ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาของพระเจ้า(JUBILEE YEAR)



รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371




ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาของพระเจ้า(JUBILEE YEAR)


  




แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2558

 

เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ประกาศเปิดปีศักดิ์สิทธิ์ (JUBILEE YEAR) แห่งพระเมตตาของพระเจ้า  หลายคนคงนึกถึงซิสเตอร์โฟสตินา แต่แท้จริงแล้วที่โป๊ปฟรังซิสประกาศนี้ไม่ได้พูดถึงหรือเจาะจงไปที่ซิสเตอร์โฟสตินา แต่ก็เป็นเนื้อเรื่องเดียวกันกับเรื่องพระเมตตาที่พระเยซูเจ้าได้ประจักษ์ให้กับซิสเตอร์ ซึ่งก็แน่นอนที่จะต้องเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน เพราะมีต้นเรื่องมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน  ปีแห่งพระเมตตาที่โป๊ปได้ประกาศนี้ เป็นการพูดถึงความเมตตาของพระบิดา และโป๊ปคงได้รำพึงจากชีวิตของท่านเองแล้วจึงได้ประกาศ การประกาศนี้ ถือเป็นเรื่องที่แปลกคือเป็นการประกาศอย่างกระทันหัน ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยมาก่อน  แม้จะไม่ใช่เป็นการฉุกละหุก แต่ในแง่มุมของการประกาศนี้ถือว่าค่อนข้างเร็ว ที่บรรดานักข่าวได้บอกว่าเป็นอะไรที่น่าแปลกใจเป็นพิเศษทีเดียว เพราะการประกาศปีศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละครั้งนั้น ไม่ได้ทำกันได้บ่อยๆ ง่ายๆ ในระดับของพระศาสนจักรสากลจะต้องมีการเตรียมการเยอะ ปีศักดิ์สิทธิ์มีความหมายว่าเป็นปีแห่งการปลดปล่อย และดูเหมือนว่าโป๊ปจะเน้นไปในเรื่องของการมีชีวิตที่ผิดพลาดในยุคปัจจุบัน เช่นคนที่ทำแท้ง มีปัญหาเรื่องคู่แต่งงาน ซึ่งในรายละเอียดตรงนี้ยังไม่มีการประกาศออกมา มีการพูดกันถึงว่าเมื่อโป๊ปฟรังซิสมีการประกาศออกมาเช่นนี้ ย่อมจะต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เช่นการทำแท้งที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และหลายประเทศออกกฎหมายให้ทำแท้งได้เสรี ที่หลายคนยังไม่ทราบว่าเมื่อเขาทำแท้ง เขาจะต้องถูกตัดออกจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติ ต้องออกไปอยู่นอกพระศาสนจักรโดยทันที โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศีลศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้รับอีกเลย เมื่อทำแท้งแล้วไม่ได้ไปแก้บาป ไม่ได้รับการอภัยบาป ไม่ได้รับการต้อนรับให้กลับเข้ามาในพระศาสนจักร เขาก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้ามาอยู่ในพระศาสนจักรได้ ตายไปก็อาจจะต้องฝังอยู่นอกป่าช้า  ดังนั้น พระศาสนจักรจึงตั้งใจที่จะได้เห็นการโปรดศีลอภัยบาปสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในบาปเหล่านี้ ให้เขาได้รับการอภัยและกลับเข้ามาในพระศาสนจักรได้ ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องรอการประกาศออกมาอีกทีหนึ่ง และคงจะมีการกำหนดวัดที่เราจะทำการแสวงบุญอีกด้วย ส่วนปีศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาแล้วนั้นเป็นระดับในประเทศ   แต่ที่กำลังจะประกาศนี้เป็นปีศักดิ์สิทธิ์ในระดับพระศาสนจักรสากล ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้    พระสันตะปาปาจะทำการเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร โดยโป๊ปจะเอาไม้เท้าไปเคาะประตูเปิดที่นั่น และหลังจากนั้นก็จะเริ่มเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ที่อื่นๆ  ในประเทศไทยเองก็จะต้องมีพิธีเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์นี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อครั้งล่าสุดที่เคยทำคือในสมัยโป๊ปจอห์น ปอลที่สอง การเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แบบสากลที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นี้ แสดงว่าพระศาสนจักรได้เตรียมพระหรรษทานอย่างพิเศษสุดให้กับประชากรของพระองค์  ปีนี้เป็นปีที่ 50 หลังสังคายนาวาติกันที่สอง การประกาศปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาเป็นการประกาศที่สำคัญ ไม่ใช่จู่ๆ จะประกาศปีใดก็ได้ แต่จะต้องมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างครบรอบ50ปี 49ปีเป็นปีแห่งการทำงาน เลข49 คือ จำนวนของ7คูณ7  7เป็นเลขแห่งความสมบูรณ์ 7คูณ7 จึงมีความหมายของปีที่ครบครัน ครบถ้วนแล้ว คือการที่พระพรสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ปีที่50 จึงเป็นปีแห่งการปลดปล่อย  ดูลนต 25:8-17  ในปีนี้ทั้งปีจะเป็นปีแห่งการปลดปล่อยให้อิสระ เป็นปีที่ศักดิ์สิทธิ์ ว่างเว้นจากการเป็นทาส ใครเป็นหนี้ก็ต้องยกหนี้ให้กัน ไม่มีเจ้าหนี้ ไม่มีลูกหนี้ แผ่นดินจะไม่ต้องทำนา ไม่ทำสวน 1 ปี ต้องให้แผ่นดิน สัตว์เลี้ยงเป็นอิสระ ปีนี้ทั้งปีจะเป็นปีแห่งพระพร เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ อีกครั้งหนึ่ง  ปีที่50นี้จึงเป็นการปลดปล่อย เป็นJUBILEE YEARอย่างแท้จริง เป็นปีแห่งการเป่าเขาสัตว์ เมื่อจะมีประกาศปี สมณะจะทำการเป่าเขาสัตว์เป็นการประกาศและโซ่ตรวนจะถูกหักทำลายทั้งหมด  

สมณโองการปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาของพระเจ้า ที่โป๊ปประกาศออกมานี้ มีความลึกซึ้งมาก พ่อได้ทำการรำพึง ซึ่งต้องใช้เวลาทำความเข้าใจพอสมควร 1. องค์พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระพักตร์แห่งพระเมตตาของพระบิดา  ถ้อยคำต่อไปนี้อาจถือเป็นการสรุปพระธรรมล้ำลึกความเชื่อของคริสตชน    พระเมตตาเป็นสิ่งมีชีวิตและมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ   พระบิดา “ผู้ทรงทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา” (อฟ 2:4) หลังจากทรงเผยแสดงพระนามของพระองค์แก่โมเสสว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เมตตาและกรุณา  ไม่โกรธง่าย เปี่ยมด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์” (อพย 34:6) พระองค์ไม่เคยทรงหยุดแสดงพระธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ตลอดประวัติศาสตร์   “เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้” (กท 4:4) คือเมื่อทุกสิ่งถูกจัดไว้พร้อมตามแผนการไถ่กู้ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ทรงส่งพระเอกบุตรลงมายังโลก  โดยการประสูติจากพระนางพรหมจารีมารีย์ เพื่อเผยแสดงความรักของพระองค์แก่เราอย่างเป็นรูปธรรม  เพราะผู้ที่เห็นพระเยซู ก็เห็นพระบิดาด้วย (เทียบ ยน 14:9)  พระเยซูแห่งนาซาเร็ธทรงเผยแสดงพระเมตตาของพระเจ้าโดยทางพระวาจา  กิจการ และด้วยพระบุคคลทั้งครบของพระองค์  [1]  

มีความหมายว่าสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ พระองค์ทำในนามของพระบิดา และสิ่งที่พระองค์ทรงแสดง ก็คือสิ่งที่พระบิดาทรงกระทำนั่นเอง และความเมตตานี้เป็นผลมาจากพระบิดาที่แสดงผ่านทางพระเยซู ข้อความนี้ลึกมากหมายความว่า เราต้องเปลี่ยนภาพของพระบิดาเสียใหม่ ไม่ใช่เป็นภาพของพระเจ้าที่น่ากลัว หรือภาพของการที่พร้อมจะพิพากษาให้ลงนรก ซึ่งในสมัยก่อนเชื่อกันว่าเป็นเช่นนั้น เป็นการเข้าวัดด้วยความกลัวกันว่าจะตกนรก ดังนั้นพระเมตตาจึงเผยใบหน้าที่แท้จริงของพระเป็นเจ้า ว่าเป็นผู้ที่มีความเมตตา  การที่โป๊ปฟรังซิสประกาศให้วันที่
8ธันวาคมเป็นวันเปิดปีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นวันสมโภชแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ที่มีแม่พระมาเกี่ยวข้องด้วยก็เพราะสืบเนื่องมาจากเอวา ซึ่งเป็นผู้ที่ปิดประตูสวรรค์ แม่พระคือวิธีการที่พระเจ้าใช้ตอบโต้กับความบาปโดยผ่านทางแม่พระ ปฏิสนธินิรมลคือการเกิดมาไม่มีบาป แม่พระร่วมมือ เป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการโต้ตอบกับความบาป หลายคนที่มีความบาปแล้วไม่ยอมมาหาพระ กลับบอกว่าตนเองไม่สมควรที่จะไปวัด แต่ในขณะที่ไม่ไปวัดก็ยังคงไปหาเงินเพื่อที่จะมีความสุขอยู่ ทั้งที่จริงแล้วเงินไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข เงินแค่ทำให้ชีวิตเรามีความสะดวกมากขึ้น พระพรต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุขแท้จริง   คำว่าพระเมตตาเป็นสิ่งมีชีวิตและมองเห็นได้ชัดเจน คือการที่เราต้องนำไปปฏิบัติจึงจะมีชีวิต หนังสือพระคัมภีร์และพระเมตตาที่อยู่แต่ในหนังสือย่อมไม่มีชีวิต พระเมตตาจะมีชีวิตและเห็นได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อเราได้ลงมือทำ โดยการคิดดีกับผู้อื่น รวมทั้งต้องต่อสู้กับจิตชั่วที่ทำให้เราคิดร้ายกับผู้อื่น เมื่อเราคิดร้าย คิดด้านลบกับผู้อื่น จงตระหนักว่าปีศาจกำลังล่อลวงเราอยู่ เพราะสิ่งนี้ไม่ได้มาจากพระอย่างแน่นอน เมื่อเราฝืนสวดให้กับผู้ที่เรารู้สึกไม่ดีด้วย เรากำลังเริ่มที่จะนำพระพรมาสู่ตนเองและผู้ที่เราสวดให้ สักพักเราจะเริ่มสงบและรู้สึกเฉยๆ กับพฤติกรรมที่เรารู้สึกว่าเลวร้ายของเขา เปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่สงสารเขาแทน  พระเยซูเจ้าไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียวแต่พระองค์ทรงลงมือทำด้วย เช่นเดียวกับโป๊ปฟรังซิสที่มีอิทธิพลต่อโลกมากเพราะไม่ได้พูดแล้วค่อยทำ แต่ท่านทำและพูดไปพร้อมกัน จึงมีพลังในคำพูด สิ่งที่พระเยซูเจ้ากระทำจะต้องอยู่ในตัวของเรา เพราะเราได้ล้างบาปและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแล้ว ใครที่เห็นเราก็จะเห็นพระบิดา เราต้องไม่โกรธใครข้ามคืน นี่เป็นสิ่งที่เราต้องต่อสู้ การที่เราตั้งใจที่จะสู้จะทำให้เราชนะได้

2. เราจำเป็นต้องหมั่นคิดไตร่ตรองถึงพระธรรมล้ำลึกแห่งพระเมตตาอยู่เสมอ เป็นพระธรรมล้ำลึกแห่งความชื่นชมยินดี ความสงบ และสันติสุข   ความรอดพ้นของเราขึ้นอยู่กับพระธรรมล้ำลึกนี้  พระเมตตา เป็นคำพูดที่แสดงถึงแก่นพระธรรมล้ำลึกของพระตรีเอกภาพผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด      พระเมตตาเป็นกิจการสูงสุดหนึ่งเดียวที่ พระเป็นเจ้าเสด็จมาพบเรามนุษย์ พระเมตตาเป็นกฎพื้นฐานที่อยู่ในหัวใจของมนุษย์ทุกคนที่กล้าสบตาพี่น้องชายหญิงอย่างตรงไปตรงมาตามเส้นทางชีวิตของตน   พระเมตตาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระเป็นเจ้ากับมนุษย์เป็นการเปิดหัวใจของเราด้วยความวางใจว่ามีพระเจ้าทรงรักเราตลอดไปทั้งที่เราเป็นคนบาปหนา 

หากใครอยากจะมีชีวิตที่มีความชื่นชมยินดี สงบ สันติสุข จะต้องคิดไตร่ตรอง ถึงพระธรรมล้ำลึกแห่งพระเมตตา ซึ่งก็คือการลงมือ “ทำ” นั่นเอง ที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดของเราอยู่เสมอ ถ้าไม่ทำเราก็จะลืม ความสงบ สันติสุขคือการเป็นคนใจกว้าง ที่จะไม่มานั่งเครียดกับเรื่องเล็กน้อยของคนอื่น คนใจแคบจะรู้สึกรำคาญและขัดหูขัดตา คนใจกว้างจะคิดได้ว่า “สอนได้ก็สอน สอนไม่ได้ก็สวดให้เขา” ก็เท่านั้นเอง นี่จะทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุข เมื่อเรามีความเมตตาต่อผู้อื่น จะทำให้เราสามารถเผชิญกับสิ่งที่ไม่ดีได้อย่างง่ายดาย สามารถมองสบตากับเขาได้โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไร  กับพระเป็นเจ้าเราจะต้องพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เมื่อมีปัญหากับใครจงเอาพระเข้ามาแทรกแล้วความทุกข์ในใจก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ความเมตตาจะทำให้เราเป็นอิสระ คือการปลดปล่อย และการปลดปล่อยที่แท้จริงคือการปลดปล่อยใจเราให้เป็นอิสระ

3. บางครั้ง เราได้รับเรียกให้เพ่งมองพระเมตตาอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อเราจะได้เป็นเครื่องหมายที่แท้จริงมากขึ้นในการกระทำกิจการของพระบิดาในชีวิตของเรา  ด้วยเหตุนี้เอง พ่อจึงประกาศปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษแห่งพระเมตตาซึ่งจะเป็นโอกาสพิเศษสำหรับพระศาสนจักร เป็นช่วงเวลาการเป็นประจักษ์พยานของผู้มีความเชื่อที่เข้มแข็งและจริงจังมากขึ้น  นี่คือการมองและนำมาใช้ ภาพของโป๊ปฟรังซิสที่แสดงความรักต่อบรรดาผู้ป่วยโรคต่างๆ อย่างไม่รังเกียจ ผู้ที่มีจิตใจไม่แข็งแรงย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ โป๊ปแสดงออกอย่างสุภาพโดยไม่มีกรอบ ไม่ติดกับเงื่อนไข กฎ พิธีรีตองใดๆ      พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ประกาศสมณโองการนี้ออกมาในช่วงเวลาที่ครบรอบ 2 ปีของการเป็นสันตะปาปาของพระองค์ พระองค์ได้เขียนคำประกาศในระหว่างที่เป็นประธานในพิธีกรรมแห่งศีลอภัยบาปที่มหาวิหารนักบุญเปโตร พระองค์ประกาศว่าสารของพระเยซูเจ้าคือ “ความเมตตา” และพระองค์เคยตรัสไว้ตั้งแต่หลังจากเข้ารับตำแหน่งโป๊ปใหม่ๆ เพียงสี่สัปดาห์ ที่วัดนักบุญอันนาในวาติกันว่า “สารของพระเยซูเจ้าคือ ความเมตตา ความเมตตาคือสารที่ทรงพลังที่สุดของพระเจ้า” ท่านได้ตรัสแก่นักข่าวในระหว่างเดินทางบนเครื่องบินเมื่อครั้งไปเยี่ยมบราซิล ซึ่งเป็นการเยี่ยมนอกประเทศครั้งแรกในตำแหน่งโป๊ปว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือ ฤดูกาลแห่งความเมตตา” ท่านยังได้เขียนจดหมายไปที่มหาวิทยาลัยในอาร์เจนตินาว่า “ความเมตตาไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทัศนคติในแง่ของการอภิบาล แต่มันเป็น “แก่น” ของพระวรสารของพระเยซูเจ้า”    เหล่านี้ล้วนแสดงว่าเรื่องพระเมตตานี้เป็นอะไรที่วนเวียนอยู่ในใจ ในความคิดของท่านตลอดเวลาตั้งแต่แรกเลยทีเดียว ก่อนที่ท่านจะมีประกาศปีแห่งความเมตตาออกมา การที่โป๊ปประกาศปีแห่งความเมตตาจึงไม่ใช่อะไรอื่น แต่มันเป็นชีวิตของท่านเอง และมันสอดคล้องกับที่พระเยซูเจ้าได้ประจักษ์ให้แก่ซิสเตอร์โฟสตินา และได้รับการรับรองจากพระศาสนจักรแล้วว่าสารทั้งหมดนั้นมีความถูกต้อง

สารของพระเมตตาที่พระเยซูเจ้าประจักษ์แก่ซิสเตอร์โฟสตินา สารนี้มีเนื้อหาค่อนข้างจะหนัก เช่น  “เราปรารถนาให้พระสงฆ์เทศน์สอนเรื่องความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของเราแก่วิญญาณที่เต็มไปด้วยบาป” ซึ่งบรรดาพระสงฆ์จะต้องน้อมรับ แม้ว่าบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าพระสงฆ์ก็อ่อนแอ ที่อาจจะใส่ใจในทุกเรื่องยกเว้นในเรื่องสารของพระเยซูเจ้า

“ขอให้มนุษยชาติทั้งหมดยอมรับรู้พระเมตตาอันสุดจะหยั่งถึงได้ของเรา นี้คือเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของกาลเวลา หลังจากนั้นก็จะเป็นวันแห่งการพิพากษาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้พวกเขาวอนขอจาก สายธารแห่งพระเมตตาของเรา ให้พวกเขาได้รับผลจากน้ำและพระโลหิตซึ่งหลั่งไหลพุ่งออกมาเพื่อพวกเขา"  นี่คือช่วงเวลาแห่งพระเมตตา แล้วหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครทราบได้ ตอนนี้นิวเคลียร์ได้ถูกติดตั้งแล้ว ทั้งในแถบเกาหลี รัสเซีย ยุโรป จีน อินเดีย ปากีสถาน หากตรงไหนเริ่มขยับ เหนี่ยวไกก่อนมันก็จะลามกันไปทั่ว แล้วเมื่อนั้นเราก็คงจะเข้าใจว่าวันพิพากษาจะมาอย่างไร มันจะเป็นการเปลี่ยนยุค แม้ในผู้ที่ไม่ใช่คริสต์ก็ยังบอกว่าโลกของเรามันน่าจะถึงจุดที่ใกล้จะจบเต็มทีแล้ว เพราะมนุษยชาติจมอยู่ในความเลวร้ายจนไม่รู้ว่าตนเองนั้นเลวร้าย เมื่อมนุษย์ตกอยู่ความเลวแล้วไม่รู้ว่าตนเองเลว นี่แสดงว่าจมอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และก็จะถึงจุดเปลี่ยนอย่างหนัก    

สารของแม่พระที่ได้ตรัสแก่ซิสเตอร์โฟสตินา ในวันที่ 25 มีนาคม 1936 (2479) ระหว่างการรำพึงตอนเช้า “การปรากฏของพระเป็นเจ้าโอบล้อมดิฉันไว้เป็นพิเศษ ขณะที่ดิฉันเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์อันหาขอบเขตมิได้ และในเวลาเดียวกันก็เห็นการถ่อมพระองค์ลงมาท่ามกลางสิ่งสร้างของพระองค์ แล้วนั้นดิฉันเห็นพระแม่ของพระเจ้า พระนางบอกกับดิฉันว่า "โอ้ ช่างเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้ามากเพียงใดหนอสำหรับดวงวิญญาณซึ่งดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ตามความดลใจพระหรรษทานของพระองค์! แม่ให้พระผู้ช่วยให้รอดแก่โลกมนุษย์ สำหรับเธอ เธอจะต้องบอกแก่โลกเรื่องพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเตรียมโลกมนุษย์ให้พร้อม สำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ ผู้ซึ่งจะเสด็จมาในฐานะผู้พิพากษา มิใช่มาในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด” พระสันตะปาปา เลโอที่ 3 ได้เคยมีนิมิตได้ยินและเห็นว่า ซาตานขอเวลา 100 ปีเพื่อทำลายพระศาสนจักรของพระเจ้า และประกาศกคนหนึ่งชาวคูเวตอยู่ที่อเมริกาชื่อนาสรีน โจนิ Nasreen Jouni ผู้ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูเจ้าได้ประจักษ์แก่เธอตรัสว่า “เวลาของปีศาจจะสิ้นสุดในปี 2017”  แม่พระประจักษ์ที่ฟาติมาก็จะครบ100ปีในปี2017 เช่นกัน สารเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่สอดคล้องกันอย่างน่าแปลก น่าสนใจมากทีเดียว

ในประวัติศาสตร์สองพันกว่าปีที่ผ่านมา พระเยซูเจ้าประจักษ์มาเป็นพระบุคคลสามครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือพระคัมภีร์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ การบังเกิดของพระเยซูเจ้าคือพระวจนาถต์นั่นเอง ครั้งสองคือพระหฤทัย และครั้งที่สามคือพระเมตตา ในช่วงสงครามโลกแต่ละครั้งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าตอบสนองกับมนุษย์อยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่โลกกำลังสู้รบแต่พระเจ้าก็ทำงานของพระองค์ สวรรค์ก็ทำงานและเตรียมงานไปด้วยเช่นกัน สงครามโลกครั้งที่1 ในปี 1914 – 1918  ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 6 ในปี 1917 เดือนพฤศจิกายน คอมมิวนิสต์ปกครองรัสเซียและเริ่มระบาดไปทั่ว ในช่วงปี 1917 เดือน พฤษภาคม แม่พระก็ได้ประจักษ์มาที่ฟาติมา สารของแม่พระฟาติมา คือ สวดและพลีกรรมเพื่อให้คนบาปกลับใจ เทวดายังสอนเด็กให้สวดบทภาวนาแทรกเข้ามาระหว่าง 10 เม็ดสายประคำว่า “ ข้าแต่พระเยซู โปรดอภัยบาปของเรา โปรดช่วยเราให้พ้นจากไฟนรก โปรดนำวิญญาณทุกดวงให้รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิญญาณที่กำลังต้องการพระเมตตาของพระองค์มากที่สุด” สารของแม่พระที่ฟาติมา หากเราดูจริงๆ แล้วคือการให้มนุษย์สวด พลีกรรมให้แก่ผู้อื่น เพื่อคนบาปจะได้กลับใจ   และต่อมาในปี 1931 พระเมตตาก็มาประจักษ์แก่ซิสเตอร์ โฟสตินา ในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่2 ปี 1939 – 1945 ที่จริงแล้วสงครามโลกครั้งที่2 เกิดขึ้นในปี1931 ปี1939เป็นการนับจากยุโรป แต่ในเอเชียปี1931 ญี่ปุ่นก็บุกแมนจูเรีย สงครามโลกเกิดแล้ว เพียงแค่พอลามเข้ายุโรปก็กระจายทันที อิตาลี ยกทัพ เข้าเอธิโอเปีย ในปี 1935 และเมื่อเยอรมัน ยกทัพ เข้าโปแลนด์ ปี 1939 เขาจึงถือว่าเป็นสงครามโลกครั้งที่2 ดังนั้นสวรรค์ได้ตอบสนองแล้วในการประจักษ์มาแก่ซิสเตอร์โฟสตินาตั้งแต่ปี 1931 สารพระเมตตาถูกสั่งห้ามเผยแพร่ เป็นเวลา 19 ปี 1959 – 1978 ซึ่งเป็นช่วงที่เยอรมันบุกโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เพราะข้อมูลที่ถูกส่งไปยังวาติกันไม่ครบถ้วน จึงทำให้ถูกมองว่าไม่น่าจะใช่เรื่องจริง ทำให้ไม่มีการเผยแพร่เป็นเวลา 19 ปี นี่แสดงว่าพระเป็นเจ้ารอเวลา จนในที่สุดเมื่อพระคาร์ดินัล คาโร วอยติวา ได้รื้อฟื้นกระบวนการสอบสวนขึ้นใหม่ จนได้รับการอนุญาตให้เผยแพร่ได้ อีกไม่กี่เดือนถัดมาพระคาร์ดินัลองค์นี้ก็ได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองนั่นเอง นี่คือการทำงานของสวรรค์ มีความต่อเนื่องมาเรื่อยๆ  สารของพระเมตตาคือการสวด พลีกรรมเพื่อให้คนบาปกลับใจ เป็นการสวดให้คนอื่น ไม่ใช่สวดให้ตนเอง เป็นสารแห่งความเมตตา ความเมตตาเริ่มจากการที่คิดถึง ห่วงใย สงสารผู้อื่น ความเมตตาคือการปฏิบัติ  นี่คือพระเมตตาอันลึกล้ำที่ร่วมในการต่อสู้ของมนุษย์กับจิตชั่ว เมื่อมนุษย์เปิดประตูให้ซาตานเข้ามาในโลกนี้  ในขณะนี้เรากำลังทำการต่อสู้กับจิตชั่วอยู่ เป็นเวลาที่จิตชั่วนั้นใกล้จะเท่าทันพวกเราแล้ว   

สารและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้บอกอะไรต่อเรา? ทั้งการที่โป๊ปประกาศปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาก็เป็นความสอดคล้อง ต่อเนื่องกัน ที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงสารที่ทั้งพระเยซูเจ้า และแม่พระได้มอบผ่านท่านซิสเตอร์โฟสตินา เวลานี้จึงเป็นเวลาที่เราจะต้องเข้าหาพระเมตตา และไม่ใช่แค่เข้าหาเท่านั้นแต่จะต้องแจกจ่าย คือการที่เราได้ปฏิบัติความเมตตาต่อผู้อื่นด้วย  เพื่อเราจะได้เตรียมตัวต้อนรับปีศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ธันวาคม 2015 – 20 พฤศจิกายน 2016 นี้อย่างดี เพื่อเราจะได้รับพระคุณการุณย์ และพระคุณมากมายให้แก่ทั้งตนเองและผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย.

โปรดติดตามตอนต่อไป>>