รดน้ำรินใจ





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371



รดน้ำรินใจ


แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2558

วันนี้เป็นวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล ข้อคิดที่เราได้จากท่านทั้งสองคือ คนทุกคนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้ ย้ำว่าทุกคนโดยไม่ยกเว้นใครเลย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนที่แย่ เลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม ขอเพียงแต่ที่สุดแล้วเขาคนนั้นเลือกที่จะอยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าเท่านั้นเอง  ชีวิตของนักบุญเปโตร และเปาโลก็เหมือนกับชีวิตของพวกเรา เปโตรดูเหมือนจะไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยตามเกณฑ์ทั่วไปของมนุษย์ ที่จะได้รับเลือกมาเป็นอัครสาวก เปโตรเป็นคนตรง พูดจาตรงไปตรงมาไม่มีการยั้งคิด รู้สึกอย่างไรก็โพล่งออกมาอย่างนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเรียกเขาก็ติดตามโดยง่าย ในตอนที่พระเยซูเจ้าเรียก เปโตรคงจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างข้างในและก็ลงมือทำตามความรู้สึกนั้นทันที แม้ไม่รู้ว่าตามแล้วจะได้อะไร แต่มันเป็นการตอบสนองความรู้สึกข้างในของตน เปโตรจึงเป็นตัวแทนของคนที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง เป็นอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ชอบก็ว่าชอบ เกลียดก็ว่าเกลียด นี่ทำให้เขากับพระสื่อสารกันได้ และคนแบบนี้แหละที่พระชอบ พระเยซูเจ้าจึงชื่นชมและแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร เปโตรมีประสบการณ์กับพระเยอะ เช่นการขอเดินบนน้ำเหมือนพระองค์ในขณะที่สานุศิษย์คนอื่นๆ คงจะเงียบ แต่เปโตรกล้าร้องขอ เหตุการณ์ที่เปโตรอวดตัวว่าจะปกป้องพระเยซูเจ้า แต่กลับปฏิเสธพระองค์ถึงสามครั้ง ก็เป็นเหมือนนิสัยของพวกเราเช่นกัน บางคนบอกว่า “ฉันจะไม่ยอมให้พระต้องมาลำบากด้วย ฉันจะฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาด้วยตัวเอง ฉันยังมีกำลังที่จะต่อสู้เองได้ ไม่จำเป็นต้องสวดภาวนาขอพระ”  แต่ยิ่งสู้ก็กลับยิ่งเละเทะ ล้มเหลวไม่เป็นท่า กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ จนคนรอบข้างหลบหนี นี่เป็นลักษณะของการที่อวดตัวว่าจะปกป้องพระเจ้า คือการที่ไม่ยอมเอาพระเข้าไปอยู่ด้วยในชีวิต จึงกลายเป็นคนที่ปฏิเสธพระไปโดยปริยาย แม้จะดูเหมือนเป็นคนมีน้ำใจ  หลายคนที่ฝึกจิต ฝึกสมาธิ แต่กลับกลายเป็นคนที่จองหอง อวดตัว คิดว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีความสุภาพที่แท้จริง เพราะจิตใจคนเราเปรียบเสมือนเนื้อ กระบวนการฝึกสมาธิเป็นเสมือนเครื่องบดเนื้อ แต่หากไม่มีการเตรียมเนื้อให้ดีด้วยการดำเนินชีวิตที่ดี แก้บาป รับศีล แม้เนื้อคือจิตจะผ่านกระบวนการบดเนื้อคือการฝึกสมาธิ  แต่เนื้อที่ได้ก็ย่อมเป็นเนื้อที่ไม่มีคุณภาพอยู่ดี กลายเป็นจิตที่มีความเห็นแก่ตัว จองหอง อีโก้สูงไม่สามารถเป็นจิตที่บริสุทธิ์ได้

ในตอนแรกเปโตรได้กลับใจเพียงแค่ส่วนเดียว หลังจากที่ได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้ามาแล้วสามครั้ง แต่ก็ยังคงเป็นการกลับใจที่ยังเป็นไปในลักษณะที่ไม่สู้จะมั่นใจ จนกระทั่งเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมา ณ เวลานั้นเองเปโตรจึงได้กลับใจอย่างแท้จริงและเปลี่ยนแปลงเป็นอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว จากคนที่ไม่มีความรู้ ก็สามารถพูดและอธิบายได้อย่างคนมีความรู้ เพราะพระจิตเจ้าทำงานในตัวท่าน ดังนั้นชีวิตของพวกเราเองในการกลับใจ เราจึงต้องมอบให้กับพระ แล้วพระจะมอบพระจิตเจ้าให้กับเรา ต้องวอนขอพระจิตเจ้าทุกวันที่จะทำให้รู้ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะในแต่ละวันเราไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ตื่นเช้ามาให้เราสวดขอพระจิตเจ้าให้อยู่กับเรา แล้วดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า ชีวิตของเราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง และจากประสบการณ์ความเจ็บป่วยของพ่อในช่วงที่ผ่านมา ในทุกๆ วันให้เราถวายตัวเองแด่พระ และเดินร่วมทางไปกับพระองค์แล้วเราก็จะพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่อยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กับเรา จงสวด ถวายตัวให้พระทุกวันแล้วรับประกันได้ว่าชีวิตของเราจะมีหนทางแก้ไข ไม่ได้บอกว่าชีวิตจะไม่ลำบากแต่ทุกอย่างจะมีทางที่เตรียมไว้ ในเวลาที่เหมาะสม ถ้าเราปล่อยตัวให้กับพระ ฟังพระ อย่าดื้อ อย่าหัวแข็งกับพระ ชีวิตเราจะมีทางไปเสมอ ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือเวลาของพระเป็นเจ้า   จงฝึกฟังพระแล้วเราก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิต

ภาพเปรียบเทียบที่สามารถทำให้เห็นสภาพของจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจนอีกภาพก็คือ ภาพของใจที่เป็นผืนดิน หลายครั้งที่เราอยากจะให้คนรอบข้างดีขึ้น แต่เราลืมไปว่า “ผืนดิน” หรือ "จิตวิญญาณ" ที่แต่ละคนมีนั้นแตกต่างกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การดำเนินชีวิตที่ดีคือการดำเนินชีวิตไปพร้อมกับพระ การสวดภาวนามากๆ ทำให้จิตใจที่เปรียบเหมือนดินที่แห้งแล้ง นุ่มนวลขึ้น เรามักจะเน้นเรื่องของการหว่านเมล็ดพันธุ์ออกไป คือการสอน การเตือน แต่พอไม่เกิดผล เราก็เกิดอาการโมโห ดุด่า ว่ากัน นั่นเพราะเราลืมขั้นตอนสำคัญไปอย่างหนึ่งคือ “การเตรียมดิน” เพราะก่อนที่เมล็ดพืชจะงอกขึ้นมาได้นั้น มันต้องอยู่ในดินที่มีสภาพดี ดินที่มีน้ำ การที่คนๆ หนึ่งเป็นคนไม่ดี เราจะต้องมองให้เห็นลึกลงไปว่ามันมาจากสภาพดินหัวใจของเขาที่เป็นอย่างนั้น ดินที่แห้งแล้งก็ย่อมจะมีแต่ความร้อน ความทุกข์ แล้วเราจะไปหวังความชุ่มฉ่ำ พืชผลดีที่จะออกมาจากดินที่แห้งแตกระแหงได้อย่างไรกัน  สิ่งดีๆ ที่เราคาดหวังว่าจะหว่านโดยการ สอน เตือนเขา แต่กลับกลายไปโมโห ด่าว่าเขา มันจึงเหมือนเป็นการที่เรานำน้ำกรดราดรดลงไปให้ดินจิตใจของเขายิ่งแห้ง แตกระแหง เป็นการกระทืบซ้ำให้ดินยิ่งแข็งกระด้าง ชีวิตเขาก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก หากเราอยากให้ใครกลับใจจงเริ่มสวดให้แก่เขาก่อน ทำดีกับเขา ขอมิสซาให้กับเขา การทำดีกับเขาเป็นเหมือนการนวดดิน ทำให้ดินร่วน ฟูขึ้น  ดังนั้นก่อนที่เราจะสอน จะหว่าน จงรดน้ำให้กับเขาเสียก่อน นั่นคือการสวดให้กับเขาก่อนเป็นอันดับแรกเป็นการเตรียมดินของเขา  การสวดภาวนาเป็นเหมือนขอฝน พระพรของพระจะหลั่งลงมาเหมือนฝน ที่ยิ่งลงมาเยอะเท่าใด ดินก็จะยิ่งชุ่มฉ่ำ เริ่มนิ่มนวล เริ่มดีขึ้น ค่อยๆ สวดให้เขา ไม่ต้องรีบ และเมื่อถึงเวลาที่เราจะหว่าน เตือนสอน เมล็ดพันธุ์มันก็จะเกิดผลได้โดยง่าย และสุดท้ายก็จะงอกขึ้นมาเป็นพฤติกรรมของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เรื่องของการภาวนาให้แก่กันก่อนที่จะพูด จะสอนนี้สำคัญมาก  การที่นักบุญเปโตรกลับใจก็ไม่ใช่เพราะพระเยซูเจ้าหว่านออกไปเพียงอย่างเดียว ในช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าสอนเปโตรอยู่สามปี เปโตรก็ยังไม่ได้กลับใจทั้งหมดเสียทีเดียว แต่ในระยะวลาสามปีนั้น พระเป็นเจ้าได้เตรียมดินหัวใจของบรรดาอัครสาวกพร้อมกับหว่านคำสอนไปด้วย จนกระทั่งเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และพระจิตเจ้าเสด็จลงมา ต้นไม้เหล่านั้นจึงงอกงามเติบโตได้อย่างดีเต็มที่
การเดินรูป14ภาค ในการอธิบายเชิงชีวิตจิต

จากคราวที่แล้วเราได้พูดมาถึงสถานที่4 แม่พระพบกับพระเยซูเจ้า ลก.2:34-35  34สิเมโอนอวยพรท่านทั้งสองและกล่าวแก่พระนางมารีย์ พระมารดาว่า “พระเจ้าทรงกำหนดให้กุมารนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากในอิสราเอลต้องล้มลง หรือลุกขึ้น และเป็นเครื่องหมายแห่งการต่อต้าน 35เพื่อความในใจของคนจำนวนมากจะถูกเปิดเผย” ส่วนท่าน ดาบจะแทงทะลุจิตใจของท่าน 

แม่พระจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า พระมารดาแห่งมรณสักขี เพราะความตายสูงสุดคือถูกฆ่าตายเป็นมรณสักขี แต่แม่พระไม่ได้ถูกฆ่าตาย จึงเกินคำว่ามรณสักขีไปอีก เพราะ ณ เวลานั้น แม่พระสามารถที่จะช่วยพระเยซูเจ้าไม่ให้ต้องถูกตรึงกางเขนได้ คนๆ หนึ่งที่ต้องทนเห็นลูกแบกกางเขน ในขณะที่ตนเองมีกำลังที่จะเข้าไปช่วยสามารถต่อสู้กับทหาร- ชาวบ้าน เพื่อปกป้องลูกได้แม้ตนจะต้องตาย ในสถานการณ์เช่นนั้นคนที่เป็นแม่มีพลังมากกว่าปกติที่จะปกป้องลูกโดยไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น แต่แม่พระถูกพระเป็นเจ้าขอให้ตามติดการไถ่กู้เฉยๆ มันจึงเป็นความทรมานยิ่งกว่าทรมาน เป็นความตายที่ยิ่งกว่าตาย เพราะทุกความเจ็บปวดที่พระเยซูเจ้าได้รับ แม่พระสามารถรับรู้ได้ แม่พระเป็นผู้ที่เกิดมาโดยไม่มีบาปกำเนิด ไม่มีความรู้สึกเห็นแก่ตัว แม่พระจึงมีความรู้สึกที่ละเอียด เข้าใจในความรู้สึก ความเจ็บปวดของผู้อื่นได้มากกว่าคนทั่วไป ความรู้สึกเจ็บปวดในชีวิตและในหัวใจของแม่พระกับความเจ็บปวดทางกายของพระเยซูเจ้าจึงเท่ากัน การพบปะกับพระเยซูเจ้าจึงเป็นเหมือนการแบ่งปันการไถ่กู้ให้รอดแก่กันและกัน เพราะแม่พระมีส่วนร่วมในการไถ่กู้ พระเยซูเจ้าจึงแบ่งปันการไถ่กู้ของพระองค์สู่ดวงใจของแม่พระ ดวงใจนี้จึงเป็นใจของแม่ที่ต้องทนดูลูกที่ถูกทรมานจนค่อยๆ ตายบนไม้กางเขน เชื่อว่าถ้าเป็นมนุษย์ที่เป็นแม่ทั่วไป คงจะขาดใจตายไปก่อนแล้ว ชื่อพระมารดาแห่งมรณสักขี จึงเป็นชีวิตของแม่พระจริงๆ สถานที่สี่นี้ จึงให้เราถวายตัวเองและลูกของเรา ถวายความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน จากลูกที่มีปัญหา ไม่เชื่อฟัง เกเร ให้กับพระเป็นเจ้าและแม่พระ

สถานที่5 ซีมอนชาวไซรีน ช่วยพระเยซูเจ้าแบกกางเขน มก.15:21   21 ชายคนหนึ่งชื่อ ซีโมนชาวไซรีนเป็นบิดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส กำลังเดินทางจากชนบทผ่านมาทางนั้น บรรดาทหารจึงเกณฑ์ให้เขาแบกไม้กางเขนของพระองค์ไป 

ในการเผยแสดงให้แก่นักบุญบางองค์ พระเยซูเจ้าบอกว่า ในเวลาที่พระองค์แบกกางเขน ลมหายใจจะหมดอยู่แล้ว ไม่มีกำลังเหลืออยู่เพราะพระองค์ถูกเฆี่ยนจนทั่วตัว พระเยซูเจ้าได้ขอพระบิดาให้มีกำลังแบกกางเขนไปจนถึงเขากัลวารีโอ แต่ไม่ได้ขอรับความบรรเทา ซีมอนชาวไซรีนที่มาช่วยแบกกางเขนเป็นคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเท่านั้นเอง นี่คือความสุภาพ เป็นพระเจ้าเองที่ได้เปิดตนเองกับมนุษย์ อนุญาตให้มีส่วนร่วมในการไถ่กู้มนุษย์ด้วยกัน มนุษย์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้รับการไถ่ แต่ยังมีส่วนร่วมกับพระเจ้าในการช่วยเหลือคนที่รัก เราทุกคนเป็นเหมือน ซีมอนชาวไซรีน คนหนึ่ง แล้วเราจะไม่คิดที่จะเป็นคนที่ช่วยพระเยซูเจ้าแบกกางเขนบ้างเลยหรือ เมื่อเราเห็นคนที่ตกทุกข์ได้ยากแล้วนิ่งเฉย ปล่อยให้พระองค์แบกอยู่คนเดียว เคยไหมที่จะสวดให้กับคนที่มีปัญหา ตกทุกข์ได้ยาก เพราะกางเขนที่อยู่บนบ่าของพระเยซูเจ้านี้ไม่ใช่เป็นกางเขนของพระเยซูเจ้าเอง แต่เป็นของมนุษย์ตั้งแต่คนแรกไปจนถึงคนสุดท้ายที่ยังไม่เกิดมา ดังนั้นการที่เราอยู่ร่วมกันในโลกนี้ เมื่อเห็นใครเป็นคนไม่ดี เห็นเขาลำบาก มีปัญหา จงช่วยพระเยซูเจ้าแบกกางเขน เหมือนซีมอนชาวไซรีนได้ช่วยพระเยซูเจ้าแบก เราก็จะได้รับพระพร เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือเฉพาะกับตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องสอดส่ายสายตาไปยังผู้คนที่เขาลำบากด้วย

สถานที่6 นางเวโรนิกาเข้ามาเช็ดพระพักตร์ อสย 53:2-3  2ผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์เติบโตเฉพาะพระพักตร์เหมือนต้นไม้อ่อน เหมือนรากไม้ในดินแห้ง เขาไม่มีความสง่าหรือความงามใดที่จะดึงดูดสายตาของเรา เขาไม่มีหน้าตาที่ชวนมองเลย 3ทุกคนดูถูกและเหยียดหยามเขา เขาเป็นคนที่ต้องทนทุกข์และต้องเจ็บปวด เป็นเหมือนคนที่ใครๆ เบือนหน้าหนี เขาถูกสบประมาท ไม่มีผู้ใดสนใจเลย

ภาคนี้อ้างถึงพระธรรมเดิมที่อธิบายถึงพระธรรมใหม่ คือพระเยซูเจ้า เวโรนิกาเป็นบุคคลหนึ่งที่บรรเทาทุกข์พระเยซูเจ้า ชื่อ “เวโรนิกา” ไม่ได้เป็นชื่อของผู้หญิงคนนั้นจริงๆ แต่เวโรนิกา มาจากความหมายที่ว่า “ภาพที่แท้จริง” เป็นภาพที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าและเป็นภาพใบหน้าจริงๆ ซึ่งถือเป็นอัศจรรย์  ในประวัติศาสตร์บอกว่านางเวโรนิกาใช้ผ้าคลุมศีรษะของตนแก่พระเยซูเจ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมศีรษะหมายถึงศักดิ์ศรีของเธอ การที่มีผ้าคลุมศีรษะแสดงว่าเธอมีศักดิ์ศรี หมายถึงการที่นางได้ใช้ชีวิตของตนเองในการที่จะบรรเทาทุกข์ของพระเยซูเจ้า เพราะ ณ ขณะนั้น เหงื่อและโลหิตที่ไหลออกมาเต็มพระพักตร์ทำให้พระองค์มองไม่เห็น ต้องทุกข์ทรมาน ภาคนี้เตือนใจเราว่า เมื่อเห็นใครยากลำบาก เราควรที่จะช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ สิ่งที่อยู่บนศีรษะหมายถึงพระเจ้า ให้เรานำออกมามอบ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่เขา เพราะถ้าไม่ใช่พระเจ้าแล้วก็ไม่มีทางที่จะบรรเทาทุกข์ใครได้ ดังนั้น เมื่อเจอใครที่ลำบากจงมอบพระเจ้าให้แก่เขา หากทำอะไรให้เขาไม่ได้ จงสวดภาวนาให้กับเขา และนี่ถือเป็นการบรรเทาทุกข์ให้แก่พระเยซูเจ้าเช่นกัน พระเยซูเจ้าไม่ได้ตายเพื่อคาทอลิกเท่านั้น แต่เพื่อมนุษย์ทุกคน เพราะทุกคนคือลูกของพระ หากเรามองได้อย่างนี้ก็จะสามารถส่งคำภาวนาออกไปได้อย่างมากมาย จงอย่าหวงคำภาวนาที่จะให้กับใครเลย เราสามารถจะตั้งจิตอธิษฐานมอบคำภาวนาได้อย่างไม่จำกัดในตอนก่อนเริ่มสวดสายประคำ โดยไม่ต้องกลัวว่าคำภาวนาของเราจะถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนเล็กน้อยจนไม่เกิดผล แต่คำภาวนาที่เราได้คิดถึง และมอบให้ใคร จะเป็นเหมือนแสงเทียนที่ส่งต่อกันออกไป ที่ยิ่งจะให้ความสว่างมากขึ้นๆ และนี่ยังแสดงถึงความใจกว้างของเราอีกด้วย                โปรดติดตามตอนต่อไป>>