ความรักของพระเจ้าและสิ่งกีดขวางพระองค์





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371

ความรักของพระเจ้าและสิ่งกีดขวางพระองค์

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2558


รูปพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าในความหมายที่พ่อได้รับจากการดลใจในขณะที่นั่งรำพึง เป็นบทรำพึงส่วนตัวของพ่อ และไม่ใช่เป็นตัวพ่อที่คิดได้ แต่เป็นเพราะได้การรับการดลใจให้เข้าใจ ในตอนได้รับนั้นพ่อรู้สึกอิ่มใจมาก รูปพระหฤทัยนี้จะไม่เป็นพระหฤทัยถ้าในหัวใจไม่มี “หนาม” หัวใจที่ไม่ได้ถูกแทงและมีเลือดออกก็ไม่ใช่พระหฤทัย พระหฤทัยจะมีลักษณะแบบนี้ คือ มีหนาม มีไฟ มีกางเขน หนามนี้คือแหวนหมั้น การสวมแหวนหมั้นที่นิ้วนางข้างซ้ายเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า นิ้วนางข้างซ้ายมีเส้นเลือดวิ่งที่ไปสู่หัวใจ เป็นความรักที่พระเจ้าได้ทรงหมั้นพวกเราทุกคนไว้แล้ว หนามนี้จึงไม่ได้เป็นหนามในตอนแรก แต่เป็นเหมือนแหวนหมั้น พระเจ้าทรงสวมแหวนหมั้นกับเรามนุษย์ในหัวใจของพระองค์ ในหัวใจของพระเจ้าจึงมีแหวนหมั้นวงนี้อยู่ ดังนั้นเมื่อไม่มีหนามมันก็คือแหวนหมั้นธรรมดาที่อยู่ในหัวใจของพระองค์นั่นเอง เมื่อเราทำความดี แหวนนี้ก็จะทำให้พระองค์มีความสุขมากที่สวมมันอยู่ในหัวใจ แม้เมื่อมีบาปที่ทำให้พระองค์ต้องเจ็บปวดก็ยังทรงรักเราอยู่ นี่คือความรัก   ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น จึงมาจากคู่สมรสของพระองค์นั่นเอง เหมือนดั่งเรามีคู่รักแล้วเขาทำให้เราเจ็บ ไม่ได้เป็นความเจ็บจากร่างกายแต่เป็นความเจ็บปวดที่ใจ หนามอันนี้จะมีลักษณะทั้งการยืดและหด เมื่อเราทำดีต่อพระ หนามนี้ก็ค่อยๆ เบาบางคลายตัวยืดออกไป กลายเป็นแหวนหมั้นธรรมดาที่สวมอยู่ในหัวใจของพระองค์ แต่เมื่อใดที่เราทำบาปแหวนนี้ก็จะกลายเป็นมงกุฎหนามบีบรัดในหัวใจของพระองค์ และมันทำให้พระองค์เจ็บปวด    ถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรดี? ถ้าเราจะเป็นคนที่เอาแต่มองดูพระหฤทัยนี้เหมือนคนภายนอกทั่วไป บอกเพียงว่าอย่าให้หนามทิ่มเลย และเอามือของเรายื่นไปกระชากหนามออกมา ผลก็จะกลับกลายเป็นการกระแทกซ้ำที่หัวใจ ทำให้หนามยิ่งทิ่มตำเข้าไปให้เจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น ทางที่ดีที่เราควรจะทำเพื่อช่วยขจัดหนามก็คือ การเข้าไปอยู่ในหัวใจของพระองค์ สวดภาวนาให้แก่คนที่ทำผิดต่อพระเจ้า จะเป็นเหมือนการที่เราเข้าไปอยู่ด้านในหัวใจ แล้วเอามือของเราช่วยดันหนามเอาไว้ ไม่ให้หนามทิ่มแทงหัวใจของพระองค์               และในครั้งนี้พ่อจะแบ่งปันเรื่องของซาตาน ซึ่งแปลว่า ผู้ต่อต้าน ผู้ขัดขวาง คือผู้ที่เป็นศัตรูของพระเจ้า เป็นต้นตอความชั่วร้ายของปีศาจและความมืด ซาตานต่างจากปีศาจทั่วไปเพราะซาตานคือเจ้าแห่งปีศาจทั้งมวล และล่อลวงมนุษย์ ส่วนใหญ่ที่เข้าร่างคน ในเมืองไทยยังไม่ถึงขั้นซาตาน เป็นแค่ระดับสัมภเวสี  ในพระคัมภีร์พูดถึงซาตานหรือมารอยู่หลายคำ หลายตอน หลายชื่อ เช่น มาร,ซาตาน,พ่อของการมุสา,เจ้าแห่งความตาย,เบเอลซาบูล,เจ้าแห่งโลกนี้,เจ้าแห่งอากาศ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นซาตานผู้ต่อต้านกับพระเจ้า   ซาตานสู้พระเจ้าไม่ได้เลย ทำได้เพียงอย่างเดียวคือล่อลวงให้มนุษย์ลงนรกกับมัน เพราะถ้าซาตานเอามนุษย์ลงนรกได้ ซาตานก็ทุบตีหัวใจของพระเจ้าได้ เหมือนการที่ เมื่อทำร้ายแม่ไม่ได้ก็เอาลูกไปแทน ทำให้ผู้เป็นแม่ก็จะยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกทำร้ายเองเสียอีก นี่คือเหตุผลที่ซาตานต้องเอามนุษย์ลงนรก เพราะต้องการทำร้ายพระเจ้าด้วยวิธีการแบบนี้ จุดมุ่งหมายของมันคือเอามนุษย์ลงนรกให้มากที่สุด

กำเนิดซาตาน เริ่มจากพระเจ้าทรงแยกความสว่างออกจากความมืด ความเป็นมาและการมีอยู่ของซาตาน
ปฐมกาล1(
Genesis 1) หนังสือปฐมกาล

I. ต้นกำเนิดของโลกและของมนุษยชาติ

ก. การเนรมิตสร้างและการตกในบาป

การเนรมิตสร้างโลก

 1เมื่อแรกเริ่มนั้น พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน 2แผ่นดินยังเป็นที่ร้างไร้รูปร่าง ความมืดมิดปกคลุมอยู่เหนือทะเลลึก และลมพายุแรงกล้า พัดอยู่เหนือน้ำ 3พระเจ้าตรัสว่า “จงมีความสว่าง” และความสว่างก็อุบัติขึ้น 4  พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด  5พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน” มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่หนึ่ง 6พระเจ้าตรัสว่า “จงมีแผ่นฟ้าขึ้นระหว่างน้ำ เพื่อแยกน้ำออกจากกัน” และก็เป็นเช่นนั้น 7พระเจ้าทรงสร้างแผ่นฟ้า และทรงแยกน้ำใต้แผ่นฟ้าออกจากน้ำที่อยู่เหนือแผ่นฟ้า 8พระเจ้าทรงเรียกแผ่นฟ้าว่า “ท้องฟ้า” มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สอง 9พระเจ้าตรัสว่า “น้ำใต้ท้องฟ้าจงมารวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” และก็เป็นเช่นนั้น 10พระเจ้าทรงเรียกที่แห้งว่า “แผ่นดิน” ทรงเรียกมวลน้ำว่า “ทะเล” พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 11พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงผลิตหญ้าเขียว คือพืชที่มีเมล็ดและไม้ผลที่มีเมล็ดในผลแต่ละชนิดบนแผ่นดิน” และก็เป็นเช่นนั้น 12แผ่นดินผลิตหญ้าเขียว พืชที่มีเมล็ด และไม้ผลที่มีเมล็ดในผลแต่ละชนิด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 13มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สาม 14พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างบนแผ่นฟ้าเพื่อแยกวันออกจากคืน เป็นเครื่องกำหนดเทศกาล วันและปี 15ใช้เป็นตะเกียงบนท้องฟ้าเพื่อส่องแสงเหนือแผ่นดิน” และก็เป็นเช่นนั้น 16พระเจ้าทรงสร้างดวงสว่างใหญ่สองดวง ทรงให้ดวงใหญ่กำหนดวัน ดวงเล็กกำหนดคืนและทรงสร้างดวงดาวด้วย 17พระเจ้าทรงจัดสิ่งเหล่านี้ไว้บนแผ่นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน 18เพื่อกำหนดวันและคืน เพื่อแยกความสว่างจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 19มีเวลาค่ำ มีเวลาเช้า นับเป็นวันที่สี่  ความหมายของการสร้างในวันแรกของพระเจ้าทรงแยกความสว่างออกจากความมืดไม่ใช่การสร้างวันและคืนอย่างที่บางคนอ้าง แต่เป็นการแยกความดี ออกจากความชั่ว  การสร้างวัน-คืนนั้นอยู่ในวันที่สี่  พระเจ้าทรงสร้างความสว่างและแยกความมืดออกจากความสว่าง การแยกความสว่างออกจากความมืด ไม่ใช่แยกความมืดออกจากความสว่าง เพราะในประโยคความสว่างเป็นประธาน นี่แสดงว่าพระองค์ไม่ได้สร้างความมืด แต่เป็นความมืดที่แยกตัวออกจากความสว่าง และซาตานเริ่มจากจุดนี้   พ่อนั่งรำพึงถึงเรื่องนี้อยู่นานว่าเหตุใด เทวดาจึงคิดร้ายต่อพระเจ้าได้ อ่านหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงเทวดาลูซิเฟอร์ที่คิดร้ายต่อพระเจ้า เป็นกบฏ ต่อต้าน ซึ่งในความเป็นจริงด้านเทวศาสตร์
ณ เวลานั้นยังเป็นความสมบูรณ์ ไม่มีการล่อลวง ไม่มีความอ่อนแอ เอวาพลาดได้เพราะเอวาถูกล่อลวง แต่เทวดาไม่มีการล่อลวง มันเป็นความดีโดยสมบูรณ์ในตัวเอง มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือ “สิทธิ” เจตจำนงที่สามารถจะเลือกได้ พ่อรำพึงและค้นคว้าเรื่องนี้อยู่หลายวันก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ จนกระทั่งขอพระพรความเข้าใจจากพระ เพื่อที่จะอธิบายได้ว่าทำไมจากเทวดาลูซิเฟอร์จึงกลับกลายเป็นซาตานได้ จนกระทั่งมีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นว่า ในเวลาที่พระเจ้าสร้างนั้น เกิดจากความรักล้วนๆ เพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก 1ยน4:8,16
8ผู้ไม่มีความรัก ย่อมไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก  16เรารู้และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก ผู้ใดดำรงอยู่ในความรัก ย่อมดำรงอยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าย่อมทรงดำรงอยู่ในเขา

ความคิดพื้นฐานในเรื่องนี้สำคัญ ที่จะทำให้เราสามารถต่อยอดทำความเข้าใจต่อไปได้ โดยธรรมชาติของความรักจะอยู่เฉพาะแต่กับตัวเองไม่ได้ ในเวลาที่พระเจ้าสร้างสิ่งต่างๆ นั้น คือการที่พระองค์แบ่งปันตัวของพระองค์เองออกไปในสิ่งสร้างต่างๆ ดังนั้นในตัวเราทุกคนจะมีความเป็นพระเจ้าอยู่ ในสรรพสิ่งสร้างมีความเป็นพระเจ้า พระเจ้ากระจายความเป็นตัวของพระองค์ออกไป สังเกตได้ว่าแม้จักรวาลจะกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์จะมีอยู่เป็นล้านๆ แต่เรากับธรรมชาติก็มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นเพราะแท้จริงแล้วเรามาจากแหล่งเดียวกัน คือมาจากพระเจ้า ดังนั้นการสร้างสรรค์ของพระเจ้า จึงเป็นธรรมชาติของความรัก ความรักจะอยู่กับตัวเองไม่ได้ ต้องออกจากตัวเองไปมอบสิ่งที่ดีให้กับสิ่งต่างๆ เมื่อพระเจ้าเป็นความรัก นั่นจึงเป็นสาเหตุของการสร้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด และพระเจ้าสร้างแต่ในสิ่งที่ดีเท่านั้น เพราะในธรรมชาติของพระเจ้าไม่มีความชั่วอยู่เลย ดังนั้นพระเจ้าจึงสร้างความชั่ว ความเลวร้าย สร้างซาตาน สร้างนรกไม่ได้ และหนึ่งในบรรดาสิ่งสร้างแรกทั้งหลายของพระองค์คือทูตสวรรค์ นั่นคือการแบ่งปันตัวของพระองค์ออกมาอย่างมากมาย เป็นบรรดาทูตสวรรค์ และพระเจ้าไม่ได้สร้างทาส แต่พระองค์สร้างสรรพสิ่งด้วยความรัก พระองค์จึงให้อิสระแก่สิ่งสร้างของพระองค์ที่จะเลือก เช่นเดียวกับอาดัมและเอวาที่มีอิสระที่จะเลือก ปฐม2:16-17 16แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบัญชามนุษย์นั้นว่า “ท่านจะกินผลไม้จากต้นไม้ทุกต้นในสวนได้ 17แต่อย่ากินจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว วันใดที่ท่านกินผลจากต้นนั้น ท่านจะต้องตาย”  ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วนี้ เป็นเสมือนต้นแห่งการเลือก พระเจ้าให้เราเลือกเพราะเรามีสิทธิที่จะเลือก พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาเพื่อเป็นทาส ทูตสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน มีสิทธิในการเลือก และทูตสวรรค์องค์หนึ่งที่ชื่อว่าลูซิเฟอร์ ซึ่งแปลว่าความสว่างเจิดจ้าหรือแสงแห่งอรุณรุ่ง ลูซิเฟอร์เป็นเทวดาที่มีชื่อตามลักษณะของตนคือสว่างเจิดจ้า เมื่อลูซิเฟอร์ได้มองเห็นตนเอง ความสวยงามเจิดจ้า สิริรุ่งโรจน์ที่มีอยู่ในตนเอง ลูซิเฟอร์พบและกลับยึดติดอยู่กับสิ่งนั้น คือการที่มองแต่เข้าหาตนเอง ยึดติดกับตนเอง เห็นความงาม ความดีแล้วยึดไว้กับตนเอง ซึ่งลักษณะแบบนี้ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของความรัก ที่เป็นการออกจากตนเอง ลูซิเฟอร์เลือกที่จะเข้าหาตนเองแต่ไม่เข้าหาพระเจ้า เลือกที่จะอยู่กับตนเอง ลักษณะของคนที่อยู่กับตนเองก็คือคนที่เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติของความรัก พ่อได้เทววิทยาตรงนี้มาจากการกำเนิดของพระบุตร พระบุตรเกิดจากการที่พระบิดาเห็นความสมบูรณ์ของตนเอง จึงเกิดเป็นพระบุตรออกมา รหัสธรรมข้อนี้เข้าใจยากและเราไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ทั้งหมด เหมือนเช่นเมื่อตอนที่นักบุญออกัสตินพยายามที่จะเข้าใจพระตรีเอกภาพ จนกระทั่งมีเทวดามาปรากฏตัวที่หาดทราย ในรูปของเด็กน้อยกำลังตักน้ำทะเลใส่หลุมทราย เมื่อนักบุญออกัสตินเห็นเข้าก็แปลกใจ ถามว่าทำไปเพื่ออะไร? เด็กน้อยตอบว่า “หนูตั้งใจจะเอาน้ำทะเลใส่เข้าไปในหลุมนี้ให้เต็ม” เมื่อนักบุญออกัสติน
บอกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน เทวดาที่อยู่ในรูปของเด็กน้อยจึงตอบว่า “ความคิดของหนูที่จะเอาน้ำทะเลทั้งหมดใส่ไว้ในหลุมทรายนี้ ก็ยังมีความเป็นไปได้มากกว่าความคิดของท่าน ที่กำลังพยายามเข้าใจเกี่ยวกับพระตรีเอกานุภาพ” รหัสธรรมนี้เราไม่มีวันที่จะเข้าใจได้ทั้งหมด เพราะเราเป็นสิ่งสร้างที่ไม่มีวันจะเข้าใจธรรมชาติของผู้สร้างได้ เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเทวศาสตร์ที่อธิบายให้เข้าใจได้ยาก    เมื่อลูซิเฟอร์ยึดติดอยู่กับตนเอง ปฏิเสธการแบ่งปันตนเองออกไป ซึ่งเป็นลักษณะที่ขัดกับสภาพของความรัก เมื่อขัดกับความรักก็ขัดกับพระเจ้าเช่นกัน จึงเกิดการแยกออกไป กลายเป็นเทวดาที่มีธรรมชาติที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า สิ่งต่างๆ จึงเริ่มอุบัติตามมา ณ บัดนั้น เป็นการที่เมื่อคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่น และมันก็จะมีสถานที่ของคุณอุบัติขึ้น นรกนั้นพระเจ้าจึงไม่ได้สร้างแต่เพราะเขาเลือก เปรียบเช่นหลุมคือการขาดดิน ถ้ามีดินก็จะไม่มีหลุม แต่เพราะหลุมคือการที่เอาดินออก เปรียบเช่นความร้อนและความเย็น ความเย็นไม่มีอยู่จริง ความเย็นคือการขาดความร้อน และเช่นเดียวกันความมืดไม่มีอยู่จริง เราสร้างความมืดไม่ได้ แต่ความมืดเกิดขึ้นได้เมื่อเราดับไฟ นั่นคือต้องเอาไฟออก ความมืดจึงเกิดขึ้น ดังนั้นความสว่างสร้างได้ แต่ความมืดสร้างไม่ได้ เพราะความมืดคือการขาดความสว่าง ดังนั้นเมื่อลูซิเฟอร์ขัดต่อความรัก ขัดต่อพระเจ้า เขาจึงแยกออกไป ความชั่วร้ายจึงเกิดขึ้น เพราะความชั่วร้ายอยู่ตรงข้ามกับความดี เขาตัดตนเองออกจากพระเจ้า จากเทวดาที่สวยงาม แต่เพราะความสวยงามเป็นของพระเจ้า เมื่อเขาตัดตนเองออกจากพระเจ้า จึงกลายสภาพเป็นความน่าเกลียด คิดชั่ว คิดร้าย ทำดีไม่ได้ ลูซิเฟอร์จึงกลายเป็นซาตาน ณ บัดนั้น และอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่สวรรค์ แต่อยู่ในที่ที่ถูกเรียกว่า “นรก” ซาตาน นรก และความชั่วร้ายจึงไม่ใช่การสร้างของพระเจ้า แต่มันคือการที่แยกออกจากความดี เขาจึงถูกผลักดันออกไปยังนรกเหมือนแม่เหล็กต่างขั้วกัน  นรกจึงปราศจากพระพรและความดีใดๆ ทั้งสิ้น แท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนไม่มีใครต้องการไปนรก เพราะทุกคนล้วนปรารถนาความสุข แต่คนเราไม่เข้าใจกลับคิดว่าการทำชั่ว การได้เงินมันจะทำให้มีความสุข นั่นเพราะเขากำลังถูกหลอก จนที่สุดเมื่อเขาไปนรก ก็จะพบว่าไม่มีอะไรเลยที่เป็นความสุขอยู่ที่นั่น กลับจะพบแต่ความเลวร้ายเท่าที่จะมีได้รออยู่   ลูซิเฟอร์และซาตานคือจิตชั่วร้ายทั้งหลาย และไม่ใช่เฉพาะลูซิเฟอร์ตนเดียวเท่านั้นที่หลงยึดติดกับความสวยงามของตนเอง แต่ยังมีทูตสวรรค์อีกหลายตนที่ติดกับสภาพ ติดกับดักของตนเองจนไม่สามารถจะแบ่งปันและรักผู้อื่นได้ เป็นการเลือกอย่างเข้มแข็งที่จะไม่ขึ้นกับพระเจ้า เพราะคิดว่าตนเองมีแล้วไม่จำเป็นต้องขึ้นกับพระผู้สร้าง เพราะแม้เมื่อเขาไม่ได้เป็นเทวดาแล้ว แต่อิทธิฤทธิ์ก็ยังมีอยู่ เมื่อเขาไม่ขึ้นกับพระผู้สร้าง สภาพของเขาจึงตรงกันข้ามกับความดีทั้งมวล

ความมืดสำหรับพระเจ้านั้นไม่มีค่า เช่นเดียวกับความบาปที่พวกเราทำก็เช่นกัน พระเจ้าแทบจะไม่มองที่ความบาปของเรา พระองค์มองหาแต่ความดีที่ลูกได้กระทำ และประทานพระพรเพื่อให้ลูกทำความดี เพราะบาปเป็นการล่อลวงของปีศาจ ผู้ที่เฝ้าเพ่งมองบาปและยินดีในบาปของเราก็คือปีศาจเพราะแสดงว่างานของมันนั้นสำเร็จ คือล่อลวงให้เราตกในบาปเช่นเดียวกับมันได้ ดังนั้นจงอย่าจมอยู่กับความบาป เมื่อทำผิดก็จงขอโทษพระและทำความดีต่อไปให้มากขึ้น เพราะสำหรับพระเจ้าไม่มีมีลูกคนไหนที่บาปเกินกว่าที่พระองค์จะให้อภัยได้ เพราะหากเราไม่เชื่อ วางใจในพระเมตตาของพระเจ้า แสดงว่าเรากำลังดูถูกความรักของพระองค์
ในปัจจุบัน ซาตานทำงานอย่างหนัก ละเอียด เต็มที่ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ซาตานทำบาปทุกชนิดยกเว้นบาปขี้เกียจเพราะเวลาของมันเหลือน้อยแล้ว มีพระสันตะปาปาองค์หนึ่งกล่าวไว้ในช่วงก่อนสงครามคอมมิวนิสต์ ว่าท่านได้ยินเสียงของซาตานที่คุยกับพระเจ้าและขอเวลามันอีกหนึ่งร้อยปี เพื่อจะเอาวิญญาณของมนุษย์ลงนรกให้ได้มากที่สุด เป็นการต่อสู้เพื่อที่จะแสดงอำนาจของมัน และพระเจ้าทรงอนุญาต และช่วงเวลาร้อยปีที่มันขอจะครบกำหนดในเวลาอีก2ปีข้างหน้านี้   ขณะนี้ลัทธิซาตาน มนต์ดำและไสยศาสตร์ยังคงมีอยู่ ทำกันเป็นเรื่องราว มีเว็บไซต์ มีพิธีกรรม สัญลักษณ์ไม้กางเขนกลับหัว การบูชายัญ การประพฤติผิดทางเพศก็เป็นส่วนหนึ่ง ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมาแม่มด หมอผี เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการบูชาซาตาน ในประเทศไทยก็มีคนที่นับถือลัทธิของซาตานเช่นกัน มีบางคนอ้างว่าได้ยินว่ามีเสียงออกมาจากท้อง ซึ่งตรงกับที่พ่อเคยได้เห็นรูปซาตานอยู่รูปหนึ่ง เป็นรูปงูอยู่ในท้องของซาตาน และเวลาที่เขาทำการสาปแช่งจะบอกว่ามีงูอยู่ในท้อง คนที่ถูกสาปแช่งก็รู้สึกถึงงูที่เลื้อยอยู่ในท้องจริงๆ เขาจะใช้วิธีการพูดถึงความชั่วร้าย เลวทรามที่เราเคยกระทำ คนเราเมื่อคิดถึงความชั่วร้ายของตนในอดีต จิตก็จะตก เมื่อจิตตก ลิทธินี้ก็จะครอบงำ เราจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้เราจะต้องสวดภาวนา เพราะการสวดเป็นการยกจิตใจของเราให้สูงขึ้น จิตชั่วก็จะทำอะไรเราไม่ได้ เราจึงต้องสวดเป็นประจำ ใครที่สวดน้อยหรือไม่ได้สวดต้องระวัง และไม่ว่าจะสวดมากหรือน้อยต้องสวดให้มีคุณภาพ ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี แล้วพระเจ้าจะปกป้อง เพราะแท้จริงแล้วซาตานไม่ได้มีฤทธิ์เดชอะไรทุกอย่าง เพราะพระเจ้าจำกัดฤทธิ์เดชของซาตาน มันมีข้อจำกัดของมันอยู่ ซาตานไม่ได้รอบรู้สารพัด มันฉลาดแต่ไม่เท่าพระเจ้า เหมือนคนดูหมอเข้าเจ้า เข้าทรง แม้จะทายอดีตถูกแต่ไม่สามารถทำนายอนาคตให้ถูกได้เสมอไป ซาตานไม่อาจอยู่ได้ทุกแห่งหน ไม่สามารถอยู่หลายสถานที่ในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากมันมีหลายตัวมันจึงแบ่งงานกันได้ ตอนนี้ปีศาจออกมาจากขุมนรกมากเพราะมีการทำแท้ง การฆ่าคนมาก เลือดของเหยื่อที่บริสุทธิ์เป็นเหมือนเครื่องบูชายัญของซาตาน ทำให้ซาตานมีอำนาจปลดปล่อยมันออกมาจากนรก ปัจจุบันจึงมีความชั่วร้ายเกิดขึ้นในโลกของเรามากยิ่งกว่าในยุคสมัยใด ตอนนี้ซาตานทำงานค่อนข้างชัด แสดงให้เห็นว่ามันมีอยู่จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราประมาทไม่ได้ และซาตานไม่ทำงานโฉ่งฉ่างยกเว้นในกรณีจำเป็น ซาตานมักจะทำงานเงียบๆ อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเรามีความคิดชั่วให้ระลึกไว้ว่าซาตานกำลังเป่าหูอยู่ข้างๆ  ขณะนี้จิตชั่วกำลังทำงานอย่างหนัก เนื่องจากมนุษย์ที่กำลังอ่อนแอสุดๆ ในการต่อสู้เราจึงอย่าต่อสู้เพียงคนเดียว แต่ต้องร่วมมือกันในการสวดภาวนาแผ่พลังออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้พลังของจิตชั่วอ่อนแรงลง และการที่พวกเราไม่ค่อยเน้นเรื่องของซาตาน     ทำให้กลายเป็นขาดบางอย่างไปที่สำคัญไป เมื่อเราทำบาป ก็ด่าตนเอง โทษตนเอง ว่าไม่สมควรที่จะได้ไปสวรรค์ เพราะฉันเป็นคนเลวเป็นคนบาป ซึ่งมันไม่ถูกต้อง มันจะทำให้เรามีแต่แย่ลงๆ เพราะแท้จริงแล้วบาปเกิดขึ้นจากสองประการ คือ 1.จากตัวเราที่อ่อนแอ 2.การล่อลวงของซาตาน เมื่อ2 อย่างนี้ประกอบเข้าด้วยกัน บาปจึงเกิดขึ้น บาปของเราเกิดจากการล่อลวง และความอ่อนแอทำให้เราคิดคล้อยตามมันไป เมื่อเรามองใครสักคนหนึ่งแล้วเกิดความรู้สึก หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้า หรือถึงขั้นเกลียดขี้หน้าโดยไม่มีเหตุผล มันเป็นการล่อลวงอย่างหนึ่ง เรียกว่าการประจญ ซึ่งตัวนี้เราก็พูดถึงกันน้อยลง ทั้งที่เราสวดบทข้าแต่พระบิดากันเป็นประจำ บางคนยังไม่ค่อยเข้าใจการประจญ การประจญหมายความว่าเมื่อมีความคิดอย่างแรก ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาแล้วเราคิดต่อสู้ ไม่คล้อยตาม ไม่ยอมรับความคิดนั้น และเราตัดสินใจด้วยความคิดอีกอย่างที่ไม่อคติต่อเขาได้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นบาป แต่เรียกว่าเป็นการประจญและถือว่าเราชนะการประจญ แต่ถ้าเราคล้อยตาม และปักใจ ปล่อยความคิดเช่นนั้นไปเรื่อยๆ แสดงว่าเราพ่ายแพ้ต่อการประจญ

ในพระคัมภีร์มีหลายตอนที่พูดถึงการที่ซาตานล่อลวงให้ทำบาป ตั้งแต่เอวา ยูดาสอิสคาริโอส(ลก.22:3) อานาเนียและสัปฟีรา(กจ.5:1-11) ซาตานขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า 2คร.2:11 ลก.22:31 ฯลฯ ซาตานวางกับดักจับมนุษย์ที่มันจะกัดกินได้ ในโลกนี้มีพระเจ้า มีผี และมีมนุษย์ จึงจำเป็นที่เราต้องภาวนามีพระอยู่ด้วยอย่างสม่ำเสมอ เพราะซาตานทำอะไรเราไม่ได้นอกจากล่อลวงเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างกำลังตัวเองให้เข้มแข็ง

วาระสุดท้ายของมารซาตาน ในพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงจุดจบของมารซาตาน คำตรัสของพระเยซูคริสต์ มธ.25:41 41แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องซ้ายว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ถูกสาปแช่ง จงไปให้พ้น ลงไปในไฟนิรันดรที่ได้เตรียมไว้ให้ปีศาจและพรรคพวกของมัน  ดังนั้นพ่อเชื่อว่าพวกเราคงจะไม่ไปที่นั่นอย่างเด็ดขาด มันไม่ใช่บ้านของเรา มันเป็นที่ที่เราขาดจากพระเจ้า พระเป็นเจ้าต่างหากที่เป็นแหล่งของความสุขของเรา มีการพูดถึงกันว่าคนเก่งๆ หลายคน ที่อยู่ดีๆ ก็เก่งขึ้นมามากมายเหนือมนุษย์ นั่นเพราะบางคนได้ขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อจะได้มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ หากเรามอบตัวเองให้กับจิตชั่ว จิตชั่วจะให้เรามีพลังอำนาจบางอย่าง แต่สุดท้ายมันจะดึงคืนทุกอย่าง และเราจะสูญเสียทั้งหมดแม้กระทั่งจิตวิญญาณของตนเอง    ไม่ว่าอย่างไรพระเยซูเจ้าก็ชนะมารซาตานอย่างแน่นอน พระเจ้าจะพิพากษาทุกสิ่งที่มีชีวิต รวมทั้งทูตสวรรค์และมารซาตาน ยน5:22 พระเยซูเจ้าชนะมารซาตานโดยขับไล่ผีที่ไล่สิงผู้คน มธ.12:28-29 สาวกพระเยซูกลับมารายงานว่าผีทั้งหลายต่างก็ยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกเขา พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า อย่าดีใจไป แต่จงดีใจว่าชื่อของท่านจารึกอยู่ในสวรรค์แล้ว ลก.10:1,17-20 การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์เป็นการประกาศอำนาจชนะเหนือมารซาตาน 1ปต.3:18 ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด แต่พระเยซูเจ้าลงไปสู่แดนผู้ตายและทะลุทะลวงเอาชนะความตายออกมาได้ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องกลัวความตายอีกต่อไป เพราะพระเยซูเจ้ารอเราอยู่ที่นั่น เหมือนลูกที่แม้จะต้องเดินในที่มืด แต่ก็ไม่กลัวเมื่อรู้ว่ามีพ่อรออยู่ที่นั่น ในโลกหน้าของเรา ถ้าใครคิดว่าอนาคตมีแค่แก่ตายเท่านั้น อนาคตของเขาคนนั้นช่างสั้นเหลือเกิน อนาคตของเราต้องคิดว่า เมื่อฉันตายไปแล้ว ฉันจะต้องเอาสวรรค์ให้ได้ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเรียนสูง ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายตายไปไม่ได้สวรรค์ ในขณะที่เราครอบครองสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ในความเป็นจริงเรากลับกำลังถอยห่างออกจากมันไปในทุกๆ วัน เงินที่เรามี บ้าน ทรัพย์สินต่างๆ เราก็ถอยออกจากมันในทุกวันที่ผ่านไป โลกนี้เราอยู่กันเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น  แต่บ้านบนสวรรค์เราต้องอยู่นิรันดร  แล้วเราได้ลงมือสร้างดีแล้วหรือยัง? นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคิด บ้านในสวรรค์ไม่ได้ใช้เงินทองในการสร้าง แต่ใช้บุญและพระพรในการสร้าง ที่เราได้เตรียม ได้สร้างไว้ตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว หากเราไม่อยากเป็นพวกเดียวกับมารซาตานก็จงแบ่งปันพระพรออกไป เพราะนี่คือธรรมชาติของความรัก ซึ่งจะทำให้เราอิ่มเอิบ มีความสุขอย่างแท้จริง และสุดท้ายจะนำเรากลับสู่สวรรค์บ้านแท้นิรันดรได้อย่างแน่นอน.

 

 

บทภาวนา ให้เป็นอิสระจากคำสาปแช่ง/ผีปีศาจ/บาป

ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า ลูกเชื่อว่าบนกางเขนนั้น พระองค์ทรงรับเอาคำสาปแช่งทุกอย่างที่สามารถมีอำนาจเหนือ
ลูก/เขา/เธอไว้ ดังนั้น บัดนี้ลูกกราบทูลขอพระองค์โปรดปลดปล่อยลูก/เขา/เธอจากคำสาปแช่งทั้งหลายที่มีอำนาจเหนือชีวิตของลูก/เขา/เธอ เดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า ผ่านทางคำเสนอวิงวอนอันทรงพลังของแม่พระมหาทุกข์ 7 ประการ

ด้วยความศรัทธา บัดนี้ลูกรับการปลดปล่อยของลูก/เขา/เธอ และ ลูกขอบพระคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่ประทานให้

เดชะพระนามของพระเยซูเจ้าพระเจ้าของเรา บัดนี้ลูกผูกมัดคำสาปแช่งทั้งหมดที่มีผลต่อ ลูก/พี่/น้อง ชายหญิงของลูก(ระบุชื่อ) 

บัดนี้ลูกวางพวกมันไว้ที่พระบาทของพระเยซูคริสตเจ้าและพระแม่มารีอา

บัดนี้ลูกทำลายเชือกที่ผูกมัดลูก/พี่/น้องชายหญิงของลูกไว้กับซาตาน และรื้อฟื้นการทำสัญญาผูกมัดลูก/เขา/เธอไว้กับพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีอา ด้วยความวางใจในพระสัญญาของพระองค์ว่าใครก็ตามที่เข้ามาพึ่งพาพระสัญญาของพระองค์ด้วยความศรัทธา พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา และ เขาจะเป็นประชากรของพระองค์ อาแมน
(ขอบคุณข้อมูลจาก www.mylovelyjesus.com)