่ อาหารยิ่งดีก็ยิ่งทำให้สุขภาพของเราแข็งแรง วิธีการรับศีลที่ดีคือ ในระหว่างเดินไปรับศีลให้สวดภาวนาไปด้วย ส่วนตัวพ่อใช้บทวันทามารีย์ เพราะแม่พระถือเป็นบุคคลแรกที่ได้รับศีลมหาสนิทคือพระเยซูเจ้าเข้ามาอยู่ในกาย จากการที่แม่พระได้ตอบรับการแจ้งสารจากทูตสรรค์กาเบรียล แล้วจึงได้รับเอากายของพระบุตรมาบังเกิดกับตน พ่อจึงสวดบทนี้แล้วค่อยเดินไปรับศีล เวลาที่พ่อทำการแจกศีล พ่อสัมผัสได้เลยว่า ณ เวลานั้น พระเป็นเจ้าอยู่ในแผ่นปังและพระองค์รู้จักลูกดี รู้จักลูกทุกคนของพระองค์ทั้งครบ ดังว่าพวกเขาคือผู้ที่พระองค์ทรงสร้างมาด้วยมือ ด้วยชีวิตของพระองค์เอง ทรงรู้จักเขาอย่างดีที่สุด และพระองค์ดีใจมากที่จะได้ไปอยู่กับเขา ในเวลาที่เราไปรับศีลให้มองไปที่พระ และควรจะยิ้มอย่างดีใจ กล่าวตอบว่า “อาแมน” เมื่อพระสงฆ์กล่าวในขณะยื่นศีลให้แก่เราว่า “พระกายพระคริสตเจ้า” ให้เรามองที่ศีล เรียกพระเป็นเจ้าว่าพ่อด้วยความยินดีและเต็มใจ ให้สมกับที่พระองค์ได้รอคอยที่จะเข้ามาอยู่กับลูก เวลารับศีลเราจึงควรเตรียมตัวรับพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นพ่อของเราอย่างเต็มที่ เมื่อกลืนศีลเข้าปากแล้ว ก็อย่าลืมที่จะบอกว่าขอบคุณ และบอกรักพระองค์กลับในใจด้วย เพราะพระองค์ได้มาพร้อมกับพระพรมากมายที่จะนำมาช่วยเหลือ ซ่อมแซมวิญญาณที่อ่อนแอของลูก ทำให้วิญญาณของลูกแข็งแรง ทำให้เรารับใช้พระเจ้าได้มากขึ้นและเราจะสัมผัสการดลใจจากพระองค์ได้ง่ายขึ้น 4.การอ่านพระวาจา อ่านพระคัมภีร์ อ่านหนังสือศรัทธาอย่างดี วิญญาณเราก็จะอิ่มเช่นกัน พระวาจาของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนฟ้า แต่คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา พระวาจาของพระไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ แต่คือสิ่งที่ออกมาจากพระคัมภีร์ มาอยู่ในชีวิตของพวกเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์จึงไม่ใช่อดีตแต่เป็นปัจจุบันที่พระเยซูเจ้ายังอยู่ในชีวิตของเรา พระเยซูจึงไม่ใช่บุคคลที่อยู่แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้อยู่แต่ในศีลมหาสนิทเท่านั้น แต่พระเยซูอยู่ในชีวิตของเราด้วย ในการพิพากษาครั้งสุดท้าย พระเป็นเจ้าจะไม่ถามว่าเราได้ไปร่วมมิสซาไหม แต่พระองค์จะถามว่าเมื่อลูกไปร่วมมิสซา สวดภาวนาแล้ว ลูกได้ออกไปทำอะไรให้ใครบ้างหรือไม่ หากออกไปไม่ได้ก็จงส่งคำภาวนาให้แก่เขา คำภาวนาที่ออกมาจากใจย่อมมีพลังมาก  การไปวัด การสวดภาวนา สิ่งเหล่านี้จะต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตของเราและแผ่ออกไปเป็นการคิดถึงผู้อื่นที่เขาลำบากกว่าเราและอยากจะช่วยเหลือเขา นี่ต่างหากคือผลของมิสซาและการสวดภาวนา หากเราไปวัดแล้วไม่เคยทำดีกับใครเลยการไปวัดของเราก็ไร้ค่า

ดังนั้น หากเราเติมอาหาร4อย่างนี้ให้แก่วิญญาณได้ จิตวิญญาณก็จะสูงขึ้นๆ สังคมของเรา คนรอบข้างของเราก็จะดีขึ้นๆ รับประกันได้เลยว่ามีความสุขแน่นอน พระเป็นเจ้าไม่เคยที่จะห้ามให้ลูกมีความสุข สาเหตุที่ลูกไม่มีความสุขไม่ได้มาจากพระเจ้าแต่มาจากบาปของลูกเอง แท้จริงแล้วพระเจ้าอยากให้ลูกทุกคนของพระองค์มีความสุขตั้งแต่บนโลกใบนี้แล้ว แต่เป็นเราเองที่เมื่อมีปัญหาก็คิดโทษพระเจ้า ว่าเป็นเพราะพระเจ้าลงโทษ ทุกชีวิตล้วนมีปัญหา ดังนั้นการเติมอาหารให้แก่วิญญาณทั้งสี่อย่างเช่นนี้ ก็จะช่วยให้จิตวิญญาณเราแข็งแรงขึ้น เมื่อแข็งแรงขึ้นปัญหาต่างๆ ก็จะเล็กลง เราจะรับมือได้ดีขึ้น หากไม่อยากให้ลูกหลานของเรามีปัญหา ก็สอนให้เขารู้จักทำความดีเยอะๆ จิตวิญญาณของเขาจะสูงขึ้น เพราะพลังของวิญญาณมีทั้งบวกและลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมและเติมอะไรเข้าไปให้กับมัน เราจึงต้องพยายามแผ่พระพรออกไป เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของกันและกันให้สูงขึ้น

คำถาม-คำตอบ ทำไมเรารู้สึกอิ่มแต่ก็ยังอยากจะชิมของคนอื่นที่เขามีอะไรดีๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นความโลภหรือไม่? การชิม คือความสัมพันธ์อยากร่วมชื่นชม มีความสุขกับผู้อื่น แต่ไม่ใช่ความโลภที่อยากครอบครองหรือแย่งของที่ชิมมาเป็นของตนเอง จึงไม่เรียกว่าเป็นความโลภหรือความอิจฉา

การเล่นหวยถือเป็นบาปหรือไม่? หวยคือความหวัง เมื่อเราซื้อหวย ความหวังของเราจึงไม่ได้อยู่ในความเมตตาของพระเจ้า แต่ไปอยู่ที่หวยแทน หวยจึงกลายเป็นพระเจ้า คนที่ซื้อหวยคือคนที่หวังรวย หวังที่จะมีความสุข คิดว่าเมื่อมีเงินก็จะนำมาซึ่งความสุข ได้ทุกสิ่งที่ตนอยากจะได้ แต่ในความเป็นจริง หากได้มามันก็จะมาพร้อมกับความทุกข์และความวุ่นวาย เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่มาจากพระเจ้าโดยแท้ การซื้อหวยจึงเป็นการฝากความหวังไว้ที่กระดาษเพียงหนึ่งใบและยกย่องกระดาษแผ่นนั้นให้เป็นพระเจ้าแทน การซื้อหวยไม่บาปหากเป็นการซื้อเพราะสงสารคนขาย โดยไม่หวังที่จะถูกรางวัล การซึ้อหวยคือการหวังรวยทางลัด คนไทยชอบเล่นการพนันทุกชนิดเพราะเราถูกหลอกให้ชอบสบาย อยากรวยทางลัด ได้มาแบบทันที โดยไม่ต้องพยายามอะไร เราถูกครอบงำจากสื่อต่างๆ ที่เสนอข่าวเรื่องการกราบไหว้บูชาสิ่งพิสดารต่างๆ ให้เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ปัญหาคือเราอยากจะมีเหมือนเขา แต่เราไม่อยากจะพยายามอย่างคนที่เขาได้พยายามมาจนประสบความสำเร็จ

ขอคำแนะนำการในอ่านพระคัมภีร์ให้สนุก ไม่น่าเบื่อ มีวิธีการอย่างไร? การอ่านพระคัมภีร์คือการอ่านชีวิตของเราโดยผ่านทางเรื่องราวต่างๆ ในพระคัมภีร์ ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ตอนที่ตื่นเต้นตลอดเวลา ชีวิตคนเรามีทั้งช่วงเวลาที่ตื่นเต้น และน่าเบื่อ การอ่านพระคัมภีร์ให้ไม่น่าเบื่อคือการนำเอาประสบการณ์ชีวิตของเราไปเทียบเคียงกับพระคัมภีร์ หลายครั้งที่พระคัมภีร์จะให้คำตอบกับชีวิตและเราก็จะรู้สึกเบื่อน้อยลง หากอ่านแล้วจะเบื่อก็บ้างไม่เป็นไรไม่ใช่สาระสำคัญ การพยายามจะอ่านให้จบก็ไม่ใช่ที่สิ่งสำคัญ แต่ให้เราอ่านแล้ว ชีวิตของเราสามารถที่จะสัมผัสกับพระวาจาได้บ้าง ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ หากประสบการณ์ของเราไม่ได้สัมผัสกับพระวาจาเลย ก็เหมือนเราอ่านแต่เรื่องของคนอื่น อ่านนวนิยายที่ไม่เกี่ยวกับเรา พระคัมภีร์ก็จะไม่มีประโยชน์กับเรา ดังนั้น การอ่านพระคัมภีร์จะสนุก ตื่นเต้น ขึ้นอยู่กับว่าเราได้เอาชีวิตของเราเข้าไปสัมผัสมากน้อยแค่ไหน

ทำไมพระเจ้าจึงให้เรามีความยากลำบากในชีวิต? พระเจ้าไม่ได้อยากให้ลูกลำบาก ทุกข์ยาก แต่พระองค์ต้องการจะสอนและฝึกฝนลูกให้แข็งแกร่ง และสูงส่งขึ้นมาได้ เหมือนนักกีฬาที่ไม่มีวันที่จะชนะได้เลยหากไม่มีการฝึกฝน เหมือนเด็กที่ไม่มีวันจะเดินและวิ่งได้เลย หากมัวแต่กลัวความลำบาก กลัวความเจ็บจนไม่ยอมที่จะยอมฝึกเดิน ไม่ยอมล้มลุกคลุกคลานจนกว่าจะวิ่งได้ เราจึงต้องพยายามที่จะมีชีวิตที่ขึ้นกว่าเดิมให้ได้ ให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า