พระทรมานของพระเยซูเจ้าผ่านการเดินรูป14ภาค(จบ)



รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371







พระทรมานของพระเยซูเจ้าผ่านการเดินรูป14ภาค(จบ)


แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2558

ในครั้งนี้พ่อจะแบ่งปันเรื่องพระทรมาน การเดินรูป14ภาคต่อจากที่ค้างไว้จนจบ ในการเดินรูป14ภาคนี้ เราสามารถทำเป็นการส่วนตัวได้ หลายครั้งที่พ่อสวดขอพรพระบางเรื่องแล้วยังไม่เห็นผล แต่เมื่อวอนขอผ่านทางการเดินรูป14ภาค สักพักเดียวเกิดผลทันที ล่าสุดพ่อวอนขอเรื่องของน้องเณรคนหนึ่ง ที่ดื้อ เกเรมากจนพ่อต้องบอกคุณแม่ของน้องว่า สิ้นเทอมที่จะถึงนี้ต้องให้ออกแล้ว ในขณะที่คิดขึ้นได้ว่า “เราได้ช่วยเขาเต็มที่แล้วหรือยัง?” พ่อจึงเริ่มเดินรูปพระเมตตาซึ่งเป็นการเดินรูปที่ใช้เวลาสั้นที่สุด โดยสวดออกชื่อของน้อง ทำอย่างตั้งใจให้กับเขา ปรากฎว่าผ่านไปแค่วัน-สองวันเท่านั้นก็ได้ข่าวจากคนรอบข้างของน้องว่า เขาดีขึ้นแล้วทั้งที่ตลอดเวลาผ่านมาไม่มีวี่แววว่าเขาจะยอมเปลี่ยนแปลงความประพฤติให้ดีขึ้นเลย    การเดินรูปเป็นการขอพระพรโดยผ่านทางการทรมานของพระ เป็นการวอนขอที่มีพลัง ชัดเจน เกิดผล     ในแต่ละภาค แต่ละความทรมานของพระจะช่วยให้จิตวิญญาณของผู้ที่เราวอนขอให้แก่เขานั้นแข็งแรงขึ้น ทำให้จิตชั่วที่ล่อลวงเขาอยู่อ่อนแรงลง ในการเดินรูปแบบส่วนตัว สามารถทำในห้องนอนของเราเอง โดยสวดและคุกเข่าข้างที่นอนก็ได้   ในการแบ่งปันเรื่องเดินรูป14ภาคนี้ พ่อจะอ้างอิงตามหลักเทวศาสตร์และประสบการณ์พระทรมานจากภาพนิมิตของนักบุญหลายองค์ที่ได้รับการประจักษ์มาของพระเยซูเจ้า ชีวิตของพระเยซูเจ้านั้นเป็นชีวิตที่เกิดมาและได้ก้าวเดินไป เพื่อแบกกางเขนของลูกๆ กางเขนบนบ่านี้ไมใช่กางเขนของพระองค์เอง แต่เป็นของมนุษย์ตั้งแต่คนแรกที่เกิดมา จนถึงคนสุดท้ายที่จะเกิดมาบนโลกนี้ เป็นกางเขนของมนุษย์ทุกคนโดยไม่แบ่งว่าศาสนาไหน ล้วนอยู่บนบ่าของพระเยซูเจ้าทั้งสิ้น เหตุการณ์พระทรมานต่างๆ ที่พระองค์ทรงให้แก่นักบุญหลายองค์ได้เห็นนี้ ทำให้เราเห็นถึงภาพของการที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นทั้งมนุษย์แท้และพระเจ้าแท้ในตัวพระองค์เอง ในความเป็นพระเจ้าแท้ รู้ทั้งครบ เมื่อพระเยซูเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ได้ให้การอบรมสั่งสอนแม่พระ และนักบุญยอแซฟในขณะที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวศักดิ์สิทธิ์   ขณะที่ในความเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ได้ทรงหกล้มในตอนที่แบกกางเขนเพราะหมดแรงจากสภาพที่ร่างกายที่ถูกทรมานอย่างหนัก


สถานที่ 7 พระเยซูเจ้าหกล้มครั้งที่ 2  อิสยาห์ 52:2-3

ในการหกล้มครั้งนี้ความหมายคือพระองค์หมดแรงแล้ว ประกอบกับทางเดินขึ้นเขาที่เป็นหินตะปุ่มตะป่ำ เมื่อเดินแล้วก้าวขาไม่พ้นจึงสะดุดหินได้ง่าย บาดแผลที่พระองค์รู้สึกเจ็บมากที่สุด คือ

ไหล่ด้านที่โดนกางเขนกดทับลงบนเนื้อที่เป็นแผลฉีกออก ขณะนั้นพระองค์ไม่มีแรงพอที่จะยกกางเขนมาไว้ที่ไหล่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะกางเขนหนักมากจึงต้องเดินลากไปทั้งอย่างนั้น ในสภาพที่ร่างกายเสียเลือดอย่างมาก จึงเป็นลักษณะกึ่งจะหมดสติ การหกล้มครั้งที่สองนี้จึงเป็นการหกล้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากกว่าการหกล้มในครั้งแรก ครั้งแรกที่หกล้มเป็นเพราะพระองค์เซและโดนทหารดันจึงล้มลง แต่ในครั้งนี้เป็นการหกล้มด้วยสภาวะของร่างกายตนเอง  ความหมายในภาคนี้พูดถึงเรื่องบาป บาปคือการหกล้ม เมื่อทำบาปเราต้องไปแก้บาป การแก้บาปไม่ใช่เป็นแค่การไปสารภาพบาปกับพระเท่านั้น แต่เพราะการสารภาพคือ “ความสุภาพ” เราจะไม่บอกความผิดของตนเองเป็นแน่หากเราไม่มีความสุภาพ ใจที่สุภาพจะได้รับพระพรมาก คนที่ตกอยู่ในบาปคือคนที่ถูกกระทำจากผีปีศาจ ผู้ที่ยินดีเมื่อเราตกในบาปคือผี ปีศาจที่มันทำงานได้สำเร็จ การที่เราตกลงไปในบาปจึงไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าจะมานั่งเฝ้ามอง การตกในบาปคือการหกล้มและการไปแก้บาปคือการที่เราไปพูดกับพระเจ้าว่า “พ่อ หนูจะลุกขึ้นแล้วเดินต่อ” นี่ต่างหากคือสิ่งที่พระเฝ้ารอชื่นชม เหมือนลูกตกอับและท้อแท้ คนที่เป็นพ่อแม่ที่รักลูกก็จะคอยให้กำลัง และบอกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก ลุกขึ้นสู้ใหม่” เมื่อเราไปแก้บาปก็เช่นกัน จึงไม่ใช่เป็นแค่การบอกว่าเราเป็นคนบาปเท่านั้น นี่ยังไม่พอ ธรรมชาติของความสุภาพคือการขอโทษ แต่ต่อจากนั้นต้องเป็นการตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่ และพระเจ้าจะประทานพระพรให้เราเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้วเดินต่อไปได้ การรับศีลอภัยบาปจึงเป็นเรื่องของความรักล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องการตกในบาปแล้วก็จมอยู่ในบาป เมื่อบาปเป็นอดีตไปแล้ว หลายคนยังจมอยู่ในบาปเดิม จมอยู่กับความรู้สึกที่ตนเองเคยทำบาปซึ่งแก้ไปแล้วหลายครั้ง เฝ้าโทษว่าตนทำบาปซึ่งได้แก้และบาปนั้นได้หลุดไปแล้ว นี่ถือว่าไม่ถูกต้อง บาปอะไรก็ตามที่ผ่านไปแล้ว จงให้มันผ่านไป จงเดินผ่านจากมันออกไป อาจเหลียวมองนิดหนึ่งเพื่อเป็นบทเรียนที่จะไม่ทำมันซ้ำอีก ไม่มีบาปอะไรที่พระเจ้าจะอภัยให้ไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ยูดาสผู้ทรยศ พระเป็นเจ้าก็เฝ้ารอจะให้อภัยแก่เขา แต่เป็นยูดาสเองที่เลือกจะไม่ไว้ใจในพระเมตตาของพระเจ้าจึงหนีไปผูกคอตาย  ภาคนี้จึงเตือนใจเราถึงศีลอภัยบาปว่า ไม่สำคัญว่าเราจะล้มกี่ครั้ง แต่เราจะต้องลุกให้ได้ทุกครั้ง และเข้าไปหาพระบ่อยๆ เพื่อล้างตัวเองให้สะอาด ยิ่งเราสะอาดมากเท่าไหร่พระพรที่ลงมาก็ยิ่งจะเกิดผลมากขึ้น หลายครั้งที่เราขอพรพระแล้วไม่ได้ เพราะเรายังไม่สะอาดพอ พระพรจึงเกิดผลช้า เมื่อเราจะขอพรอะไรจึงควรตั้งใจแก้บาปอย่างดี เวลาบอกบาปพระสงฆ์จำนวนครั้งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น บอกเป็นจำนวนคร่าวๆ ก็พอ และไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดมาก แต่หากมีรายละเอียดในบาปที่ต้องบอกมาก ไม่สามารถบอกในที่แก้บาปได้หมด ก็สามารถขอคุณพ่อแก้บาปส่วนตัวได้  การแก้บาปให้เป็นไปอย่างสำรวม พระสงฆ์มีหน้าที่เพียงแค่รับฟัง และในการแก้บาปพระสงฆ์จะไม่ซักถามรายละเอียดมาก เพียงแต่ถามเล็กน้อยเพื่อสามารถที่จะอบรมหรืออภัยบาปได้อย่างถูกต้องเท่านั้น การทำบาปแต่ละครั้งเหมือนการเกิดแผลในวิญญาณ เราจะคิดในเชิงธุรกิจเปรียบเทียบจำนวนกิจใช้โทษบาปที่ดูว่าคุ้มค่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับบาปที่ได้ทำนั้นไม่ได้  เมื่อพระสงฆ์ให้ทำกิจใช้โทษบาป เป็นเพียงการรักษาเบื้องต้นเท่านั้น เป็นเหมือนการหยุดการเจริญเติบโตของแผล เมื่อทำกิจใช้โทษบาปครบก็ได้รับการอภัยบาปแล้ว แต่การที่จะทำให้แผลตื้นขึ้นจนหาย การรักษาให้หายจากบาดแผลนั้นเรายังคงต้องทำเองต่อไป โดยการพลีกรรมหรือสวดเพิ่มอื่นๆ คือการทำให้วิญญาณของเราสมบูรณ์ขึ้น

สถานที่ 8 พระเยซูเจ้า บรรเทาทุกข์ สตรีชาวเยรูซาเลม ลูกา 23:27-31

คนเหล่านี้สงสารพระเยซูเจ้า น่าสังเกตว่าไม่มีผู้ชายอยู่ในคนกลุ่มนี้เลย แท้จริงชื่อเมือง เยรูซาเลม ตามรากศัพท์มาจากเป็นภาษาที่บ่งบอกว่าเป็นเพศหญิง ต่างจากภาษาไทยที่ไม่มีการระบุเพศเข้าไปในคำเหล่านี้ เช่นคำว่าพระศาสนจักรก็เป็น She หรือเพศหญิง เป็นมารดา ดังนั้นคำว่าสตรีชาวเยรูซาเลมในรากศัพท์แล้วหมายถึง ชาวเมืองเยรูซาเลมทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้หญิงไม่กี่คนในภาพเท่านั้น การที่พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนั้นก็เพราะว่าหลังจากที่พระองค์ถูกตรึงกางเขนไปได้ไม่นาน เยรูซาเลมถูกกองกำลังของโรมันเข้าทำลายจนหมดเกลี้ยง พังราบเป็นหน้ากลอง เป็นไปตามที่พระเยซูเจ้าได้ทำนายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความหมายที่ลึกซึ้งในเรื่องนี้คือ อย่าร้องไห้เพราะเห็นพระองค์แบกกางเขน แต่จงหันกลับไปมองลูกๆ ของพระองค์ว่าบาปที่ได้ทำนี่แหละ ที่มันทำให้กางเขนนี้หนัก หากรักพระเยซูเจ้าจริง ก็ไม่ใช่แค่การร้องไห้ให้กับพระองค์เท่านั้นแต่ต้องงดทำบาป แล้วจึงจะทำให้กางเขนของพระองค์นั้นเบา ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเรายังคงทำบาปแล้วร้องไห้ให้กับพระเยซูเจ้า พระองค์จึงบอกให้ “จงบอกลูกๆ และสงสารตนเองเถิด” เช่นเดียวกับในโลกปัจจุบันนี้หากมนุษยชาติยังไม่กลับใจ กางเขนที่หนักอึ้งนี้มันจะทับลงมาที่พวกเราเองในสักวันหนึ่ง

สถานที่ 9 พระเยซูเจ้าหกล้มครั้งที่ 3  ฮีบรู 4:15-16

พระองค์หกล้มทั้งหมด3ครั้ง ซึ่งถือว่าเก่งมาก เพราะโดยธรรมชาติความเป็นมนุษย์ ณ เวลานั้นพระเยซูเจ้าไม่ควรจะลุกขึ้นมาได้แล้ว ก่อนที่จะมาเดินแบกกางเขนก็ถูกเฆี่ยน ก่อนเฆี่ยนก็โดนตบจน

พระพักตร์บวม  พระเยซูเจ้าถูกตบพระพักตร์โดยชายที่ชื่อมัลโก ซึ่งพระองค์ได้ทรงช่วยเขาต่อใบหูที่ขาดจากการถูก
เปโตรเอาดาบฟัน  เลข3 เป็นเลขที่แปลก เป็นตัวเลขครึ่งซีกของเลข8 เลข8หมายถึงความไม่สิ้นสุด ความเป็นพระเจ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เลข3 หมายถึงความเป็นพระเจ้า การหกล้มครั้งที่3 จึงหมายถึงการหกล้มของพระเจ้า และพระเยซูเจ้าไม่ได้หกล้มแค่องค์เดียว แต่พระบิดาและพระจิตก็ร่วมหกล้มกับพระองค์ด้วย การรับทรมานนี้จึงไม่ใช่แค่พระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าทั้งครบที่ลงมารับทรมานเพื่อลูกด้วย  ดังนั้นการที่เราตกในบาปไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม จงอย่าท้อ แต่ตั้งใจสู้ใหม่ในทุกๆ ครั้ง ดังนี้แหละคือการที่เราจะก้าวเดินไปพร้อมกับพระเป็นเจ้าในทุกครั้งเช่นกัน

สถานที่ 10 พระเยซูเจ้า ถูกถอดเสื้อผ้า สดุดี 22:16-18

ในการถอดเสื้อผ้านี้ พระเยซูเจ้าถูกเปลื้องผ้าออกจนหมดเกลี้ยง และมีคนเอาผ้ามาห่มพระองค์ไว้ไม่ให้ดูอุจาดจนเกินไป ขณะที่ถูกเปลื้อง ผ้าที่ดูดซับเลือดของพระองค์ไว้ เมื่อถูกดึงออกจึงเหมือน

ถูกขูดให้แผลที่เริ่มแห้งแล้วมีเลือดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นทั้งแผลเก่าและแผลใหม่ที่ถูกเปิดออกมาทั้งตัว นี่คือการถูกทรมานรอบที่สองนั่นเอง เสื้อผ้าในพระคัมภีร์หมายถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เสื้อผ้ายิ่งเหลือน้อยเท่าใด ศักดิ์ศรีก็เหลือน้อยเท่านั้น ในปฐมกาล เมื่ออาดัม เอวาทำบาปเขารู้สึกถึงความเปลือยเปล่าของตนเองทันที พระเจ้านำเสื้อผ้าคือหนังสัตว์มาห่มให้กับเขา คือการที่พระองค์มอบศักดิ์ศรีคืนให้แก่เขาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อครั้งที่นักบุญเปโตรกำลังหาปลา และพบพระเยซูเจ้ายืนอยู่ที่ริมฝั่ง เมื่อนักบุญยอห์นบอกว่า นั่นคือพระเยซูเจ้า เปรโตรรีบคว้าเอาเสื้อมาใส่แล้วว่ายน้ำกลับไปหาพระองค์ การคว้าเสื้อนี้คือศักดิ์ศรีที่ได้เอากลับเข้ามาในตนเองอีกครั้งหนึ่ง   ดังนั้น การที่พระเยซูเจ้าถูกเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมด หมายความว่าพระองค์ไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ เลยในเวลานั้น มันคือการใช้โทษบาปของมนุษย์ที่ไม่เหลือศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์แล้ว มนุษย์ที่ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ คือคนที่ทำชั่วได้ทุกอย่าง ยิ่งบาปหนักเท่าใดความเป็นคนก็ยิ่งไม่มีเหลือ กลายเป็นแค่สัตว์เท่านั้น แต่แม้ในคนเหล่านี้พระเจ้าก็ยังอยู่กับเขา เพราะเขาก็ยังคงเป็นลูกของพระ เพราะสำหรับผู้เป็นแม่ไม่ว่าลูกจะเลวร้ายเพียงใดแม่ก็ตัดไม่ขาด การที่พระเยซูเจ้าถูกเปลื้องผ้าความหมายก็คือพระเจ้ายังคงอยู่กับลูก แม้ว่าลูกจะไม่เหลืออะไรในชีวิต พระองค์ก็อยู่ด้วยและอยู่ในสถานะที่เท่ากัน คนเราหากไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันจะไม่เข้าใจกัน เข้าไม่ถึงอีกฝ่ายหนึ่งที่ต่ำกว่า เหมือนการจะช่วยคนที่จมน้ำ คือการที่เราต้องกระโดดลงไปในน้ำ อยู่ในสถานะเท่ากันจึงสามารถช่วยดึงเขาขึ้นมาได้ ดังนั้นการถูกเปลื้องผ้าของพระองค์คือการที่พระเจ้ายอมที่จะไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ เพื่อได้ไปอยู่กับลูกที่ไม่มีศักดิ์ศรี และช่วยเขาขึ้นมา นี่คือการยอมทุกอย่าง

สถานที่ 11พระเยซูเจ้าถูกตอกตะปูบนกางเขน  ลูกา 23:33-34

จากร่องรอยบนผ้าห่อพระศพแห่งตูริน ซึ่งเป็นภาพเนกาทีฟ ฟิล์มร่างของผู้ชาย เป็นผ้าที่ถูกทำการพิสูจน์มาอย่างยาวนานว่าเป็นผ้าห่อพระศพของพระเยซูเจ้าจริงหรือไม่ เคยมีการตรวจสอบด้วย

คาร์บอน-14 แล้วพบว่าผ้านี้มีอายุเพียงแค่700-800ปี ซึ่งแสดงว่าผ้านี้อาจไม่ใช่ของจริง แต่เนื่องจากผ้านี้เคยถูกไฟไหม้ ผ่านการถูกซ่อมแซม จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ในเวลาที่ทำการตรวจสอบโดยการนำใยผ้าส่วนหนึ่งไปตรวจสอบ อาจเป็นใยผ้าที่ถูกนำมาซ่อมแซมในภายหลังก็เป็นได้ แต่ในส่วนอื่นๆ ที่เคยได้ทำการทดสอบแล้ว พบว่ามีผลใกล้เคียงกับการที่จะเป็นผ้าห่อศพของพระเยซูเจ้าจริงอยู่สูง จากร่องรอยของผ้าที่พบนี้ รอยที่โดนตอกตะปูไม่ใช่ที่มือแต่เป็นที่ข้อมือ เพราะที่ฝ่ามือไม่สามารถจะรับน้ำหนักของร่างกายได้ สภาพความเป็นจริงจึงเป็นการตอกที่ข้อมือ และยังพบร่องรอยของการตอกซ้ำและการถูกดึงจนหัวไหล่หลุดเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่พอดีกับไม้กางเขนที่จะตรึง      เป็นที่น่าสังเกตว่าหากผ้านี้ไม่ใช่ของจริง คนทำผ้านี้จะต้องเก่งมากจนไม่น่าจะมีมนุษย์คนใดทำได้ ภาพที่ได้จากผ้านี้รูปมือมีเพียงสี่นิ้ว มีคนวิเคราะห์ว่า เนื่องจากเมื่อตอกตะปูที่ข้อมือแล้วจะไปโดนเส้นเอ็นเส้นหนึ่งที่จะดึงให้นิ้วโป้งหดตัวลงมา จึงเป็นไปตามที่ผ้าได้แสดงภาพออกมาว่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างเหลือเพียงแค่ข้างละสี่นิ้ว ข้อเท็จจริงนี้มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่จะรู้ถึงหลักของกายภาพได้อย่างดี สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ภาพจากผ้านี้ที่เหมือนจะเป็นภาพวาด แต่นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นภาพวาดอย่างแน่นอน เพราะไม่มีลักษณะของเซลล์สีแม้แต่นิดเดียว ภาพที่เกิดขึ้นบนผ้านี้ไม่ใช่ลักษณะของการถูกระบาย แต่เป็นเหมือนการที่ถูกแสงรังสีฉายเข้ามาโดยตรงลงบนผ้า เม็ดเลือดที่อยู่บนผ้าก็ยังคงเป็นสีแดง โดยปกติคนที่เสียชีวิตเลือดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะหมดสภาพไปในระยะเวลาไม่นาน มีความเห็นจากแพทย์ถึงเหตุที่เลือดบนผ้านี้ยังคงเป็นสีแดง เป็นเพราะเมื่อคนคนหนึ่งที่ถูกกระทำอย่างรุนแรง จะส่งผลให้โมเลกุลของเลือดเปลี่ยนไปจนคงสภาพเป็นสีแดงอยู่ได้ ยังมีเรื่องอัศจรรย์อื่นๆ อีกมากมายที่แฝงอยู่ในผ้าผืนนี้ แม้ว่าปัจจุบันพระศาสนจักรจะยังคงไม่รับรองว่าผ้าผืนนี้เป็นผ้าห่อพระศพพระเยซูเจ้าจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเห็นร่องรอย และติดตามพระทรมานของพระเยซูเจ้าได้มากขึ้น      ในภาคที่11 นี้เป็นการที่พระเยซูเจ้ายอมให้เขาตอกตะปู คือการที่พระเจ้าได้เปลี่ยนความชั่วร้ายให้กลายเป็นความดี ดังนั้นเราจึงสามารถแก้บาป สามารถเอาความทุกข์ทรมานถวายแด่พระ พร้อมทั้งให้ความทุกข์ทรมานนั้นกลับกลายเป็นพระพรได้  มีใครอีกหรือที่จะทำให้กับเราได้ถึงเพียงนี้? เพราะเป็นพระเจ้าเองที่เอาตัวเองตอกตรึงเข้ากับความทุกข์ทรมาน ทั้งที่กางเขนไม่ใช่พระแท่นบูชา เป็นแค่เพียงเครื่องประหาร เครื่องทรมานอันเลวร้าย แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเอาตัวพระองค์เองเข้าไปติดอยู่กับมัน เพื่อจะอยู่กับภาระของลูกทุกคน กางเขนที่เราแบกจึงมีคุณค่า มีพระพรที่จะช่วยเราให้รอดพ้นได้ ดังนั้นเมื่อเรามีภาระจงอย่ากลัว แต่จงเชิญพระเยซูเจ้าไปอยู่กับภาระของเรา อยู่กับตัวเราด้วยและเผชิญกับปัญหาไปพร้อมกับพระองค์ แล้วพระองค์จะให้กางเขนอันนี้นี่แหละช่วยครอบครัว ช่วยตัวเราให้รอดพ้นได้ การที่พระเยซูเจ้าถูกตอกตรึงบนไม้กางเขนนั้นไม่ใช่เพื่อพระองค์เองแต่เพื่อพวกเรา เราจึงแบกกางเขนเพียงลำพังไม่ได้แต่ต้องนำพระเยซูเจ้าติดเข้าไปกับกางเขนที่เราต้องแบกด้วย

สถานที่ 12พระเยซูเจ้าเสียชีวิตบนกางเขน สดด 22:6-8

นี่คือที่สุดของพระเป็นเจ้าที่ปีศาจก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดพระเจ้าจึงยอมลงมาให้มนุษย์ฆ่าตาย การตายของพระเยซูเจ้าจึงเป็นอะไรที่ปีศาจไม่ทันเกม หากพระเยซูเจ้าไม่ยอมตาย พระองค์ก็จะไม่ได้

ลงไปสู่แดนผู้ตาย พระองค์ยอมตายเพื่อที่จะได้ลงไปถึงใต้บาดาล ตะลุยผ่านแดนมรณะ ทะลุทะลวงจนหมด ความตายที่แต่ก่อนเคยกีดกันไว้ จึงขวางกั้นพวกเรามนุษย์ไว้ไม่ได้อีกต่อไป กลายเป็นทางที่เปิด โล่ง จนเมื่อเราเดินผ่านความตายก็จะมีทางออกเพื่อมีชีวิตต่อไปได้ ปีศาจไม่เข้าใจเลยในประเด็นนี้ของพระเจ้า ไม่เข้าใจแม้กระทั่งว่าทำไมพระเจ้าจึงลงมาตายได้ เบื้องหลังการตายของพระเยซูเจ้าจึงมีปีศาจยืนอยู่หลังฉากในทุกขณะ คอยยุแหย่ให้ผู้คนใส่ร้ายพระเยซูเจ้า ทำให้ผู้คนเกลียดชังพระองค์ ในขณะที่เดินขึ้นเขากัลวารีโอมีผู้คนตามรายทางคอยเอาก้อนหิน ขยะ สิ่งปฏิกูล ปาใส่พระองค์ เพราะความรู้สึกเกลียดชังอย่างมากต่อพระองค์ นี่คือผลจากการที่ปีศาจคอยยุยงผสมกับความอ่อนแอของมนุษย์จึงรู้สึกเกลียดชังได้อย่างมากมาย ดังนั้นในคนที่มีความเกลียดชังเราจงอย่าไปด่าว่าเขา แต่ให้เข้าใจว่าคนที่ทำในสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือคนที่อ่อนแอมากที่สุดนั่นเอง การกระทำออกมาของเขาจึงเป็นของปีศาจที่ชัดเจนที่สุด เวลาที่คนเรารู้สึกเกลียด โกรธ หน้าตาจะไม่เป็นมนุษย์แต่เหมือนผีมากกว่า เราต้องมองให้ออก มองให้ทะลุว่าไม่ใช่เขาเลวแต่เขาอ่อนแอ เมื่ออ่อนแอมากผีก็ครอบงำเขาได้อย่างเต็มที่ ด้วยวิธีการมองเช่นนี้เราจึงมองเห็นได้อย่างเข้าใจและสวดภาวนาให้แก่เขาแทนการด่ากลับ เมื่อเจอเหตุการณ์ทำนองนี้จงยิ้มแล้วเดินจากมา พร้อมกับสวดภาวนา เราต้องรู้ว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร การสวดเป็นการป้องกันตัวเราเอง พระพรของพระที่ลงมาจะช่วยให้ปีศาจที่คอยยุเราอ่อนกำลังลง ต้องสวดอย่างต่อเนื่องอย่าหยุดคิด เปิดช่องให้กับผีที่จะยุเราได้ สวดจนกระทั่งอารมณ์เย็น สงบลง นี่จึงเป็นการเอาชนะผีได้ ในการที่พระเยซูเจ้าได้เสียชีวิตนี้แหละ ทำให้เราได้รับความรอด เพราะพระองค์เปลี่ยนความเลวร้ายให้กลายเป็นดี ท่ามกลางความเลวร้ายทั้งหมดพระองค์ก็อยู่กับมันได้ มันทั้งล่อลวงและยุแหย่ว่าถ้าแน่จริง เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงก็ให้ลงมาจากกางเขน แล้วมันจะเชื่อ แต่พระองค์ก็ไม่สนใจ ไม่ได้ทำตาม ไม่ลงมาจากกางเขนตามคำท้าทายของมัน เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือผีปีศาจ และความเลวร้ายต่างๆ ไม่ได้มีอิทธิพลใดๆ ต่อพระองค์  พระองค์ถือเอาน้ำพระทัยของพระบิดาสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด และนี่เองจึงทำให้แผนการไถ่กู้สำเร็จไป ปีศาจจึงพ่ายแพ้แก่พระองค์เพราะมันไม่เข้าใจ มันเข้าใจแค่ว่าการที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน เมื่อมนุษย์ฆ่าพระเจ้าตาย มนุษย์ทุกคนจะต้องตายและตกนรกอย่างแน่นอน เพราะกฎแห่งกรรม กฎของบาปต้องมีการชดใช้และลงโทษ  และไม่มีบาปอะไรที่จะหนักเท่ากับการฆ่าพระเจ้าอีกแล้ว เมื่อฆ่าพระเจ้าแล้วมนุษย์จะมีเหลืออะไรอีกเล่า ปีศาจจึงยุแหย่เพื่อให้เหตุการณ์มาถึงจุดนี้ให้ได้คือให้พระเยซูเจ้าถูกฆ่าตาย และนั่นจึงจะเป็นชัยชนะของมันที่จะนำวิญญาณทั้งหมดลงสู่นรก ปีศาจเข้าใจเรื่องความยุติธรรมแต่มันไม่เข้าใจเรื่องของความรัก ความเป็นปีศาจไม่มีหัวใจจึงไม่เข้าใจหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อแม่ การตายของพระเยซูเจ้าจึงเป็นการใช้กรรมให้กับลูกๆ ซึ่งเป็นมนุษย์ทั้งหมดที่จะต้องลงนรก แต่พระองค์กลับช่วยให้รอดพ้นไปสวรรค์ได้ พระแท่นบูชามิสซาในวัดแท้จริงคือแท่นบูชายัญที่ในสมัยก่อนมีการนำสัตว์ไปวางและเผาถวายแด่พระเจ้าเพื่อชดเชยบาป เป็นพระเยซูเจ้าที่นำตัวของพระองค์เองไปวางและถวายบูชายัญ ดังนั้นเหตุการณ์การตายของพระเยซูเจ้าจึงเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการถวายบูชาบนพระแท่นในมิสซา มิสซาทุกมิสซาจึงใหญ่เท่ากัน ไม่มีมิสซาไหนใหญ่หรือเล็กไปกว่ากัน ไม่ว่าจะประกอบที่วัดน้อยหรืออาสนวิหาร เพราะ ณ เวลานั้นเป็นพระเยซูเจ้าที่ถูกตรึงกางเขนและสิ้นพระชนม์บนพระแท่นนั่นเอง

สถานที่ 13 มอบศพพระเยซูให้กับพระมารดา สดุดี 22:9-11

แม่พระจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมไถ่กู้ เป็นมารดามรณะสักขี แม่พระได้โอบอุ้มพระเยซูเจ้าด้วยสองมือนี้ทั้งตอนเกิดและตอนตาย หัวอกของผู้เป็นแม่ที่ตั้งท้องเลี้ยงดูมา ต้องทนเห็นความตายของลูกที่

ค่อยๆ มาถึงต่อหน้าต่อตา จนเมื่อต้องมารับศพลูกยามตาย แม่พระได้ลูบตามเนื้อตัวของพระเยซูเจ้าพลางพร่ำบอกว่า “มันจบแล้วๆ ไม่เป็นไรแล้ว” ในตอนที่พระเยซูเจ้าทรงรับแบกกางเขน คนที่ทรมานด้านจิตวิญญาณมากกว่าพระเยซูเจ้าคือแม่พระ ในขณะที่ความทรมานแสนสาหัสของพระเยซูเจ้าก็ไม่ใช่เป็นที่ร่างกายแต่เป็นด้านที่ว่า แม้พระองค์ยอมเจ็บจนตายแต่ก็ยังมีลูกอีกหลายคนไม่ได้ขึ้นสวรรค์  แม่พระมีส่วนร่วมและอยู่กับกับพระเยซูเจ้าตลอดมา หัวอกของแม่พระจึงเป็นหัวอกของผู้ที่ทุกข์ทรมานใจอย่างแสนสาหัส เกียรติของการเป็นมารดาพระเจ้าไม่ได้เป็นอย่างง่ายดายแต่ต้องผ่านความยากลำบากที่สุดในชีวิตของพระแม่ ดังนั้นเมื่อเราถวายเกียรติแด่แม่พระ จึงไม่ใช่เพราะการเป็นแม่ของพระเจ้าเท่านั้น แต่คือการที่แม่พระได้ร่วมลำบาก ร่วมความตายของพระเยซูเจ้ามาตลอดชีวิตของแม่พระ

สถานที่ 14 นำศพพระเยซูไปฝังในคูหา สดุดี 22:14-15  

ในสมัยนั้นในชาวยิวที่มีฐานะดี จะมีการขุดหินเข้าไปข้างในเป็นโพรงเอาไว้เพื่อเตรียมการฝังศพตนเอง แต่พระเยซูเจ้าเป็นนักโทษประหาร การตายของพระองค์จึงไม่มีการเตรียมการใดๆ แต่ ณ

เวลานั้นมีหลุมศพของผู้ที่มีคนกล่าวกันว่าอาจเป็นของโยแซฟ อาริมาเทียที่ได้เตรียมไว้แล้วและยังไม่ได้ถูกใช้ จึงมีการนำเอาศพของพระเยซูเจ้าเข้าไปไว้ก่อน พระองค์เกิดที่ถ้ำเลี้ยงสัตว์และเวลาตายก็ถูกฝังไว้ที่ถ้ำเช่นกัน ถ้ำเลี้ยงสัวต์ที่พระองค์เกิด เป็นเสมือนหัวใจของมนุษย์ ที่มันเย็นชา อ้างว้าง แห้งแล้ง แข็งกระด้าง ในเวลาที่พระองค์ได้เกิดมานั้นไม่มีใครสนใจเลย เป็นหัวใจที่ไม่ต้อนรับพระผู้สร้าง แต่พระองค์ก็ยังมาเกิด มาอยู่ด้วย จนเมื่อพระองค์ตายก็ได้กลับเข้ามาอยู่ในถ้ำหัวใจของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่มันก็ยังคงเป็นหัวใจที่แข็งกระด้างเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่พระองค์จะไม่เข้ามาในชีวิตของมนุษย์ มาเพื่อที่จะทำให้หัวใจนั้นอ่อนนุ่ม อบอุ่นขึ้น เพื่อให้มันกลายเป็นสถานที่ที่พระเป็นเจ้าจะเข้าไปอยู่ในนั้นตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดหรือตาย ทั้งชีวิต ต่อให้ลูกรังเกียจ พระองค์ก็จะมา ลูกอาจไม่ต้อนรับ แต่พระองค์ต้อนรับลูกเสมอ การตายของพระจึงเป็นหัวอกของพ่อแม่ที่ทั้งชีวิตได้มอบให้กับลูกจนหมดสิ้นนั่นเอง การที่ลูกจะเป็นคนดีหรือไม่ มันไม่สำคัญต่อความเป็นพ่อ-ลูกกัน ไม่ว่าจะอย่างไรลูกก็เป็นลูก และพระองค์ก็ยังคงอยากที่จะมาอยู่ด้วย การถูกฝังในพระคูหาคือการที่พระองค์ฝังตนเอง กลับเข้ามาสู่ชีวิตของลูกทุกคน ให้เราต้อนรับพระองค์โดยเปิดหัวใจของเราให้กับผู้ที่มีความยากลำบาก  ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเขาบ้าง เท่านี้เองหัวใจของเราก็จะอบอุ่นขึ้น กลายเป็นใจที่เมื่อเข้ามาอยู่ด้วยแล้วพระองค์ก็จะรู้สึกสุขสบาย

การเดินรูป14ภาคนี้ ไม่เป็นเพียงการระลึกถึงแต่ละสถานที่เท่านั้น แต่มันคือชีวิตของเรา อย่าเพียงแค่เห็นความทุกข์ทรมานของพระเยซูเจ้า แต่จงเห็นว่าเรานั้นเป็นคนที่อ่อนแอเพียงใด ให้พยายามที่จะทำดีถวายแด่พระ ลดความหนักของไม้กางเขนที่พระองค์ต้องแบก โดยการยื่นมือไปช่วยเหลือ แบ่งปัน ทำความดีต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระองค์แบกกางเขนได้ง่ายขึ้น.

 

เดินรูป14ภาค วอนขอพระเมตตา

(แต่ละภาคเริ่มด้วย...)

“ข้าแต่พระบิดานิรันดร ลูกขอถวายแด่พระองค์
ซึ่งพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ
และพระเทวภาพห่งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์
พระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของลูกทั้งหลาย
เพื่อชดเชยบาปของลูกและของชาวโลกทั้งมวล”
       (แต่ละภาครับด้วย...)

“ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายและชาวโลกทั้งมวลเทอญ”

ภาค1 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงถูกตัดสินประหารชีวิต(รับ)
ภาค2 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงแบกไม้กางเขน(รับ)
ภาค3 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงหกล้มครั้งแรก(รับ)
ภาค4 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงพบพระมารดาผู้โศกศัลย์(รับ)
ภาค5 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงรับให้มีผู้มาช่วยแบกไม้กางเขน(รับ)
ภาค6 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงให้เวโรนิกาเช็ดพระพักตร์(รับ)
ภาค7 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงหกล้มครั้งที่สอง(รับ)
ภาค8 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงปลอบโยนเหล่าสตรี(รับ)
ภาค9 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงหกล้มครั้งที่สาม(รับ)
ภาค10 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงถูกเปลื้องพระภูษา(รับ)
ภาค11 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน(รับ)
ภาค12 เดชะพระเยซูเจ้า พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน(รับ)
ภาค13 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงถูกนำลงมาจากไม้กางเขน(รับ)
ภาค14 เดชะพระเยซูเจ้า ทรงถูกฝังไว้ในพระคูหา(รับ)

(ครบ14ภาคแล้ว สวด3จบว่า...)
“ข้าแต่พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์  ผู้ทรงฤทธิ์ และผู้มิรู้ตาย
ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายและชาวโลกทั้งมวลเทอญ”


<<ดูบทความเดินรูป14ภาคย้อนหลัง ภาค1-4 


<<ดูบทความเดินรูป14ภาคย้อนหลัง ภาค5-6